
ตอนที่14 ลางสังหรณ์
สนามบิน… ประเทศไทย
“คุณหนูครับแน่ใจแล้วเหรอครับว่าจะไม่บอกคุณแจสเปอร์ว่าพวกเรามาเมืองไทยก่อนกำหนด”
“อื้อ ตอนนี้พี่ชายกับพี่สะใภ้คงยุ่งเื่การจัดงานแต่งงานอยู่น่ะเหยา ฉันไม่อยากกวนพวกเขา”
ฉันเชื่อว่าทุกคนล้วนมีปัญหาให้ต้องจัดการ ฉันเองก็เช่นกัน เมื่อสองวันก่อนพ่อครัวและผู้ช่วยในภัตตาคารคิงดอมพากันสมัครใจลาออกจนภัตตาคารไม่สามารถจะเปิดบริการได้ตามปกติ ฉันเรียกตัวพวกเขามาสอบถามได้ความเพียงว่าพวกเขา้าพักผ่อน ซึ่งมันเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย พนักงานพวกนี้บางคนทำงานกับตระกูลจ่งซิ่นมาั้แ่รุ่นคุณพ่อของฉัน แล้วจู่ๆ พากันมาลาออกแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนอยู่เื้ั
ฉันให้พวกลูกน้องออกประกาศหาพ่อครัวคนใหม่ทันที จนเวลาผ่านไปก็ไม่มีใครมาสมัครงานเลยสักคนเดียว ฉันจึงคิดถึงเมืองไทย ครั้งก่อนที่มาอาหารไทยอร่อยและหลากหลาย เมนูยอดนิยามของภัตตาคารคิงดอมก็เป็อาหารไทยหากได้เชฟหรือพ่อครัวคนไทยเก่งๆ ไปร่วมงานด้วยคงดีแน่ ด้วยเหตุนี้เองฉันจึงเดินทางมาเมืองไทยก่อนงานแต่งของพี่แจสเปอร์กับพี่มินนี่จะเริ่มขึ้น โดยการเดินทางมารอบนี้ฉันไม่้าให้เป็เื่ใหญ่โตเลยมากับเหยาเพียงแค่สองคนเท่านั้น
“ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยครับคุณหนู”
สีหน้าของเหยาแสดงความกังวลบางอย่าง
“เอ๋ มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ”
“คุณหนูครับ ผมรู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตามพวกเรามาตลอด จนถึงประเทศไทย”
เหยาขมวดคิ้ว
“ไม่น่ามีอะไรหรอกมั้ง การเดินทางของฉันก็เป็ความลับนี่ไม่ใช่เหรอ เหยาว่ายังไง”
ถึงจะบอกกับบอดี้การ์ดออกไปแบบนี้ฉันก็อดหวั่นใจไม่ได้เหมือนกัน ผู้คนในสนามบินเดินกันขวักไขว่เต็มไปหมดยากจะมองออกว่าใครเป็คนร้ายหรือคนดี ฉันก้มมองดูนาฬิกาข้อมือก็เป็เวลาสี่ทุ่มเศษ ดีหน่อยโรงแรมที่จองเอาไว้ห่างจากสนามบินไปอีกไม่ไกลมากนัก แต่กรุงเทพฯ ก็มีชื่อเสียงเื่รถติดมากมายจนฉันไม่อาจคาดเดาเวลาที่แน่นอนได้เลย ว่าจะได้ไปนอนพักสบายๆ ที่โรงแรมตอนไหน
“บางทีผมอาจจะระแวงมากไปก็ได้ครับคุณหนู ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณหนูพลอยกังวลใจไปด้วยอีกคน”
เหยาก้มศีรษะ
“ช่างเถอะไม่เป็ไรหรอก มันเป็หน้าที่ของบอดี้การ์ดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอที่ต้องคอยคิดถึงปัญหาต่างๆ ที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิด แล้วก็ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลาน่ะเหยาทำดีที่สุดแล้วล่ะ จริงสิ! คนของเราที่นัดไว้ล่ะทำไมยังไม่มาอีก”
เกือบชั่วโมงแล้วนะที่ฉันนั่งคอยรถมารับภายในสนามบิน จนคนอื่นที่เดินทางมาด้วยกันพากันเดินหายไปหมดแล้วเนี่ย
“ผมจะลองโทร.ไปเร่งอีกทีนะครับคุณหนู”
เหยารีบหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาติดต่อไปยังคนขับรถทันที ฉันชอบมองเวลาบอดี้การ์ดคนนี้ทำงาน เขาดูจริงจัง มุ่งมั่นอย่างมาก เหยาอายุยี่สิบห้าปีแต่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัยไปมาก สุขุม ฉลาด เงียบขรึม แถมยังหน้าตาดีอีกตะหาก จนฉันประหลาดใจที่ป่านนี้เหยายังไม่มีครอบครัว
“คนขับบอกว่ากำลังขับรถเข้ามาแล้วครับ เชิญทางนี้ครับคุณหนู”
“ดีจัง เรารีบไปกันเถอะ ฉันอยากกลับไปโรงแรมนอนแช่น้ำอุ่นเต็มแก่แล้วล่ะ”
ฉันลุกขึ้นยืนบิดตัวขับไล่ความเมื่อยขบ แล้วเดินตามหลังเหยาไปติดๆ พอเดินไปถึงคนขับรถเราก็พบว่าไม่ใช่คนของเราที่นัดหมายเอาไว้แต่แรก คนขับรถที่มารับฉันบอกว่าเขาถูกไหว้วานให้มาแทนเนื่องจากคนขับรถที่เรานัดไว้เกิดป่วยกะทันหัน
ก่อนขึ้นรถเหยาที่ไม่ค่อยไว้ใจใครหรืออะไรง่ายๆ กระซิบบอกให้ฉันระวังตัว ทั้งที่คุณลุงที่มารับพวกเราก็เป็ชายสูงอายุคนหนึ่งดูไม่มีพิษมีภัยอะไรเลยสักนิดเดียว โดยเหยานั่งคู่ไปกับคนขับส่วนฉันนั่งในตำแหน่งเบาะหลัง