เงาแค้นกระบี่มังกร

    จะรอดหรือไม่รอด

    “เอิ๊ก…”

    ‘กู่เหวินเทียน’ เรอออกมาเสียงดังสะท้านแผงลอยพลางใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปากอย่างไม่รักษาภาพพจน์ขุนนางเก่า บัดนี้เขี่ยเข่งซาลาเปาเปล่า3เข่งซ้อนลงไปกองข้างโต๊ะ ท้องที่เคยแห้งกิ่วประท้วงโครกครากยามนี้ขยายออกจนตึงเปรี๊ยะ เสื้อผ้าป่านสีขาวหม่นขาดกะรุ่งกะริ่งของเขาบัดนี้ยิ่งดูรันทดหนักกว่าเดิมเมื่อมีคราบแป้งและน้ำมันหมูสับเพิ่มมาเป็นลวดลายใหม่

    เขาลูบท้องตัวเองด้วยความเคลิบเคลิ้ม นัยน์ตาฉายแววเคลิ้มสุขราวกับขึ้นสวรรค์ “ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า... หนทางหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรก แต่หนทางกู้ชีพของกู่เหวินเทียน เริ่มต้นที่ซาลาเปา3เข่งแท้ๆ เถ้าแก่! เก็บเงิน!”

    บัณฑิตหนุ่มควักเงินอีแปะและเหรียญเงินแท้ชิ้นเล็กที่เหลืออยู่ ออกมากองบนโต๊ะอย่างใจป้ำ ทว่าในจังหวะที่พ่อค้าซาลาเปากำลังจะยื่นมือมาหยิบเงินนั่นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาบังแสงแดดยามบ่ายจนโต๊ะมืดสลัวลง

    พรึบ!

    มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยพังผืดจากการฝึกอาวุธหนักพุ่งเข้ามาตะครุบกองเงินบนโต๊ะไว้ก่อนพ่อค้า เหวินเทียนสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ทันทีด้วยความระแวง สายตาของเขาปะทะเข้ากับชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ในชุดรัดกุมสีดำ ท่าทางองอาจ ดุดัน แตกต่างจากพวกนักเลงหัวไม้ในตลาดชายแดนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

    “เฮ้ย! พี่ชาย! วาจาขงจื๊อกล่าวไว้ว่า... สุภาพชนมิแย่งชิงของผู้อื่น นี่มันเงินค่าซาลาเปาของข้า เจ้าเดินมาสวมรอยคว้าไปหน้าตาเฉยเช่นนี้ มิป่าเถื่อนไปหน่อยรึ!” เหวินเทียนโวยวาย แสร้งทำใจดีสู้เสือยืดอกขาวหม่นข่มขวัญ

    ทว่าชายชุดดำมิได้มีท่าทีสะทกสะท้าน เขาไม่แม้แต่จะหันไปมองพ่อค้าซาลาเปาที่ยืนตัวสั่นงันงก สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าของเหวินเทียนอย่างพิจารณา ก่อนจะปล่อยมือจากกองเงินแล้วประสานมือคารวะลงต่ำอย่างนอบน้อมผิดคาด

    “ใต้เท้ากู่… พวกข้ามาต้อนรับท่านแล้วขอรับ” น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและแผ่วเบาจนได้ยินกันเพียง3คน

    เหวินเทียนอ้าปากค้าง สมองจอหงวนหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว ‘ใต้เท้ากู่? คนพวกนี้รู้จักแซ่ของข้า? แถมยังแต่งชุดเนี้ยบ… ท่าทางระเบียบวินัยเคร่งครัดเยี่ยงนี้… หรือว่า!’

    “พวกเจ้า… คนของจวนอ๋องหลี่?” เหวินเทียนกระซิบถามกลับ ท่าทางตื่นเต้นแฝงความโล่งใจ

    “ถูกต้องแล้วขอรับ” ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ขยับเข้ามาประชิดม้านั่งไม้ “ท่านอ๋องหลี่ทรงมีบัญชาลับ ให้พวกเรากองกำลังคุ้มกันล่วงหน้ามารอรับตัวท่านที่เมืองหลิงหยวนแห่งนี้ทันทีที่ขบวนเนรเทศมาถึง ข่าวคราวขบวนของท่านเงียบหายไปหลายวัน พวกเราพลิกเมืองตามหาจนทั่ว ไม่นึกเลยว่าจะมาพบท่านนั่ง… เออ… เสพสุขอยู่ที่แผงลอยแห่งนี้”

    ชายชุดดำเหลมมองเข่งซาลาเปาที่กองพะเนินด้วยสายตาว่างเปล่าเล็กน้อย

    เหวินเทียนหัวเราะแห้งๆ “แฮะๆ เสพสุขอะไรกัน ข้าเพิ่งหนีตายฝ่าดงธนูมาหยกๆ ม้าศึกก็สะบัดข้าร่วงแล้วหนีหายไป เงินทองก็ไม่มีติดตัวสักอีแปะเดียว! ถ้าไม่ได้แม่นางเสื้อผ้าไหมสีครามบนหอร้างฝั่งโน้นสงสารโยนเศษเงินให้ ข้าคงกลายเป็นผีเฝ้าแผงซาลาเปาไปแล้ว!”

    คำพูดของเหวินเทียนทำให้องครักษ์จวนอ๋องหลี่ขมวดคิ้ว แววตาแฝงความระแวงตามสัญชาตญาณทหารชายแดน “แม่นางเสื้อผ้าไหมสีครามงั้นหรือขอรับ? เมืองหน้าด่านเช่นนี้ไม่มีคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไหนมาเดินเพ่นพ่านหรอกนะขอรับ ยิ่งเป็นบนหอร้างฝั่งตะวันตกนั่นด้วย… ท่าทางจะธรรมดาเสียที่ไหน ใต้เท้ากู่ได้บอกอะไรนางไปหรือไม่?”

    “จะบอกอันใดได้เล่า!” เหวินเทียนโบกมือหยิบซาลาเปาลูกสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโต๊ะขึ้นมายัดเข้าปากพลางพึมพำ “ข้าก็แค่บ่นลองเชิงนางไปเรื่อยน่า ..  ว่าแต่พวกเจ้าเถอะ มารับข้าแล้วมีรถม้าหรูๆ หรืออาหารเหลาดีๆ รออยู่หรือไม่? ซาลาเปานี่แค่น้ำจิ้มเองนะ!”

    องครักษ์จวนอ๋องหลี่ถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวให้กับความกะล่อนและรักสบายของบัณฑิตตรงหน้า “รถม้าหรูไม่มีหรอกขอรับ มีแต่ม้าศึกเร็ว ยามนี้สถานการณ์ที่ชายแดนไม่สู้ดี พวกเราต้องรีบพาตัวท่านไปยังจุดปลอดภัยที่จวนพักรับรองก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน… เชิญใต้เท้ากู่”

    “ไป ๆ ๆ ในเมื่อมีคนเลี้ยงข้าว ข้าพร้อมลุยอยู่แล้ว!”

    เหวินเทียนลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ นำเงินที่เหลือยัดใส่อกเสื้อผ้าป่านสีขาวหม่นอย่างว่องไว ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวขาเดินตามคนของจวนอ๋องหลี่ออกจากแผงลอย สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของสตรีอีกนางหนึ่งที่เพิ่งเดินก้าวเข้ามาในย่านตลาดเก่าแห่งนี้…

    คล้ายกับเรื่องเงาแค้นกระบี่มังกร ที่คุณอ่าน