หนิงเฟยหลงได้มอบหมายให้จั้วหย่งเป็นหัวหน้าทีมในการฝึกซ้อมและให้จงฉีช่วยหาทางออกให้กับตระกูลหนิงหากเกิดข้อผิดพลาด นอกจากนี้เขายังยกเลิกตำแหน่งผู้นำของกลุ่มเงาสังหารให้เปลี่ยนเป็นหน่วยแทน เป็นหน่วยพิเศษที่ขึ้นตรงต่อเขาเองโดยที่มีช่างจิ่นกวางเป็นหัวหน้าหน่วย มีฐานะเทียบเท่ากับรองผู้บัญชาการ
หน่วยนี้มีชื่อว่า ‘เฟิง’
หน่วยนี้มีไว้เพื่อทำภารกิจที่คนปกติทำไม่ได้และเป็นหน่วยสืบข่าวที่ดีที่สุดหัวหน้าของหน่วยนี้เป็นถึงจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพเชียว ความสามารถของเขามากกว่าผู้บัญชาการทัพหลายๆ คนเสียอีก เห็นทีจะมีเพียงหนิงเฉิงที่จะเทียบเทียมได้
ทุกย่างก้าวเขาจำเป็นต้องรอบคอบเข้าไว้ส่วนตัวเขาเองนั้นปิดด่านทำการบ่มเพาะทะลวงระดับครั้งนี้เขาต้องไปให้ถึงแก่นแท้พลังให้ได้ !
...
ทะเลสาบอวิ้นเจียง จากนครหลวงเหอผิงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หนิงเฟยหลงเขาอยู่ที่นั่น
นี่เป็นแรกที่เขาปิดด่าน หลังจากที่ได้ปะมือกับถูซุย อวิ้นหยางและสังหารจอมยุทธ์มากมาย พลังในร่างของเขาก็พร้อมที่จะปะทุอยู่ทุกเมื่อ
หนิงเฟยหลงรวบรวมสมาธิและลมปราณในการทะลวงระดับนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนความหนาแน่นของพลังหยวนให้เป็นความเข้มข้นที่นำไปสู่แก่นแท้ของพลัง เมื่อไปถึงระดับนั้นแล้วพลังหยวนที่มีจะต่างไปจากเดิมแม้ว่าการใช้พลังจะน้อยลง แต่มีอานุภาพมากยิ่งขึ้นการเปลี่ยนแปลงของตันเถียนเป็นสิ่งที่จำเป็น
เขาโคจรพลังนานกว่าสองชั่วยามแล้ว และนี่ก็ถึงเวลาที่ต้องก้าวเข้าสู่ระดับแก่นแท้พลังเขาไม่อาจรีบร้อนได้ หากรีบร้อนเกินไปจากที่จะได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังก็อาจไม่ได้เป็นอีกเลยนั่นหมายความว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่อาจทะลวงจากกำเนิดพลังไปสู่แก่นแท้พลังได้อีก หรือถ้าหากฝืนเกินไปก็อาจถึงชีวิตได้
ทะเลสาบที่ดูสงบเงียบก็พลันมีเสียงดังกัมปนาท ! ชายหนุ่มผู้ไร้อารมณ์ก็ลืมตาตื่นในที่สุดก็ทะลวงระดับได้แล้ว ตอนนี้เขาเข้าสู่ระดับแก่นแท้พลังแล้วพลังที่เข้มข้นและรุนแรงโคจรอยู่ภายในร่างของเขา ราวกับจะบ้าคลั่ง แล้วก็สงบไป
หนิงเฟยหลงรู้สึกว่าตนเองในตอนนี้แก่นแท้พลังขั้นกลางไม่นับว่าเป็นอะไรทั้งแก่นแท้ขั้นเก้าลงมาก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาจะมีก็แต่แก่นแท้พลังขั้นสูงสุดเท่านั้นที่ดูจะเป็นปัญหาอยู่
“ในที่สุดก็มาถึงระดับแก่นแท้พลังได้แล้ว แต่เท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ...”ถึงจะว่าอย่างนั้นก็ตาม แต่หากมองดูทั้งทวีปแล้วผู้ที่มีอายุใกล้เคียงกับหนิงเฟยหลงก็ไม่มีใครเลยที่มีความสามารถเช่นนี้
...
ป่าหลินหรง ชายแดนฉู่เยว่ ค่ายตะวันตก
“รายงาน ! ท่านผู้บัญชาการ กองทัพฉู่เคลื่อนพลเข้ามาแล้วขอรับห่างจากที่นี่เพียงสามสิบลี้เท่านั้น”
เฟยลู่ผู้บัญชาการค่ายพิทักษ์ประจิม มีสีหน้าที่เคร่งเครียดตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนแล้ว ครั้งเมื่อกองทัพฉู่ข้ามชายแดนมาพวกเขาก็รู้เรื่องนี้แล้ว
อันที่จริงชายแดนระหว่างสองอาณาจักรนั้นเป็นป่าใหญ่ชื่อว่าป่าหลินหรงครอบคลุมพื้นที่ชายแดนฉู่เยว่เกือบทั้งหมด สิ่งนี้น่าจะช่วยลดแรงกดดันให้กองทัพอีกฝ่ายเดินทางช้าลงได้บ้างทั้งเขายังส่งทหารซุ่มโจมตีอยู่ตลอดแต่ทหารที่ส่งไปก็ถูกสังหารไปมาก จนตอนนี้ไม่กล้าจะส่งไปอีก
กองทัพที่ผู้นำเป็นถึงเทพสงครามคงไม่ได้ล้มได้ง่ายดายเช่นนั้นที่เหลือก็มีแค่ต้องรอกองทัพเสริมเขาได้รับแจ้งจากราชสำนักให้ประวิงเวลาเดินทัพของฉู่ให้ได้ก่อนที่กองทัพหนุนจะมาถึงแต่ตามที่รายงานกองทัพหนุนก็แค่กองทัพพิทักษ์อุดรที่มีทหารราว ๆ ห้าหมื่นเท่านั้นรวมกับทัพของเขาเองอีกสองหมื่นก็ยังมีทหารไม่ถึงหนึ่งแสนด้วยซ้ำไป
หากว่าราชสำนักยังไม่มีแผนการที่ดีส่งมาอีกไม่เกินสามเดือนอาณาเขตทางตะวันตกต้องตกเป็นของอาณาจักรฉู่เป็นแน่ !
“เข้าใจแล้ว สั่งการลงไปตั้งค่ายเว้นระยะเรียงไปทางตะวันออกถึงแม่น้ำเหอซี”เฟยลู่ออกคำสั่งแล้วตนเองก็พาทหารสนิทจำนวนหลายสิบนายขึ้นมาไปทางทิศเหนือเพื่อตรวจสอบด้วยตนเอง
เขาจำเป็นต้องหาวิธีรั้งทัพข้าศึกไว้ให้ได้ป่าหลินหรงคือปราการชั้นที่หนึ่งสำหรับเขา ต่อมาก็คือแม่น้ำเหอซีหากปราการสองชั้นนี้ต้านไว้ไม่ได้ กองทัพฉู่ก็จะสามารถบุกไปถึงนครหลวงโดยไม่มีปราการยั้งทัพได้อีกต่อไป
เฟยลู่มาถึงยอดเขาแห่งหนึ่งเขาทอดสายตามองลงไป“กองทัพสามแสนนายของเทพสงครามไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”เพียงยืนมองอยู่ด้านบนยังรู้สึกถึงความกดดันที่ล้ำลึกกองทัพนี้สมแล้วที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกองกำลังส่วนตัวของเทพสงคราม !
ฉู่หยางอยู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาของบางคน เขาหันมองไปทางนั้นในทันที !
เฟยลู่แทบจะหยุดหายใจ ยังดีที่เขาปรับตัวได้ทันรีบหลบไปในทันทีเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็ว “ที่นี่อันตรายจริง ๆ พวกเราถอย !”
เขารีบถอยกลับไป ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งอันตราย เพียงแค่ทอดสายตามองเพียงพริบตาฉู่หยางก็จับได้แล้วนี่มันเหนือความคาดหมายของเขามาก
แม้ว่าเฟยลู่จะได้พบยอดฝีมือเขตแดนพิภพน้อยมากแต่เขาก็รู้ว่าพวกคนเหล่านั้นแม้จะมีการรับรู้ที่กว้างไกล และเฉียบขาดแต่ก็ไม่อาจเทียบกับฉู่หยางผู้นี้ได้
ในใจของเขาก็ยิ่งหนักอึ้งเข้าไปอีก นี่ช่างเป็นภาระที่หนักหนานักองค์จักรพรรดิประกาศกร้าวกลางท้องพระโรงนำมาสู่สงครามแห่งภัยพิบัติในครั้งนี้ไม่รู้เลยว่าผู้คนจะต้องสูญเสียชีวิตไปอีกเท่าไหร่จึงจะสงบสงครามครั้งนี้ได้
...
“ยินดีด้วยขอรับนายท่าน”แม่ทัพนายกองกำลังแสดงความยินดีกับหนิงเฟยหลงที่ก้าวเข้าสู่แก่นแท้พลังแล้วแม้จะเป็นเพียงขั้นที่หนึ่งแต่ก็ไม่อาจดูเบาได้ดูจากการสังหารผู้บัญชาการกองทัพสองคนไปได้ง่าย ๆทั้งที่อีกฝ่ายเป็นถึงขั้นที่เก้านั่นย่อมบ่งบอกว่าไม่อาจนำเอาระดับขั้นมาเปรียบวัดกับความสามารถของคนผู้นี้ได้
ไม่แน่ว่าเขาอาจสามารถต่อกรกับขอบเขตแดนพิภพแล้วก็ได้แต่อันที่จริงแล้วนั่นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ต่อให้มีพลังมากกว่านี้อีกสองเท่าหากให้ต่อสู้จริง ๆ ก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่การชนะขอบเขตแดนพิภพช่างเป็นเรื่องเพ้อฝัน
“ขอบใจทุกท่านมาก วันนี้ก็ให้ทหารพักผ่อนเถอะนะพักเอาแรงแล้วพรุ่งนี้ค่อยทำการฝึกต่อ” หนิงเฟยหลงยิ้มบางเขาค่อนข้างพอใจกับการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาและดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่มีใครที่คิดจะทรยศเขาเว้นเสียแต่นายกองสองคนที่เขาไม่สนใจจะหันไปมอง แน่นอนว่าสองคนนั้นย่อมต้องเป็นคนขององค์จักรพรรดิ
แน่นอนว่าเขารู้ถึงความประสงค์ของจักรพรรดิดีจากสงครามกลางเมืองกองทัพโลหิตทมิฬทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยจำนวนทหารเพียงหมื่นเศษกลับแสดงผลลัพธ์ได้ดีจนน่าเหลือเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าไม้ทลายแก่นแท้นั่น
ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิจึงต้องการให้หนิงเฟยหลงสร้างกองทัพขึ้นมาเพื่อที่จะได้มีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดจำนวนแสนนายที่บุกตะลุยได้ทั่วทิศและแน่นอนว่าเขามีแผนสำรองหากหนิงเฟยหลงก็กบฏเขาจะจัดการหนิงเฟยหลงได้ในทันทีและไม่ต้องห่วงว่ากองทัพโลหิตทมิฬที่จบลงจะไม่มีผู้สืบต่อเพราะเขาได้วางคนไว้ในกองทัพแล้ว แน่นอนว่าข้อมูลการฝึก การผลิตยุทธภัณฑ์หรือการวางแผนใด ๆ ต้องถูกส่งกลับไปอยู่เสมอ
นั่นเป็นสาเหตุที่หนิงเฟยหลงไม่ฝึกจริงจังให้กับกองทัพสักทีเขามักจะหาสาเหตุให้กองทัพหยุดพักบ่อย ๆแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดจะชะลอมากเกินไป หากครบกำหนดสามเดือนกองทัพยังไม่พร้อมไม่เพียงแต่ชีวิตจะเอาไม่รอด แม้แต่คนในตระกูลเองก็ต้องตายทั้งหมดเขาจึงไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้มาก
นอกจากการฝึกซ้อมทหารกับการบ่มเพาะพลังแล้ว เขายังฝึกฝนฝ่ามือไร้ลักษณ์ และหลอมโอสถอีกหนิงเฟยหลงพยายามใช้เวลาไม่ให้สิ้นเปลืองช่วงเวลานี้จำต้องพัฒนาโดยเร็วแต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่ตระกูลของเขาแตกหักกับหอสมบัตินั่นค่อนข้างจะเป็นปัญหาจำเป็นต้องส่งคนอื่นไปซื้อวัตถุดิบให้แทนและแน่นอนว่าราคาก็สูงขึ้นด้วยเมื่อไม่ได้ใช้ป้ายเงินของเขา
แต่ทำไงได้ดันไปมีเรื่องกับผู้มีอำนาจสูงสุดในนั้นซะได้ตั้งแต่ตอนนั้นเขาและอวิ้นหยางก็ไม่ได้พบเจอกันอีก เหตุผลหลัก ๆ คือหากเขาไปในถิ่นของอวิ้นหยางจะมีอะไรรับรองได้ว่าจะไม่โดนอีกฝ่ายแย่งชิงอาวุธระดับปฐพีไป
หนิงเฟยหลงทำกิจวัตรเช่นนี้จนกระทั่งอีกหนึ่งเดือนผ่านไปกองทัพของเขาก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ประสิทธิภาพโดยรวมเทียบได้กับกองทัพอื่นทั่วไปแล้วคาดว่าเดือนหน้าคงมีความสามารถเทียบเท่ากับกองทัพพิทักษ์อุดรได้
ถึงแม้จะพยายามกดความสามารถอย่างไรแต่สุดท้ายจั้วหย่งและจงฉีก็ทำได้ดีเกินคาดตลอดอย่างน้อยก็ทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้เกือบจะสำเร็จแล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าหลังสงครามจบลงชะตาชีวิตของผู้บัญชาการอย่างเขาจะเป็นเช่นไร คงไม่ใช่เสร็จนาฆ่าโคทึกเสร็จศึกฆ่าขุนพลหรอกนะ
ระหว่างที่หนิงเฟยหลงกำลังคิดอะไรเพลิน ๆอี้อ๋องก็เสด็จมาพร้อมกับราชโองการฉบับใหม่...