โฮกกกกกกกก กก!
สุ้มเสียงคำรามดุร้ายดังกึกก้องกัมปนาทสะท้อนโพรงถ้ำขนาดใหญ่อื้ออึงจากเบื้องหน้าทั้งสองตามมาด้วยคลื่นเสียงสั่นไหวในชั้นบรรยากาศทวีความร้อนแก่สภาพอากาศในโพรงถ้ำให้ร้อนยิ่งขึ้นเพียงเสียงคำรามที่สั่นประสาทล่องลอยในอากาศก็เพียงพอให้หินหนืดก้อนเล็กก้อนน้อยหลุดลุ่ยลงมา เสียงดุร้ายนี้ดังกระแทกสั่นะเืเข้าใส่หัวสมองไป๋หยุนเฟยจนกลายเป็ว่างเปล่าเฟิงเสวี่ยฉีและไป๋หยุนเฟยก้าวถอยหลังทันทีตามสัญชาตญาณระวังภัย รูขุมขนทั่วสรรพพางกายลุกชูอย่างตื่นตัวจนขีดสุด!
คลื่นเสียงดุร้ายกึกก้องยาวนานก่อนที่สุ้มเสียงดุร้ายอำมหิตจะล่องลอยสะท้อนทั่วโพรงถ้ำอย่างชั่วร้าย “ถึงกับเป็มนุษย์โสโครกอายุเยาว์ผู้หนึ่งกับมีพลังพรมแดนครึ่งก้าวสู่หลอมรวมิญญากลับมีขวัญกล้าเสนอหน้าลงมาที่นี้ช่างแสวงหาความตายยิ่งนัก! โอ้วว...กลิ่นอายของมดปลวกอีกตัวหนึ่งชั่งหอมหวานน่าลิ้มลอง...มา เมื่อพวกเ้ากล้าลงมายังที่พักอาศัยของข้าแล้วจงมาเป็เครื่องสังเวยอาหารมื้อนี้ของข้าแต่โดยดีเสียเถอะเ้าพวกมนุษย์!”
เฟิงเสวี่ยสีจ้องมองเบื้องหน้านิ่งก่อนจะเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ “พวกข้าเพียงผ่านมาโดยบังเอิญ…ทั้งยังไม่ได้ล่วงเกินอันใดเ้า ถ้าเ้า้าชีวิตของพวกข้าข้าก็ไม่มีทางเลือกแล้ว!”
สำหรับสัตว์อสูรไหนเลยจะขบคิดเอาคำพูดมนุษย์มาใส่ใจไม่ว่าจะเป็สัตว์อสูรหรืุ์ถ้าได้ก้าวเข้ามายังถิ่นฐานอาณาเขตที่มั่นของมันแล้วก็ไม่ต่างอันใดจากการท้าทายอำนาจเ้าถิ่น คำตอบที่มันเ้าถิ่นให้ได้คือต่อสู้แย่งชิงถิ่นอาณาเขตเพื่ออยู่รอด…กลับต่อสู้พ่ายแพ้ศิโรราบแล้วจงรอคอยความตาย!
แว่วเสียงคำรามดุร้ายป่าเถื่อนดังออกมา “หุบปาก! พวกเ้าเหล่ามนุษย์ล้วนชั่วร้ายเป็ตัวสกปรกสิ่งมีชีวิตอันเลวทราม วันนี้คือวันตายของพวกเ้า ตายยยย!”
ตึง!!
พร้อมเสียงฝีเท้าดังสนั่น เบื้องหน้าทั้งสองราวหนึ่งกิโลเมตรปรากฏราชสีห์ตัวเมียร่างกายใหญ่โตกว่าสิบเมตรย่างกรายออกมามัดกล้ามใหญ่โตน่ากลัวถูกปกคลุมไว้ด้วยเส้นขนสีแดงเพลิงราวเปลวไฟ ไม่ว่าจะดวงตากรงเล็บ แพรขนปลายหาง หรือกระทั่งกระดูกแหลมคมน่ากลัวที่ทิ่มแทงออกจากข้อศอกกระดูกทั้งสี่ข้างล้วนถูกอาบย้อมไปด้วยเพลิงอัคคีแดงฉานลุกโชติ่แม้กระทั่งลมหายใจยังเป็เพลิงไฟร้อนลวก
อุ้งเท้าใหญ่ยามย่ำลงบนพื้นหินหนืดบังเกิดเสียงดัง*ตึงตัง สนั่นทิ้งไว้เพียงรอยเปลวเพลิงขนาดย่อมบนพื้นเท่านั้น
ทว่าด้วยเหตุการณ์ผิดแปลกบางอย่าง ร่างกายสูงใหญ่ของอสูรกายเบื้องหน้าเหมือนผอมโทรมอยู่บ้างแต่ความดุร้ายน่ากลัวของมันไม่ได้ยิ่งหย่อนลงไปเลย กลับกันความดุร้ายของมันยามนี้ยิ่งน่ากลัวอำมหิตเท่าทวี ดวงตาแดงฉานป่าเถื่อนน่ากลัวยามจ้องมองทำให้จิตใจผู้คนสั่นสะท้านหวาดหวั่นแทบบ้าคลั่ง
เห็นรูปร่างอสูรกาย ในห้วงความทรงจำชายหนุ่มหวนนึกถึงตำราสัตว์อสูรที่เคยศึกษา
ด้วยรูปร่างสีแดงของเปลวเพลิงของมันชายหนุ่มจดจำได้ดี! สัตว์อสูรอันน่าครั่นครามตัวนี้!
“ป-เป็สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์!ราชสีห์โลกันตร์!?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวกับตนเองอย่างตกตะลึงหยาดเหงื่อพรั่งพรูทั่วใบหน้าด้วยจิตใจที่แตกตื่นจนขีดสุด
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าเฟิงเสวี่ยฉีเคร่งเครียดหวั่นวิตกกล่าว “สัตว์อสูรตัวนี้ข้าไม่อาจจับััพลังพรมแดนของมันได้…นั่นย่อมแสดงว่าพลังพรมแดนของมันสูงส่งกว่าข้า!” หญิงสาวพลันตวัดมือไปเบื้องหน้าส่งคลื่นพลังิญญาพัดพาร่างไป๋หยุนเฟยลอยออกไปก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเ็าตามหลัง “ถอยไปแล้วหาที่กำบังซ่ะ! อยู่ตรงนี้มัวจะเกะกะข้าเสียป่าว?!”
ขั้นพรมแดนิญญาสามารถตรวจวัดกันได้เมื่อมีพลังใกล้เคียงกันหรือไม่ทิ้งห่างกันจนเกินไปจุดเปลี่ยนยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับพรมแดนิญญาก็คือ...พรมแดนหลอมรวมิญญาซึ่งผู้ที่บรรลุถึงระดับนี้สามารถปกปิดหรือซ่อนเร้นพลังิญญาของตนก็ได้ตามใจปรารถนาและอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือสามารถหลอมรวมกายจิตอสูรได้!
“ชิ้!!” ขณะที่พลังิญญาพัดพาชายหนุ่มลอยออกห่างราวสองกิโลเมตรไป๋หยุนเฟยสบถออกมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจจะอย่างไรสิ่งที่เฟิงเสวี่ยฉีพูดล้วนถูกต้องตรงประเด็นที่สุดถ้ามันอยู่ตรงนั้นจะเป็ภาระแก่นางเสียเปล่า หรืออาจตกตายอย่างโง่งม
คลื่นพลังิญญาความร้อนมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างกายราชสีห์โลกันตร์ส่งผลให้เฟิงเสวี่ยฉีรู้สึกถึงภัยคุกคามอันตรายหญิงสาวย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าพลังพรมแดนที่มีระยะห่างกันเพียงหนึ่งขั้นสำหรับนางแล้วย่อมเป็ระยะความแข็งแกร่งที่ใหญ่หลวงแล้วมาตรฐานสำหรับมนุษย์และสัตว์อสูรล้วนวัดกันไม่ได้ต่อให้ราชสีห์โลกันตร์มีพลังพรมแดนิญญาเทียบเท่านางหญิงสาวก็ยังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของราชสีห์โลกันตร์อยู่ดี!
เฟิงเสวี่ยฉีล้วงมือเข้าไปยังถุงจักรวาลของนางก่อนจะหยิบเม็ดยาสีแดงเพลิงสามเม็ดออกมา “หวังว่าเม็ด’ยาทลายขีดจำกัด’สามเม็ดจะสามารถกำจัดสัตว์อสูรตัวนี้ลงได้นะ” กล่าวจบ หญิงสาวส่งเม็ดยาสีแดงสดเข้าสู้ลำคอทันที
อั่กก!
ทันทีที่กระสลวยเม็ดยาเริ่มหลอมละลายพลังมากมายมหาศาลไหลทะลักสู่จุดห้วงกำเนิดเวิ้งิญญาของนางอย่างบ้าคลั่งน้ำยาที่หลอมละลายเริ่มหนุนเสริมและเพิ่มพูนพลังิญญาของหญิงสาวไหลทะลักออกมามากมายมหาศาลราวเขื่อนแตกด้วยพลังที่เกินขีดจำกัด ส่งผลให้ผิวขาวนวลเริ่มปรากฏเส้นเืฝอยมากมายราวรากไม้ลามเลียไปทั่วร่างกายและใบหน้า
ไป๋หยุนเฟยจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวด้วยความกังวลสุดจิตใจมันทำได้เพียงภาวนาให้์ช่วยนาง และสาปแช่งต่อความอ่อนแอไร้ประโยชน์ของตนเอง…
เมื่อกลืนกินเม็ดยาทลายขีดจำกัดไปสามเม็ดแล้ว พลังพรมแดนผลึกิญญาครึ่งก้าวสุดท้ายถูกพังทลายรอบกายเฟิงเสวี่ยฉีปรากฏพลังิญญาสีแดงฉานที่เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างบ้าคลั่งเพียงเสี้ยววินาทีความเข้มข้นปกคุมทั่วร่างกายราวกองเพลิงที่ลุกโชนบิดเบือนสภาพอากาศรอบด้านก่อนจะมอดดับลงอย่างอยู่ตัวทีละน้อย
ยามนี้พรมแดนของหญิงสาวได้เพิ่มขึ้นเกือบเทียบเท่าพลังพรมแดนหลอมรวมิญญาแล้ว!...ถึงแม้พลังจะเพิ่มขึ้นเทียบเท่าพรมแดนหลอมรวมิญญาแต่ก็ไม่อาจจะสำแดงพลังที่แท้จริงของพรมแดนหลอมรวมิญญาได้!...
“กลัวมารดาถึงขนาดใช้ตัวช่วยเลยหรืุ์ตัวจ้อยเฮอะ…วิธีสกปรกเช่นนี้สมกับเป็พวกเ้ามนุษย์ดีเพียงพลังที่หยิบยืมด้วยวิธีสกปรกมาชั่วครู่ คิดจะฆ่าข้าหรือ ฝันไปเถอะ!” น้ำเสียงเย้ยหยันดุร้ายสิ้นสุดร่างใหญ่โตมโหฬารของราชสีห์โลกันตร์พุ่งกระโจนลอยสูงกว่าสามเมตรก่อนจะทิ้งอุ้งมือหยาบใหญ่ตะปบกรงเล็บที่อาบย้อมไปด้วยเปลวไฟลงใส่ใจกลางศีรษะเฟิงเสวี่ยฉีอย่างอำมหิตด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมเฟิงเสวี่ยฉีกวาดกระบี่อาบเพลิงิญญาเป็แนวขวางสกัดกั้นกรงเล็บพญามารอย่างจัง
ตุ้มมม ม!
พร้อมเสียงะเิจากการทะปะครืนครั่น ส่งผลให้หินหนืดในรัศมีสามเมตรแตกละเอียดปลิวกระจายแอ่งลาวาที่เดือดปุดๆสั่นไหวไปมา ฝุ่นควันตลบอบอวล
จากการปะทะคราแรกเงาร่างเล็กใหญ่สองสายพุ่งถลาไปด้านหลังกว่าสองเมตรมือข้างที่ถือกระบี่ของเฟิงเสวี่ยฉีสั่นชาก่อนจะมองไปยังอสูรกายเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบราชสีห์โลกันตร์กู่ร้องคำรามลั่นดุร้ายก่อนจะกระโจนใส่อีกครา ดวงตาแดงฉานเห็นเป็ริ้วแสงสีแดงพร่ามัวสองสายพุ่งใส่เฟิงเสวี่ยฉีก่อนจะอ้าปากกว้างเห็นคมเขี้ยวแดงสดงับใส่หญิงสาวอย่างอาฆาตร้าย
เห็นปากมัจจุราชงับลงมา เฟิงเสวี่ยฉีร่ายรำคราหนึ่งราวผีเสื้อโบยบินยามสนธยากลับกลายเป็เงาร่างสีแดงพร่ามัวพลิ้วไหลหายวับปรากฏอีกทีร่างอรชรชุดแดงของหญิงสาวหยุดยืนอยู่เบื้องบนหัวอันใหญ่โตของราชสีห์โลกันตร์แล้วสายตาเฟิงเสวี่ยฉีสาดประกายเย็นยะเยียบ
“อัคคีโหมกระหน่ำ!!”
พร้อมเสียงแ่เบาเ็ากระบี่แดงส่องประกายเจิดจ้าบังเกิดเปลวเพลิงอัคคีลุกโชนโหมไหม้ก่อนจะทิ่มแทงลงใส่กะโหลกหนาทันที ทว่าก่อนที่เพลิงกระบี่จะบรรลุถึงเป้าหมายหางยาวใหญ่ของราชสีห์โลกันตร์ถูกจุดประกายไฟลุกโชนไม่ต่างอันใดกับกระบี่แดงของหญิงสาวก่อนจะตวัดใส่เฟิงเสวี่ยฉีอย่างรุนแรงราวแส้ั์บังเกิดสายลมหวีดหวิวบาดหูเมื่อพบเจอสถานการณ์เสี่ยงตายตรงหน้าเฟิงเสวี่ยฉีปั้นหน้าเคร่งเครียดก่อนตวัดกระบี่ต้านรับแส้หางมัจจุราชทันที
ตุ้มมม!!
บังเกิดเสียงดังสนั่นราวสายฟ้าฟาดกึกก้องฟ้าดินคำรามอีกครั้งด้วยพลังจู่โจมที่รุนแรงของทั้งสองฝ่ายบังเกิดเพลิงเผาไหม้แตกกระจายในอากาศเป็วงกว้างหินหนืดที่ยึดแน่นติดตรึงในผนังถ้ำถูกแรงอัดกระแทกหลุดลุ่ยลงแตกละเอียด
ถึงแม้ระยะห่างไกลกว่าหนึ่งกิโลเมตร ไป๋หยุนเฟยยังคงจ้องมองการต่อสู้อย่างหวาดผวาการต่อสู้กระชากจิตใจครั้งนี้รุนแรงเสียกว่าชายหนุ่มจินตนาการเอาไว้มากมายหลายเท่าแค่แรงอัดอากาศจากการปะทะที่อัดกระแทกลอยมาถ้าชายหนุ่มไม่กอบกุมยึดเหนี่ยวก้อนหินหนืดเอาไว้คงได้กระเด็นปลิวไปไกลพร้อมกับสายลมแล้ว
เงาร่างเล็กบอบบางของเฟิงเสวี่ยฉีกลายเป็เงาพร่าสีแดงหายวับไปมา หลบพ้นการจู่โจมอันดุร้ายบ้าคลั่งของราชสีห์โลกันตร์อย่างไม่ยากลำบากเมื่อใดก็ตามที่การจู่โจมอันบ้าเืดีเดือดของอสูรกายพลาดเป้าพื้นที่เบื้องล่างล้วนปรากฏแอ่งหลุมขนาดใหญ่แตกร้าวยงใยประดุจใยแมงมุมส่งผลให้เศษหินเศษฝุ่นปลิวว่อนคละคลั่ง
ภาพเหตุการณ์ที่ไป๋หยุนเฟยเห็นทำให้ดวงตาชายหนุ่มพลันเบิกกว้างลุ้นระทึกตลอดเวลากระทั่งหัวใจมยังแทบหยุดเต้น…จากการจ้องมองในระยะปลอดภัยภายใต้อิทธิพลเปลวเพลิงพัดโหมโรมรันใส่กันทั้งสองฝ่าย ร่างงามบอบบางกระจ้อยร่อยของเฟิงเสวี่ยฉีเมื่อเปรียบเทียบกับราชสีห์โลกันตร์ร่างกายของนางชั่งเล็กจ้อยบอบบางราวใบไม้ที่ปลิวไสวท่ามกลางต้นไม้ใหญ่
กรงเล็บคมวาวของราชสีห์โลกันตร์ตะปบใส่หญิงสาวอย่างบ้าคลั่งทุกครั้งที่อุ้งเล็บโหมซัดลงมาบังเกิดเปลวไฟสี่สายสาดแสงอำมหิต อากาศรอบด้านส่งเสียงอื้ออึงครั่นคราม
“ฝนอัคคีพิรุณโปรยปราย!!”
เสียงรำเพยเคล็ดวิชาดังเฟิงเสวี่ยฉีเคลื่อนร่างทะยานพุ่งใส่กรงเล็บแหลมคมของราชสีห์โลกันตร์อย่างไม่หวั่นเกรงกระบี่คมวาวกลับกลายเป็เงากระบี่พร่ามัวหลายร้อยสายพุ่งปะทะอุ้งมือมารทั้งสองข้างอย่างงดงามราวพายุฝนอัคคีเพียงไม่กี่วินาที การพุ่งปะทะสุดรุนแรงหลายร้อยครั้งปรากฏประกายไฟแวบวับบาดตาฝนกระบี่เพลิงยังคงกระหน่ำแทงราชสีห์โลกันตร์ประดุจห่าฝนไม่ขาดสายภายใต้อิทธิพลเพลงกระบี่ของหญิงสาวทำได้เพียงสร้างาแตื้นเขินให้แก่ราชสีห์โลกันตร์เท่านั้น
ด้วยร่างกายอันใหญ่โตของราชสีห์โลกันตร์ส่วนต่างๆบนร่างกายมันล้วนมีแต่มัดกล้ามเหนียวแน่นด้านอำนาจพลังทำลายล้างของมันล้วนมากมายมหาศาลเมื่อรวมกับพลังป้องกันระดับสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์มันย่อมคืออสูรกายอันน่าครั่นครามอย่างแท้จริง!
เมื่อนำมาเปรียบเทียนกับเฟิงเสวี่ยฉีแล้ว ถึงแม้จะใช้เม็ดยาทลายขีดจำกัดร่างกายหรือไม่ใช้ผลรับยังคงไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก! เพียงแค่อาจซื้อเวลายื้อชีวิตได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…จะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็สัตว์อสูรอสูรกายที่แข็งแกร่งตามธรรมชาติั้แ่กำเนิดด้านพละกำลังหญิงสาวไม่มีทางเทียบกับมันได้อย่างแน่นอน
ณ ่เวลาขณะนี้ที่หญิงสาวมีเปรียบจนถึงตอนนี้ล้วนพึ่งพาแต่เคล็ดวิชายุทธ์เพียงเท่านั้น!
ยิ่งเวลาเดินผ่านฤทธิ์ยาเริ่มเสื่อมถอยยิ่งนานร่างกายทุกส่วนของเฟิงเสวี่ยฉีเริ่มอ่อนล้า สีหน้าใต้ม่านคุมเริ่มซีดเผือดทรวงอกเริ่มหอบหายใจอย่างกระชันถี่ หญิงสายยังคงร่ายรำกระบี่ต่อสู่อย่างสุดกำลัง
“อะไรกัน! เริ่มไม่ไหวแล้วหรือเ้ามนุษย์ถึงแม้จะเพิ่มพลังได้ด้วยเม็ดยาแต่สุดท้ายเ้าก็ไม้อาจต่อกรข้าได้อยู่ดี!ชั่งน่าสมเพช! ฮ่าๆๆ” เสียงคำรามกู่ร้องของราชสีห์โลกันตร์ฉายแววสะใจดวงตาโปนโตแดงฉานมีเปลวเพลิงลุกไหม้ ก่อนจะอ้าปากอันใหญ่โตขึ้นเผยให้เห็นเขี้ยวฟันแหลมคมเริ่มมีเปลวไฟลุกไหม้ใจกลางปากอันกว้างใหญ่มีลูกบอลเพลิงหมุนวนโชติ่จากลูกบอลเพลิงลูกเล็กๆเริ่มขยับขยายใหญ่ขึ้นหลังจากผ่านการดูดกลืนธาตุิญญาอัคคีรอบด้านเพียงชั่วพริบตาลูกบอลเพลิงในปากราชสีห์โลกันตร์กลับมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าหนึ่งเมตร!
“ตายยย!” พร้อมน้ำเสียงดุร้ายอำมหิตคำรามลั่นก่อนจะปลดปล่อยลูกบอลเพลิงไปเบื้องหน้าด้วยดวงตาเหี้ยมเกรียม
ยามลูกบอลเพลิงแล่นผ่านปรากฏบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยวผันผลวนไปมาอย่างชัดเจนอากาศด้านหลังหมุนวนเป็เกรียวราวพายุเพลิงเพียงเสี้ยววินาทีลูกบอลเพลิงพุ่งตรงใส่เฟิงเสวี่ยฉีด้วยความไวสุดแสน
เห็นเช่นนั้นใบหน้างามตื่นตระหนกจนซีดเผือดเหงื่อเย็นที่ระบายออกมาเปียกชุ่มติดเนื้อผ้า ทว่า หญิงสาวยังคงมีสติเต็มเปี่ยมสายตาเ็าจ้องมองลูกบอลเพลิงที่ใกล้เข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรงเฟิงเสวี่ยฉีใช้เคล็ดวิชาตัวเบาถอยหายไปด้านหลังเพื่อตั้งหลัก แขนขวาขาวผ่องยื่นเหยียดกระบี่ชี้ตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างแช่มช้างดงามราวนางเซียนเริงระบำก่อนจะพึมพำคาถากับตนเองแ่เบา กระบี่สีแดงเริ่มเปล่งประกายสีแดงจ้าอักขระลวดลายที่จารึกในกระบี่ราวมีชีวิตขับเคลื่อนเลื้อยผ่านไปยังปลายกระบี่แหลมคม ก่อนจะก่อตัวเป็ข่ายมนตราขนาดเล็กตรงปลายกระบี่หมุนวนไปมาน่าอัศจรรย์!
“เคล็ดวิชาลับขุนเขาเทพอัคคี---เพลิงอัคคีมลาย์!!”
น้ำเสียงไพเราะดุจระฆังแก้วเอื่อนเอ่ยข่ายมนตราปลายกระบี่เริ่มหมุนวนไปมาไม่หยุดยั้งก่อนจะปรากฏลำแสงกระบี่สีแดงฉานราวเสาอัคคีเจิดจ้าย้อมสีทั่วโพลงถ้ำดุจจมอยู่ในวังวนสรภูมิเดือดจากนั้นลำแสงกระบี่แดงฉานพุ่งตรงออกจากข่ายมนตราปะทะลูกบอลเพลิงสัตว์อสูรอย่างแรง
ตูมมมมม!!!
เสียงะเิกัมปนาทราวขุนเขาแตกกระจุยดังมาอีกครั้งครานี้ความรุนแรงบ้าคลั่งยิ่งกว่าครั้งก่อนๆไม่ว่าพื้นหินหรือโพรงถ้ำต่างสั่นะเืไปมาส่งผลให้เศษหินหนืดในรัศมีสิบเมตรล้วนปลิวว่อนแตกละเอียดทั่วทุกสารทิศแอ่งลาวาสาดเทกระจัดกระจายประดุจสายฝน แม้กระทั่งเงาร่างใหญ่โตและร่างเล็กต่างเซถอยไปด้านหลังอยู่หลายเมตร
ก่อนการปะทะอันบ้าคลั่งนี้ไป๋หยุนเฟิงเบิกตากว้างอย่างใจหายจิตใจชายหนุ่มล้วนละทิ้งภาพรับชมอันหายากไว้เื้ัเสาะหาก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดในระยะสามเมตรก่อนจะวิ่งไปหลบกำบัง ทว่าทันทีที่เกิดการปะทะขึ้น ก้อนหินใหญ่ก็ไม่อาจทนลมกรรโชกไว้ได้ก่อนจะบุบสลายปลิวหายนำพาร่างเล็กจ้อยของชายหนุ่มลอยล่องไปไกล
การปะทะอันรุนแรงสิ้นสุดหลังจากสมรภูมิเดือดเลยผ่านฝุ่นควันที่ตลบอลอวลเริ่มจืดจางเผยให้เห็นเค้าลางความวินาศสันตะโร
“อูย…ข้าเป็เพียงผู้รับชมเท่านั้น…จะฆ่ากันให้ตายหรืออย่างไร?!” เสียงโอดโอยของไป๋หยุนเฟยดังขึ้นก่อนจะลูบหัวตนเองด้วยความเ็ป ั์ตาแดงจ้องมองไปไกล ก่อนจะโพล่งขึ้นด้วยความใขีดสุด
“ม-แม่นางน้อย!!”