"ก่อนหน้านี้นักพรตอย่างข้าเพียงแค่ดูโหงวเฮ้งของเขา ก็รู้ได้ว่าหากไม่ร่ำรวยก็ต้องสูงศักดิ์... มาตอนนี้พอได้ยินเื่ที่ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องเผชิญมา..." เหยาจิ้งไม่ได้พูดตามตรง เพียงกล่าวด้วยสีหน้าสลับซับซ้อน "คิดดูแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีความเป็ไปได้นะขอรับ..."
"เหลวไหล! จะมีเื่บังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร!" เจิ้นกั๋วกงกำถ้วยชาแน่น "หากเขาคือซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องจริง ตอนนั้นท่านจะทำนายไม่ออกเชียวหรือ"
คิ้วของเหยาจิ้งกระตุกไม่หยุด
"..."
นี่กำลังสร้างความลำบากใจให้ใครอยู่กัน— หากเขามีความสามารถทวนฝืนลิขิต์ขนาดนั้น แล้วจะยังมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไม!
เจิ้นกั๋วกงเพียงพูดปัดไปด้วยความไม่อยากเชื่อเท่านั้น เพียงชั่วพริบตา เขาก็ได้สติกลับคืนมา
จริงสิ คนเมืองหนิงหยาง...
ไอ้หนุ่มนั่นเมื่อวานบอกว่าเขาเป็คนเมืองหนิงหยาง!
ปัง!
เจิ้นกั๋วกงวางถ้วยชาลงอย่างแรง แล้วหยัดกายลุกขึ้นทันที
ไม่ได้การ... เขาต้องไปพบไอ้หนุ่มนั่นเพื่อถามให้รู้เื่!
ด้านนอกห้องหนังสือมืดมิดไปหมดแล้ว
เจิ้นกั๋วกงก้าวยาว ๆ มุ่งหน้าไปยังห้องพักรับรองเรือนหน้า
บ่าวรับใช้ที่ถือโคมไฟอยู่ด้านข้างแทบจะต้องวิ่งเหยาะ ๆ ไปตลอดทางถึงจะตามเขาทัน
ลมเย็นยามค่ำคืนฤดูร้อนพัดโชยมา หอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้มาเป็ระลอก
ลึกเข้าไปในสวนของจวนเจิ้นกั๋วกง ภายในระเบียงทางเดินสีแดงชาดที่ทอดข้ามลำธารคดเคี้ยว สวี่ิอี้นั่งอยู่ริมระเบียง เอนหลังพิงเสารับลมเย็นอยู่
นางหันหน้าออกไปนอกระเบียง ทอดสายตามองทิวทัศน์ยามค่ำคืนในสวนอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็หลับตาลง
ทันทีที่หลับตาลง ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
นางทำซ้ำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าทิวทัศน์ตรงหน้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย เด็กสาวก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
นางได้กลับมาแล้วจริง ๆ!
ทุกสิ่งตรงหน้ายังคงเหมือนเดิม ราวกับได้เกิดใหม่ในอีกภพชาติหนึ่ง
สวี่ิอี้หลับตาลงอย่างวางใจที่สุด แกว่งพัดทรงกลมในมือไปมาบ้างหยุดบ้าง มุมปากยกขึ้นอยู่ตลอดเวลา ลมกลางคืนสายหนึ่งพัดผ่านปลายผมอย่างแ่เบา แม้จะเป็เื่ธรรมดาที่สุด ทว่ายังคงทำให้นางอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ไม่ไกลออกไปนัก เด็กหนุ่มที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ได้ยินเสียงเข้าจึงหยุดฝีเท้าลง
เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นเพียงว่าภายใต้แสงจันทร์กระจ่างแจ้ง เด็กสาวกำลังพิงระเบียงด้วยท่าทีสบาย ๆ สวมเสื้อตัวบางสีขาวนวล กระโปรงจีบลายทอทองคำ เส้นผมสีดำขลับที่เกล้าขึ้นครึ่งหนึ่งถูกลมกลางคืนพัดปลิวสยาย พัดทรงกลมบดบังใบหน้าไปครึ่งซีก มีเพียงเสียงหัวเราะใสกังวานดังแว่วมา
เด็กหนุ่มมองภาพฉากนี้ด้วยสีหน้าอธิบายไม่ถูก
มองจากระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าดูงดงามราวกับเทพธิดาในภาพวาดอยู่หลายส่วน แต่กลับมานั่งหัวเราะราวกับคนโง่งมอยู่คนเดียวตั้งนาน... หรือว่าสมองจะมีปัญหาหรือเปล่านะ
เขาเพิ่งคิดจะหันหลังเดินจากไป ทว่ากลับเห็นเด็กสาวในระเบียงทางเดินผู้นั้นหันขวับกลับมาพอดี
โคมไฟหลิวหลีใต้ระเบียงสาดส่องใบหน้าของเด็กสาวให้เห็นอย่างชัดเจน เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่อง จมูกโด่งรั้นและริมฝีปากหยักสวย คิ้วตาดูใสกระจ่างทว่ากลับดูงดงามหยดย้อยอย่างขัดแย้งกัน
เด็กหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ
ไม่ใช่ว่ามองจนเหม่อลอยไปหรอก แต่เป็เพราะเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า— เขาถูกพบตัวเข้าแล้ว
และวินาทีต่อมา ปิ่นปักผมเล่มหนึ่งก็แหวกลมพุ่งตรงมาทางเขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!
ปิ่นอันแหลมคมเฉี่ยวเอาใบของต้นมู่จิ่นร่วงหล่นลงมาครึ่งใบ ดูเหมือนกำลังจะพุ่งทะลุเข้าใส่ใบหน้าของเขาอยู่รอมร่อ
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ทว่ากลับไม่ได้หลบเลี่ยง
สวี่ิอี้ะโลงมาจากริมระเบียง
เห็นเพียงอีกฝ่ายค่อย ๆ เดินออกมาจากหลังต้นมู่จิ่น เขาสวมชุดคลุมยาวสีเข้ม เครื่องหน้าหล่อเหลาคมคาย
ในมือขวาของเขากำปิ่นมุกลายเถาวัลย์ปลายเมฆเล่มนั้นเอาไว้ ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน คิ้วตาที่ดูเ็าเล็กน้อยนั้นนอกจากจะราบเรียบแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง "แม่นางสวี่สมกับที่เกิดในตระกูลขุนนางแม่ทัพ การสังเกตการณ์ช่างไม่ธรรมดาเหมือนคนทั่วไปจริง ๆ"
เจอกันครั้งแรกก็เกือบทำเขาเสียโฉมเสียแล้ว ช่างสมกับที่เขานึกหวาดหวั่นไว้ก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน
เมื่อมองเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายชัดเจน สวี่ิอี้ก็ประหลาดใจไม่น้อย
"ที่แท้ก็คือซื่อซุนอู๋นี่เอง ข้ายังนึกว่ามีโจรลักลอบเข้ามาในจวนเสียอีก—"
อู๋ย่างมองนาง "แม่นางสวี่รู้ฐานะของข้าได้อย่างไร"
"คุณชายอู๋มองปราดเดียวก็เดาได้ว่าข้าคือใคร การที่ข้าจะเดาได้ว่าคุณชายอู๋ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจวนได้สองวันมีฐานะอะไร จะแปลกตรงไหนหรือ"
สวี่ิอี้ใช้การย้อนถามอย่างราบเรียบ เพื่อปกปิดช่องโหว่ที่ตนเพิ่งจะเผลอหลุดปากออกไปเมื่อครู่
นางเกือบจะลืมไปแล้วว่า ตอนนี้คนในจวนเจิ้นกั๋วกงยังไม่มีใครรู้ฐานะของอู๋ย่าง
อู๋ย่างไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ น้ำเสียงของเขากล่าวชมเชยประโยคหนึ่งอย่างที่คนฟังแยกไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ "แม่นางสวี่ช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก"
"ไม่ทราบว่าเมื่อครู่พลั้งมือทำคุณชายอู๋าเ็หรือไม่"
"ไม่เลย" อู๋ย่างยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางกล่าว "ต่อให้าเ็ขึ้นมาจริง ๆ ก็เป็เพราะข้าหาเื่ใส่ตัว ลูกผู้หญิงรู้จักระแวดระวังไว้บ้างเป็เื่ดี"
สวี่ิอี้ไม่ได้มีอคติใด ๆ ต่อเขา ตรงกันข้ามกลับยังรู้สึกผิดอยู่ในใจ เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ บนใบหน้าจึงเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
"เช่นนั้นคุณชายอู๋เชิญเดินเล่นตามสบายเถิด ข้าไม่รบกวนแล้ว"
อู๋ย่างพยักหน้ารับ
สวี่ิอี้ถือพัดเดินออกจากระเบียงทางเดินไป
ทว่าเวลานี้ จู่ ๆ ก็มีเสียงนกร้องแหลมสูงกรีดร้องทำลายความเงียบยามค่ำคืน
อู๋ย่างเงยหน้ามองขึ้นไป พร้อมส่งเสียงเรียก "เทียนมู่—"
อีแร้งตัวหนึ่งบินตามเสียงเรียกมา หลังจากบินวนอยู่เบื้องบนครู่หนึ่ง ก็พุ่งทะยานลงมา
สวี่ิอี้หันไปมอง
เ้านกขี้เหร่ที่เอาแต่กินกับนอนตัวนี้ เดิมทีก็เป็สัตว์เลี้ยงของอู๋ย่าง เพียงแต่ในชาติก่อนหลังจากอู๋ย่างตายไป นางก็เป็คนรับ่ดูแลต่อ— ความจริงแล้วนางไม่ได้มีความสนใจและอดทนจะมาคอยปรนนิบัติเลี้ยงดูของพวกนี้หรอก เพียงแต่คิดว่าตนเองเป็คนทำให้เ้านายของนกตัวนี้ต้องดวงชงจนตาย เกิดเป็คนอย่างไรก็ไม่อาจแล้งน้ำใจได้มากเกินไปนัก
"รอเ้ามาตลอดทาง ยังนึกว่าเ้าจะหาทางมาไม่เจอเสียแล้ว" อู๋ย่างยื่นแขนข้างหนึ่งออกไปรับนกั์
ทว่ากลับเห็นนกั์ร้องลั่นและบินตรงไปทางสวี่ิอี้
"เทียนมู่! ห้ามทำร้ายคน!"
อู๋ย่างขมวดคิ้วแล้วก้าวฉับ ๆ เข้าไปหา
วินาทีต่อมา กลับเห็นนกั์ร่อนลงเกาะบนไหล่ของสวี่ิอี้อย่างมั่นคง จากนั้นก็ใช้จะงอยปากอันแหลมคมของมันคลอเคลียเส้นผมสีดำขลับของนางเบา ๆ
สวี่ิอี้ถึงกับอึ้งไป
อู๋ย่างยิ่งตกตะลึง
นี่มันมองไม่ออกแล้วหรือว่าเ้านายอยู่ที่ไหน นกที่ตาบอดขนาดนี้ยังจะเก็บเอาไว้ทำไมอีก
"นี่คือสัตว์เลี้ยงของคุณชายอู๋หรือ" สวี่ิอี้แกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
อู๋ย่างพยักหน้าด้วยสีหน้าสลับซับซ้อน
แม้ว่าตอนนี้จะดูไม่เหมือนเป็เช่นนั้นเลยก็ตาม
สวี่ิอี้ช่วยลูบขนที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของนกั์ให้เข้าที่ พลางถอนหายใจในใจอย่างจริงใจประโยคหนึ่งว่า 'ช่างขี้เหร่เสมอต้นเสมอปลายั้แ่เด็กจนโตจริง ๆ' แล้วยิ้มกล่าว "กลับไปเถอะ"
นกั์เหลือบมองอู๋ย่างแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหัวถูไถไหล่นางอีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจนัก
อู๋ย่าง "...?"
ความรู้สึกเหมือนเด็กถูกทารุณที่อุตส่าห์หาที่พึ่งพิงได้ และไม่อยากกลับไปหาพ่อแท้ ๆ ที่แสนชั่วร้ายนี่มันคืออะไรกัน
"กลับไปเถอะ!"
สวี่ิอี้หิ้วปีกของนกั์ขึ้น แล้วโยนมันออกไปอย่างรวบรัดหยาบคาย
นกั์ส่งเสียงร้องต่ำ ๆ คล้ายกำลังตัดพ้อในความใจจืดใจดำของนาง ทว่าสุดท้ายมันก็ยอมบินไปทางอู๋ย่างอย่างว่าง่าย
แต่อู๋ย่างกลับไม่ได้ยื่นแขนออกไปรับเหมือนอย่างเคย
ไอ้ตัวไร้สามัญสำนึก ก็บินเองไปสิ
นกั์ที่บินมาตลอดทางจนเหนื่อยหอบร่อนลงข้างเท้าของเขา มันใช้กรงเล็บแหลมคมตะกุยพื้นสองสามทีด้วยความไม่พอใจ จนฝุ่นดินฟุ้งกระจาย
อู๋ย่างขมวดคิ้ว
...นี่ถึงกับเรียนรู้วิธีแก้แค้นเขาแล้วหรือ
วันนี้ศักดิ์ศรีการเป็เ้านายของเขา นับว่าถูกเ้านกบ้านี่ทำลายป่นปี้หมดแล้ว
"นายท่านผู้เฒ่า..."
เวลานั้นเอง เสียงของอาขุยก็ดังมาจากไม่ไกล