มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 62 ตบ

            ตอนนี้ทางฝ่ายหม่าซานเหลือผู้เข้าประลองสองคน คือ หม่าซานระดับปราณขุนพลระดับสามขั้นหนึ่งช่วงชั้นต้น และอาเส้าเหวินระดับปราณขุนพลระดับสามขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุด  ส่วนอีกฝ่ายเหลือเพียงคนเดียว คือ กังหลงนักศึกษาบอบบางระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุด  ทุกผู้คนดูจากระดับพลังปราณและจำนวนคนแล้ว มิต้องบอกก็ทราบได้ว่าฝ่ายไหนจะชนะ ผู้ชมทั้งหลายต่างส่ายหน้าด้วยความเห็นใจ ต่างคิดแทนบุรุษชุดขาวนักศึกษาบอบบางผู้นี้ ควรที่จะยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลย เพื่อมิต้องเสียทรัพย์แล้วมาเจ็บตัวอีก ต่างคนต่างคิดจะจากไป แต่ทันใดนั้นทุกคนก็ต้องชะงักเท้า เมื่อได้ยินบุรุษหนุ่มชุดนักศึกษาสีขาวได้ก้าวเข้าไปภายในเวทีประลอง และกล่าวขึ้น

     

            "พวกท่าน ..!! คนใดจะเข้ามาก่อน...!!"

     

            เมื่ออยู่บนเวที กังหลงควบคุมพลังจิตวิญญาณสำรวจดูหยางเชียงซี พบว่ากระดูกหน้าอกเพียงร้าวมิได้แตกหักออกจากกัน บาดเจ็บบอบช้ำภายในเล็กน้อยมิมีน่าเป็นห่วง นับว่าหยางเชียงซีมีพลังป้องกันตามธรรมชาติอันยอดเยี่ยมตั้งแต่เกิด ...หากเป็นผู้อื่นถ้าปะทะกันด้วยพลังปราณโดนตรง  โดนฟาดด้วยพลังเต็มเปี่ยมเช่นนี้


            ด้วยระยะพลังปราณที่ห่างกันถึงหนึ่งระดับย่อย ถ้ามิมีเคล็ดวิชาใดช่วยลดทอนพลังลง ผลที่ออกมา คงกระดูกแตกหักอวัยวะภายในฉีกขาดได้รับบาดเจ็บภายในบอบช้ำสาหัสกว่านี้ยิ่ง กังหลงล้วงเข้าอกเสื้อโยนขวดแก้วใบเล็กส่งให้ พร้อมทั้งกล่าวกว่า

     

            "นี่เป็นโอสถรักษาอาการบอบช้ำภายใน พี่หยางเชียงซีท่านรีบสงบใจกลืนกินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บโดยไว แล้วคอยชมข้าทำกำไรการค้ารายนี้ !!!"

     

            หยางเชียงซีงุนงงยิ่ง กับคำกล่าว   ทำกำไรการค้ารายนี้ ?  แต่ก็รีบรับโอสถมา..ทันทีที่เปิดขวดออกสัมผัสกลิ่นยาอันเข้มข้นรุนแรง ทราบว่านี้เป็นยารักษาอาการบาดเจ็บระดับสองระดับสูง มิทราบสหายใหม่ที่เพิ่งคบหาผู้นี้ เสาะหายาล้ำค่าเช่นนี้มาจากที่ใด  ยิ้มขอบคุณและรีบกลืนกินทันที พร้อมนั่งสมาธิโคจรลมปราณเพื่อดูดซึมฤทธิ์ยา เพียงชั่วครู่สีหน้าที่ขาวซีดก็เริ่มมีสีเลือดฝาดและค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ อาการบอบช้ำภายในเริ่มทุเลาและหายเป็นปกติภายในชั่วระยะเพียงสามสิบลมหายใจ นับเป็นโอสถรักษาอาการบาดเจ็บบอบช้ำอันเลิศล้ำคราแรกที่หยางเชียงซีได้กลืนกิน !!

     

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า  เจ้าขยะตระกูลกัง รอบนี้เดี๋ยวนายน้อยหม่าซานจะเป็นผู้ลงมือจบเกมส์ประลองนี้เอง สหายของเจ้าได้หมดสิทธิ์ไปแล้ว หากข้าชนะเจ้าได้อีกคน ถือว่าการประลองนี้จบลง  เจ้ามีอะไรจะสั่งเสียอีกหรือไม่ ?"

     

            เสียงหัวเราะอย่างลำพองของหม่าซานดังลั่นเนื่องมั่นใจว่าสามารถกำจัดกังหลงได้เพราะในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานี้หม่าซานได้มีความก้าวหน้าอยู่ในระดับปราณขุนพลระดับสามขั้นหนึ่งช่วงชั้นต้นแล้ว จนผู้คนต่างเบือนหน้าหนี หลายคนนึกสงสารชายหนุ่มนักศึกษาบอบบางผู้นี้ แต่มีหลายคนที่นึกสมน้ำหน้าในความโชคร้ายของชายหนุ่ม ที่ดูเหมือนคนโง่งมยังยืนยิ้มอย่างมิรู้ทุกข์รู้ร้อน  กังหลงหาสนใจคนเกล่านี้ไม่เมื่อได้ยินหม่าซานถามแบบนั้นจึงพูดขึ้น

     

            "งั้นรึ !!  เจ้ายังเก็บแก่นอสูรสีแดงที่คราฉกชิงข้าไปไว้อีกหรือไม่  หากยังเก็บอยู่ นำออกมารวมไว้กับเดิมพันครานี้ ข้าจะเพิ่มเดิมพันให้อีกหนึ่งแสนเหรียญทอง !!"

     

            ทันใดนั้นหม่าซานได้ล้วงเข้าไปในออกเสื้อกำเอาของสิ่งหนึ่งออกมา แบมือขึ้น ในมือวางไว้ด้วยแผ่นผลึกกลมแบนสีแดง พร้อมหัวเราะร่า พูดว่า !!!

     

            "เจ้าหมายถึงของสิ่งนี้รึ  ฮ่า ฮ่า  ฮ่า  สิ่งที่ขยะเช่นเจ้ามอบให้ข้าคราก่อนนะรึ  ที่แท้มีราคาถึงหนึ่งแสนเหรียญทอง  ตกลง ๆ ทุกอย่างคงพร้อมแล้วงั้นมาเริ่มกันเลย  เถ้าแก่จางรับนี่ไป นับเป็นของเดิมพันด้วย และบอกให้เริ่มประลองได้แล้ว !!"

     

            เมื่อเห็นลานประลองได้รับการแก้ไขจนสามารถใช้งานได้เช่นเดิม หลังจากรับของที่หม่าซานโยนมาให้ เถ้าแก่จางกล่าวขึ้น 

     

            "เอาละ เริ่มการประลองต่อได้ !!"

     

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูคู่แค้นเก่า ก็ทำให้กังหลงหวนนึกถึงความอัปยศต่าง ๆ ที่ผ่านมา  ที่จริงก่อนหน้านี้แม้จะเคยพบเจอกลุ่มคนพวกนี้ภายในห้องประมูล ด้วยระดับปราณปัจจุบันของตนก็มิคิดไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้อีกชั่วคราวเนื่องจากมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าที่ต้องทำ... แต่แม้จะหลีกเลี่ยงแล้วเหมือนมิอาจจะหลีกพ้นได้ นับว่าคู่แค้นในทางคับแคบ ที่มิอาจหลบเลี่ยงได้ คำนึงขึ้น

     

            "ในเมื่อข้าอุตส่าห์ปล่อยวางไว้ชั่วคราวแล้ว แต่พวกเจ้ากลับแส่เข้ามาหาข้าเอง งั้นครานี้ข้าจะเก็บคืนทั้งต้นทั้งดอกในคราเดียวเลย"


            จึงกล่าวขึ้นอย่างแย้มยิ้ม 

     

           "นายน้อยตระกูลหม่าโปรดออมมือให้ข้าด้วยและหากข้าพลั้งมือทำให้นายน้อยบาดเจ็บท่านคงมิว่ากระไรกระมัง!!"

     

           หม่าซานหัวเราะลั่นอย่างเย่อหยิ่งลำพองเนื่องจากตรวจดูระดับปราณของกังหลงยังอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดซึ่งมีความห่างกับตนถึงหนึ่งระดับต่อให้ใช้อะไรคิดก็มิมีทางเป็นไปด้วยที่กังหลงจะสามารถทำร้ายจนตนบาดเจ็บได้  ความต่างชั้นของพลังปราณหนึ่งระดับช่างกว้างใหญ่จนมิอาจจะเทียบได้ก่อนหน้านี้ที่การประลองระหว่างเจ้าหนุ่มร่างใหญ่และอาฮกที่มีความต่างของระดับปราณถึงหนึ่งช่วงระดับเช่นกัน ผลออกมากลับพ่ายแพ้ทั้งสองฝ่าย

     

            เนื่องจากอาฮกเกิดโทสะจนประมาทฝ่ายตรงข้ามถ่ายเทพลังปราณทั้งหมดไปที่เท้าเพื่อเพิ่มความเร็ว ต้องการจะไล่ให้ทันหยางเชียงซีที่มีท่าเท้ารวดเร็วหวังรวบรัดการต่อสู้ให้จบไวขึ้นแต่การกระทำเช่นนี้กลับเป็นการเปิดช่องโหว่ให้หยางเชียงซีที่มีพลังทางกายภาพอันแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปใช้ความเร็วพุ่งสวนเข้าโจมตีแทนที่จะถอยหนีเหมือนก่อนหน้า จนตั้งรับไม่ทัน แรงปะทะทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บกระเด็นหลุดออกนอกเขตเวทีจนพ่ายแพ้ไปทั้งสองฝ่ายดังนั้นคราวนี้หม่าซานเตือนตนว่าจะมิประมาทเลินเล่อเช่นอาฮกแน่

     

           "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้านายน้อยย่อมมิมีจำต้องโกรธขึ้งหากขยะเช่นเจ้าสามารถแตะต้องข้าได้ !!! ทุกคนจงเป็นพยาน !!!การประลองแม้จะบังเอิญพลาดพลั้งบาดเจ็บจะมิมีใครเอาเรื่องแก่กันหลังจากนี้ได้"   "เอาหละเจ้าขยะตระกูลกังข้าจะเปิดโอกาสให้เจ้าโจมตีก่อนสามครั้งข้าจะไม่ตีโต้แต่หลังจากครบสามกระบวนท่าข้าจะส่งเจ้าให้กระเด็นออกนอกเวที ...!!"

     

           กังหลงแย้มยิ้มกล่าวขึ้น

          

           "เจ้าแน่ใจแล้วรึ ?"

     

           หม่าซานกล่าวขึ้นอย่างเหยียดหยามเย่อหยิ่ง

     

           "แน่นอน ข้านายน้อยหม่าพูดคำไหนคำนั้น"

     

            กังหลงแย้มยิ้มกล่าวจบสีหน้าสายตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ พุ่งหายวับไปทันที

     

           "งั้นข้าไม่เกรงใจละ !!"

     

           "เพี๊ยะ!!"

     

           "โครม !!"

     

           เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องได้ยินไปทั่วลานประลองทุกผู้คนต่างได้ยินกันถ้วนทั่วร่างของหม่าซานหมุนคว้างกลางอากาศเกือบสองรอบก่อนร่วงกระทบพื้นดังสนั่นหวั่นไหวฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว  ยามเมื่อฝุ่นจางหายกลับพบร่างมอมแมมของหม่าซานกำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้น  หันกลับไปดูชายหนุ่มบอบบางคล้ายนักศึกษาชุดขาวยืนแย้มยิ้มอยู่ที่เดิมเหมือนมิเคยเคลื่อนไหวมาก่อน

     

           รอบลานประลองเงียบลงดุจป่าช้าทุกคนที่เฝ้าชมดูอยู่ต่างตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นท่าร่างที่รวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้มีระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดจะมีความรวดเร็วปานนี้ต่างปากอ้าตาค้าง มองไปกลางลานประลองจนดวงตาแทบถลน 

     

           การตบครานี้กังหลงใช้พลังเพียงส่วนหนึ่งเพื่อต้องการลดทองความหยิ่งผยองของหม่าซานด้วยพลังที่แท้จริงปัจจุบันนี้หากกังหลงใช้ถึงหกส่วนแม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธระดับปราณขุนพลระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ช่วงขั้นสูงสุดก็คงมิอาจทนทานได้ นี่นับว่ากังหลงให้ความเมตตามากแล้ว กล่าวแย้มยิ้มว่า


     





    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน