หิมะไม่รู้จักไออุ่น จนกว่าจะละลายและใบไม้ไม่รู้จักพายุ จนกว่าจะร่วงหล่น
หรือวันที่หมอเ็าพบนักสืบที่ยิ้มเก่งเกินไป
ว่ากันว่า "หมอกในยามเช้าไม่ได้ซ่อนสิ่งใด มันเพียงบอกว่าโลกยังไม่พร้อมให้เห็นทุกสิ่งในคราวเดียว
จงอดทนเพราะสิ่งที่ปรากฏหลังหมอกจาง มักงามกว่าสิ่งที่จินตนาการไว้เสมอ"
☽อารัมภบทก่อนที่หิมะจะรู้จักชื่อของตัวเอง☽
มีตำนานเก่าแก่ที่คนในหุบเขาเล่าขานกันมาหลายร้อยปี
ว่าครั้งหนึ่งนานมากแล้วเมื่อฟ้าดินยังอ่อนเยาว์และเส้นแบ่งระหว่างโลกมนุษย์กับโลกเบื้องบนยังบางเหมือนผ้าไหมเก่ามีเ้าหญิงองค์หนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับหิมะ
ไม่ใช่หิมะธรรมดา
แต่คือหิมะแห่งการเยียวยา หิมะที่ตกลงบนาแแล้วาแหายตกลงบนคนป่วยแล้วคนป่วยฟื้น ตกลงบนดินแล้วดินงอกงาม
เ้าหญิงองค์นั้นไม่มีนามเพราะนามของเธอถูกลบออกจากทุกบันทึกในคืนที่เธอสิ้นชีวิต
ว่ากันว่าเธอตายเพราะรักษาคนมากเกินไปจนพลังของตัวเองหมดสิ้นและในคืนที่เธอหายใจสุดท้าย มีิญญาดวงหนึ่งที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ เธอตลอดคืนไม่ยอมจากไปแม้ฟ้าจะเรียก
ิญญาดวงนั้นสาบานว่าจะตามปกป้องเธอในทุกชาติทุกร่าง ทุกรูปแบบ
และฟ้าก็ได้ยิน
นั่นคือตำนาน
และตำนานนั้น ยังไม่จบ
โรงหมอที่ปลายหุบเขา.........
เมืองหลวงฉางอัน ย่านแพทย์ทางตะวันออก ฤดูหนาวปีที่สามแห่งรัชสมัยจักรพรรดิเซวียนอู่
หิมะตกที่ฉางอันในตอนรุ่งสาง
ตกเงียบๆ ไม่รีบราวกับรู้ว่าโลกใต้มันนั้นหลับอยู่และไม่อยากปลุก
ถนนหน้าโรงหมอตระกูลอู๋ที่ปกติมีผู้คนพลุกพล่านั้แ่ไก่โห่ตอนนี้เงียบสงัดเหลือเพียงรอยเท้าของแมวจรสองสามรอยและรอยล้อเกวียนที่ทิ้งเส้นคู่ขนานยาวสุดลับตา
แต่ในโรงหมอนั้น ยังมีแสงเทียนสว่างอยู่
อู๋หลิงซาง นั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องตรวจหลังตรง ไม่พิงเก้าอี้ ตาลงไปที่ตำราหน้าหนึ่งที่กางไว้ตรงหน้าแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าสายตาของเขาไม่ได้เคลื่อนไหวมาสักครู่แล้ว
เขากำลังคิด
ไม่ใช่คิดเื่ยา ไม่ใช่คิดเื่คนไข้แต่คิดเื่ความฝันที่ฝันซ้ำมาสามคืนติดกัน—
ฝันเห็นหิมะ
ไม่ใช่หิมะที่ตกตามฤดูกาลอย่างที่ตกอยู่ข้างนอกตอนนี้แต่เป็หิมะที่เรืองแสง ตกในที่ที่ไม่มีฤดูตกในความมืดสนิทที่ไม่มีดาวและไม่มีพระจันทร์ และในหิมะนั้นมีเสียงใครบางคนร้องเรียกชื่อที่เขาจำไม่ได้ว่าคือชื่อใคร
เขาตื่นขึ้นทุกครั้งก่อนจะได้ยินเสียงนั้นจบ
"ท่านซาง"
เสียงเรียกจากหน้าประตูทำให้เขาหยุดคิดหลิงซางวางปากกาลงและเงยหน้าขึ้น
ที่ประตูโรงหมอ เจิ้ง หยูหลาน ผู้ช่วยของเขายืนอยู่มือถือตะกร้าสมุนไพรเช้า ผมมัดเรียบ ลมหนาวทำให้แก้มของเธอแดงเป็ลูกท้อสุก
"มีคนไข้รอข้างนอก" เธอพูด "สามคนทั้งหมดมาั้แ่ก่อนประตูเปิด"
"อาการ"
"คนแรกไอเรื้อรัง คนที่สองมีไข้คนที่สามบอกว่าปวดท้องแต่หน้าตาไม่ได้ดูเ็ป" หยูหลานหยุดนิดหนึ่ง "คนที่สามนั้น...ดูน่าสงสัยผิดปกติ"
"ให้เข้ามา" หลิงซางลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นยาด้วยก้าวที่เท่ากันทุกก้าว "ตามลำดับ"
คนไข้สามคนผ่านการรักษาในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม
คนแรกได้ยาต้มแก้ไอคนที่สองได้เข็มฝังและยาลดไข้ คนที่สามซึ่งบอกว่าปวดท้องหลิงซางตรวจได้สิบนาทีแล้วพูดว่า "ท่านไม่ได้ปวดท้องท่านมาเพื่ออยากดูว่าโรงหมอนี้มียาชนิดใดบ้าง"
ชายคนที่สามนั้นหน้าแดงผิดปกติ
"ท่านหมออายุน้อยแต่..."
"ออกไปได้" หลิงซางพูดสั้น
ชายคนนั้นออกไปอย่างรีบร้อน
หยูหลานยืนอยู่ที่ขอบประตู มองตามแล้วก็หันมายิ้ม "ท่านซางเก่งขึ้นทุกวันในการไล่คน"
"ข้าไม่ได้ไล่ ข้าแค่บอกความจริง"
"ความแตกต่างนั้นเล็กมากในสายตาคนที่ถูกพูดถึง" หยูหลานพึมพำวางตะกร้าสมุนไพรลงบนโต๊ะ เริ่มจัดเรียงตามชนิด "ท่านซางงานเย็นนี้ตระกูลเว่ยเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยง บิดาท่านบอกให้ไม่ปฏิเสธ"
ความเงียบสั้นๆ
"ข้าจะบอกว่าติดงาน" หลิงซางตอบ
"ท่านบอกแบบนั้นมาสามครั้งแล้วในเดือนนี้"
"ข้าก็ยังติดงานทุกครั้ง"
หยูหลานพึมพรำเบาๆ แต่ก็ไม่พูดอีกเธอรู้จักหลิงซางมาั้แ่เด็ก รู้ดีว่าเมื่อเขาตัดสินใจแล้วก็ไม่มีคำพูดใดเปลี่ยนได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลที่แข็งแกร่งกว่า
และในวันนี้เหตุผลนั้นจะมาในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
ผู้ที่หามมาในคืนที่หิมะตกหนัก........
กลางดึก
ประตูโรงหมอถูกเคาะสามครั้งดังๆ จังหวะผิดปกติไม่ใช่จังหวะของคนที่มาขอรักษา แต่เป็จังหวะของคนที่กำลังจะหมดแรง
หลิงซางที่ยังไม่หลับลุกขึ้นก่อนใคร
เมื่อเปิดประตูมีชายสองคนแบกร่างที่สามมายืนอยู่ในหิมะ ร่างที่ถูกแบกมานั้นหมดสติเสื้อผ้าสีเข้มเปียกชุ่มด้วยสิ่งที่ในความมืดดูเหมือนน้ำฝนแต่เมื่อหลิงซางยื่นมือออกไปรับ นิ้วมือของเขาััของเหลวอุ่นๆ ข้นๆ
ไม่ใช่น้ำฝน
"ถูกอะไร" หลิงซางถามโดยไม่เสียเวลา
"ถูกลูกดอกพิษ" ชายคนหนึ่งตอบ เสียงสั่น "สามดอกดึงออกได้สองดอก อีกดอกหักคาอยู่"
"เข้ามา"
ห้องรักษาจุดเทียนสิบสองเล่มในเวลาไม่ถึงนาทีหยูหลานตื่นขึ้นมาช่วยโดยไม่ต้องให้เรียกเธอรู้จากเสียงก้าวเท้าของหลิงซางว่านี่ไม่ใช่กรณีธรรมดา
ร่างบนเตียงนั้นเป็ชายอายุราวยี่สิบกว่าปีรูปร่างผอมเพรียวแต่มีกล้ามเนื้อของคนที่เคลื่อนไหวบ่อยเสื้อคลุมที่สวมอยู่ธรรมดาจนเกินไปสำหรับอากาศหนาวขนาดนี้ และที่ขอบปกเสื้อมีรอยเปื้อนที่หลิงซางผ่านตาแล้วรู้ว่าไม่ใช่รอยเปื้อนธรรมดา
มีคนพยายามซ่อนบางอย่าง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสังเกต
หลิงซางดึงเสื้อออก และเห็นาแสามแห่งแผลสองแห่งสะอาดพอสมควร ใครบางคนพยายามห้ามเืไว้ก่อนแล้วอย่างรู้วิธีแต่แผลที่สามที่ยังมีดอกลูกดอกค้างอยู่นั้น ริมแผลเริ่มเป็สีม่วงคล้ำ
"พิษซาลึก" หลิงซางพูดเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง"สูตรเก่าบ้านใครบางคนทางเหนือ..."
เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง
จากนั้นทำสิ่งที่หยูหลานที่ยืนอยู่ข้างๆเห็นแล้วยังคงทำใจไม่ค่อยได้ แม้จะเห็นมาหลายร้อยครั้งแล้ว
หลิงซางวางมือทั้งสองข้างลงบนาแ
และมือนั้น เรืองแสง
ไม่ใช่แสงจากเทียน ไม่ใช่แสงจากไฟแต่เป็แสงสีขาวเย็นๆ ที่ออกมาจากฝ่ามือของเขาเอง ราวกับหิมะที่เปล่งแสงได้แสงนั้นไหลลงไปตามรอยแผล ตามเส้นเื ตามทุกซอกทุกมุมที่พิษกระจายเข้าไป
ห้องอุณหภูมิลดลงสามองศาในทันที
ลมหายใจของทุกคนกลายเป็ไอขาวจางๆ
และพิษในร่างของชายที่นอนอยู่นั้น ค่อยๆถูกดึงออกมา สีม่วงคล้ำที่ขอบแผลจางลง จางลง จนกลายเป็สีแดงสดของเนื้อเยื่อปกติ
กระบวนการนั้นใช้เวลาเพียงครึ่งถ้วยชา
แต่หลังจากนั้น หลิงซางถอนมือออก หายใจออกยาวดวงตาสีเทาอมน้ำตาลของเขามีอาการเหนื่อยล้าแฝงอยู่เล็กน้อยสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏบนใบหน้าที่ปกติแน่วแน่ราวหิน
"ดึงดอกลูกดอกออกได้แล้ว" เขาบอกหยูหลาน "ไม่มีอะไรค้างในร่างพันแผลแล้วให้นอน รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาได้"
"ท่านซาง..." หยูหลานเริ่ม
"ยาชาไม่ทำงานกับพิษนี้" เขาตอบคำที่เธอยังไม่ได้ถาม "ใช้พลังงานตัวเองเร็วกว่า"
หยูหลานปิดปาก ก้มหัวลงทำตาม
ชายสองคนที่แบกคนไข้มาส่ง ยืนนิ่งอยู่มุมห้องตาเบิกโพลง พวกเขาเห็นที่เห็น แต่ทั้งสองฉลาดพอที่จะรู้ว่ามีบางสิ่งที่ไม่ควรถาม
เมื่อคนไข้ลืมตาขึ้น........
รุ่งสาง
หิมะหยุดตกแล้วท้องฟ้าสีเทาอ่อนที่กำลังจะกลายเป็สีทองจางๆส่องแสงลอดหน้าต่างบานเล็กของห้องรักษา
ชายบนเตียงขยับ
ช้าๆ ก่อนจากนั้นเร็วขึ้นเมื่อร่างกายกลับมาตอบสนอง เขาเกือบนั่งขึ้นทันทีแต่มือที่กดบนหน้าอกของเขาเบาๆ ทำให้หยุด
"ยังไม่ควรลุกเร็ว"
เสียงนั้นเย็นและชัดเจนราวกับการอ่านบทกวีที่ไม่มีจุดหมาย
เย่เซิ่นอวี๋ ลืมตาขึ้น
และสิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าของชายที่นั่งอยู่ข้างเตียง กำลังเขียนบางอย่างในสมุดโดยไม่ยักมองหน้าเขาแสงเช้าตกลงบนใบหน้าเฉียบคมนั้น ทำให้เงาของแววตาสีเทาลึกกว่าปกติ ผมมัดเรียบท่านั่งตรงราวกับสอนกันมา ริมฝีปากบางๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
เด็กหนุ่มนี้คือหมอหรือ? เซิ่นอวี๋คิดในใจ
หน้าตาเฉยราวกับข้าตายก็ไม่เป็ไร
"ข้า..." เขาเริ่มพูด เสียงแหบเล็กน้อย
"อย่าพูดมาก" ชายนั้นตัดบท ยังไม่เงยหน้าจากสมุด"ลิ้นของท่านััพิษเล็กน้อยเมื่อท่านหายใจด้วยปากในขณะที่หมดสติจะแสบสักวันสองวัน"
เซิ่นอวี๋หุบปาก
พยักหน้า
จากนั้นก็สังเกตห้องรอบข้างสังเกตตามนิสัยที่ทำอัตโนมัติไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนชั้นยาที่เรียงเป็ระเบียบอย่างน่าประหลาดใจ ตำราที่วางซ้อนกันบนโต๊ะทางขวากลิ่นยาต้มที่จางๆ ลอยอยู่ในอากาศ และ
รอยน้ำแข็งบางๆ บนขอบหน้าต่างด้านใน
ทั้งที่มีเตาไฟติดอยู่ในห้อง
น่าสนใจ
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋ลองอีกครั้งเสียงเบากว่าเดิม
"อู๋หลิงซาง" ชายนั้นตอบโดยไม่ถามว่าจะถามอะไร "แพทย์ถ้าท่านจะถามชื่อ"
"ข้าไม่ได้จะถามชื่อ" เซิ่นอวี๋พูด "ข้าจะถามว่าท่านหมอใช้พลังอะไรรักษาข้าเมื่อคืน"
ครั้งนี้หลิงซางหยุดเขียน
เงยหน้าขึ้นมองเซิ่นอวี๋เป็ครั้งแรกและในดวงตาสีเทานั้น มีบางสิ่งที่เย็นลงอีกระดับหนึ่ง
"ท่านหมดสติ" เขาพูดเรียบๆ
"ข้าหมดสติ ไม่ได้ตาบอด" เซิ่นอวี๋ตอบมุมปากขวาขยับขึ้นเล็กน้อย "รู้สึกได้ มือเย็น แสงขาวอุณหภูมิห้องลดลง สี่สิ่งนั้นไม่ใช่การรักษาแบบธรรมดา"
หลิงซางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็วางปากกาลงหันไปหยิบถ้วยชาที่วางอยู่ข้างๆ ยื่นให้
"ดื่มก่อน"
"ท่านหมอ—"
"ดื่มก่อน" เสียงนั้นไม่ดังขึ้น ไม่อ่อนลงแต่มีน้ำหนักบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเถียง
เซิ่นอวี๋รับถ้วยชาดื่ม
ชาอุ่น มีรสขมจางๆที่ลิ้นรับรู้ได้แม้จะยังแสบอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อดื่มลงไปแล้วความเหนื่อยล้าที่กดอยู่ทั่วร่างกายเบาลงอย่างผิดปกติ
"ในชานี้มีอะไร"
"ยา" หลิงซางตอบสั้น
"ยาชนิดไหน"
"ชนิดที่ทำให้ท่านไม่ต้องถามต่อ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าชายหนุ่มคนนี้มองนานพอที่จะประเมินและได้คำตอบในใจตัวเอง
จากนั้นก็หัวเราะ
เสียงหัวเราะเบาๆที่จริงใจอย่างผิดปกติสำหรับคนที่เพิ่งผ่านคืนอย่างนั้นมา
"หมอหน้าตาดีรูปงามอย่างนี้ ทำไมสีหน้าเหมือนคนไม่อยากให้คนไข้หาย"
หลิงซางจ้องหน้าเขา
"แค่ไม่อยากให้ท่านพูด"
"เพราะกลัวข้าถามเื่พลังนั้นต่อ?"
"เพราะลิ้นท่านยังไม่หาย" หลิงซางลุกขึ้น หยิบสมุดบันทึก "นอนพักต่อหยูหลานจะมาดูแลท่านในชั่วยามถัดไป"
"ท่านหมอชื่อ อู๋หลิงซาง ใช่ไหม" เซิ่นอวี๋เรียก
หลิงซางหยุดที่ประตู แต่ไม่หัน
"ข้าชื่อเย่เซิ่นอวี๋" เสียงนั้นเบาลง แต่ชัดเจน "และข้าจะจำบุญคุณคืนนี้ไว้"
"ข้าไม่้าบุญคุณ" หลิงซางเปิดประตู "ค่ารักษาจ่ายตอนออก"
ประตูปิดลง
เซิ่นอวี๋นอนอยู่บนเตียง มองเพดานรอยยิ้มที่มุมปากนั้นยังอยู่ แต่ในดวงตาของเขา มีบางสิ่งที่ไม่ใช่รอยยิ้ม
มีบางสิ่งที่เขาไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
ราวกับได้กลิ่นบางสิ่งที่คุ้นเคยคุ้นเคยอย่างที่ไม่มีเหตุผลอธิบายได้ เพราะเขาแน่ใจว่าไม่เคยพบชายคนนี้มาก่อน
แต่มือที่เย็นและแสงสีขาวนั้น
เขาเคยฝันถึงมันมาก่อน
สิ่งที่หยูหลานเห็นในตอนเช้า........
หยูหลานนำข้าวต้มมาให้เซิ่นอวี๋เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นสูง
เธอเป็คนที่สังเกตคนเก่งเป็คุณสมบัติที่จำเป็สำหรับผู้ช่วยแพทย์ และในสิบนาทีแรกที่นั่งอยู่ด้วยกันเธอก็ประเมินได้หลายอย่าง
ชายคนนี้ยิ้มเก่งมากยิ้มแบบที่ทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจโดยอัตโนมัติ แต่รอยยิ้มนั้นไม่ถึงตาไม่ใช่เพราะปลอม แต่เพราะมันเป็นิสัย ทำจนชินจนไม่รู้แล้วว่าอะไรคือหน้าจริงอะไรคือหน้ากาก
"ท่านมาจากไหน" เธอถามตรงๆ
"หลายที่" เซิ่นอวี๋ตอบ ยิ้ม
"มาฉางอันเพื่ออะไร"
"ธุระ"
"ธุระที่ทำให้ถูกลูกดอกพิษสามดอก"
รอยยิ้มของเซิ่นอวี๋ไม่หายแต่ขยับไปเป็รูปแบบที่ต่างออกไป ยังยิ้มอยู่ แต่ดวงตาของเขาประเมินเธออยู่
"คุณหมอผู้ช่วยช่างถามตรง"
"ข้าเป็ผู้ช่วยแพทย์ ไม่ใช่แม่ชี" หยูหลานพูดเรียบๆ "และข้าต้องรู้ว่าคนที่นอนอยู่ในโรงหมอของเรานั้นอันตรายไหม"
"ต่อท่านไหม?"
"ต่อท่านหมอซาง"
เซิ่นอวี๋ชะลอคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง มองหยูหลานจากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงกว่าที่ผ่านมา
"ข้าไม่อันตรายคุณหมอซางช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าไม่ตอบแทนคุณด้วยอันตราย"
"แต่คนที่ยิงลูกดอกใส่ท่าน?"
ครั้งนี้รอยยิ้มจางลงจริงๆ
"ข้าจะพยายามไม่ให้เื่ของข้ากับพวกเขาลามมาถึงที่นี่"
หยูหลานพิจารณาคำตอบนั้นแล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจ
"พอรับได้" เธอยืนขึ้นเก็บถาดข้าวต้มที่กินจนหมดแล้ว "อีกสองวันถึงจะออกได้าแต้องหายก่อน"
"สองวัน?" เซิ่นอวี๋ขยับ
"สองวัน" หยูหลานพูดซ้ำ ชัดเจนกว่าเดิม "ท่านหมอซางรักษาพิษออกแล้วแต่เนื้อเยื่อยัง้าเวลา ถ้าท่านลุกออกเร็วเกินไป แผลจะเปิดอีกแล้วท่านหมอซางจะต้องรักษาใหม่ และท่านหมอซางไม่ชอบทำอะไรซ้ำ"
เซิ่นอวี๋มองเธอ จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ
"คุณหมอผู้ช่วยนี้น่ากลัวกว่าหมอนัก"
"ขอบคุณ" หยูหลานยิ้มแบบที่ถึงตา หันออกไป "เจ็บที่ไหนร้องเรียกได้ข้าอยู่ห้องถัดไป"
วันแรกผ่านไปในความเงียบ.......
เซิ่นอวี๋นอนพักตามที่ถูกบอกไม่ใช่เพราะเชื่อฟัง แต่เพราะร่างกายบอกว่ายังไม่พร้อม และเพราะเขาสังเกตได้ว่าโรงหมอแห่งนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจกว่าที่เห็น
หลิงซางเข้ามาตรวจแผลสองครั้งทั้งสองครั้งเงียบ ตรวจเสร็จก็ออกไป ไม่ถามอะไรที่ไม่เกี่ยวกับอาการ
เซิ่นอวี๋สังเกตว่าชายหนุ่มคนนี้เคลื่อนไหวแบบคนที่ควบคุมตัวเองอยู่ตลอดเวลาทุกท่าทางมีเหตุผล ทุกคำพูดมีจุดประสงค์ ไม่มีสิ่งที่ทำโดยไม่จำเป็
มันทำให้เซิ่นอวี๋รู้สึกอยากรู้มากขึ้นว่า คนๆนี้เป็อย่างไรในยามที่ควบคุมตัวเองไม่ได้
"น้ำค้างไม่ได้เกิดขึ้นจากฟ้าหรือจากดิน แต่เกิดขึ้นจากอากาศที่เย็นพอและอบอุ่นพอ ในเวลาเดียวกัน
มันเป็สิ่งที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างสองอย่าง มาพบกันในจังหวะที่ถูกต้อง
ฉางอันนั้นหนาว แต่ในห้องเล็กๆ ย่านตะวันตกมีแสงเทียนสองเล่ม และชาร้อนหนึ่งกา และชายสองคนที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่าพวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน จากที่ไหนสักแห่ง จากเวลาที่ไม่มีชื่อ"
♥️ "เมื่อหิมะหนักจึงเห็นใจจริงเมื่อหมอกลึกจึงรู้จักคนเก่า" ♥️
..สุสาส์นราคะ...