ตำหนักโอวหยาง ทางภาคเหนือของแคว้น
ชายสูงวัยท่าทางสง่างามนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ท่ามกลางกลุ่มที่ปรึกษาและแขกบุรุษสูงศักดิ์อีกสองคนเบื้องหน้าเขา จนถึงตอนนี้ภายใต้หน้ากากเย็นชาชายที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานยังคงมีสีหน้าท่าทางเรียบเฉยประดับด้วยประกายตาคมเข้มดุดันแต่ไม่ขาดความน่ายำเกรงเยี่ยงหน่อเนื้อสวรรค์ควรมีความนิ่งเงียบของเขาราวกับสามารถกดข่มบรรยากาศเย็นเยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าได้อย่างชะงัก
“ องค์ชายทั้งสองตัวข้าเป็นเพียงอ๋องชราที่อยากพักผ่อนอย่างสงบแล้วเหตุใดจะต้องรับตัวพวกท่านทั้งสองไว้ให้ตนเองเดือดร้อนด้วยเล่า “ คำพูดบอกปัดที่เอ่ยออกมาจากปากของโอวหยางฟงอ๋องต่างสกุลสุดท้ายที่เหลืออยู่และเป็นตระกูลสุดท้ายที่ได้รับบรรดาศักดิ์ปกครองที่ดินศักดินาของแคว้นทางภาคเหนือ
สองพี่น้องต่างมองหน้ากันปราดหนึ่งพวกเขาต่างเป็นผู้ที่ถูกเนรเทศมายังชายแดนทั้งคู่ต้องใช้ระยะเวลาตั้งหลักเพื่อหลบหนีออกจากพื้นที่กักกันอยู่นานกว่าสองปีกว่าจะลอบเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้มีหรือที่จะยอมพลาดโอกาสไปเพียงเพราะคำพูดปฏิเสธเพียงไม่กี่คำ
หวางเจียจวิ่นเงยหน้ามองไปยังอ๋องสูงวัยเบื้องหน้าก่อนเอ่ยขึ้นมาบ้างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ ใจท่านมิใช่กำลังคิดว่าพวกเราสองคนไร้ประโยชน์ “
“ ฮ่าๆๆๆๆ นั่นก็มิใช่หรือ “ โอวหยางฟงหัวเราะก่อนเอ่ยตอบแก่บุรุษวัยเยาว์ทั้งสองอย่างไร้ความเกรงใจ
หวางเจียจวิ่นยังเอ่ยต่อด้วยสีหน้าไม่หวั่นไหวต่อคำพูดดูแคลน“ ข้าทำประโยชน์ให้ท่านได้มิสู้ท่านลองฟังแผนก่อนค่อยขับไล่พวกเรากลับไปก็ยังไม่สาย “
โอวหยางฟงมองพวกเขาผ่านๆรอบหนึ่งก่อนยกน้ำชาขึ้นดื่มเพื่อปกปิดมุมปากที่ยกยิ้มและสายตาดูถูกดูแคลนแม้จะมีท่าทีไม่ให้ความสำคัญแต่เขาก็ยังเอ่ยขึ้นมาอีกประโยค “เช่นนั้นมีอะไรก็ว่ามา ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งถ้วยชา”
หวางเจียจวิ่นสบตาหวางเจียไฉก่อนเดินไปทางด้านหน้าของชายสูงวัยที่กำลังนั่งเอนหลังจิบชาด้วยท่าทีผ่อนคลายเขาวางป้ายหยกสีเขียวเนื้องามไว้บนโต๊ะเล็กข้างเก้าอี้โดยไม่มองมือของกุนซือท่านอ๋องที่ยื่นออกมารับไว้ก่อนถอยหลังกลับมายืนที่จุดเดิมแล้วเอ่ยถามว่า “ คราวนี้ท่านพอมีเวลาคุยกับข้าแล้วหรือยัง” โอวหยางฟงทันทีที่เห็นป้ายหยกนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวในทันทีเขาเหยียดตัวตรงมือข้างหนึ่งคว้ารวบป้ายหยกไว้ในอุ้งมือเอ่ยเสียงต่ำสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่าน “พวกเจ้าไปได้มันมาจากที่ไหนรีบเล่ามาเดี๋ยวนี้ ”
“ครั้งนี้คาดว่าจะมีเวลามากกว่าหนึ่งถ้วยชาแล้วใช่หรือไม่” หวางเจียจวิ่นเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึมไม่ต่างกันมือที่ไผล่ไปด้านหลังข้างหนึ่งกำหมัดไว้แน่น เพื่อวางเดิมพันในครั้งนี้เขาต้องเสี่ยงกับอะไรมากมายจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดหากป้ายหยกนี้ยังช่วยทำให้ก้าวต่อไปของเขายังคงเดินต่อไปได้ เขาก็พร้อมจะเสี่ยงหากแม้ไปต่อไม่ได้ เขาก็คงต้องวนกลับไปยังจุดเริ่มต้นใหม่เสียเวลาไปอีกสี่ห้าปีเท่านั้น ขอเพียงเอาชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้ก็พอแต่หากรอบนี้ทำสำเร็จทุกๆวันหลังจากนี้จะต้องเป็นวันที่เขาก้าวเดินต่อไปด้วยความระมัดระวังไปตลอดขี่หลังเสือแล้วอยากจะลง เขาเองก็ไม่คิดจะลงตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่เช่นกัน
ทหารที่เฝ้าอยู่ภายนอกห้องต่างก็มีทีท่าประหลาดใจที่โอวหยางฟงเสียเวลาหารือกับคนนอกได้นานถึงเพียงนี้จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้พวกเขาก่อนมาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าประตูห้อง หลังทหารทำความเคารพผู้มาใหม่แต่กลับไม่มีสักคนมีทีท่าขยับเข้าไปรายงานหรือกระทั่งถอยหนี พวกเขายังคงยืนขวางทางเข้าห้องหนังสือไว้เช่นเดิม “ ซื่อจื่อ เชิญพระองค์กลับไปก่อนจะดีกว่าตอนนี้ท่านอ๋องมีแขกอยู่ “ หลังได้ยินประโยคนี้ คิ้วหนาพลันเลิกสูงขึ้น ปากก็เอ่ยถามออกมา “ แขกสำคัญที่อยู่ด้านในเป็นใครกัน “
“ เรียนซื่อจื่อผู้น้อยก็ไม่ทราบเช่นกัน “ หนึ่งในทหารที่ยืนเฝ้าอยู่ เอ่ยตอบออกมาแต่กลับเป็นคำตอบที่ทำให้โอวหยางไกว้หลางอดรู้สึกประหลาดใจเพิ่มขึ้นไปอีกไม่ได้ในพื้นที่ดินแดนภาคเหนือยาวไปจรดชายแดนตะวันออกยังมีกลุ่มบุคคลใดอีกที่พวกเขาไม่รู้จัก ยกเว้นเป็นแขกจากต่างแคว้นซี่งไม่ควรลักลอบมาพบพระบิดาของเขาที่นี่ แล้วเพราะเหตุใดเขาที่เป็นถึงซื่อจื่อก็เข้าไปข้างในไม่ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะถามต่อ“ หืม ถึงกับเป็นคนที่พวกเจ้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นนั้นหรือ ? “ น้ำเสียงแม้จะไม่เกรี้ยวกราดแต่ก็หยั่งเชิงด้วยสายตา
“ ขออภัยซื่อจื่อกระหม่อมตอบมากกว่านี้ไม่ได้ “ ทหารที่ยืนตอบคำถามเขาทำเพียงก้มหน้าลงหลังเอ่ยจบโดยไม่ต่อคำกับเขาอีก
โอวหยางไกว้หลางยืนอยู่อีกสักพักเมื่อเห็นว่าการสนทนาภายในห้องไม่มีทีท่าจะยุติง่ายๆจึงได้หมุนกายจากไปเพียงแต่ระหว่างที่เขากำลังเดินไปเรื่อยๆนั้นนิ้วชี้เรียวก็กระดิกเรียกคนสนิทที่เดินตามหลังให้เข้ามาไกล้ๆหลังกระซิบสั่งการอยู่สองสามคำ ชายคนนั้นก็เดินย้อนกลับไปทางตำหนักกลางอีกรอบหนึ่งทันที
ไม่ถึงยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) เขาก็ได้รับคำตอบแขกที่ตำหนักไม่เคยให้การต้อนรับแต่มิอาจนับได้ว่าแปลกหน้าภายในห้องหนังสือคือองค์ชายสามและองค์ชายสี่ที่ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อนหลังถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมกำลังคนปีนั้นกระทั่งเสด็จพ่อของเขายังรู้ว่าทั้งหมดเป็นแผนของรัชทายาทหวางเจียเหอที่มีต่อน้องชายทั้งสองคนของเขาทหารเพียงหยิบมือที่สองพี่น้องมีอยู่ไม่พอกระทั่งจะส่งไปตีอำเภอเล็กๆอำเภอหนึ่งเสียด้วยซ้ำแต่เพราะฮ่องเต้เองก็ประสงค์ให้ทานสมดุลอำนาจเช่นนี้จึงปล่อยเรื่องราวไหลไปตามกระแสโดยไม่ทัดทาน วันนี้พวกเขาสองคนถึงกับหลบหนีออกจากสถานที่กักกันเข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อเสด็จพ่อของเขาแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดองค์ชายซึ่งไร้ทหารในมือ และน่าจะไร้ซึ่งผลประโยชน์ใดๆกลับสามารถสร้างความประหลาดใจดึงดูดพระบิดาให้พูดคุยอยู่ได้ตั้งนานสองนาน
โอวหยางไกวหล่างเดินวนเวียนอยู่ภายในห้องนึกถึงความเป็นไปได้ต่างๆนานาที่อาจเกิดขึ้น ในห้องสนทนาช่วงกลางวันนั้น มีผลประโยชน์ประเภทไหนบ้าง ที่พระบิดาจะยอมแลกโดยไม่เกี่ยวข้องกับราชบัลลังค์ แม้เขาจะพอประเมินได้กลายๆเพียงแต่ในท้ายที่สุดก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อเขาหันไปเรียกคนสนิทที่ยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปปั้นอยู่กลางห้องอีกครั้ง “หาทางสืบให้แน่ชัดอีกที ว่าองค์ชายสองพี่น้องนั้นใช้ข้อเสนออะไรมาแลกเปลี่ยนกับเสด็จพ่อกันแน่ “
เอ่ยยังไม่ทันขาดคำเขาพลันชะงักเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างกระทันหัน จึงเอ่ยขึ้นต่ออีกว่า “ ยังมีอีกเรื่องที่อยากให้เจ้าไปสืบพี่สาวของข้าตอนนี้นางหายสาบสูญไปนานแล้ว เจ้าไปสืบทางฝั่งเสด็จพ่อว่าเขามีข่าวคราวอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ อ่อใช่…อีกเรื่องข้าต้องการรู้องค์ชายทั้งสองพำนักอยู่ที่ใด”
คนสนิทของเขาพยักหน้าก่อนเอ่ยตอบรับปากออกมาเบาๆ“ พะยะค่ะกระหม่อมทราบแล้ว “
โอวหยางไกวหล่างสะบัดมือเป็นเชิงให้เขาออกไปในขณะที่ตัวเขาเองกลับนั่งครุ่นคิดอยู่เงียบๆภายในห้องหนังสือต่อไปเรื่องตามหาน้องชายโอวหยางเจ๋อที่หายสาบสูญไปเกือบปียังไร้ความคืบหน้านั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยมีความพยายามแม้สักวันในการออกติดตาม ใครอยากจะไปทำลายเรื่องดีๆเช่นนี้กันแต่ทางพี่สาวนั้นกลับไม่ใช่ นางเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพระบิดาหากสามารถพานางกลับมาได้ ความไว้วางใจของเขาต่อพระบิดายิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณแต่สำหรับน้องชายของเขานั้นต่างกัน แม้เขาจะรับปากพระบิดาไว้ว่าจะออกตามหาแต่ในความเป็นจริง ไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่เขาวจะส่งคนออกตามหาน้องชายอย่างจริงจังเจ้าเด็กนั่นอวดดี หยิ่งผยอง ไม่ยอมอยู่ภายใต้อาณัติของเขาเช่นพี่น้องคนอื่นๆอยู่ไปก็รังแต่จะเป็นกระดูกขวางคอ มิสู้หายสาบสูญไปแบบนั้นเลยเสียจะดีกว่าในอนาคตเขาจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงคิดแผนการกำจัดด้วยตนเองอีก หากมีวันไหนที่เขาสืบรู้ว่าน้องชายจะหวนกลับคืนมาตุภูมิเขานี่แหล่ะจะสั่งคนออกไปตามเก็บให้สิ้นซาก
อีกไม่กี่วันเขาจะต้องออกเดินทางไปยังชายแดนแล้วสงครามที่นั่นยืดเยื้อมานาน เมืองและแคว้นต่างๆนอกด่านที่ร่วมมือกันกับราชวงศ์ของเขาเริ่มมีความเห็นต่าง เพิ่มข้อเรียกร้องกันมากขึ้นหากพระบิดายังนิ่งเฉยไม่ทำอะไร เกรงว่าแผนการจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ สิ่งที่พระบิดาลงทุนลงแรงไว้อาจจะเสียเปล่าเขาจะต้องยึดครองบัลลังก์ของชาวจงหยวนมาไว้ในมือภายในพระชนม์ชีพของพระบิดาให้ได้
ที่โอวหยางไกว่หลางคิดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาเป็นบุตรกตัญญูแต่เป็นเพราะตัวเขาเองนั้นไม่มีบารมีมากพอที่จะรวบรวมกำลังพลเอาไว้ได้เช่นเดียวกับโอวหยางฟงบุรุษที่เคยหลั่งเลือดต่อสู้มาบนหลังม้าเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่ค่อยๆงอกออกมาจากเมล็ดที่มีเปลือกแข็งหยั่งรากลึกบนกองซากศพของเหล่าผู้กล้าเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับกองทัพและความจงรักภักดี ซึ่งต่างจากอนุชนรุ่นหลังเช่นเขาตอนที่โอวหยางไกว่หลางเกิดมานั้นโอวหยางฟงก็เป็นแม่ทัพคุมสี่กองพลแล้วบรรดาศักดิ์ที่ได้มาก็เป็นเพราะฮ่องเต้เกรงกลัวว่าเขาจะก่อกบฏในสักวันหนึ่งถึงได้ยกดินแดนศักดินาให้มาปกครอง สถาปนาโอวหลางฟงขึ้นเป็นอ๋องต่างแซ่แลกเปลี่ยนกับกำลังทหารในมือสองในสามที่ถูกถอดออกไป
ล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อาจยอมรับการตัดสินใจของพระบิดาในตอนนั้นได้อยู่ดีทั้งๆที่บัลลังก์มังกรอยู่ใกล้เพียงเอื้อม แต่กลับยอมยกทหารคืนให้ถอยตนเองมาคุมดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่แม้แต่นกก็ไม่บินผ่านแห่งนี้เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าก่อนหน้านี้บิดาของเขาจะต้องมีความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้คนก่อนอย่างมากแต่คงไม่ใช่กับคนปัจจุบัน เขาเคยอยากถามเรื่องนี้อยู่หลายครั้งว่าเหตุใดในตอนนั้น พระบิดาถึงไม่ก่อกบฎ แต่กลับยอมที่จะอยู่อย่างสงบ ณสถานที่แห่งนี้แทน จวบจนสิบปีให้หลัง ฮ่องเต้คนใหม่ขึ้นครองราช โอวหยางฟงถึงคว้าเอาหนังเสือขึ้นมาห่มอีกครั้งรวบรวมอำนาจวางแผนสลับซับซ้อน เพื่อย้อนกลับไปยึดครองจงหยวน แต่ทุกครั้งที่ถามถึงสาเหตุกลับไม่เคยได้รับคำตอบกระทั่งกับคนสนิทของพระบิดาก็ไม่เคยเอ่ยปากถึงเรื่องนี้จนเขาเองก็แทบจะลืมเลือนประเด็นเหล่านี้ไปแล้ว
เป้าหมายในการเดินทางออกนอกพื้นที่ครั้งนี้ของโอวหยางไกว่หลางคือทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนประโยชน์กับชนกลุ่มน้อยแคว้นต่างๆรอบนอกเขาต้องการให้คนเหล่านั้นบุกยึดเมืองเล็กเมืองน้อยตามแนวชายแดนให้ได้มากที่สุดเบี่ยงเบนความสนใจของราชสำนักและทุ่มเทเงินทองเพื่อป้องกันพื้นที่หรือกระทั่งต้องส่งกองทัพจากเมืองหลวงมาช่วยเหลือหลังจากนั้นเขาจะเป็นคนนำกองกำลังส่วนตัวบนพื้นที่ศักดินาแห่งนี้บุกโจมตีเมืองหลวงแทน เท่าที่เขาสืบรู้มาตอนนี้เงินท้องพระคลังก็ร่อยหรอลงไปมากทั้งฮ่องเต้และองค์รัชทายาทแม้ว่าจะพยายามพลิกแพลงแก้ไขตามสถานการณ์มากเท่าไหร่แต่ทุกอย่างล้วนต้องขับเคลื่อนด้วยเงินทั้งสิ้นและรายได้หลักส่วนใหญ่ก็มาจากการเก็บภาษีและเงินบริจาคจากกลุ่มพ่อค้าประชาชน ผิดกับกองกำลังของเขาที่วางแผนเรื่องเงินมาก่อนเป็นอันดับแรกโอวหยางฟงบีบบังคับให้พ่อค้าร่ำรวยมาเข้าเป็นพวกด้วยวิธีการต่างๆ แม้จะไร้ศีลธรรมแต่ก็ทำให้เขาหาเงินมาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆสะสมไว้ได้จำนวนมาก แน่นอนว่าหากงานใหญ่สำเร็จ เขาจะต้องมีสิ่งตอบแทนพ่อค้าเหล่านี้เพียงแต่เกินครึ่งกลับเลี้ยงไม่เชื่อง มีใจคิดทรยศอยู่ตลอดเวลาทำให้พระบิดาต้องกำจัดทิ้งไปทีละคนทีละคนซึ่งมันก็น่าเสียดายอยู่บ้างเพราะคนหนึ่งคนที่หายไปก็หมายถึงเงินที่ลดลงไปด้วยดังนั้นสงครามที่ยืดเยื้อ แม้จะไม่เป็นผลดีกับฝั่งตรงข้ามแต่ก็ไม่เป็นผลดีกับฝั่งของเขาด้วยเช่นกัน รอบนี้เขาคงต้องรีบจบงานจัดการเรื่องราวเหล่านี้ให้ได้ภายในห้าปีตามที่พระบิดาของเขาวางแผนไว้ทำให้วุ่นวายแตกแยกแล้วจึงค่อยรวบรวมปกครองคนที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายได้จึงจะเป็นผู้ชนะ ส่วนแคว้นเล็กแคว้นน้อยที่คอยก่อกวนอยู่นอกด่านหากต่อไปตกลงผลประโยชน์ลงตัว เขาก็ไม่ขัดที่จะแบ่งปันต่อไปหากแต่คงไม่มากเท่าเดิมแต่ถ้าไม่สามารถตกลงได้ ตอนที่ราชวงศ์ของเขาขึ้นสู่อำนาจแล้วเขาย่อมไม่เกรงกลัวแคว้นเล็กๆ ไร้อารยธรรมเหล่านี้อีก
คิดไปถึงสถานการณ์ณ์ตามแนวชายแดนที่ทำให้ฝ่ายโอวหยางตึงเครียดขึ้นทุกวันโอวหยางไกว่หลางทราบจากรายงานการรบที่ส่งถึงพระบิดาเกือบทุกวันว่าตอนนี้พวกเขากำลังตกเป็นรองแม้ว่ากองกำลังของราชสำนักจะอ่อนแอลงไปมากเพราะขาดเงินสนับสนุนทำให้เสบียงและอาวุธถูกจำกัด กองทัพที่ควรจะพ่ายแพ้ไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนตอนนี้กลับยังคงยืนหยัดอยู่ได้และมีทีท่าว่าจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆกลยุทธ์การศึกที่ใช้ก็มีความแตกต่างจากสมัยก่อนมาก
คิดมาถึงตรงนี้ดวงตาสีดำสนิทของโอวหยางไกว่หลางพลันส่อประกายเย็นเยียบ ชื่อเสียงของกุนซือกองทัพคนใหม่ ร่วมออกอุบายรบกับแม่ทัพจูรุ่ยคนเดิมยิ่งทำให้กองกำลังจากราชสำนักเหล่านั้นได้เปรียบในแผนการศึกมากยิ่งขึ้นเท่าที่เขารู้มา บุรุษอายุน้อยนามเซียวหลงไม่ใช่คนที่เติบโตมาท่ามกลางสนามรบไม่ใช่กระทั่งทหาร แต่กลับเป็นเพียงคนฉลาดในตำราปกครองผู้หนึ่งเท่านั้น แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ว่าความฉลาดของเขานั้นใช้ได้ในเกือบทุกสถานการณ์ไม่เว้นแม้แต่ในสนามรบ การศึกไม่หน่ายกลยุทธก็จริงแต่เขาไม่คิดว่าเซียวหลงจะสามารถพลิกแพลงได้ หัวเมืองต่างๆที่เคยตกเป็นของชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนมากกว่ายี่สิบจุดกลับโดนเขานำกองกำลังเพียงหลักสิบพันบุกเข้าไปยึดคืนได้ทั้งหมดภายในเวลาเพียงสองปี ตำราพิชัยสงครามที่เขาใช้นั้นกระทั่งโอวหยางฟงก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนและมันก็ทำให้พวกเขาตระกูลโอวหยางสูญเสียกำลังคนและเงินทองที่ใช้ในการรบเป็นจำนวนมากสิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนเริ่มขยับล่าถอยกลับไปยังฐานที่มั่นเดิมกระทบต่อแผนการที่เขาจะดึงกองกำลังทหารจากราชสำนักออกจากเมืองหลวงไปด้วยดังนั้นรอบนี้เขาจำเป็นจะต้องเดินทางไปร่วมหาแนวทางการรบใหม่ๆเพื่อให้แผนการทุกอย่างเดินกลับเข้าสู่แผนแรกของพระบิดาให้ได้ครั้งนี้แม้จะต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อยข้างกายพระบิดาไม่มีน้องรองเขาจึงค่อนข้างวางใจ อย่างน้อยระหว่างนี้ก็ไม่มีคนคอยมายุแยงลับหลังเขาอีกต่อไป
อะไรที่ควรทำก็ต้องไปทำก่อนหากการไปครั้งนี้ของเขาแสดงผลงานได้ดีไม่แน่ว่าหลังจากนี้อีกไม่กี่ปีการโจมตีจงหยวนก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไป และหากเป็นไปได้ รอบนี้เขาก็อยากพบกับเซียวหลงสักครั้งหนึ่งจริงๆ
เขาครุ่นคิดเงียบๆพร้อมกับตวัดขีดเขียนแผนการของเขาลงบนกระดาษอยู่ตลอดคืนและลากยาวไปหลายวันก่อนออกเดินทาง
เช้ามืดวันที่เจ็ดโอวหยางไกว้หลางก็ออกเดินทางไปชายแดนอย่างลับๆ ตามคำสั่งของโอวหยางฟงผู้เป็นบิดา