ตอนที่3 : แสงแห่งปัญญาในห้องสมุดที่ถูกลืม
ยามเช้าของวันที่ห้า หลังสายลมอ่อน ๆพัดผ่านสวนบ๊วยที่เพิ่งผลิบาน
หานอวี้จินเดินเล่นอย่างเงียบสงบดวงตาเหม่อมองไปยังอาคารไม้หลังหนึ่งที่อยู่ลึกสุดของจวน
อาคารนั้นปิดเงียบมานาน
ป้ายไม้เหนือประตูจารึกว่า “หอเก็บคัมภีร์หลวงเก่า”
ฝุ่นจับหนาเถอะและเถาวัลย์พันแน่นรอบประตู
อาหลิวที่ตามหลังมาเห็นดังนั้นถึงกับอุทาน
“องค์ชาย ท่านจะเข้าไปในนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ? ที่นั่นปิดตายมาหลายปีั้แ่พระาาทรงโกรธที่องค์ชาย... เอ่อ... เคยทำหนังสือหายไปทั้งชั้น”
หานอวี้จินหัวเราะในลำคอ
“งั้นก็ถึงเวลาคืนสิ่งที่หายไปแล้วล่ะ”
เขาเดินไปข้างหน้าใช้มือปัดใยแมงมุมออกเบา ๆ
กลอนประตูสนิมเขรอะถูกดึงออกด้วยเสียงดัง แอ๊ด—
ฝุ่นหนาทะลักออกมาเป็กลุ่มราวกับหมอกเก่าแก่ที่รอคอยผู้ปลุก
ภายในเงียบงัน มีเพียงแสงส่องผ่านช่องไม้เล็กๆ บนผนัง
ตู้หนังสือเรียงรายนับสิบแถวสูงถึงเพดาน
หนังสือส่วนใหญ่ผุกร่อน บางเล่มหลุดเป็ผงเมื่อัั
แต่ในมุมลึกสุดมีแท่นหินสีดำวางคัมภีร์ผูกเชือกแดงเล่มหนึ่งไว้
บนปกเขียนด้วยอักษรโบราณว่า
「ตำรากลศึกสี่ทิศ」
หานอวี้จินเปิดออกเบา ๆ —
ตัวอักษรภายในเป็ลายมือปราชญ์โบราณ กล่าวถึง“พลังของการจัดทัพตามลม ฟ้า และฤดู”
เขาอ่านเงียบ ๆ แล้วพึมพำ
“แม้ไม่มีสูตรคณิตศาสตร์ แต่สิ่งที่ท่านบันทึกไว้คือ ฟิสิกส์เชิงสัญชาตญาณ— ใช้สภาพลมและพื้นที่เป็ตัวกำหนดแรงปะทะของกองทัพ”
ระบบ M.A.S.จับเสียงและเริ่มทำงานในหัว
「ตรวจจับข้อมูลยุทธศาสตร์โบราณ
เปรียบเทียบกับยุทธวิธีสมัยใหม่...
ความเหมือนร้อยละ 61.4」
เขายิ้มบาง ๆ
“นับว่าน่าสนใจ... ปราชญ์ยุคโบราณนี่ไม่แพ้ใครเลยจริง ๆ”
เขานั่งลงบนโต๊ะหินข้างหน้าต่างหยิบกระดาษเปล่ามาเขียนอย่างตั้งใจ
เส้นหมึกดำลากยาวเป็สัญลักษณ์ผสมระหว่างแผนกลศึกในคัมภีร์กับสมการแรงเสียดทานที่เขาจำได้จากโลกอนาคต
“แรงเคลื่อนของลมจากทิศเหนือทำให้แนวธงและโล่เอียงไปในมุม 15 องศา...
หากปรับแนวทัพให้สอดคล้องกับลม จะลดแรงปะทะจากข้าศึกได้ครึ่งหนึ่ง”
ขณะเขาเขียนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆดังจากด้านหลัง
“องค์ชาย...”
ซูเหมยถือผ้าขนหนูกับตะกร้าชาเข้ามา
“ทุกคนเป็ห่วง ท่านอยู่ในนี้ั้แ่เช้ายังไม่ได้เสวยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเงยหน้าขึ้น ยิ้มอ่อน
“ข้าลืมเวลาไปอีกแล้วสินะ”
ซูเหมยวางถ้วยชาบนโต๊ะ มองดูสมุดที่เต็มไปด้วยตัวอักษรประหลาด
“องค์ชาย... ตัวหนังสือเหล่านี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยมันคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อักษรแห่งลม”เขาตอบเรียบ ๆ
“เป็สิ่งที่เทพเซียนสอนข้า — ว่าทุกอย่างในโลกมีกฎของมันแม้แต่สายลมที่พัดผ่านก็มีทิศทางที่คำนวณได้”
ซูเหมยตาโต
“ท่านถึงได้รู้ว่าเมื่อใดฝนจะมา ลมจะเปลี่ยนอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หานอวี้จินพยักหน้า “ใช่แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ... การรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดใช้ปัญญา แล้วฟังหัวใจแทน”
ซูเหมยมององค์ชายด้วยแววตาชื่นชม
ในหัวใจเธอเริ่มเชื่อจริง ๆ ว่า — ชายผู้นี้อาจได้รับพรจากฟ้า
คืนนั้นเมื่อแสงจันทร์ส่องลอดช่องหน้าต่างไม้
หานอวี้จินจุดตะเกียงน้ำมันเล่มเล็ก วางไว้กลางโต๊ะ
เงาไฟเต้นระยับบนผนังห้องที่เต็มไปด้วยคัมภีร์เก่า
เขาค่อย ๆอ่านและจดบันทึกลงในสมุดอีกเล่มหนึ่ง
“บันทึกการผสมผสานความรู้ยุคเก่ากับวิทยาการสมัยใหม่—
เพื่อใช้ในอนาคตแห่งแคว้นหาน”
ระหว่างนั้น ระบบ M.A.S. รายงานในหัว
「ตรวจจับความรู้ใหม่:พลังงานจลน์จากแรงลม
แปลเป็แิเบื้องต้นของ ‘กังหันน้ำ’ ได้
จะสร้างแบบจำลองหรือไม่?」
“สร้างสิ”เขากระซิบตอบในใจ
ภาพจำลองโปร่งใสปรากฏในมโนสำนึก —ใบพัดไม้หมุนตามแรงน้ำ
หานอวี้จินจดแบบร่างอย่างเงียบงัน พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ถ้าเราสามารถให้ลมและน้ำทำงานแทนแรงคนได้...วันหนึ่ง แคว้นนี้จะไม่รู้จักคำว่า ‘อดอยาก’ อีกต่อไป”
ยามดึก
อาหลิวแอบเข้ามา เห็นแสงไฟในห้องยังสว่างจ้า ก็รีบเข้ามาก้มกราบ
“องค์ชาย...ท่านอ่านทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ ร่างกายจะไม่ไหวพ่ะย่ะค่ะ”
หานอวี้จินวางพู่กัน ยิ้ม
“เ้ารู้ไหม อาหลิว... หนังสือเหล่านี้คือสมบัติที่คนยุคนี้ละเลย
ข้าเพียงแต่ช่วยปลุกมันให้มีชีวิตอีกครั้ง”
“แต่ท่านไม่กลัวหรือพ่ะย่ะค่ะว่าคนจะหาว่าท่านเป็พวกเล่นของลี้ลับ?”
“คนย่อมกลัวสิ่งที่ไม่เข้าใจเสมอ”
เขาหันไปมองตะเกียง “ข้าเลยเลือกให้พวกเขาเข้าใจง่าย —
ว่า ‘เทพเซียน’ เป็ผู้สอนข้า เพราะไม่มีใครต่อต้านฟ้า”
อาหลิวมององค์ชายอย่างทึ่ง
“ท่านช่างเฉียบคม... ทั้งกล้าทั้งรอบคอบ”
“ไม่หรอก” เขายิ้มเศร้า“ข้าเพียงเรียนรู้ที่จะอยู่ให้รอดในโลกที่ไม่เข้าใจข้าเท่านั้น”
รุ่งสาง
หานอวี้จินยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ
กองคัมภีร์ที่เคยปกคลุมด้วยฝุ่นบัดนี้ถูกจัดเรียงใหม่อย่างเป็ระเบียบ
กลิ่นกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นหมึกอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เมื่อเขาเดินออกจากหอคัมภีร์
คนในจวนที่ผ่านไปมาต่างหยุดมอง
“องค์ชายอ่านหนังสือทั้งคืนอีกแล้ว...มิพักเลยหรือ?”
“ได้ยินว่าท่านอ่านคัมภีร์ได้ทั้งที่ตัวอักษรเก่ามากจนไม่มีใครเข้าใจได้!”
เสียงซุบซิบเ่าั้ดังขึ้นทุกมุมจวน
แต่สิ่งที่ดังยิ่งกว่าคือเสียงศรัทธาในหัวใจผู้คน
“องค์ชายใหญ่...ผู้ได้รับปัญญาจาก์”
คืนนั้น เขาจดบันทึกอีกครั้ง
“วันที่ห้า —ห้องสมุดที่ถูกลืมได้ตื่นขึ้น
ปัญญาในโลกนี้ไม่เคยตาย เพียงแต่ไม่มีใครหมั่นเช็ดฝุ่นบนปกมัน
ศรัทธาเริ่มแผ่กว้าง แต่ข้าต้องไม่หลงในศรัทธานั้น —
เพราะศรัทธาโดยไร้เหตุผล คือหายนะของปัญญา”
ระบบตอบกลับอย่างเรียบง่าย
「บันทึกข้อมูลสำเร็จ— ระดับอิทธิพลต่อจวน: เพิ่มขึ้นร้อยละ 72」
หานอวี้จินหลับตาปล่อยให้แสงจันทร์เย็นส่องลงบนใบหน้า
เขากระซิบเบา ๆ
“ขอบคุณนะ...สำหรับชีวิตใหม่นี้ ข้าจะไม่ใช้มันเพื่อเพียงรอดแต่เพื่อเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีกว่าเดิม”