หนึ่งคืนผ่านไป
ในที่สุดเซี่ยฮุยก็ได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
ตอนที่พระอาทิตย์โผล่พ้นจากเส้นขอบฟ้า แสงอุ่น ๆ จากอาทิตย์ก็สาดส่องเข้ามาด้านในห้องผ่านช่องของหน้าต่าง
เซี่ยฮุยตื่นขึ้นมาต้อนรับเช้าวันใหม่แล้ว
เขาสวมใส่เสื้อผ้าและเดินไปเปิดหน้าต่าง ทันใดนั้นแสงอาทิตย์อุ่น ๆ ที่อ่อนโยนก็สาดส่องลงบนใบหน้าของเขา
“สบายจริง ๆ!”
หลังจากบิดขี้เกียจ เขาก็มองออกไปด้านนอก
บนถนนเต็มไปด้วยรถราและผู้คนเดินขวักไขว่กันไปมาไม่ขาดสาย รถเคลื่อนที่สำหรับขายอาหารเช้าขายของสำหรับวันนี้จนหมดเกลี้ยงแล้ว และพวกเขากำลังเก็บร้าน
วินาทีต่อมา
เซี่ยฮุยก็แอบขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะเขาได้กลิ่นเลือดจาง ๆ ปะทะเข้ากับจมูก
ไม่ใช่หรอกมั้ง?
เซี่ยฮุยอดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญในใจ “บัดซบ...ปล่อยฉันไปเถอะ”
เซี่ยฮุยรีบดึงฮู้ดที่ติดกับเสื้อขึ้นมาคลุมศีรษะตัวเองและปิดบังดวงตาไว้ เขาไม่อยากให้ผู้มาเยือนต้องทำให้เขาเกิดความกังวลมากไปกว่านี้
อยู่ด้วยความสงบและไม่มีเหตุทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
เมื่อคิดเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็เริ่มลงมือทำทันที
เขาเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเอง อันที่จริงในนี้ไม่ได้มีอะไรให้เขาต้องเก็บมากมายเท่าไรนัก เมื่อคืนตอนที่เขาอยู่ในโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีการต่อสู้เกิดขึ้นข้าวของที่เขานำติดตัวมาจึงเกิดความเสียหายไปจนเกือบหมด เขาจึงไม่ได้นำติดตัวมาที่นี่
กระเป๋าเป้ธรรมดาหนึ่งใบ ในนั้นมีแค่เสื้อผ้าไว้สับเปลี่ยนแค่สองสามชุดเท่านั้น
หลังจากยกกระเป๋าขึ้นมาพาดไหล่ เขาก็เดินไปที่ประตูเหมือนกับคนธรรมดาโดยทั่วไป
คนคนนั้นที่เหมือนกับตุ๊กแกกำลังเกาะอยู่บนเพดานเหนือประตูห้อง ตอนที่เซี่ยฮุยเหลือบเห็นแสงสว่างวาบเขาก็เห็นทุกอย่างได้ในทันที
เขายังคงเงียบเสียงและเดินไปที่ประตูห้องเพื่อเปิดประตูราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ออกไปแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว”
เซี่ยฮุยวางมือลงบนลูกบิดประตู ภายในใจก็ขอบคุณฟ้าดินที่ให้เขาออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างที่เขากำลังคิดเช่นนี้ สายตาของเขาก็แอบเห็นว่าอีกฝ่ายก็คงคิดเช่นนั้นเช่นกัน จึงหลบขึ้นไปอยู่ด้านบนเพดานเพื่อหลบหลีกปัญหา
แต่วินาทีที่เขากำลังก้าวเดินออกจากประตูไป ด้วยความบังเอิญอย่างกับละครหลังข่าว
หยดเลือดหนึ่งหยดก็หยดแหมะลงบนหน้าของเขา
“ปัดโถ่เอ้ย! ฉันต้องไปร้องเรียนกับพนักงานต้อนรับหน่อยแล้ว ปล่อยให้เพดานรั่วได้ไงเนี่ย”
เซี่ยฮุยยังคงพยายามดิ้นรนที่จะออกไปจากที่นี่ เขาพยายามหาข้ออ้างและเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นและไม่คิดจะยกมือขึ้นมาเช็ด จากนั้นเขาก้แสร้งทำเป็นเดินออกไปด้วยความรีบร้อน
ทว่าจู่ ๆ เซี่ยฮุยก็หยุดชะงักไปเพราะด้านหน้าของเขามีเงาของใครบางคนเข้ามายืนขวางไว้
ไม่เพียงเท่านั้น ในมือของอีกฝ่ายยังมีกริชที่จ่อมาที่คอหอยของเขาด้วย
“แอคติ้งเก่งดีหนิ”
นำเสียงของอีกฝ่ายคมชัดราวกับเสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกขมิ้น
เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำชมของอีกฝ่าย เพราะคำพูดของคนคนนั้นเป็นการบอกเขาว่าสถานการณ์กำลังเกิดปัญหาแล้ว
เซี่ยฮุยเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่ตัวสูงกว่า
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือสาวน้อยคนหนึ่ง
จากภาพตรงหน้าน่าจะอายุราว ๆ 17-18 ปี ผมยาวสีดำขลับของเธอถูกผูกเป็นหางม้า
เธอยืนตัวตรงและสวมใส่ด้วยเสื้อคลุมสีดำทั้งชุดซึ่งดูขัดกับตัวตนของเธอ
ใบหน้าของเธอเป็นทรงกลม องค์ประกอบบนใบหน้าทั้งห้าเป็นไปตามแบบพิมพ์นิยมมาตรฐานสาวงาม สีผิวค่อนข้างขาวกว่าปกติเล็กน้อย มุมปากของเธอยังมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่
นี่คือต้นตอที่ทำให้เขาได้กลิ่นคาวเลือดก่อนหน้านี้สินะ
เมื่อเห็นคราบเลือดสีแดงบนริมฝีปากของเธอ เซี่ยฮุยก็ได้คำตอบในทันที
“นายคงจะเห็นฉันตั้งแต่แรกแล้วสินะ”
หญิงสาวพูดด้วยประโยคบอกเล่าเพราะเธอไม่ได้คิดที่จะให้เซี่ยฮุยโต้แย้งสิ่งที่เธอกำลังพูด “นายไม่ใช่คนธรรมดา”
“ปิดบังตัวเองแบบนี้ อย่าบอกนะว่านายก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน?”
ระหว่างที่พูดหญิงสาวก็ดึงฮู้ดที่ปิดบังใบหน้าของเซี่ยฮุยออก
“แหม ดูเหมือนว่าจะอายุไม่มากเท่าไหร่เลยนะเนี่ย ใบหน้าหล่อเหลาขนาดนี้ ฉันคงไม่ขาดทุนแล้วล่ะ”
“เอ่อ...เธอหมายความว่ายังไง?”
เซี่ยฮุยรู้สึกได้ถึงพลังจากกริชที่กำลังกดลงมาที่กลางลำคอของเขา
เขารู้แค่ว่าถ้าหากเขาตุกติกแม้แต่นิดเดียว หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาคงใช้กริชเจาะกลางลำคอของเขาแน่ ๆ
“ความหมายก็คือฉันถูกใจนายไงล่ะพ่อหนุ่มน้อย”
หญิงสาวตอบกลับมาแบบไม่อ้อมค้อม
“ฮ่า ๆ ฉันพูดตรง ๆ เลยนะ ถ้าเธอมีความอยากเรื่องแบบนั้น...ฉันว่าเธอไปหาคนอื่นเถอะ”
“หาคนอื่น?”
เมื่อได้ยินคำแนะนำของเซี่ยฮุยอีกฝ่ายก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็พูดโต้ตอบกลับมา
เธอใช้มือเคาะตัวเซี่ยฮุยเพื่อเรียกสติเขา “พ่อหนุ่ม เธอคิดไปถึงไหนเนี่ย!”
หญิงสาวพูดด้วยใบหน้าโกรธเคืองปะปนกับความเขินอาย จากนั้นเธอก็ออกคำสั่ง “เข้าไปข้างใน”
หลังจากนั้นประตูก็ถูกปิดลง
เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยให้ความร่วมมือ หญิงสาวก็ดูเหมือนว่าจะรับรู้ได้ว่าแม้ว่าเซี่ยฮุยอาจจะไม่ใช่คนธรรมดา แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเธอ ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมให้ความร่วมมือง่ายดายถึงขั้นนี้
หลังจากเข้ามาด้านในห้อง หญิงสาวก็เก็บกริชในมือของเธอและยื่นมือออกไปหยิบแก้วน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดื่ม
เธอนั่งลงบนเตียงและพูดกับเซี่ยฮุยว่า “พ่อหนุ่ม สรุปว่าที่ฉันให้ข้อเสนอไปนายตัดสินใจได้หรือยัง?”
“ตั้งแต่เธอมาถึงก็เอาแต่พูดนู้นพูดนี่ ฉันยังไม่เข้าใจข้อเสนอของเธอเลย”
“อ๋อ...”
“ฉันคงประมาทเกินไปหน่อย ดูเหมือนว่านายคงเพิ่งจะบรรลุขอบเขตพิเศษได้ไม่นานสินะ ไม่แปลกใจเลยที่จะไม่เข้าใจความหมายของฉัน”
“ถ้าหากมีคนแนะนำนายเรื่องเหล่านี้ ท่าทางของฉันแบบนี้นายก็น่าจะเข้าใจได้แล้วว่าฉันหมายถึงอะไร”
พูดจบ ดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เขี้ยวสีขาวโผล่ออกมาจากมุมปากของเธอหนึ่งคู่
“แวมไพร์!”
เซี่ยฮุยเปล่งเสียงพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นี่เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยปรากฏอยู่ในอาณาจักรเซี่ยเฟิงเลย เพราะสถานที่ที่พวกเขาอยู่คืออาณาจักรหลิ่นตง
เมื่อพูดถึงแวมไพร์ สิ่งที่ทุกคนคิดถึงก็คือสัตว์ประหลาดที่ดูดเลือดเป็นอาหาร บนโลกใบนี้แวมไพร์มีบางอย่างที่แตกต่างกัน
พวกเขาไม่ได้หวาดกลัวต่อแสงแดด และไม่กลัวกระเทียมด้วย
เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสาปโดยสิ่งประหลาดบางอย่าง แต่ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่สิ่งประหลาดโปรดปรานเช่นกัน
ฟังดูแล้วอาจจะดูย้อนแย้งกันอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงนี่คือเรื่องจริง
แวมไพร์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับในสังคมมนุษย์ พวกเขาใช้เงินเพื่อซื้อเลือดสดมาจากเผ่ามนุษย์และนี่เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย
ในเวลาเดียวกันเรื่องจากคำสาปของสิ่งประหลาด พวกเขาจึงได้ทำสัญญาพิเศษบางอย่างที่เป็นพลังนอกเหนือจากเผ่ามนุษย์
สามารถพูดได้ว่าแวมไพร์ทุกคนเมื่อเติบโตเต็มวัย พวกเขาก็จะได้รับพลังขอบเขตพิเศษเป็นอย่างต่ำ
แน่นอนว่าเผ่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเผ่าเดียวที่อยู่บนโลกใบนี้
ยังมีมนุษย์หมาป่า...แม่มด...และพวกที่ได้รับพลังประหลาดอีกมากมาย นอกจากนี้ผู้ที่ผลิตเผ่าพันธุ์ต้องคำสาปเหล่านี้ก็จะถูกเรียกว่าผู้ควบคุม
พวกเขาเหล่านั้นจะควบคุมสิ่งแปลกประหลาดที่ทำพันธสัญญาและมอบพลังที่แข็งแกร่งให้กับพวกเขา
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คงจะเป็นแวมไพร์ที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ควบคุมคนใดคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
“แหม ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ใช่สาวน้อยไร้พิษสงแล้วสินะเนี่ย”
สีหน้าของหญิงสาวแสดงออกถึงความประหลาดใจออกมา หลังจากนั้นเธอก็กลับมาพูดด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำ “พ่อหนุ่มน้อย นายยินดีที่จะเข้าร่วมกับอองตัวเนตเชลลีย์และเป็นผู้ที่ฉันจะใช้งานเป็นคนแรกได้ไหม?”
“นี่เธอกำลังมองหาถุงเลือดเคลื่อนที่แบบฟรี ๆ อยู่สินะ?”
“ฉันไม่ตกลง!”
เซี่ยฮุยปฏิเสธอย่างไม่คิด ต่อให้หญิงสาวคนนี้จะชื่ออองตัวเนตเชลลีย์และเธอยินดีที่จะสละจูบแลกให้เขา แต่เขาไม่มีทางหวั่นไหวแน่นอน
“หึหึ...”
อองตัวเนตเชลลีย์ได้ยินเซี่ยฮุยปฏิเสธทันควันเช่นนั้น เธอจึงพูดกับเขาแบบไม่อ้อมค้อมว่า “พ่อหนุ่ม ฉันว่านายกำลังทำอะไรบางอย่างผิดพลาดอยู่นะ”
“ฉันไม่ได้ถามความยินยอมจากนาย”
“ที่ฉันพูดไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็เพื่อเกลี้ยกล่อมเท่านั้น นั่นเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสืบต่อกันมาและต้องปฏิบัติตาม”
“แต่นายไม่มีทางเลือกอื่น!”
“ในเมื่อนายรู้แล้วว่าฉันคือแวมไพร์ ถ้างั้นนายก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยอมรับข้อตกลงแต่โดยดีเถอะ”
พูดจบเธอก็ใช้สายตาเหิมเกริมหยิ่งผยองราวกับจะพูดว่า “นายไม่มีทางขัดขืนฉันได้” มองมาที่เซี่ยฮุย
ทำยังไงดี?
เซี่ยฮุยขบคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้อยู่ภายในใจ
เดิมทีเขาก็แค่อยากจะออกไปจากที่นี่แบบเงียบ ๆ เพื่อหลบหลีกความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น
แต่ผลที่ได้คืออีกฝ่ายกำลังบังคับเขาและไม่มีทางเลือกอื่นให้เขาเลือก
เซี่ยฮุยจึงเลือกที่จะสู้กับอีกฝ่ายเพื่อเป็นทางออกสุดท้าย
“แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นมันไม่หวานหรอกนะ เธอยังมีเวลาออกตามหาอ้อมกอดแรกที่ดีกว่าฉัน อีกอย่างฉันก็ไม่อยากกลายเป็นแวมไพร์ด้วย”
“แตงจะหวานหรือไม่หวานก็ต้องลองชิมก่อนถึงจะรู้”
พูดจบอองตัวเนตเชลลีย์ก็แลบลิ้นออกมาและเลียริมฝีปากของเธอ
ใบหน้าที่บริสุทธิ์และท่าทางแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวหรืออ่อนระทวยเลยสักนิด
ท่าทางของเธอราวกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่พยายามจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้จึงทำให้เขาหัวเราะออกมา
“นายขำอะไรไม่ทราบ?”
เชลลีย์ (เนื่องจากชื่อที่ยาวเกินไป หลังจากนี้จะขอใช้ชื่อย่อล่ะนะ) เห็นเซี่ยฮุยกำลังยิ้ม เธอก็ลุกขึ้นมายืนข้าง ๆ เตียงด้วยความไม่พอใจ
ร่างของเธอปรากฏขึ้นตรงหน้าเซี่ยฮุยอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้กริชจ่อมาที่กลางลำคอของเขาอีกครั้ง
“ตลกมากเหรอ? ลองยิ้มอีกทีสิ”
เนื่องจากถูกข่มขู่อีกครั้งเซี่ยฮุยจึงหุบยิ้มในทันที
เมื่อลองสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เขาก็จงใจบีบให้อีกฝ่ายขยับเขามาเพื่อทำร้ายร่างกายเขาอีกครั้ง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าจะออกจากการถูกควบคุมนี้อย่างไร
ภูตผีย่างก้าว!
วินาทีต่อมาเงาของเขาก็ปรากฏขึ้นข้าง ๆ หน้าต่างของห้องพัก
ร่างที่ถูกเชลลีย์ขวางไว้ก่อนหน้านี้ค่อย ๆ หายไปแล้ว
“เงาลวงตา!”
เชลลีย์หันกลับไปมองเซี่ยฮุยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงด้วยความระมัดระวัง
เธอกล่าวเสียงขรึม “หนุ่มน้อย นายเป็นแค่ผู้มีความสามารถขอบเขตพิเศษธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ”
“แน่นอนว่าไม่ใช่” เซี่ยฮุยตอบอีกฝ่ายด้วยเสียงราบเรียบ
“หึ!”
เชลลียย์เปล่งเสียงหึออกมาจากลำคอด้วยท่าทางเย็นชา ตอนนี้เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังถูกหลอก
เชลลีย์เก็บกริชที่เป็นอาวุธร้ายแรงซึ่งอาจจะทำให้เด็ก ๆ หวาดกลัวกลับเข้าไปอยู่ในฝักตามเดิม จากนั้นเธอก็มองเซี่ยฮุย
“แม้ว่าสัตว์ร้ายที่ฉันโปรดปรานจะนอนหลับพักผ่อนหลังจากทำภารกิจเสร็จสิ้น แต่ฉันก็ไม่ได้มีแค่มันตัวเดียว”
“ฟินช์เพลิง แผดเผา!”
เชลลีย์ตะโกนแผดเสียงออกมา หลังจากนั้นพลังก็หมุนวนขึ้นมาจากร่างกายของเธออย่างฉับพลัน
แม้ว่ารูปทรงจะดูเหมือนกับเลือดสด แต่มันกลับไม่ใช่ จู่ ๆ เปลวเพลิงสีอำพันก็ปรากฏขึ้น
หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่อึดใจ เปลวเพลิงสีอำพันก็ก่อตัวกลายเป็นนกตัวหนึ่ง
วินาทีที่มันถูกเรียกออกมา นกตัวนั้นก็เปล่งเสียงร้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องและโฉบบินไปมาอย่างรวดเร็ว
“สัตว์ร้าย!”
เมื่อเห็นนกที่ยืนอยู่บนปลายนิ้วของเชลลีย์ เซี่ยฮุยก็เปล่งเสียงอุทานออกมาและมองด้วยความตกตะลึง
สัตว์ร้ายมีรูปร่างและความสามารถที่แตกต่างกันออกไป
แต่ถึงจะเป็นสัตว์ร้ายที่อ่อนแอที่สุดก็ยังมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับมนุษย์ที่บรรลุขอบเขตพิเศษได้
นกที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือฟินช์เพลิงที่เชลลีย์เรียกก่อนหน้านี้ วินาทีนั้นข้อมูลก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ขอบเขตพิเศษขั้น 5!
มีความสามารถพิเศษอะไรอย่างนี้!
เขาไม่รู้หรอกว่าหลังจากที่มันทำพันธสัญญากับตัวประหลาดเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร แต่ที่เขารู้คือหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังแสดงความแข็งแกร่งของเธอออกมาและทำให้เขารู้สึกอิจฉา
“ฟินช์เพลิง ช่วยสั่งสอนผู้ชายคนนี้ให้ฉันหน่อยสิ”
เชลลีย์พูดแบบขอไปทีและไม่ได้แยแสเท่าไหร่นัก เท่าที่เธอรู้คือความสามารถของเซี่ยฮุยคงไม่เกินขอบเขตพิเศษขั้น 3-4 ดังนั้นฟินช์เพลิงจึงสามารถควบคุมเซี่ยฮุยได้อย่างไร้กังวล
เซี่ยฮุยเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน และเขาก็กำลังจ้องมองสัตว์ร้ายที่กำลังบินใกล้เขามากขึ้นเรื่อย ๆ
ความเร็วของมันถือว่ารวดเร็วมาก
ฟู่!
เซี่ยฮุยถอนหายใจออกมาเบา ๆ จากนั้นปากของเขาก็พ่นพลังปราณออกมา
นวมอำนาจจักรพรรดิถูกสวมใส่อยู่บนมือทั้งสองข้าง เขาเข้าสู่โหมดต่อสู้อีกครั้งแล้ว และกำลังถลึงตามองฟินช์เพลิงที่กำลังพุ่งตัวเข้ามา
หึหึ!
เชลลีย์เห็นท่าทางของเซี่ยฮุยที่กำลังจะต้านการโจมตีของฟินช์เพลิง จู่ ๆ เธอก็หัวเราะออกมา มันคือรอยยิ้มของผู้ที่มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะในครั้งนี้
เธอหลับตาลงอย่างแผ่วเบาและออกคำสั่งไปยังฟินช์เพลิง
เธอไม่อยากเห็นฉากที่เซี่ยฮุยถูกโจมตีเอาเสียเลย เธอจึงเดินไปที่โต๊ะและดื่มน้ำเพื่อดับกระหายระหว่างรอฟินช์เพลิงปฏิบัติหน้าที่
ทว่า–––––
วินาทีที่ฟินช์เพลิงกำลังจะปะทะเข้าใส่เซี่ยฮุย
เซี่ยฮุยก็ขยับตัวและซัดหมัดออกไปต้อนรับฟินช์เพลิงด้วยความเร็วที่ยากเกินกว่าจะหาสิ่งใดเทียบเทียมได้
“ตูม!”
วินาทีต่อมา...เสียงก็ดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้อง