บทที่ 38
“จงรับสิ่งนี้ไป หลักฐานที่แสดงว่าเจ้าจงรักภักดีต่อเทพีอาริอันนาสิ่งนี้นอกจากจะเป็นเครื่องรางขงสาวกนิกายแล้วยังมีความสามารถ่วยป้องกันการโจมตีที่ถึงแก่ชีวิตได้หนึ่งครั้ง”
น้ำเสียงที่แสนโอบอ้อมอารีดังออกมาจากปากของสตรีในชุดนักบวชสีขาวขลิบทองใบหน้างามเปื้อมยิ้มอยู่ตลอดเวลา สองมือประคองสร้อยคอรูปเทพธิดาสวดภาวนาส่งให้กัชายวัยกลางคนที่กำลังประสานมือในท่วงท่าเดียวกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นถ้าที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านก๊อบลินที่กำลังลุกเป็นไฟ
ซากศพของก๊อบลินนอนตายเกลื่อนแต่ละร่างหากไม่ถุกฟันด้วยของมีคมก็เป็นบาดแผลที่เกิดจากเวทมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ถัดออกไปไม่ไกลคือหัวหน้าชนเผ่าก๊อบลินไรเดอร์ที่ถูกอัศวินสาวฮิลฟีเดย์ใช้หัวเขากดหลังของมันเอาไว้ มันกำลังถลึงตามองชายวัยกลางคนหรือมาลรีคด้วยความโกรธแค้น
“มาลรีคไอ้ทุเรศ เราช่วยขับไล่มอนสตเอร์ให้พวกแกตั้งหลายครั้งหลายหนแต่แกกลับหักหลังพวกเราด้วยการส่งพวกเราให้มัจจุราช”
แม้จะไม่ถึงกับรู้จักกันดีแต่หมู่บ้านเบรูอินนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถในการต่อสู้ของก๊อบลินไรเดอร์ ส่วนก๊อบลินไรเดอร์ก็ต้องกันปัจจัยสี่จากหมู่บ้านเบรูอิน พวกเขาอยู่อาศํยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยแต่เมื่อยามที่หายนะมาเยอะหมู่บ้านมาลรีคที่เคยยิ้มแย้มร่วมกับมัน ชายคนที่มันคิดว่าเป็นเพื่อนกลับหยิบยื่นหัวของะพวกมันส่งให้กับนางปีศาจทั้งสอง
เมื่อได้ยินเสียงสาปแช่งใบหน้างามของนักบุญหญิงลิเลียนแห่งศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงก็กระตุกเล็กน้อยที่มีสัตว์ชั้นต่ำบังอาจมาขัดขวางพิธีต้อนรับสาวกคนใหม่อันแสนศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังไม่ทันที่นักบุญหญิงจะลงมือทำสิ่งใดอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็เพิ่มแรงกดจนก๊อบลินไรเดอร์ตนนั้นอดรนทนไม่ไหวสลบไสลไปในที่สุด
“ขออภัยเป็นอย่างยิ่ที่ดิฉันปล่อยให้สัตว์ชั้นต่ำพ่นถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าท่าน”
“...”
ลิเลียนชายตามองเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองมาลรีคที่นั่งตัวสั่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามเดิม
“คุณงามความดีของคุณจะได้รับการสรรเสริญอย่างแน่นอน จงนำสัญลักษณ์ชิ้นนี้เดินทางไปตั้งรกรากใหม่ที่อาณาจักรริชมอนด์หรือศาสนจักรก็ได้หากพวกเขาเห็นสิ่งนี้พวกเขาจะต้อนรับท่านเป็นอย่างดี”
“ท ท่านจะทำอย่างไรกับพวกชาวบ้าน”
มาลรีครับสร้อยคำมาอดไม่ได้ที่จะถาม ที่มันยอมร่วมมือส่วนหนึ่งก็เพราะมันนับถือเทพีอาริอันนาเป็นเทพีสูงสุดอยู่แต่เดิม อีกประการหนึ่งคือเงินหลักแปดที่ท่านหญิงมอบให้นั้นยากที่จะปฏิเสธลง มาลรัคนึกภาพไม่ออกว่ามันต้องทำงานงกๆเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ไร้อนาคตนี่อีกกี่ชาติถึงจะได้จับต้องเงินจำนวนเท่านี้อีกทั้งท่านหญิงลัอัศวินสาวนี่น่ากลัวเกินบรรยาย ก๊อบลินไรเดอร์ไม่ใช่เผ่าพันธ์กระจอกพวกมันสามารถอาศัยอยู่ในป่าเบรูอินได้หลายสิบปีท่ามกลางฝูงมอนสเตอร์เลเวลสูง
หนึ่งเดือน เป็นเวลาที่มันได้ต้อนรับท่านหญิงลิเลียนและคณะเดินทางอย่างลับๆมาลรีคได้ยินข่าวมาว่าชายแปลกหน้าที่มันไม่ได้รับอนญาตให้เข้าพบคือผู้กล้าแห่งยุคสมัยปัจจุบัน การมาเยือนหมู่บ้านหนนี้นอกจากลิเลียนจะใช้ป่าเบรูอินเพื่อเพิ่มเลเวลของพวกทาเคชิแล้วอีกจุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อติดต่อกับกลุ่มโจรเงาทมิฬในการตระเตรียมแผนการก่อความวุ่นวายภายในจักรวรรดิ
สงครามใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
กลุ่มโจรรอบชายแดนจักรวรรดิล้วนมีหัวหน้าเป็นบุคคลระดับสูงของอาณาจักรริชมอนด์แทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ภายในนครหลวงยังมีสายลับของริชมอนด์และศาสนจักรแฝงตัวอยู่อีกมากมาย แผนการใหญ่ที่หวังจะหุบกลืนจักรวรรดิจากภายในค่อยๆกลายเป็นจริงอย่างช้าๆและการก่อความวุ่นวายนี้คือจุดเริ่มต้น
จักรวรรดิโนว่าคือนครเอกแห่งเผ่าพันธ์มนุษย์กำเนิดขึ้นมาจากวีรชนเผ่ามนุษย์ในอดีตปฐมจักรพรรดิโนว่าผู้เกรียงไกรหลังยุคแห่งความโกลาหลของเทพเจ้า อย่างไรก็ดีเรื่องเล่ามันจะเกินจริงเสมอริชมอนด์เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าต่อให้จักรพรรดิองค์ปัจจุบันจะแข็งแกร่งมาจากไหนอย่างไรพระองค์ก็ยังคงเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อและอายุขัย
“เอาเป็นว่าท่านบุตรชายคือผู้รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์หลังจากการโจมตีของกลุ่มโจรเงาทมิฬ จิตใจของพวกท่านบอบช้ำอย่างหนักและไม่เชื่อมั่นในระบบองทัพของจักรวรรดิอีกต่อไป”
ลิเลียนยังคงตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หากทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีจักรวรรดิจะได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เล็กนี้ จักรวรรดิจะดูไม่มีความน่าเชื่อถืออีกตอไปในสายตาพันธมิตรถึงตอนนั้นริชมอนด์และศาสนจักรจะชูธงคุณธรรมขึ้นมานำมนุษย์เข้าสู่ยุคสมัยใหม่
ส่วนมาลรีคก้มหน้ารับคำสั่งของลิเลียนอย่างแข็งขัน อนาคตที่แสนสดใสและสุขสบายยังคงรอยคอยมันอยู่ที่อีกด้านของพรหมแดน ไม่แยแสด้วยซ้ำว่าชาวบ้านเบรูอินจะเป็นอย่างไรเพราะตัวมันมีทางรอดให้ตัวเองและครอบครัวเรียบร้อยแล้ว
หลังจากฟังมาลรีคพล่ามสารภาพออกมาจนจบบรรยากาศภายในห้องประชุมก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ชาวบ้านหลายคนไม่ปกปิดสีหน้าไม่พอใจทั้งยังตะโกนด่าทอ
“มาลรีคไอ้ระยำ! แกตั้งใจจะปล่อยให้พวกเราตาย”
“ก๊อบลินไรเดอร์เป็นมิตรที่ดีต่อเราแต่แกกลับทำกับพวกเขาอย่างนั้นเรอะ”
คำสาปแช่งมากมายพรั่งพรูออกมาจากปากของชาวบ้านไม่หยุด มาลรีคจนตรอกได้แต่ก้มหน้าทั้งยังตัวสั่นตอนนั้นเองเซลีนก็ปรายตาไปยังผู้รักษาวัยชราเขารีบรุดกายไปรักษาบาดแผลของมาลรคโดยที่เอเลนไม่ลงมือห้ามแต่อย่างใด
“แกมันสมควรตาย”
อย่างไรก็ดีชาวบ้านบางคนโกรธจนเลือดขึ้นหน้าคว้าเอาอุกรณ์ทำไร่ออกมาหมายจะแทงมาลรีคให้ตาย โชคดีที่เอเลนมือไวพอจะคว้าแขนของวกเขาเอาไว้
“ห้ามข้าทำไม”
“ผมยังสอบปากคำมันไม่เสร็จมันจะยังตายไม่ได้”
เอเลนกล่าวเสียงเรียบทั้งยังแผ่จิตสังหารอ่อนๆออกมา เมื่อชาวบ้านใจเย็นลงเขาก็กลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆ
“แค่ก!”
มาลรีตสำรอกลิ่มเลือดออกมามาผิดปกติ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแน่นเขามั่นใจว่าไม่ได้ทำร้ายอวัยวะภายในร่างกายของชายวัยกลางคนแม้แต่น้อย
“แย่แล้ว อวัยวะภายในของเขากำลังล้มเหลว เกิดอะไรขึ้น”
ผู้รักษาร้องขึ้นอย่างร้อนรน นอกจากอาการกระอักเลือดแล้วร่างกายของมาลรีคยังร้อนขึ้นจนคนที่ยืนไกลๆยังสัมผัสได้เอเลนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีจึงพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือของอีกฝ่าย พลังเวทย์สีเงินถูกถ่ายทอดเข้าไปในร่างของมาลรีคอย่างเงียบเชียบเอเลนเบิกตากว้างรีบกระชากอกเสื้อของมาลรีคจนขาด
บริเวณหัวใจอักขระที่ถูกเขียนเรียงกันเป็นวงกลมปรากฏสู่สายตาของเด็กหนุ่ม มันต่างจากที่พวกโจรมีนิดหน่อยตรงที่มีลวดลายหัวกะโหลกที่บิดเบี้ยวอยู่ใจกลางวงกลม พลังเวทมนต์สีดำปนม่วงกำลังไหลซึมออกมาจากอักขระพวกนั้น
“บัดซบ มาลรีคกำลังถูกฆ่าปิดปาก”
เอเลนสบถรีบใช้พลังเวทมนต์สกัดกั้นการทำงานของอักระเวทย์ อักขระชุดนี้จะแผ่ไอเวทย์ผสมไอพิษทำลายระบบอวัยวะภาในร่างกายของเหยื่อจนตายแม้จะมีพลังมากมายแต่เอเลนไม่เชี่ยวชาญทักษะประเภทรักษาถึงจะมีท่าหมอคอยช่วยร่ายเวทย์เพื่อขับพิษแต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายไปเสียแล้ว
ร่างของมาลรีคก่อนซูลลงภายในเวลาไม่กี่นาที ใบหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวม่วงสำรอกเลือดที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงออกมาไม่หยุดจนกระทั่งเวลาผ่านไปหัวหน้าหมู่บ้านเบรูอินนามว่ามาลรีคก็เหลือแต่เพียงชื่อ
เอเลนผุดลุกขึ้นก่อนมารีคจะตายเขาสัมผัสได้ถึงสายสัมพันธ์บางเบาที่ผุดออกมาจากวงอัขระเวทย์ อักขระเวทย์สั่งตายชุดนี้น่าจะทำงานได้เรพาะมีคนกระตุ้นให้มันทำงานแต่ใครกันลี่มีความเชี่ยวชาญเวทมนต์ระดับนี้แถมยังร่ายได้โดยที่แม้แต่เขายังไม่ทันสังเกต
ตอนนั้นเองวิหคสีดำตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนหลังคาบ้านหลังข้างๆก็บิน ดวงตาสีทับทิมเห็นเข้าพอดีรีบพุ่งออกมาจากห้องประชุมพร้อมคันธนูสีเงินที่ประจุพลังเวทมนต์เอาไว้
ผลุบ
ไวเท่าความคิดศรสีเงินก็ปลิดชีพวิหคตัวนั้น เอเลนเกินร่างไปเก็บซากมันกลับมาพบว่าร่างของมันประกอบข้นมาจากพลังเวทย์ เอเลนฝีมือดีเกินไปจึงยิงตัดทำลายแหล่งจ่ายพลังเวทย์จนเสียหายในเสี้ยววินาทีทำให้ร่างกายของมันสลายไป
เด็กหนุ่มเดาะลิ้นอยางหงุดหงิดระเบิดพลังเวทย์ออกไปเป็นวงกว้างเพียงเสี้ยววินาทพลังเวทย์ของเขาก็ครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน ประสาทสัมผัสถูกใช้แทนดวงตานกทุกตัวที่เป็นนกจริงๆที่พลังเวทย์แฝงจิตสังหารกระแทกเบาๆจนต้องบินหนีจะเหลือก็แต่นกบางตัวที่ยังคงนิ่งงันราวกับหุ่นกระบอกไม่รอช้าเอเลนลั่นศรออกไปอีกหลายดอกปลิดชีพพวกมันทุกตน
“ฝีมือตาแก่เจ้าเล่ห์นั่นแน่ๆ”
เอเลนสบถอย่างหงุดหงิดนกเวทมนต์ที่เพิ่งถูกทำลายไปทั้งหมดเกิดจากทักษะเวทมนต์ระดับต่ำวิหคสอดแนมของคลาสจอมเวทย์แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือการที่พวกมันสามารถแฝงตัวกับนกท้องถิ่นได้อย่างแนบเนียนราวกับอุปกรณ์ประกอบฉากเอเลนได้แต่ถอนหายใจด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“เป็นเรื่องแล้วไง....”
เพล้ง!
ลูกแก้วเวทมนต์ยี่สิบใบที่วางอยู่บนตู้ระเบิดออกแทบจะพร้อมกันโดยมีชายชราสวมเสื้อคลุมและเครื่องประดับหรูหราจ้องมอง ประกายในดวงตาได้แสดงความเสียดายลูกแก้วระดับสูงพวกนี้แม้แต่น้อยเพราะอย่างไรเสียก็สามารถของของใหม่มาทดแทนได้ไม่มาก
ใบหน้าแก่ชราฉายแววครุ่นคิดนิ้วชี้ที่กำไม้เท้าเศียรมังกรอยู่เคาะลงบนไม้เท้าเป็นนิสัยของชายชราเวลากำลังใช้ความคิดลำพังแค่เจ้าเด็กผมดำรอดมาจากดินแดนจินตภาพได้ก็นับว่าน่าทึ่งแล้วมันกลับรู้สึกได้ถึงเสียงกระซิบสายลม เวทมนต์สอดแนมระดับกลางที่มีขั้นตอนการใช้งานยุ่งยากใช้ได้ผลดีกับการสอดแนมระยะยาวโดดเด่นเรื่องการซ่อนพลังหากไม่ใช่เพราะต้องฆ่าปิดปากหัวหน้าหมู่บ้านมาลลีคมันเองก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนของทักษะสอดแนม
“ไพ่ในมือถูกหงายขึ้นแล้วใบนึง คงใช้วิธีเดิมไม่ได้อีกแล้ว”
ชายชราถอนหายใจการเสียไพ่ในมือหนึ่ใบย่อมดีกว่าการที่แผนการณ์ลับทั้งหมดจะถูกเปิดเผยแม้ในใจจะแอบนึกโกรธเคืองท่านหญิงลิเลียนที่เปิดเผยแผนการลับกับบุคคลภายนอกแม้บุคคลนั้นจะกลายเป็นสาวกของศาสนจักรไปแล้วก็ตาม
“อย่างไรซะนางก็แค่เด็กคนนึง ยังคงขาดความเยือกเย็นอยู่บ้าง”
ชายชรารำพึงเบาๆก่อนจะผนึกพลังเวทมนต์ลูกแก้วเวทมนต์บนไม้เท้าทอแสงเรืองๆก่อนที่ร่างของริคาริโอกับเอลโกจะก้าวเข้ามาภายในห้อง
“ท่านเรียกหาพวกเราหรือ ท่านหัวหน้าคาริเอ็น”
“อืม เป็นข้าเอง”
ชายชราหรือคาริเอ็นตอบแม้มันจะแก่ชราด้วยอายุกว่าร้อยปีแต่ความแข็งแกร่งก็ไม่ได้โรยราตามอายุของมัน ยิ่งเป็นผู้แข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่อายุขัยก็ยิ่งยืนยาวจริงแล้วคาริเอ็นสามารถแสดงร่างที่มีความอ่อนเยาว์มากกว่านี้ก็ยังได้แต่มันชอบร่างชายชราที่สุดเขาเข้าประเด็นทันที
“เจ้าเด็กผีนั่นยังไม่ตาย และยังมีคนมากมายล่วงรู้ถึงแผนการของเราแล้ว”
ราคาริโอและเอลโกที่ได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าตกตะลึง ขนาดพวกมันทั้งสองที่ถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถรอดจากเงื้อมมือของโซลเบรกเกอร์ได้เลย
“เป็นไปไม่ได้ ต่อให้รอดออกมาได้จริงวิญญาณของมันก็น่าจะได้รับความเสียหายจนสติไม่สมประกอบบ้างสิ”
ตามปกติแล้วดินแดนจินตภาพขุนเขาวงกตราตรีสนทยาถูกออกแบบมาเพื่อให้วิญญาณของเหยื่อได้รับความเสียหายเกินกว่าที่จะเยียวยาได้โดยไม่พรากชีวิตของคู่ต่อสู้โดยตรง หากผู้อ่อนแอตายในดินแดนจินตภาพพวกมันก็มักจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งวันแต่หากเป็นผู้มีฝีมือก็จะมีชีวิตรอดอยู่ได้นานกว่าแต่ก็ไม่อาจมีสติที่สมประกอบอีกเลย
แม้ร่างกายจะไม่ได้รับความเสียหายแต่หากมีวิญญาณที่ผุพังก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว
“มันรอดมาได้นั่นคือความจริง ข่าวดีก็คือพวกมันได้รับแผนการของเราไปแค่ผิวเผินเท่านั้น”
“ถ้าเช่นนั้นท่านหัวหน้าต้องการให้พวกเราทำสิ่งใด”
เอลโกถามขึ้นคาริเอ็นเห็นไฟแห่การต่อสู้ลุโชนในดวงตาของมือสังหารหนุ่มก็ยิ้มน้อยๆ แม้จะเหมือนคนใจเย็นแต่เอลโกเป็นคนประเภทที่เกลียดความพ่ายแพ้สุดๆมันไม่อาจสงบได้เมื่อรู้ว่าคนที่เคยมอบความพ่ายแพ้หมดรูปให้แก่มันยังคงมีลมหายใจอยู่
“เข้าเรื่องไวเหมือนเดินนะเอลโก ใช่แล้วข้ามบางสิ่งให้พวกเจ้าทำ ในระหว่างที่จักรวรรดิยังคงไม่ระแคะระคายถึงแผนการของเรา เราต้องรีบใช้โอกาสนี้ตัดไฟซะแต่ต้นลม หมู่บ้านเบรูอินต้องถูกทำลายและต้องไม่มีใครรอดชีวิต”
คาริเอ็นตัดสินใจอย่างแน่วแน่วิธีปกปิดความลับที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งตลอดกาลคือการให้ความลับตายไปกับคนที่รู้ ชาวบ้านหมู่บ้านเบรูอินทุกคนต้องตายแม้จะฟังดูไร้มนุษยธรรมไปบ้างแต่เพื่ออาณาจักรริชมอนด์เถลิงสู่ความยิ่งยิ่งนับว่าเป็นราคาที่เล็กน้อยมาก
ตามแผนการหลังจากรวบรวมทรัพยากรจนเสร็จเบรูอินและหมู่บ้านรอบๆก็ต้องถูกทำลายอยู่แล้วเพียงเพราะการปากโป้งของหัวหน้าหมู่บ้านมาลรีคทำให้หมู่บ้านเบรูอินได้รับการลัดคิวกลายเป็นหมู่บ้านแรกที่ถูกทำลาย
“ไปรวบรวมคนที่ไม่มีหน้าที่มาให้มากที่สุดในหนึ่งวันเราจะเคลื่อนพลทันที ข้าจะนำทัพเอง”
“หัวหน้าจะลงมือด้วยตัวเองแบบนี้ไม่เป็นการสิ้นเปลืองไปหน่อยหรือครับ”
ริคาริโอออกความเห็น
“เจ้าคิดว่าสามารถฆ่าเจ้าเด็กผีได้ก่อนที่มันจะทำลายพวกเราจนป่นปี้มั้ยล่ะ”
คาริเอ็นตอบทำให้ชายหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบ ชายชราลูบเคราใช้ความคิดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมา
“ข้าผ่านสนามรบมามากมาย เชื่อเถอะว่าเจ้าเด็กนั่นต้องเติบโตไปเป็นตัวตนที่โดดเด่นในอนาคตเป็นแน่ หากให้ต่อสู้ตัวต่อตัวข้าก็มั่นใจพียงห้าเท่านั้นว่าจะชนะ”
คลาสของคาริเอ็นคือมหาจอมเวทย์คลาสแรงค์ A ที่สามารถใช้เวทมนต์ธาตุพื้นฐานได้หลากหลายธาตุเอวิเคราห์จากการต่อสู้ของเด็กหนุ่มแล้วการยืนโจมตีในระยะใกล้ดูจะเป็นวิธีที่จองหองเกินไป โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้เวทมนต์ได้เปรียบผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้คือระยะโจมตีคาริเอ็นตั้งใจจะใช้เวทมนต์ที่มีรัศมีวงกว้างกดดันให้เอเลนมีพื้นที่ในการเคลื่อนที่จำกัดทีแรกมันตั้งใจจะใช้เวทมนต์กว้างสถานะผิดปกติแต่ลูกน้องทั้งสองของมันเคยรับมือกับเอเลนมานานกว่าบอกมาว่าสถานะผิดกติแทบจะไร้ผล คาริเอ็นจึงอนุมานได้ว่าเอเลนมีความสามารถในการต้านทานสถานผิดปกติในระดับหนึ่ง
เมื่อบีบให้เอเลนมีพื้นที่จำกัดที่เหลือก็แค่ทำให้เอเลนตกอยู่ในสถานะที่ไม่อาจป้องกันได้ทันแล้วใช้เวทมนต์พิฆาตเพื่อสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ตามด้วยพายุหมนตราที่ตอนแรกคาริเอ็นตั้งใจจะเก็บเอาไว้ใช้กับสัตว์ประหลาดที่รายล้อมอยู่ข้างกายองค์จักพรรดิเมื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้ายมาถึง
“ไม่ต้องทำหน้าเคร่งเครียดขนาดนั้น ข้าจะเป็นคนรับมือมันเองส่วนพวกเจ้ารีบไปกวาดล้างคนอื่นๆให้หมด จงจำเอาไว้ความสำคัญของการต่อสู้นี้คือจะต้องไม่มีผู้เหลือรอด เพื่อเป็นหลักประกันในชัยชนะข้าจะนำสิ่งนั้นไปด้วย”
คาริเอ็นเอ่ยก่อนจะเบนสายตาไปยังกรงขงขนาดใหญ่ที่อยู่ในห้องเดียวกัน ภายในบรรจุสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกิ้งก่าแต่มีปีกสีเหลืองทองกำลังนอนสงบนิ่งอยู่ดวงตาที่มีกระแสไฟฟ้าอัดแน่นอยู่ภายในจับจ้องมาที่ริคาริโอและเอลโกอย่างไม่วางตาจนพวกมันทั้งสองทำตัวไม่ถูก
“จงอย่าทำเช่นนั้น ทั้งสองคนไม่ใช่อาหาร”
สิ้นคำพูดเจ้าสิ้งมีชีวิตตนนั้นก็ถอนสายตากลับไปอย่างว่าง่าย สองหนุ่มที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างโล่งใจ
“ยินดีกับท่านหัวหน้าด้วยที่ประสบความสำเร็จ ในโลกนี้คงมีไม่ถึงยี่สิบคนที่สามารถสยบสัตว์ร้ายอย่างโกลด์ไวร์เวิร์นได้อยู่หมัดเช่นนี้”
“เครื่องมือของท่านหญิงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ในอนาคตหาสามารถผลิตออกมาในจำนวนมากๆได้กองทัพนักฝึกสัตว์คงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป”
คาริเอ็นเอ่ยตอบพลางนึกถึงเรื่องราวเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน มันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เขื่อมั่นใจพลังของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อต้องมาประจักษ์กับความยอดเยี่ยมของผนึกศักดิ์สิทธิ์ทำให้ความเชื่อของมันสั่นคลอนไม่ใช่น้อยไม่จะแอบรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างก็ตามแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเครื่องมือคือสิ่งที่คอยอุดช่องว่างของสิ่งที่เรียกว่าพลังฝีมือและประสบการณ์
ความจริงแล้วผนึกศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากขนาดนั้น ข้อเสียหนึ่งเดียวของมันคือสามารถใช้ได้เฉพาะกับมอนสเตอร์ที่มีเลเวลต่ำกว่า คาริเอ็นมีเลเวล 130 ไม่มีความคิดจะจับมอนสเตอร์ที่มีเลเวลต่ำกว่าตนเองมาใช้งานให้ศักดิ์ศรีขอตนระคายเคืองแม้แต่น้อยจึงได้มอบผนึกชิ้นหนึ่งให้แก่ริคาริโอส่วนอีกชิ้นหนึ่งคาริเอ็นได้ใช้พิธีกรรมเวทมนต์ลับเพิ่มขีดจำกัดของผนึกศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชั่วคราว
พิธีกรรมกินเวลาหลายทั้งยังใช้ทรัพยากรมหาศาลในที่สุดความพยายามของมหาจอมเวทย์ชราก็สัมฤทธิ์ผล ผนึกศักดิ์สิทธิ์ถูกยกระดับจนสามารถใช้เพื่อจับโกลด์เวิร์นเลเวล 150 ในสภาพอ่อนแอได้ในที่สุด แม้จะต้องแลกมากับการเพิ่มข้อเสียอย่างระยะเวลาในการจับและพลังเวทย์เพื่อให้ได้มาซึ่งมอนสเตอร์สุดทรงพลัง
การดัดแปลงตัวผนึกทำให้คาริเอ็นสูญเสียทั้งพลังเวทมนต์และยังสร้างภาระให้กับจิตใจไม่ใช่น้อยทั้งยังต้องใช้สมาธิมากจนอยู่ตกอยู่ในภาวะหลงลืมตัวตนจนเกือบออกมาช่วยพวกเอลโกไม่ทันไม่ใช่นั้นเอเลนคงไม่จบแค่การถูกขังเอาไว้ในดินแดนจินตภาพขุนเขาวงกตราตรีสนทยา
“อายุแค่นี้กลับสามารถรอดออกมาจากดินแดนจิตภาพของข้าได้ ไม่เลวเลยจริงๆ”
คาริเอ็นกล่าวชื่นชมนานๆทีเขาจะได้พบกับอัจฉริยะที่ไร้คนอุ้มชูแบบนี้สักครั้ง หากไม่ใช่ศัตรูกันเขาก็มความคิดที่จะดึงคนมีความสามารถมาเข้าร่วมแต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองฝ่ายจะเลวร้ายเกินกว่าจะจบลงด้วยการพูดคุยนานไปแล้ว
ชื่นชมก็ส่วนชื่นชม ในแง่ของกลยุทธแล้วเอเลนสมควรถูกกำจัดเสียแต่เนิ่นๆอย่างไรเสียขุนเขาวงกตราตรีสนทยาก็ยังไม่ใช่ดินแดนจินตภาพที่ดีที่สุดที่คาริเอ็นมี เมื่อคิดได้ดังนั้นชายชราก็นำวัตถุรูปร่างเหมือนหมุดสีดำออกมาหลายสิบอันส่งให้แก่เอลโก
“จัดเตรียมคนที่มีความเร็วสูงสุดเอาไว้ชุดหนึ่ง แล้วจงนำเอามุดทลายฟ้าพวกนี้ไปปักเอาไว้โยให้หมู่บ้านเบรูอินเป็นจุดศูนย์กลาง หมุดแต่ละอันจะต้องห่างกันหนึ่งร้อยเมตร”
เอลโกค้อมศีรษะก่อนจะเลือนหายไปในเงา ด้วยความเร็วโดยรวมของสมาชิกคาริเอ็นเชื่อมั่นว่าเอลโกจะต้องสามารถจัดการปักหมุดทลายฟ้าให้แล้วเสร็จภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง
“ส่วนเจ้า ช้าต้องการให้กองทัพของเราเตรียมตัวเสร็จในเร็ววันความผิดพลาดนี้จะต้องจลงด้วยความตายของพวกมัน”
ชายชรากล่าวเสียงเรียบพร้อมจิตสังหารเบาบางที่เล็ดรอดแฝงมากัน้ำเสียง มันคือพยัคฆ์เฒ่าเจนศึกที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน แผนการที่สมบูรณ์แบบที่ผ่านการวิเคราห์ทั้งข้อดีข้อเสียทำนายผลลัพธ์แบบต่างๆเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการครอบงำจักรวรรดิจะต้องมาพังเพราะคำพูดของสาวน้อยอวดดีคนหนึ่งไม่ใช่สิ่งที่คาริเอ็นยอมรับได้เด็ดขาด
“หลังจากสินค้าชุดสุดท้ายถูกส่งออกแล้วคาดว่าพวกเราน่าจะมีกำลังคนประมาณหนึ่งพันนายครับ”
ในบรรดากองทหารในคราบของกองโจรย่อมไม่ใช่ทุกคนี่มีความสามารถในการต่อสู้ ตามกำหนดการกลุ่มโจรเงาทมิฬใกล้จะถึงอายุขัยของมันแล้ว แร่เรบิดิสถูกเก็บเกี่ยวได้มากพอจะกำเนินแผนการขั้นถัดไป ใกล้ได้เวลาสละฐานะโจรที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆจากสายตาจักรวรรดิ
เอเลนเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีสายลมอ่อนๆพัดผ่านร่างสูงโปร่งกำยำเขากำลังเอนกายนอนอยู่บนหลังคาของอาคารหลังที่สูงที่สุดในหมู่บ้านเบรูอิน ที่เขามานอนเอกเขกแถวนี้ไม่ใช่เพราะอารมณ์นำพาเพราะเหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าในจุดที่ถ้ามีสายตาไม่ดีก็ไมมีทางมองเห็นกำลังมีม่านพลังในรูปแบบของอาณาเขตเวทมนต์กำลังผสานกันจากทิศทางที่แตกต่างกัน
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มาลรีคเสียชีวิต อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดก็ไม่สามารถใช้งานได้ด้วยพลังของมหาจอมเวทย์ คาริเอ็นได้ใช้พลังเวทมนต์สร้างสนามพลังพิเศษทำให้การส่งสัญญาณเวทย์ด้วยเครื่องมือสื่อสารเกิดการขัดข้อง ชาวบ้านบางคนพยายามจะลอบหนีออกไปโดยไม่บอกใครก็ถูกพบเป็นศพในเวลาต่อมา
เขตอาคมเวทมนต์มองเผินๆก็รู้ว่ามันมีหน้าที่ไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายในกลับออกไป ตัดขาดพวกเขาจากการช่วยเหลือทุกชนิดสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้คือเดินหน้าสู้สุดกำลังจนกว่ากำลังเสริมจะเดินทางมาถึง หรือไม่ก็ใช้แผนสอง
“นายคือไพ่ตายของทางเรา ตราบใดที่นายยังอยู่พวกเราจะมีทางรอด”
เอเลนยังคงจดจำสายตาคาดหวังของเซลีน แม้เขาจะเป็นคนนำเสนอแผนการหลบหนีสุดบ้าบิ่นขึ้นมาแต่เขากลับไม่มั่นใจว่ามันจะได้ผล
ประตูข้ามภพ
อาบพลังเวทมนต์แห่งกาลเวลาเอาไว้ที่สัญลักษณ์เป็นเวลาสิบวัน สัญลักษณ์จะปรากฏขึ้นในบันทึแห่งกาลอวกาศ สิ่งทีเป็นสัญลักษณ์จะต้องเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ถูกทำลายท่านจะไม่สามารถ
- สามารถเดินทางไปยังสัญลักษณ์ที่สร้างไว้จากที่ไหนก็ได้ เป็นการเดินทางขาเดียว
- สามารถเดินทางจากสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งไปยังสัญลักษ์อีกชิ้นได้โดยอิสระ
- ปริมาณผู้โดยสารที่มากขึ้นก็จะยิ่งใช้พลังเวทมนต์ที่สูงขึ้น หากนำสิ่งมีชีวิตติดตัวผู้ร่ายไปด้วยก็จะยิ่งใช้พลังเทมนต์มากขึ้น
- จำนวนสัญลักษณ์ในปัจจุบัน 3
ดวงตาสีทับทิมจับจ้องทุกรายละเอียดของทักษะที่เปิดค้างเอาไว้อีกครั้งพลางถอนหายใจ เพราะถึงแม้ทักษะนี้จะดีแต่ก็มีระยะเวลาหน่วงที่ยาวนาน ที่สำคัญสัญลักษณ์ในรูปของเก้าอี้ตัวโปรดยังสามารถใช้เดินทางได้เฉพาะแค่เขาคนเดียว เงื่อนไขลับของการเดินทางผ่านประตูข้ามภพก็คือถ้าหากต้องการให้สามารถพบผู้โดยสารไปได้จำนวนมาก สัญลักษณ์ก็จะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นแถมปริมาณพลังเวทมนต์ที่จะต้องใช้งานก็จะยิ่งลดลง
นั่นทำให้การก่อสร้างรูปปั้นขนาดใหญ่เกิดขึ้น ดวงตาสีทับทิมมองทอดไปยังลานกลางหมู่บ้านที่มชาวบ้านชายกำลังก่อสร้างรูปปั้นขนาดใหญ่ในรูปแบบของเทพธิดาสวดภาวนา นี่เป็นแผนของเซลีนเพราะไหนๆสิ่งที่จะต้องมาเป็นสัญลักษณ์จะต้องมีขนาดใหญ่แล้ว ทำไมไม่สร้างสิ่งที่ศัตรูรักและบูชาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มันถูกทำลาย
แต่ถึงจะแก้ไขปัญหาเรื่องจำนวนผู้โดยสารได้ แต่มันก็เป็นทักษะที่กินพลังมากอยู่ดีหรือจะพูดให้ถูกก็คือทุกๆครั้งครั้งที่เขาใช้งานพลังเวทย์กาลเวลาทุกทักษะมักจะทำให้เขาอ่อนแรงลงอย่างมาก แต่สิ่งที่เขาติดใจมากที่สุดในตอนนื้คือการใช้พลังเวทมนต์กาลเวลานั้นเปรียบเสมือนการกู้ยืมสิ่งหนึ่งมาใช้ พลังนั้นไม่ใช่ของเขาโดยสมบูรณ์มาตั้งแต่แรกเหมือนกับว่าเขาแอบไปตักน้ำในบ่อของเศษรฐีที่บ้านอยู่ห่างกันหลายกิโลเมตรมาใช้งาน
เขายกนาฬิกาสีเงินขึ้นดวงตาคมจับจ้องไปยังใบหน้าของเทพธิดาทั้งสองที่กำลังเอียงหน้าไปทางอื่นราวกับกำลังหลบสายตา กาลอนันต์อยู่กับเขามานานและเต็มไปด้วยปริศนาแต่อย่างน้อยผู้ที่เป็นเจ้าของกาลอนันต์ที่แท้จริงจะปราณีเขาพอสมควร เด็กหนุ่มลับตาทบทวนเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดภายในหัวอีกครั้งตอนนั้นเองเงาร่างเล็กๆของเด็กชายก็ปรากฏขึ้นใกล้ๆกับเขา
“ไม่ได้พบกันพักเดียว ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องราวกวนใจนะ”
“ท่านไกอัส”
เด็กหนุ่มหมุนกายมาเผชิญกับผู้มาเยือน ไม่สิ ต้องบอกว่าเขากำลังเผชิญอยู่กับเจ้าของบ้าน เพราะที่ที่เขากำลังยืนอยู๋คือหอสมุดแห่งปัญญาสาขาหมู่บ้านเบรูอินเขาทราบดีว่าร่างที่กำลังลอยตัวอยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้คือหนึ่งในร่างแยกจำนวนนับแสนของเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ เด็กหนุ่มค้อมศีรษะให้หนึ่งทีพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านยังจดจำผมได้”
ไกอัสไหวไหล่วืดน้อมรับคำของเอเลนแต่โดยดี
“ถ้าข้าจะแก่แต่ความจำข้ายังดีอยู่ โดยเฉพาะกับเจ้ามนุษย์ผู้แสนวิเศษ เจ้าอาจจะไม่รู้ตัวว่านอกจากเซเลสเทียร์แล้วยังมีเทพเจ้าอีกหลายองค์ให้ความสนใจ ยิ่งเจ้าทำให้เจ้าโง่ทราฟาก้าอับอายได้พวกเขาก็ยิ่งสาแก่ใจกันไปใหญ่ ว่าแต่มีเรื่องอะไรทำให้เข้าต้องหอบมาหาข้าถึงที่นี่”
“หอสมุดแห่งปัญญามีสาขาอยู่ทุกที่เลยสินะครับ”
“ถูกต้องตามนั้น ตรงไหนที่มีอารยธรรมข้าก็พร้อมจะเอาหอสมุดแห่งปัญญาไปเปิดสาขาใหม่เสมอ ไม่ว่าจะบนบกในน้ำกลางภูเขาไฟข้าก็ไปหมด”
ไกอัสยืดอกอย่างภาคภูมิก่อนจะกระแอมไอเบาๆ
“เจ้าคงไม่ได้มาหาข้าเพื่อจะมายกยอปอปั้นข้าหรอกใช้มั้ย น้อยคนนักที่จะวนกลับมายังหอสมุดแห่งปัญญาเป็นครั้งที่สองหลังจากผ่านพิธีกรรมไปแล้ว”
“อย่างที่ท่านว่านั่นแหละครับ ที่ผมมาเพราะสิ่งนี้”
เอเลกล่าวจบก่อนจะเค้นสมาธิเพื่อใช้งานทักษะผนึกพลังขึ้นมา แม้จะเป็นทัษะพื้นๆแต่พลังเวทมนต์ที่เขาใช้งานไม่ใช่พลังประสิทธิ์ศาสตราแต่เป็นพลังเวทมนต์แห่งกาลเวลา หลังจากคงสภาพมันไว้ได้เพียงหนึ่งนาทีเอเลนก็จำต้องผ่อนแรงลง
“อืมน่าสนใจ ไม่ได้เห็นคนใช้พลังรูปแบบนี้มานานแล้ว”
ไกอัสกล่าวพร้อมดวงตาที่เปล่งประกายราวกับเด็กๆ แม้ตัวเขาจะเป็นเทพเจ้าที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยที่เซลิออนถือกำเนิดแต่ผู้ที่ใช้พลังแห่งกาลเวลาได้ถือว่าน้อยจนแทบนับด้วยนิ้วมือข้างเดียวได้
“ถึงจะพูดแบบนั้น ขั้นต้อนการใข้งานมันไม่ยุ่งยากไปหน่อยเรอะ”
ไกอัสกล่าวขึ้นยิ่งทำให้เอเลนมั่นใจในสมมติฐานที่เขาคิดขึ้นแต่ก่อนที่จะทันได้ถามอะไรกันต่อไกอัสก็ปรามเขาเอาไว้
“ข้าพอจะรู้สถานการณ์ของเจ้าแล้ว คุยตรงนี้คงไม่เหมาะเราเข้าไปข้างในกันดีกว่า”
เทพเจ้าแห่งเวทมนต์กล่าวจบก็ดีดนิ้วดังเปาะร่างของทั้งสองพลันเลือนหายไปจากบริเวณนั้นทิ้งไว้เพียงสายลมรัตติกาลที่พัดผ่านบริเวณนั้นอย่างเงียบงัน
***********************
เอาตอนใหม่มาส่งครับ
Zero Times