“ท่านจำสหายของข้า ที่มีนามว่า ลิ่วเข่อซิง ได้หรือไม่”
เสิ่นซูฉียังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินรักจึงแปรสภาพอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังนึกย้อนไปถึงสตรีงดงามไม่น้อยไปกว่าผู้ใดในเมืองหลวงอย่างลิ่วเข่อซิง สหายรักของจงกวานฮวา จำได้ว่าสหายรักของจงกวานฮวาผู้นี้ หลงใหลในชินอ๋อง พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมากถึงขนาดที่ว่า ตามติดไปทุกที่ที่พระองค์ทรงเดินทางไป ไม่ว่าจะต้องเดินทางไกลตรวจดูความเป็อยู่ของผู้คนในชนบท (ทำหน้าที่เป็ตัวแทนของฮ่องเต้) นางก็ไม่ลดละ แต่แล้วหลังจากที่เขาได้ถูกแต่งตั้งให้ไปเป็นายอำเภอของเมืองนอกด่าน (นอกเมืองหลวง) ตัวเขาและครอบครัวจึงมิได้อยู่ฟังข่าวคราวของนางจนถึงวันนี้ “จำได้สิ ว่าแต่ที่เ้าเคยบอกว่านางไม่สบาย ยามนี้เป็อย่างไรบ้าง ครั้งก่อนหน้ามีบ่าวของนางมาหาเ้าใช่หรือไม่” เขาย้อนถามและนึกถึงทุกครั้งที่เข้าวังหลวง ข่าวคราวของเหล่าเชื้อพระวงศ์ถูกสั่งห้ามมิให้กล่าวถึง แต่หากว่าด้วยเื่ของชินอ๋อง ยามนี้พระองค์ทรงมีพระชายาผู้งดงามอยู่แล้วและชายาผู้นั้นมิได้มีนามว่า ลิ่วเข่อซิงแต่เป็ ต้าสี่เซียน ที่สำคัญกว่านั้นคือพระชายาผู้นี้ยังมิมีบุตร!
“ใช่เ้าค่ะ บ่าวของนางมาหาข้าและยามนี้นางดีขึ้นมากแล้ว”
‘ดีขึ้นมาก?’ ในคำที่เข้าใจคืออีกฝ่ายคงป่วยหนักหรือมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับนาง…แต่มันจะเกิดสิ่งใด “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
จงฮูหยินเปิดกล่องไม้ใบนั้น ด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง ความจริงที่นางมิได้บอกกับสามีมันอยู่ในนี้ทั้งหมด แต่เพราะความกลัวต่ออะไรหลายๆ อย่างในยามนั้นจึงทำให้นางเลือกที่จะปิดเงียบเอาไว้ นั่นคือความคิดของนางในวันวาน มิใช่ตอนนี้ที่เย่วซินนั้นหนีไปแล้ว! “ลิ่วเข่อซิงสหายรักของข้า มีบุตรสาวอยู่หนึ่งคน”
“...” เสิ่นซูฉีเริ่มเห็นเค้าลางของความวุ่นวายเมื่อนึกไปถึง เย่วซิน?
“ก่อนหน้านั้นข้าเคยสงสัยว่าเหตุใดเข่อซิงจึงไม่มาหาข้าด้วยตนเองแต่กลับส่งกล่องใบนี้มา...” นางหยิบป้ายหยกสีเขียวบริสุทธิ์ สูงค่า ส่งให้สามีด้วยมืออันสั่นเทา ป้ายหยกสีเขียวอันนั้นสลักแซ่เอาไว้!
เสิ่นซูฉีมองป้ายหยกวงกลมขนาดครึ่งฝ่ามือที่มีตัวอักษร “หลง” อยู่ตรงกลางและมีอักษรเล็กๆ อ่านได้ว่า “จะ จางเหว่ย” จบคำนั้น นายอำเภอถึงกับมือสั่น แซ่หลง! มิใช่แซ่ที่ใครจะสามารถนำมาใช้ได้เพราะมันคือแซ่ของฮ่องเต้! หนำซ้ำคำว่า จางเหว่ย? มันคือพระนามของชินอ๋อง หลงจางเหว่ย “มะ หมายความ ว่าอย่างไร” น้ำเสียงเริ่มขาดหาย หัวสมองฉุกคิดถึงเื่สหายของฮูหยินรักที่นางบอกว่า ลิ่วเข่อซิงมีบุตรสาว? ก่อนหน้านั้นยังตามติดชินอ๋อง? หากเื่ราวมันไม่ซับซ้อนจนเกินไป บุตรสาวบุญธรรมที่เขารับมาอยู่ในความดูแลมีความเป็ไปได้ว่านางคือ? ใจบุรุษวัยกลางคนเริ่มหายวาบ
“วันนั้นที่ข้าพบเด็กน้อยอยู่ตรงข้างทาง ข้าเห็นบุรุษผู้หนึ่งนำนางมาวางไว้ คนผู้นั้นตั้งใจให้ข้าเห็นหน้า ก่อนจะวิ่งหนีหายเข้าไปในป่า เด็กน้อยผู้นั้นเป็เพศหญิง นางมาพร้อมกับป้ายหยกอันนั้นที่ตัวข้าเก็บมันเอาไว้พร้อมกับข้อความ” นางหยิบกระดาษแผ่นเล็กในกล่องส่งให้สามี ใจความนั้นเขียนเอาไว้ว่า ‘ข้าลิ่วเข่อซิง มีสัมพันธ์รักกับท่านอ๋องหลงจางเหว่ยจนมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน แต่เพราะความโชคร้ายของข้าที่มาพร้อมกับตำแหน่งชายารอง ข้าจึงถูกลอบสังหารในระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด ในความโชคร้ายยังคงมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ข้าได้รู้ข่าวว่าเ้ากำลังจะเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ตัวข้าผู้มีเ้าเป็สหายรักเพียงคนเดียวจึงตัดสินใจฝากบุตรสาวผู้มีนามว่า เย่วซิน เอาไว้กับเ้าในขณะที่ข้ากำลังหนีตายเพราะถูกตามล่าสังหาร ข้าขอให้เ้าช่วยดูแลเย่วซินแทนข้า จนกว่าข้าจะปลอดภัย ข้าจะกลับไปรับนางด้วยตนเอง...ลิ่วเข่อซิง’ “หลังจากวันนั้นจนถึงสามปี บุรุษคนเดิมที่ข้าได้รู้ในภายหลังว่าเขาคือองครักษ์เงาผู้มีนามว่ากวนเหอได้ลักลอบเข้ามาในจวนเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับเข่อซิงว่านางถูกคมกระบี่อาบยาพิษบาดไปตามร่างกายถึงสามจุด เื่นี้เป็ความลับและมีเพียงชินอ๋องเท่านั้นที่รู้ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงามากกว่าหนึ่งร้อยคนตามไปสมทบเพื่อคุ้มครองเข่อซิง ในขณะเดียวกันาแของนางนั้นแสนสาหัส กว่าจะหาหมอเทวดามารักษานางได้ ร่างกายของนางก็เกือบจะดับสิ้น” จงกวานฮวายั้งคำพูดที่ว่าชินอ๋องเริ่มส่งคนมาเฝ้าดูบุตรสาวของพระองค์และสั่งให้วาดภาพนางส่งไปั้แ่ที่ทรงรู้ว่าเย่วซินอยู่ที่นี่ แต่ที่ยังไม่รับตัวเข้าวังคงเป็เพราะพระองค์ทรงหวาดหวั่นถึงอันตราย ซ้ำฮ่องเต้ยังทรงพระประชวร หากเย่วซินเข้าวังในยามนั้นย่อมเสี่ยงต่อการถูกลอบทำร้ายเหมือนเข่อซิง ด้านนางเองที่เป็สหายรักก็ได้แต่ดูแลเด็กน้อยและเฝ้ารอ
เสิ่นซูฉีมือไม้สั่นเทา เขาจับกระดาษแผ่นนั้นจนแน่นพร้อมกับซึมซับความจริงที่คล้ายจะตบหน้าเขาฉาดใหญ่ จากที่เคยกล่าวหาว่าเยว่ซินไม่มีหัวนอนปลายเท้า…แต่มายามนี้ ‘เย่วซินคือบุตรสาวของชินอ๋อง บุรุษผู้เป็รองเพียงฮ่องเต้!’ ทั้งๆ ที่ความก้าวหน้าอยู่ใกล้แค่เอื้อม เหตุใดภรรยาของเขาจึงไม่บอกเื่นี้ั้แ่สิบกว่าปีก่อน “มะ ไม่จริงแน่ๆ จะ เ้าโกหก!!”
จงฮูหยินแสยะยิ้มมองสามีคล้ายสมน้ำหน้า “ข้าหาได้โกหกไม่” หากจะถามหาสาเหตุของความจริงที่นางมิเคยปริปากบอกผู้ใด นั่นเป็เพราะนางรู้จักนิสัยของสามีผู้นี้ดี “ข้ารักท่านพี่มากจึงเก็บเื่นี้เอาไว้เพราะถ้าข้าบอกท่านไป ข้ากลัวว่าท่านจะใช้นางเป็เครื่องมือในการต่อรองกับชินอ๋อง ในทางกลับกันคือข้าเองก็สงสารเย่วซินจนจับใจ นางพบบิดามารดาไม่ได้ยังไม่พอ ท่านยังหาว่านางมิคู่ควรกับซัวหยาง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เป็บุตรของเรามากกว่าที่ไม่คู่ควรกับนางั้แ่ต้น!!” นางคิดเช่นนี้จริงๆ จึงได้แต่ภาวนาและเฝ้ารอให้สหายรักอย่างลิ่วเข่อซิงกลับมารับบุตรสาวเข้าวังหลวงไปเสีย ‘อยากให้เย่วซินได้ใช้ชีวิตในฐานะท่านหญิงอย่างสุขสบาย ให้เข่อซิงได้หายจากอาการาเ็เร็วๆ’ ตัวนางซึ่งเป็เพียงมารดาบุญธรรมได้แต่หวัง “ที่ข้าไม่คัดค้านในเื่ที่ท่านบอกกับเย่วซินเพราะข้าไม่อยากขัดใจท่านและข้ายังอยากให้เย่วซินได้กลับไปอยู่ในที่ของนางพร้อมกับมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่สุดท้ายนางถึงกับหนีไป ในขณะที่มารดาของนางกำลังจะมารับ”
ขวับ!! เสิ่นซูฉีมองฮูหยินของตนคล้ายกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองได้ยิน แต่ถึงกระนั้นใจเขาก็ยังคงเต้นกระหน่ำ “หมะ หมายความว่าอย่างไร”