ตอนที่ 135 คำชม
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ความจริงเนื้อหาของวิชารูนศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องต้น ชั้นกลาง หรือชั้นสูง เมอร์ลินก็ได้อ่านพวกมันมาหมดแล้ว และการอ่านของเขานั้นก็ไม่ใช่การอ่านธรรมดา เขานั้นสามารถจดจำได้ทุกตัวอักษร อีกทั้งยังสามารถสรุปทำความเข้าใจเป็นความคิดของตนเองได้ด้วย
เพราะเหตุนี้การเข้าเรียนจึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าหากอาจารย์ผู้สอนยังพูดแต่เนื้อหาในหนังสือ
แต่การสอนของศาสตราจารย์คอร์เบรย์ผู้นี้กลับต่างออกไป เขานำเนื้อหาของรูนศาสตร์ชั้นกลางมาพูดเป็นหัวข้อเท่านั้น แต่การบรรยายในเนื้อหาถัดๆ มา เขากลับโยงเข้าเรื่องราวอื่นที่มีที่มาลึกซึ้งเกินกว่าเนื้อหาในหนังสือ
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่อ่านหนังสือมาเป็นจำนวนมากอย่างเมอร์ลิน เขาย่อมสามารถจับจุดได้ว่าชายชรานั้นมีความรู้มาก เขาได้นำเนื้อหาของหนังสือเล่มอื่นๆ มากกว่ายี่สิบเล่มมาเป็นเนื้อหาในการบรรยายนี้
อีกทั้งยังใส่แนวคิดของตนเองลงไปอย่างลงตัว
สิ่งที่เมอร์ลินสนใจไม่ใช่เนื้อหาในหนังสือมากกว่ายี่สิบเล่มที่เขานำมาบรรยาย แต่เป็นแนวคิดในการบรรยายมากกว่า
ยิ่งนั่งฟังเมอร์ลินก็ยิ่งจดบางอย่างลงบนสมุด สิ่งที่เขาจดไม่ใช่เนื้อหาที่บรรยาย แต่เป็นแรงบันดาลใจที่ผุดขึ้น
“มิน่าล่ะ พ่อถึงบอกว่าการสอนบางทีก็ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำ
การสอนของศาสตราจารย์คอร์เบรย์นั้นมักจะถามโต้ตอบกับนักศึกษาอยู่เสมอ แนวคิดบางอย่างที่นอกกรอบ บางทีก็ผุดออกมาจากปากของนักศึกษา
แม้เมอร์ลินจะเคยสอนเคลบี้มาก่อน แต่เคลบี้นั้นได้แต่นั่งฟัง
การสอนของเมอร์ลินจึงเป็นไปในทิศทางเดียว นั่นจึงทำให้เขามักจะตระหนักรู้ในคำพูดของตนเองมากกว่า ไม่ใช่ผู้เรียนเหมือนบรรยากาศในห้องนี้
นี่คงเป็นครั้งแรกที่เมอร์ลินนั่งเรียนจนจบคาบ แม้ว่าตอนที่เขาเข้ามาในห้องนี้จะเป็นเวลาช่วงกลางที่เริ่มเรียนไปแล้วก็ตาม แต่น่าแปลกใจที่เมอร์ลินไม่ได้ลุกออกไปเหมือนอย่างที่เคยทำ
ในระหว่างที่เลิกเรียน ตอนนั้นเองชายชราก็มองมาที่เขา
เขายิ้มให้กับเมอร์ลิน ซึ่งนั่นทำให้เด็กน้อยเดินตรงมาที่เขา
“สวัสดีคุณเมอร์ลิน ฉันไม่คิดว่าจะเจอคุณในคาบเรียนของฉัน”
“สวัสดีศาสตราจารย์คอร์เบรย์ครับ ความจริงผมลงเรียนวิชาของคุณตั้งแต่เทอมก่อนแล้ว ผมเรียนอยู่สาขารูนศาสตร์วิชานี้เป็นวิชาบังคับสำหรับสาขาอยู่แล้ว หากผมไม่ลงเรียนวิชานี้ก็คงเข้าเรียนวิชารูนศาสตร์ชั้นสูงไม่ได้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันเองก็ลืมไปเลยว่าวิชานี้เป็นวิชาบังคับของสาขาของพวกเรา ว่าแต่ฉันเห็นผลงานของคุณในนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าแล้ว คุณมีศักยภาพเป็นนักรูนศาสตร์ที่ดีเลยทีเดียว”
“ขอบคุณครับที่ติดตามผลงานของผม”
“เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้วหวังว่าพวกเราจะเจอกันอีก”
“เช่นกันครับ”
ศาสตราจารย์คอร์เบรย์ขอตัวจากไป ดูเหมือนว่าเขาจะถูกใจเมอร์ลินไม่น้อย น่าเสียดายที่เด็กน้อยยังเรียนอยู่แค่ปีหนึ่งปริญญาทอง หากเด็กน้อยเรียนอยู่ปริญญาไดม่อน ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรับเด็กน้อยเป็นลูกศิษย์ก็ได้
นักศึกษาระดับปริญญาไดม่อนขึ้นไป พวกเขาจำเป็นต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งไม่ต่างไปจากอาจารย์ประจำตัวที่จะติดตามไปจนถึงการจบการศึกษา
ความจริงสูตรรูนศาสตร์ที่เมอร์ลินใช้นั้นไม่ได้ยากนัก มันไม่ได้มีความซับซ้อนใดๆ แต่ความง่ายนี้กลับเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดไม่ถึง มันต้องมีแรงบันดาลใจแบบใดถึงจะคิดอะไรแบบนี้ออกมาได้
เพราะสิ่งนี้จึงทำให้มีผู้คนมากมายรู้สึกชื่นชมเด็กน้อย
การเปิดเรียนวันแรกเมอร์ลินตระเวนเข้าออกห้องเรียนหลายห้อง แน่นอนว่าเขาจะทำแบบนี้ไปทั้งอาทิตย์ จนกว่าจะครบวิชาที่เขาลงทะเบียนเรียนเอาไว้
แล้วตอนนั้นเองตรานักศึกษาของเขาก็ส่งข้อความแจ้งเตือนเข้ามา
“หืม? ให้รับจดหมายที่ห้องธุรการอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินเอ่ยอย่างแปลกใจ
คนที่จะส่งจดหมายหาเขาได้ก็มีแต่ออสตินเท่านั้น แต่จดหมายของออสตินมักจะส่งไปที่บ้านมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พอที่จะคาดเดาอะไรออกมาได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมอร์ลินจึงไม่ลังเลที่จะตรงไปที่ห้องธุรการในทันที
“สวัสดีครับ ผมเมอร์ลินมารับจดหมายที่แจ้งจากข้อความ” เมอร์ลินยื่นตรานักศึกษาให้กับเจ้าหน้าที่ธุรการ
“รอสักครู่” เจ้าหน้าที่คนนั้นหยิบตรานักศึกษาขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปห้องด้านหลัง
ไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมกับซองจดหมายซองหนึ่งที่ประทับตราของสำนักพิมพ์นิตยสารเวทมนตร์ออโรร่า
“นี่คงจะเป็นข่าวดีสินะ” เจ้าหน้าที่คนนั้นยื่นจดหมายให้กับเมอร์ลิน
เขาทำงานนี้มานาน ย่อมรู้ว่าจดหมายลักษณะนี้เป็นจดหมายตอบรับของนิตยสารวิชาการ หากเป็นจดหมายปฏิเสธจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
“ขอบคุณครับ” เมอร์ลินรับจดหมายมาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
เขาแกะจดหมายตรงนั้น เมื่ออ่านข้อความในจดหมายจึงพยักหน้าแล้วเดินจากไป
การกระทำทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของพวกเจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นั่น
“นั่นจดหมายตอบรับนิตยสารวิชาการใช่ไหม? เขาเป็นใครกัน?”
“เหมือนเขาจะชื่อเมอร์ลินนะ เด็กคนนี้เป็นคนของตระกูลพริสตัน เมื่อเดือนที่แล้วเขาก็เคยตีพิมพ์กับนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าเหมือนกัน”
“เป็นเมอร์ลินคนนั้นหรอ? ฉันไม่คิดว่าเขาจะเด็กขนาดนี้!”
“ถ้าลูกชายที่บ้านฉลาดได้เหมือนกับเขา ฉันจะไม่คาดหวังอะไรอีกแล้ว”
“ฝันไปเถอะ นั่นเป็นคุณชายน้อยแห่งพริสตันนะ สายเลือดของเขาสืบทอดความฉลาดมานาน คนธรรมดาอย่างพวกเราจะเทียบได้ที่ไหน”
หลังจากเมอร์ลินจากไป เหล่าเจ้าหน้าที่ก็พูดจากระซิบกระซาบในเรื่องราวของเขา
เมอร์ลินหาได้สนใจเรื่องนี้พวกนี้ไม่
แม้จะรู้ว่าผลงานทั้งสี่ของเขาได้รับการตอบรับการตีพิมพ์ลงนิตยสารวิชาการ มิหนำซ้ำยังได้รับเกียรติขึ้นหน้าปกอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าเรื่องพวกนี้พิเศษแต่อย่างใด
หากเรื่องพวกนี้ทำให้เขาเลื่อนขั้นเป็นนักวิชาการสองดาว บางทีเขาอาจจะดีใจอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามเขายังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม แค่เรียนและกลับบ้าน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเมอร์ลินตระเวนเข้าเรียนจนครบทุกวิชาที่เขาลงทะเบียนเรียน หลังจากนั้นเขาก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ นั่นคือการอ่านหนังสือในห้องสมุด
ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเขาจะขยันอ่านหนังสือเป็นพิเศษ เมอร์ลินไม่ได้ใช้ห้องอ่านหนังสือเก็บเสียงอีกต่อไป แต่เขาตระเวนยืนอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น
การกระทำของเขาเหมือนหยิบหนังสือมาดูแล้วนำไปวางกลับที่เดิม
หลังจากเลิกเรียนเขาก็ไม่แตะหนังสืออีกเลยแต่จะทำการค้นคว้าทดลองอยู่ในห้องทำงานของตนเองมากกว่า
“ถ้าฉันอยากจะสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิของตนเอง ฉันก็ควรสำรวจตัวเองให้ดีก่อน”
วันนี้เมอร์ลินไม่ได้ทำการคำนวณการทดลอง แต่เลือกที่จะสำรวจร่างกายของตนเอง เขานั่งสมาธิโดยกวาดจิตไปถ้วนทั่ว
ด้วยการมีอยู่ของดวงเนตรสีเงิน นั่นจึงทำให้ขั้นตอนนี้ดูสะดวกและง่ายมาก
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จะมีก็แต่ดวงวิญญาณของเขาเท่านั้นที่พลังอำนาจของดวงเนตรสีเงินไปไม่ถึง
“มันมีอะไรอยู่ในดวงวิญญาณของฉันกันแน่ ถ้าดวงเนตรสีเงินเข้าไปไม่ได้ ฉันคงจะต้องใช้แค่ดวงจิตของตัวเองสำรวจมัน”