แม้ในภาพรวมเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดจะถูกปราบจนสงบลงไปแต่โดยรายละเอียดยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดถึงสาเหตุของการคลุ้มคลั่งครั้งนี้
ในส่วนของผู้ก่อเหตุถูกฝ่ายฮันเตอร์พันธนาการไว้อย่างแน่นหนาพาขึ้นรถเพื่อรอส่งต่อให้กับตำรวจสืบสวนต่อไป
สภาวะไซโคบีสต์นั้นเป็นกลุ่มอาการเฉพาะของผู้ที่มีอัตลักษณ์ประเภทอัลเตอร์เอโก้ เกิดจากการที่พวกเขาคงสภาพวะกลายร่างนานเกินไป จนถูกจิตอีกด้านของร่างสถิตเข้าควบคุมและค่อย ๆ สูญเสียจิตใจความเป็นมนุษย์
เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือพวกมันจะถูกพรากอารมณ์และความนึกคิดออกไปเพื่อที่จะแลกกับการคำนวณที่เถรตรงและแม่นยำ ความรู้สึกที่ถูกแยกออกจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอสุรกาย
สภาวะกลืนกินระดับหนึ่งถึงสองยังมีโอกาสฟื้นจิตใจด้านหมนุษย์กลับมาได้แต่หากเข้าสู่ระดับสาม จิตใจจะถูกครอบงำโดยสมบูรณ์ซึ่งการแพทย์และวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้
ซึ่งริเสะ...น้องสาวของเขานั้นตกอยู่ในสภาวะไซไคบีสต์ระดับสาม หากในยามสถานการณ์ปกติตามกฎหมายแล้วนั้นริเสะจะต้องถูกกำจัดทิ้งเพื่อความปลอดภัยแต่ด้วยอำนาจของตระกูลคุโฮวอิน ทำให้ร่างของเธอถูกเก็บรักษาไว้ที่สถาบันวิจัยเพื่อรอการรักษาในอนาคตหากมีการค้นพบ
เสียงไซเรนของทั้งรถพยาบาลและเจ้าหน้าที่วิ่งเข้าออกกันอย่างวุ่นวายเพื่อนำคนบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล
เรย์ได้ให้คางูยะนั่งรถพยาบาลไปเป็นเพื่อนเอนซุที่กำลังขวัญเสียเพื่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อนส่วนตัวเขานั้นยังต้องอยู่รอเพื่อให้ปากคำกับตำรวจ
“มีความกล้ามันก็ดีอยู่หรอก...แต่สักวันมันจะทำให้นายตายเอาได้นะ”
เสียงหนึ่งเอ่ยทักขึ้นขณะเรย์กำลังถูกปฐมพยาบาลเบื้องต้นในตู้รถพยาบาลทำให้เขาต้องเงยหน้ามองเจ้าของเสียง
สำเนียงพูดไม่ได้แฝงความประสงค์ร้ายหรือดูหมิ่นอะไรไว้กับเขา
“เอ่อ...คุณ?”
“‘โทคิตะ จุนเปย์’...ก่อนอื่นต้องขอบใจนายมากนะที่ช่วยหลานสาวฉันไว้”
จุนเปย์ยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับยื่นมือให้
“อาซากุระเรย์ครับ... ทางผมต่างหากที่ถูกช่วยไว้ ไม่ได้ทำอะไรถึงขนาดต้องรับคำขอบคุณหรอกครับ”
จุนเปย์ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าทั้งคู่จับมือและยิ้มให้แก่กัน
“ฉันแค่อยากบอกให้นายรู้ไว้ว่านายเป็นคนมีดีพอจะช่วยเหลือหลานสาวฉันได้ และได้ช่วยเหลือเอาไว้แล้วจริง ๆ...เพียงแต่สิ่งที่ขาดไปคือทักษะ เพียงแค่สัมผัสกันอยู่ตอนนี้ฉันรับรู้ได้เลยว่ารากฐานกำลังภายในของนายยังไม่เพียงพอ จะต้องปรับให้ลึกล้ำขึ้นเมื่อรู้วิธีใช้ลมปราณอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะใช้หมัดเท้าก็ดี ร่ายรำกระบวนท่าก็ดี จะก่อให้เกิดพลานุภาพอันสมบูรณ์”
จุนเปย์สำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างสนอกสนใจยิ่งเหมือนได้เห็นเพชรที่ยังไม่ถูกเจียระไน
“ผมเพิ่งผ่านการตื่นรู้ได้เพียงไม่นานน่ะครับเลยแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับโลกทางฝั่งนี้สักเท่าไหร่”
เขาเลือกอธิบายง่าย ๆไปแบบนั้น เพื่อไม่ต้องลงลึกในรายละเอียด
“แหงล่ะ...แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นมือสมัครเล่น นายต้องใช้ลมปราณอย่างเป็นสัดส่วนไม่ใช่กระจายมันออกไปทั่วร่างทำแบบนั้นนายคงสู้ยืนระยะได้ไม่ถึงห้านาทีก็หมดแรงเสียก่อนเมื่อต้องเจอคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า”
อีกฝ่ายกล่าวจบจึงยืนบัตรการ์ดเหล็กดูหรูหราสีเทามันวาวสะท้อนแสงส่งให้เขา
“เอ้านี่—ถ้าอยากได้รับคำแนะนำเพิ่ม คืนนี้ก็ให้มาหาฉันที่ร้านนี่ฉันจะแนะแนวให้เป็นกรณีพิเศษไม่คิดตัง”
จุนเปย์ว่าแบบนั้นจบก็หันหลังโบกมือให้เรย์มองตามแผ่นหลังกว้างของจุนเปย์จนลับสายตา ในใจกลับไม่รู้สึกอึดอัดอะไร ผู้ชายคนนี้คุยกับใครเรื่อยเปื่อยสองสามคำก็เป็นกันเองกันแล้วพลังแห่งการตีสนิทได้โดยอัตโนมัติ ชวนให้รู้สึกเป็นมิตรและสบายใจอยู่เหมือนกัน
“…Kikai77 งั้นเหรอ”
เรย์พึมพำชื่อร้านตามตัวอักษรบนบัตรการ์ดเมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาพลันนึกขึ้นได้ว่า ตนเองยังไม่ได้ถามถึงที่ตั้งของมันจากอีกฝ่ายเลยนี่นา

ณ มุมมืดของห้องในอาคารร้างแห่งหนึ่งไม่ทราบสถานที่ตั้ง
ชายปริศนานั่งอยู่บนเก้าอี้วีลแชร์ที่เพิ่งมีอีกาบินมาเกาะอยู่บนหัวไหล่
ภายในห้องมีอุปกรณ์จอมอนิเตอร์มากมายรกรุงรังจนเหลือพื้นที่ให้ก้าวเดินเพียงน้อยนิดมีเพียงแสงไฟเล็ก ๆ จากโคมที่คอยส่องสว่างอยู่บนโต๊ะ เผยให้เห็นโครงสร้างจำลองแบบแปลนตึกขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง
และที่ด้านซ้ายเกือบติดริมหน้าต่างมีกระดานไวท์บอร์ดอันใหญ่ยึดติดอยู่กับผนังห้อง มีรูปชายหญิงถูกติดไว้บ้างถูกขีดฆ่า บ้างก็ถูกเว้นว่าง หลายรูปถูกเชื่อมโยงกันด้วยด้ายสีแดง
“กา กา~ ข่าวเรื่องภารกิจ ข่าวเรื่องภารกิจ มีทั้งข่าวดีข่าวร้ายแล้วข่าวที่ว่าจะดีหรือร้ายก็แล้วแต่คนฟัง อยากจะฟังข่าวไหนก่อนดีล่ะ กา~”
ชายคนนั้นยังคงนิ่งเงียบปล่อยให้อีกาพูดต่อ
“’งั้นเริ่มจากข่าวดีก่อนเลยแล้วกันตอนนี้ภารกิจลอบสังหารเป้าหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีชิงวัตถุต้องห้ามออกมาได้เรียบร้อย ส่วนข่าวร้ายคือปัญหายังไม่จบ ผู้ปฏิบัติภารกิจล้มตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เกือบทั้งหมด และกลุ่ม ‘ราโชมอน’ ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ แล้วพรมแดนซินดิเคทตอนนี้ถูกเพิ่มความคุมเข้ม การจะส่ง ‘เรกาเลีย’ที่ชิงมาได้คงต้องเลื่อนออกไปเป็นการชั่วคราวนะกา~”
ชายคนนั้นนั่งฟัง ก่อนที่จะขัดอีกาตัวนั้นว่า
“ไหนว่าโดมังซื้อตัวเจ้าหน้าที่พวกนั้นได้แล้วไม่ใช่รึไง”
อีกาตัวดังกล่าวขยับแผงคอดุ๊กดิ๊ก
“กา~เพราะการตอบสนองอย่างรวดเร็วของรัฐบาลทำให้ตอนนี้เจ้าหน้าที่พวกนั้นขยับตัวได้ลำบาก อย่าลืมสิว่าเจ้าคนหลังม่านพวกนั้นทำอะไรกับเราได้บ้างเมื่อสี่ปีที่แล้วก็เป็นเพราะพวกมันไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้พวกนายต้องตกอยู่ในสภาพนี้หากเคลื่อนไหวผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว แผนที่วางมาทั้งหมดจะสูญเปล่านะกา~”
ชายในมุมมืดถอนหายใจเสียงดังอย่างมีอารมณ์แผลใจเมื่อสี่ปีที่แล้วกลับเจ็บแปลบขึ้นมา
“กา~อย่าเพิ่งมีโทสะไปสิ ถึงแผนการจะสะดุดไปบ้างแต่คุณโดมังกลับเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่พวกมันกำลังทุ่มความสนใจไปที่พรมแดนเราจะข้ามขั้นด้วยการเริ่มแผนที่สามก่อนแทน ดีใช่ไหมล่ะกา~ ตอนนี้พวกมันกำลังกลัวคนพวกนั้นกลัวว่าเรื่องมันจะไปซ้ำรอยกับเมื่อสี่ปีก่อนถึงยังไงก็ตามพวกมันยังไม่ลงมืออย่างรุนแรง”
“เข้าใจล่ะรุ่งเช้าจะออกเดินทางทันที”
จู่ ๆอีกาตัวสีดำก็เปลี่ยนท่าทีและน้ำเสียงไป
“เฮ้อ‘หย่งซู่’ เอ่ย...อย่าได้ฝากความหวังกับคนที่เจ้าคิดว่าเป็นหัวหน้าเพราะสิ่งที่เจ้าได้เห็นในตัวเขาไม่ใช่อนาคตเป็นเพียงอดีตที่แค่หลอกหลอนอยู่เท่านั้นเอง และไม่ต้องห่วงนะมหากาฬเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น... เมื่อวันนั้นได้ตายไปแล้ว... กลางคืนไม่แน่นอน...พระจันทร์สีสนิม... ส่วนพวกเราก็ทำได้แค่—”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่อีกาตัวนั้นได้สยายปีกและระเบิดกลายเป็นน้ำหมึกเหลือไว้เพียงกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งที่ปรากฏเป็นตัวอักษรบนนั้นซึ่งเป็นลักษณะวิชาสร้างภูติรับใช้ของศาสตร์องเมียวโด
ที่ด้านหลังของแผ่นกระดาษถูกเขียนแผนการขั้นถัดไปไว้ลวกๆ
“หึ...ฉันไม่สนหรอกว่าในท้ายที่สุด พวกแกจะล่มสลายหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆเปลวเพลิงที่จะลุกโชนครั้งนี้ คงจะดับยากน่าดู…”
ชายในมุมมืดกล่าวพึมพำลอยๆ พร้อมกับจุดไฟเผากระดาษยันต์ในมือทิ้งโยนมันออกไปนอกหน้าต่างปล่อยให้หลักฐานกลายเป็นขี้เถ้าปลิวไปกับสายลมยามราตรี