เสียงจุดประทัดมงคล และเสียงมหรสพยังคงแซ่เซ็งไม่ขาดสาย พิธีการในท้องพระโรงยังคงดำเนินการไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงพูดคุยของเหล่าขุนนาง
“อ๋องเยี่ยเหลียงได้แต่งกับบุตรสาวราชครูถือว่าเป็วาสนานัก ยิ่งเสริมฐานอำนาจเดิมที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งมากขึ้น”
“นั่นสิ หลังงานแต่งงานคราวนี้ ท่านอ๋องไท๊หยั๋งก็จะไม่กล้าเหิมเกริมอีกแล้ว”
“อ๋องไท๊หยั่งราชกิจแทบไม่แตะ อาศัยเพียงอำนาจมารดาถึงพองขนได้”
“ข้าเกรงว่าอ๋องเยี่ยเหลียงจะมีอำนาจมากเกินไป แล้วใช้อำนาจนั้นในทางมิชอบ”
เสียงสนทนาจะบรรดาขุนนางผู้น้อยที่วิพาทย์เ้านายโดยหารู้ไม่ว่า ด้านหลังของพวกเขามีเรือนร่างโปร่งใสของเทพธิดาองค์น้อย กำลังค่อย ๆ ย่องพวกเขาตรงไปสู่โต๊ะอาหารที่ตั้งเรียงรายบานลานหน้าท้องพระโรง
ยิ่งร่างโปร่งโสของเทพธิดาองค์น้อยเซี่ยะเหลี่ยนวิ่งเข้าใกล้ลานมากเท่าใด ยิ่งมองเห็นอาหารนานาชนิดบนโต๊ะที่ถูดจัดไว้อย่างประณีตตระการตา
บรรดานางกำนัลและขันทีกำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันอย่างรีบเร่ง เพราะเมื่อพระราชพิธีข้างในเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาเหล่าขุนนางทั้งหลายก็จะทยอยกันออกมารับประทานอาหารทุกคนต่างวุ่นวายในการจัดงานจึงทำให้ไม่มีใครสังเกตว่าอาหารบนโต๊ะบางอย่างกำลังหายไปทีละเล็กทีละน้อย
เซี่ยะเหลียนหยิบอาหารจานนี้นิด ถ้วยนี้หน่อยเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“งึม งำ อื้ออร่อยทุกอย่างเลย สมแล้วที่เป็อาหารชั้นเลิศ อ่า”
เนื่องจากอาหารแต่ละโต๊ะมีจำนวนมาก อาหารที่ถูกเทพธิดาองค์น้อยกินพร่องลงไปนั้นจึงไม่เป็ที่สังเกต แม้ว่านางจะกินจนเรียกได้ว่าพุงกลางแล้วก็ตาม
“โอย เอิก เอิ้ก”
“ว้าย เสียงผีที่ไหน?”
เทพธิดาองค์น้อยรีบตะคุปตัวเองทันทีที่ตนเผอเรอออกมาดัง ๆ ข้างขันที ทำเอาเขาถึงกับสะดุ้งหันรีหันขวาง
เซี่ยะเหลียนหัวเราะคิกพยามกลั้นเสียงแล้วรีบเดินเลี่ยงออกไป เมื่อท้องอิ่มแล้ว หนังตาก็เริ่มหย่อน วันนี้ทั้งวันนางตะลอน ๆ ในโลกมนุษย์ยังไม่ได้พักเลยสักนิด นางอ้าปากหาวพลางบิดกายอย่างคนเกียจคร้าน เป็ท่าที่ข้ารับใช้ในวังปทุมมาเห็นเป็ต้องร้องหวีดว้ายห้ามไม่ให้ทำกิริยาเช่นนี้ พร้อมทั้งกำชับหนักหนาว่า “ว้ายเทพธิดาองค์น้อยเ้าขา มันดูไม่งาม”
และเมื่อนางบิดกายอีกทีร่างนั้นก็หายวับไป
........................... จบตอน..............