Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 136 คนที่ย่ำยีไป๋เจี๋ยคือซูฮ่าว?

            ภายใต้สายตาประหลาดใจของไป๋เจี๋ยผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็เดินมาตรงหน้าหลินอีหลุน ก่อนจะโค้งคำนับด้วยท่าทางกระตือรือร้น 


            “ประธานหลินคุณจะมาที่โรงพยาบาลของเราทำไมไม่บอกก่อนล่ะครับ ผมจะได้ไปต้อนรับคุณอย่างดี!”

            หลินอีหลุนลงทุนเงินก้อนใหญ่กับโรงพยาบาลประชาชนอีกทั้งยังเป็นผู้ถือหุ้น 60% สามารถพูดได้ว่าโรงพยาบาลประชาชนแห่งนี้เป็นของหลินอีหลุน 

            และเพราะการพึ่งพาหลินอีหลุน โรงพยาบาลประชาชนจึงสามารถเป็นโรงพยาบาลแนวหน้าของเขตตงเฉิงได้ 

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาทุกคนในโรงพยาบาลจึงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ 

            “วันนี้ฉันมาเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนไม่อยากจะมารบกวน” หลินอีหลุนโบกมือจากนั้นผายมือไปทางไป๋เจี๋ย “ช่วยเปลี่ยนห้องผู้ป่วยของคุณไป๋เจี๋ยให้เป็นห้องที่ดีที่สุดด้วย” 

            “ได้ครับพวกเราจะจัดการเดี๋ยวนี้” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนนั้นพยักหน้าจากนั้นก็ออกจากห้องผู้ป่วยไปจัดการทันที 

            เมื่อเห็นดังนั้นไป๋เหวินหลิงก็พูดขอบคุณออกมา “ประธานหลิน รบกวนคุณแล้วนะคะ”

            แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะไม่ชอบการกระทำหลายอย่างของหลินอีหลุน แต่อีกฝ่ายก็ใส่ใจลูกพี่ลูกน้องของเธอมาก ดังนั้นจึงคุ้มค่าแก่การขอบคุณ 

            “เหวินหลิง คุณไม่จำเป็นต้องเกรงใจมากขนาดนั้น” หลินอีหลุนยิ้มออกมาอย่างสุภาพแล้วเดินไปนั่งที่ด้านข้างของเธอ 

            ไป๋เหวินหลิงและหลินอีหลุนดูเป็นคู่รักที่เหมาะสมมาก ไป๋เจี๋ยที่นอนอยู่บนเตียงก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นคู่สร้างคู่สมกันในตอนนั้นก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที 

            โชคชะตาของเธอนั้นเมื่อไรจะมาถึง?

            แต่ว่าต่อให้มาถึงแล้วเธอควรจะปฏิบัติตัวกับเขาอย่างไร?

            ตอนนี้เธอไม่ได้บริสุทธิ์ดังเดิมแล้วในสายตาของคนอื่น เธอถูกเล่นจนกลายเป็นของเล่นมือสองแล้วจะมีใครสามารถรับเธอได้อีก?

            เมื่อคิดถึงตรงนี้น้ำตาก็คลอขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ

            ในตอนนั้นเธอต้องปิดหน้าเอนศีรษะพิงพนักเตียงไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นมา 

            หยาดน้ำตาเหมือนกับลูกปัดที่ขาดออกมาจากสร้อยทั้งยังไหลมาจากหางตาของเธออย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดปกคลุมทั้งหัวใจของเธอ 

            เมื่อเห็นไป๋เจี๋ยร้องไห้สะอึกสะอื้นไป๋เหวินหลิงก็เผยสีหน้าร้อนรน และถามอย่างเป็นห่วงว่า “เสี่ยวเจี๋ย เป็นอะไรไปหรือ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?” 

            “พี่คะฉันเสียใจจังเลย… ” ไป๋เจี๋ยกอดไป๋เหวินหลิงแล้วหลั่งน้ำตาออกมา 

            ภายในแววตาของไป๋เหวินหลิงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเธอได้รู้เรื่องราวของไป๋เจี๋ยจากปากของพ่อแม่เธอแล้ว ไป๋เจี๋ยถูกคนกระทำย่ำยีไม่มีใครสามารถรับการกระทำทางร่างกายและจิตวิญญาณได้พร้อมกัน

            หลินอีหลุนเห็นดังนั้นก็รู้ว่าโอกาสของตัวเองมาถึงแล้วเขาจึงกล่าวปลอบใจด้วยเสียงอ่อนโยนทันทีอีกทั้งยังยกตัวอย่างคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันทว่าสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ 

            ความจริงได้พิสูจน์ว่าความรู้ที่เขาสะสมและสไตล์การพูดนั้นมีประโยชน์อย่างมากเมื่อเธอได้ยินคำพูดของเขาเช่นนี้ ไป๋เจี๋ยก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย 

            ไป๋เหวินหลิงหันมามองทางหลินอีหลุน แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง 

            หากไม่ได้เขาไป๋เจี๋ยคงไม่มีทางหลงลืมความโศกเศร้านี้ได้อย่างรวดเร็ว

            หลินอีหลุนยิ้มเล็กน้อยเหมือนกับบอกว่าไม่เป็นไร 

            “จริงสิเพื่อนของผมที่อยู่ต่างประเทศได้ส่งน้ำหอมรุ่นใหม่ของชาแนลมาสองกล่องตอนนี้มันยังอยู่ในรถผมอยู่เลย ผมคิดว่าน้ำหอมกลิ่นนี้เหมาะกับหวินหลิงและคุณไป๋เจี๋ยมากพวกคุณรอก่อนนะ เดี๋ยวผมจะไปหยิบมาให้”

            ไป๋เหวินหลิงพูดปฏิเสธอย่างสุภาพ “มันคงไม่ดีมั้งคะ? ประธานหลินมอบให้กับคนในครอบครัวจะเหมาะสมมากกว่านะคะ”

            “ผมขอพูดตามตรงนะในสายตาของผม ผมเห็นว่าเหวินหลิงและคุณไป๋เจี๋ยเป็นครอบครัวของผม” หลินอีหลุนยิ้มออกมาอย่างมีเสน่ห์ จากนั้นก็เปิดประตูแล้วเดินออกไป

            เธอมองแผ่นหลังที่จากไปของหลินอีหลุน ไป๋เจี๋ยหันมามองทางไป๋เหวินหลิง แล้วพูดอย่างอิจฉาว่า “พี่คะ ฉันคิดว่าพี่เหมาะสมกับหลินอีหลุนมาก คนคนนี้เป็นคนที่โดดเด่นมากทั้งหน้าตาดี สง่างาม อีกทั้งยังมีเงิน ถ้าพี่ได้แต่งงานกับเขาจะต้องมีความสุขมากแน่นอนค่ะ” 

            “ฉันได้ยินมาว่าพี่มีคู่หมั้นแล้วแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา พี่เลิกกับคนที่ไม่เอาการเอางานคนนั้นเร็วๆ เถอะค่ะอย่าทำให้ชื่อเสียงของพี่ต้องแปดเปื้อนด้วยเลย!”

            ไป๋เหวินหลิงเม้มริมฝีปากและไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอะไร 

            ก่อนหน้านี้เธอก็มีความคิดเดียวกับไป๋เจี๋ย

            หลินอีหลุนให้ความรู้สึกเหมือนกับเจ้าชายที่เดินออกมาจากพระราชวัง 

            มีมารยาทดีปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความอ่อนโยน เขาแทบจะเป็นต้นแบบของคำว่าสุภาพบุรุษเลย 

            แต่ตอนที่ซูฮ่าวเพิ่งมาถึงฉวนโจวเธอเคยเปรียบเทียบอีกฝ่ายกับหลินอีหลุนอยู่หลายครั้ง ยิ่งเปรียบเทียบ ยิ่งมั่นใจว่าหลินอีหลุนคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตคู่

            แต่หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตกับซูฮ่าวหนึ่งสัปดาห์เธอก็พบว่า ต่อให้หลินอีหลุนจะเป็นสุภาพบุรุษขนาดไหนเขาก็ไม่สามารถยึดครองตำแหน่งของซูฮ่าวภายในใจเธอได้

             ซูฮ่าวให้ความรู้สึกเหมือนคนที่เคยผ่านประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิตมาไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาสามารถจัดการได้ด้วยความใจเย็น 

            แต่สำหรับหลินอีหลุน เธอรู้สึกว่าเขากำลังสวมหน้ากาก ไม่ได้จริงใจอย่างซูฮ่าว

            แต่ที่สำคัญกว่านั้นเขาไม่มีทางทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเหมือนกับซูฮ่าว 

            แม้ว่าเมื่อวานนี้ซูฮ่าวจะย้ายออกจากคฤหาสน์ไปแล้วก็ตาม…

            “ก๊อกๆ!”

            ในตอนนั้นเองที่ประตูก็มีเสียงเคาะดังขึ้น 

            “เดี๋ยวฉันไปเปิดประตูก่อน” ไป๋เหวินหลิงขจัดความคิดสับสนภายในใจ ก่อนจะเดินออกไปเปิดประตู 

            ตอนนั้นใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏแก่สายตา 

            ตอนแรกไป๋เหวินหลิงรู้สึกดีใจมากแต่ก็ยังปกปิดความยินดีนั้นลง แล้วถามเสียงเรียบว่า “คุณมาที่นี่ทำไม?”

            “ฉันเอาของมาให้คุณอีกเดี๋ยวก็จะไปแล้ว” ซูฮ่าวสะพายกระเป๋า จากนั้นก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ไป๋เหวินหลิง “นี่เป็นสูตรยาชะลอวัยแบบเจือจาง คุณสามารถให้โรงงานผลิตตามสูตรนี้ได้เครื่องสำอางสูตรใหม่ที่จะเปิดตัวในเดือนหน้า ฉันหวังว่าคุณจะได้ใช้ประโยชน์จากมันและอย่าให้ใครรู้เกี่ยวกับสูตรนี้” 

            เมื่อพูดจบเขาก็หยิบกล่องหยกอีกกล่องออกมา 

            “นี่คือหยกดอกท้อคุณต้องเอาติดตัวไว้ตลอดเวลามันมีพลังที่น่ามหัศจรรย์และสามารถทำให้คุณรอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงได้หนึ่งครั้ง”

            เมื่อพูดจบเขาก็ยกมือขึ้น “เอาล่ะ ฉันให้ของเสร็จแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะต้องไปแล้ว ถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันใหม่นะ”

            “เดี๋ยวก่อน” เมื่อไป๋เหวินหลิงเห็นว่าซูฮ่าวกำลังจะหมุนตัวเดินจากไปเธอก็รีบเรียกอีกฝ่ายไว้ 

            ซูฮ่าวชะงักฝีเท้าแล้วถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”

            “ไหนๆคุณก็มาแล้วก็อยู่ที่นี่ก่อนสิ เมื่อวานนี้ลูกพี่ลูกน้องของฉันถูกลักพาตัวเธอกำลังต้องการให้ใครสักคนมาปลอบใจ” เหตุผลของไป๋เหวินหลิงดีมาก 

            ซูฮ่าวลังเลเล็กน้อยจากนั้นก็พยักหน้า ก่อนจะเดินตามเธอเข้าไปในห้องผู้ป่วย 

            “นายนั่นเอง!” ทันทีที่ไป๋เจี๋ยเห็นซูฮ่าว รูม่านตาของเธอก็หดเล็กลงใบหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

            ไป๋เหวินหลิงชะงักไปแล้วถามขึ้นว่า “เสี่ยวเจี๋ย เป็นอะไรไปหรือ?”

            “ไอ้สารเลวคาดไม่ถึงว่านายจะกล้ามาที่โรงพยาบาลด้วย!” ไป๋เจี๋ยน้ำตาไหลพรากแล้วโยนหมอนใส่ซูฮ่าวทั้งน้ำตา 

            ยังดีที่ซูฮ่าวมีปฏิกิริยาตอบรับรวดเร็วหมอนนั้นจึงไม่ได้โดนตัวเขา 

            “เสี่ยวเจี๋ยเธอทำอะไรน่ะ?” ไป๋เหวินหลิงรีบห้ามไป๋เจี๋ยเอาไว้

            “พี่คะพี่ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ไอ้คนนั้นมันเป็นไอ้สารเลว!” ไป๋เจี๋ยร้องไห้ไปด้วยด่าทอไปด้วย 

            “เป็นเขานั่นแหละ!”

            “ร่างกายของฉันถูกเขาย่ำยี!”

            “ตอนนั้นเขากดตัวฉันบนเตียงแล้วทำให้ฉันสลบไป ฮือ… ”

            ไป๋เหวินหลิงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเธอเหมือนกับโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เหมือนถูกคนสาดน้ำเย็นให้เปียกชุ่มตั้งแต่หัวจดเท้าทั้งร่างกายชาหนึบ 

            ซูฮ่าวข่มขืนลูกพี่ลูกน้องของเธอ?

            เธอหันไปมองด้วยความประหลาดใจในแววตามีประกายไม่อยากจะเชื่อ 

            ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้น “ฉันคิดว่าคุณเข้าใจผิดแล้วนะ ตอนนั้นคุณโดนคนวางยาฉันเป็นคนที่ช่วยเหลือคุณ”

            ที่เขาทำให้ไป๋เจี๋ยสลบเพราะไม่ต้องการทำให้การถ่ายเทพลังวิญญาณสับสนและขัดขวางการรักษา เดิมทีเขาก็ไม่มีความคิดที่จะครอบครองร่างกายของเธอเลย 

            “โกหก!” ไป๋เจี๋ยน้ำตานองหน้า แล้วคำรามออกมาว่า “ตอนนี้คุณยังกล้าจะเล่นลิ้นอีกคุณคิดว่าฉันตาบอดหรือไง?”

            เธอรู้สึกตื่นตระหนกลมหายใจกระชั้นชิด ขบฟันกรอด 

            “พี่คะรีบแจ้งตำรวจให้มาจับเขาเร็ว ฉันอยากให้เขาติดคุกตลอดชีวิตให้เขาเจ็บปวดมากกว่าฉันเป็นร้อยเท่า!”

            ไป๋เหวินหลิงหันไปมองทางไป๋เจี๋ยจากนั้นก็หันมามองซูฮ่าวที่ไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน เธอไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครดี

            ในตอนนั้นหลินอีหลุนก็ถือน้ำหอมชาแนลสองกล่องกลับมาแล้ว

            ตอนที่เขาเห็นว่าซูฮ่าวอยู่ในห้องในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก

            แต่ซูฮ่าวก็มีสีหน้าเย็นชาเช่นเดียวกันเขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลินอีหลุนจะอยู่ที่นี่ด้วย

            “คุณซูฮ่าวคุณก็มาที่นี่ด้วยหรือ ช่างเป็นแขกที่หาได้ยากจริงๆ ” หลินอีหลุนยิ้มออกมาอย่างมีมารยาท จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นไป๋เจี๋ยที่ทรุดตัวลงกับพื้นแล้วร้องไห้โฮ 

            เขากลอกตาแล้วเดินเข้าไปหาไป๋เจี๋ยก่อนจะถามขึ้นมาอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่า “คุณไป๋เจี๋ยอะไรที่ทำให้คุณเศร้าขนาดนี้ครับ?”

            “ประธานหลินคนที่ข่มขืนฉันคือเขา รีบจับเขาไว้ รีบจับเขาเร็วๆ !” ร่างกายของไป๋เจี๋ยสั่นสะท้านสีหน้าดุร้าย แทบอยากจะหยิบมีดเข้าไปฆ่าซูฮ่าว

            “อะไรนะ?” หลินอีหลุนตกใจมาก แต่ในใจก็รู้สึกยินดีมากเช่นกัน 

            คาดไม่ถึงว่าซูฮ่าวจะลงมือกับลูกพี่ลูกน้องของไป๋เหวินหลิง ข่าวนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้พบโอเอซิสกลางทะเลทรายทำให้เขารู้สึกสดชื่นมาก 

            เขารู้ว่าโอกาสในการแสดงฝีมือของเขามาถึงแล้ว 

            แน่นอนว่าเขาไม่ได้ลงมือกับซูฮ่าวตามคำสั่งของไป๋เจี๋ย แต่เขายังรักษาความสงบเอาไว้แล้วถามขึ้นว่า “คุณไป๋เจี๋ยคุณแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณซูฮ่าวเป็นคนร้าย?”

            “ฉันเห็นกับตาเขาอยู่บนเตียงเดียวกับฉัน เรื่องนี้ยังเป็นหลักฐานไม่ได้อีกหรือ?” ไป๋เจี๋ยตะโกนเสียงดังด้วยความโมโหเหมือนเธอไม่พอใจในคำถามของหลินอีหลุนมาก 

            “คุณไป๋เจี๋ยอย่าเพิ่งร้อนใจ” หลินอีหลุนยกมือขึ้นลูบแขนเธอเพื่อปลอบโยน จากนั้นก็พูดเสียงเบาว่า “ฉันเชื่อว่าคุณไม่ได้โกหก แต่เรื่องทุกอย่างต้องมีหลักฐาน”

            “หลักฐาน…หลักฐาน… ” ไป๋เจี๋ยครุ่นคิดและพยายามนึกถึงภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะชี้ไปยังกระเป๋าเสื้อของซูฮ่าว “ก่อนที่ฉันจะถูกเขาทำร้ายจนสลบในตอนนั้นฉันขัดขืน ฉันจำได้ว่าฉันทำซิปกระเป๋าเสื้อของเขาขาด”

            ทันทีที่สิ้นเสียง ไป๋เหวินหลิงก็รีบเดินเข้ามาตรวจดูซิปกระเป๋าเสื้อของซูฮ่าว

            และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆซิปตรงกระเป๋าเสื้อของซูฮ่าวได้หายไปหนึ่งอัน

            ในตอนนั้นริมฝีปากของเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเล็กน้อย ใบหน้าซีดขาวเหมือนกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย ร่างกายของเธอแน่นิ่งแข็งทื่อ 

            เธอไม่มีทางเชื่อเลยว่าซูฮ่าวจะทำเรื่องแบบนั้นกับลูกพี่ลูกน้องของเธอ 

            “ไอ้เดรัจฉาน!” ในใจของหลินอีหลุนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะเขาคว้าคอเสื้อของซูฮ่าวเอาไว้ 

            ในขณะเดียวกันนั้นเองแผนอันชาญฉลาดก็ปรากฏขึ้นในสมองของเขา เขาฉวยโอกาสขยับตัวเข้าใกล้ซูฮ่าวแล้วกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่ายด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า 

            “ซูฮ่าวฉันเป็นคนส่งรูปให้กับทังเมียวเมียวเองแหละ อีกทั้งข้อมูลส่วนตัวของนายฉันก็เป็นคนส่งให้กับสวี่ชิงหง ถ้าอยากจะมาสู้กับฉันมันยังเร็วไปหลายปี”

            เมื่อพูดจบสีหน้าของเขาก็กลับมามีโทสะดังเดิม เสียงของเขาดังก้องเหมือนกับฟ้าผ่า 

            “ซูฮ่าวนายนี่มันสารเลวจริงๆ ฉันอยากจะ… ”

            “ตุ้บ!”

            เขายังไม่ทันได้พูดอะไรต่อซูฮ่าวก็ต่อยที่ท้องอีกฝ่ายอย่างแรงแล้ว หลินอีหลุนถูกต่อยจนพ่นน้ำลายออกมาเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นด้วยความเจ็บปวด 

            ดวงตาของซูฮ่าวจดจ้องไปทางหลินอีหลุนเหมือนกับแววตาของเทพเจ้าแห่งความตายสายตาของเขานั้นเย็นชาอย่างมาก “หลินอีหลุนก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับคุณฉันคิดว่าฉันสามารถบดขยี้คุณให้เหมือนกับแมลงวันได้ทุกเมื่อ แต่ฉันไม่อยากจะเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระแค่อยากจะดูว่าคนคนนั้นจะใช้วิธีการอะไรมาอีก”

            “แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันคิดผิด เมื่อมีแมลงวันมารบกวน ฉันควรจะบีบมันให้ตายเพื่อไม่ให้มันมาปล่อยเสียงน่ารำคาญอยู่ข้างกาย!”

            ทันทีที่เขาพูดจบเขาก็เผยสีหน้าเย็นชาไร้ความปรานี เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความสำคัญเหมือนกับมดปลวก และไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยซึ่งเรื่องนี้มันทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจมาก

            หน้าผากของหลินอีหลุนมีเหงื่อผุดพรายแม้ว่าเขาจะรู้สึกปวดท้อง แต่แววตาของเขานั้นกลับเผยความภาคภูมิใจที่ได้ทำสำเร็จ 

            “ซู… ฮ่าวต่อให้นายฆ่าฉัน… ฉันก็ไม่มีทางปิดบังเรื่องเลวๆ ของนายแน่นอน!”

            “ตุ้บ!”

            ใบหน้าของซูฮ่าวเย็นชาเขาต่อยไปที่ท้องของหลินอีหลุนอีกครั้งโดยไม่พูดไม่จา 

            หมัดนี้รุนแรงกว่าหมัดก่อนหน้ามุมปากของอีกฝ่ายมีเลือดไหลออกมา เขาล้มลงกระแทกพื้น 

            “หยุด!”

            เดิมทีซูฮ่าวอยากจะลงมือต่อแต่เห็นว่าไป๋เหวินหลิงพุ่งตัวเข้ามา แล้วผลักเขาออกก่อนจะตบหน้าเขาอย่างแรง…