ความตึงเครียดในเมืองชิงหยางทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ หลังจากคำสั่งลึกลับจากหอโอสถร้อยสมุนไพรส่วนกลางประกาศเปิดเสรีทางการค้า ดุลอำนาจทางการเงินที่ตระกูลจ้าวเคยพยายามผูกขาดก็เริ่มพังทลาย ตระกูลเฉินและตระกูลมู่ต่างฉวยโอกาสนี้เทเม็ดเงินและทรัพยากรเพื่อตัดหน้าและกดดันตระกูลจ้าวในทุกวิถีทาง ส่งผลให้ยามนี้ตระกูลจ้าวต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ภายในอย่างหนักหน่วง
ทว่า สำหรับหลินเฟิงแล้ว บรรยากาศการเมืองภายนอกที่ปั่นป่วนกลับเป็เสมือนเกราะกำบังชั้นเลิศที่ช่วยให้เขาบ่มเพาะพลังได้อย่างสงบภายในคฤหาสน์ตระกูลหลิน
*‘ฟู่ว...’*
กระแสปราณสีทองใสบริสุทธิ์ค่อยๆ ไหลเวียนกลับคืนสู่จุดตันเถียน หลินเฟิงลืมตาขึ้นในห้องนอนอันเงียบสงัด บัดนี้กระแสพลังในร่างของเขาแ่าและมั่นคงในระดับมนุษย์ ขั้นที่ 1 ระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบ ขาดเพียงเศษเสี้ยวแรงผลักดันอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นแท้ ซึ่งเป็ระดับเดียวกับอาจารย์มู่หยงและผู้าุโบางคนในเมืองชิงหยาง
*‘เ้าหนู... พลังของเ้าก้าวหน้าได้รวดเร็วและมั่นคงดีมาก’* เสียงของิญญามรรคาภพดังก้องขึ้นในจิตสำนึก *‘แต่วิชา "มรรคาจักรพรรดิสามภพ" นั้น ยิ่งระดับสูงขึ้น ทรัพยากรที่ต้องใช้ก็ยิ่งทวีคูณเป็เท่าทวี การจะทะลวงจากระดับหลอมรวมไปสู่แก่นแท้ เ้าจำเป็ต้องมีสารสกัดพลังงานที่มีความหนาแน่นสูงกว่าศิลาิญญาทั่วไป และข้าััได้ว่า... โอกาสของเ้ามาถึงแล้ว’*
หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "โอกาสอะไรรึขอรับท่านผู้เฒ่า?"
*‘ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ราวสามสิบหลี่ มีเหมืองศิลาิญญาเก่าที่ถูกทิ้งร้างของตระกูลหลินในอดีตอยู่ไม่ใช่หรือ? ที่นั่นแม้จะถูกขุดเจาะจนแห้งแล้งในสายตาของคนทั่วไป แต่ในส่วนลึกใต้ชั้นหินหนา มี "แก่นศิลาปฐีิญญา" ซ่อนอยู่ มันเป็ผลึกแร่ธาตุชั้นเลิศที่สะสมพลังงานมานับร้อยปี ข้าััถึงกลิ่นอายอันริบหรี่ของมันได้ และสิ่งนี้แหละ... ที่จะช่วยให้เ้าทะลวงระดับได้อย่างไร้ข้อตำหนิ’*
เมื่อได้ยินคำแนะนำ หลินเฟิงไม่รอช้า เหมืองร้างแห่งนั้นเคยเป็ทรัพย์สินหลักของตระกูลหลินก่อนที่จะตกต่ำลง ยามนี้ไม่มีใครเฝ้าดูแลและกลายเป็เพียงพื้นที่รกร้าง การเดินทางไปที่นั่นในยามวิกาลย่อมปลอดภัยและปลอดสายตาผู้คน
เขารีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดรัดกุมสีดำ สนิท พร้อมหยิบหน้ากากเหล็กธรรมดามาสวมใส่เพื่อพรางตัว ก่อนจะลอบเร้นออกจากคฤหาสน์ มุ่งหน้าสู่เหมืองร้างชิงซานทันที
### เื้ัแผนการร้าย: ทุนรอนและอำนาจมืด
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องลับใต้ดินของตระกูลจ้าว บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายและความกดดัน จ้าวเทียนฮวา ผู้นำตระกูลจ้าว นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวั ใบหน้าของเขาเข้มคล้ำด้วยความเครียดแค้นจากการสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าไปมหาศาล ข้างกายของเขาคือจ้าวคังที่มีสีหน้าเคียดแค้นไม่แพ้กัน
ทว่า ที่ฝั่งตรงข้ามกลับมีบุลคลลึกลับในชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มสลักลวดลายอสรพิษแผ่กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ชายผู้นี้คือ **"ผู้าุโโม"** ยอดฝีมือระดับมนุษย์ ขั้นที่ 3 ระดับหลอมรวมขั้นสูงสุด จาก **"สำนักอสรพิษทมิฬ"** ซึ่งเป็สำนักฝ่ายมารนอกรีตที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในแถบชายแดน
"ผู้าุโโม... เื่ที่ข้าไหว้วานท่าน ท่านเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?" จ้าวเทียนฮวาเอ่ยเสียงต่ำ พลางเลื่อนหีบเหล็กที่บรรจุศิลาิญญาระดับกลางถึงยี่สิบก้อนไปข้างหน้า
ผู้าุโโมแค่นเสียงหัวเราะอย่างเยือกเย็น เสียงของมันฟังดูคล้ายเสียงงูเห่าขู่ฟ่อ "ผู้นำจ้าวมิต้องกังวล... สำนักอสรพิษทมิฬของเราสัจจะวาจาเป็ใหญ่ในเื่เงินทอง ในเมื่อท่านจ่ายทรัพยากรมามากขนาดนี้ ข้าย่อมส่งยอดฝีมือระดับเริ่มต้นและระดับก่อตั้งจำนวนสิบคน ไปซุ่มกำลังอยู่ที่ป่าหมอกทมิฬเพื่อรอการแข่งขันล่าสัตว์ิญญาในอีกสองสัปดาห์ ทันทีที่เ้าเด็กหลินเฟิงนั่นก้าวเท้าเข้าสู่เขตป่า... มันจะไม่มีวันได้กลับออกมาเห็นแสงตะวันอีกเป็ครั้งที่สอง!"
"ยอดเยี่ยมมาก!" จ้าวคังทุบโต๊ะด้วยความสะใจ "ข้าอยากจะเห็นนักว่า ยามที่มันถูกกรงเล็บอสรพิษกรีดเืทีละหยด มันยังจะทำปากดีและทำหน้านิ่งสงบแบบนั้นได้อีกหรือไม่!"
"แต่เพื่อความไม่ประมาท..." ผู้าุโโมเอ่ยขัด แววตาเ้าเล่ห์ทอประกาย "ข้าได้ส่งสมุนฝีมือดีสองคน ยอดฝีมือระดับก่อตั้ง ไปลาดเลาและตรวจเช็กเส้นทางรอบๆ เมืองชิงหยางั้แ่วันนี้แล้ว เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีสิ่งใดผิดพลาด"
จ้าวเทียนฮวาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดีมาก... เมื่อกำจัดเ้าเด็กหลินเฟิงที่เป็ความหวังสุดท้ายของตระกูลหลินได้ ตระกูลหลินก็จะล่มสลายอย่างสมบูรณ์ และที่ดินผืนงามทั้งหมดจะตกเป็ของตระกูลจ้าวเราโดยชอบธรรม!"
แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงบนปากทางเข้าเหมืองร้างชิงซาน ซากไม้ผุและโครงเหล็กเก่าหักพังระเนระนาดดูวังเวงและเงียบเชียบ หลินเฟิงในชุดดำก้าวเท้าผ่านซากปรักหักพังเข้าไปในอุโมงค์เหมืองอย่างแ่เบา ประสาทััของเขาตื่นตัวเต็มที่
*‘เ้าหนู... เดินตรงไปอีกร้อยเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่อุโมงค์ขุดเจาะสายที่สี่ ข้าััได้ถึงพลังงานของแก่นศิลาปฐีิญญาที่เข้มข้นขึ้นแล้ว’* ิญญามรรคาภพคอยนำทางอย่างแม่นยำ
หลินเฟิงเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ อากาศภายในอุโมงค์เริ่มอับชื้นและเย็นเยียบ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่อุโมงค์สายที่สี่ หูของเขากลับแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยเบาๆ จากด้านหน้า
"เฮ้ย... ลูกพี่ แถวนี้มันเหมืองร้างของตระกูลหลินไม่ใช่รึ? ผู้าุโโมให้เรามาลาดเลาแถวนี้ทำไมกัน? สภาพทรุดโทรมขนาดนี้ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย" เสียงชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเบื่อหน่าย
"หุบปากซะ! ผู้าุโโมสั่งให้เราตรวจเช็กทุกซอกทุกมุมรอบเมืองชิงหยาง เพื่อดูว่ามีเส้นทางใดที่ตระกูลหลินใช้ลักลอบขนทรัพย์สินหนีหนี้หรือไม่ ตระกูลจ้าว้าจับตาดูพวกมันอย่างเข้มงวด... หืม?! ใครน่ะ?!" เสียงชายอีกคนที่เป็หัวหน้าตวาดลั่น พร้อมกับชักกระบี่สั้นสลักลายงูออกมาทันที เมื่อมันสังเกตเห็นเงาร่างสายหนึ่งวูบผ่านหน้าปากอุโมงค์
หลินเฟิงหยุดชะงัก แววตาหลังหน้ากากเหล็กเย็นเยียบขึ้นทันที *'คนของสำนักอสรพิษทมิฬและตระกูลจ้าว? พวกมันตามมาจับตาดูข้าถึงที่นี่เชียวรึ? ไม่... ดูเหมือนพวกมันจะมาลาดเลาตามคำสั่งโดยบังเอิญมากกว่า'*
"นึกว่าใคร... ที่แท้ก็เป็หนูท่อสวมหน้ากาก" ชายรอยสักอสรพิษที่เป็หัวหน้าเดินก้าวออกมา แผ่กลิ่นอายพลังระดับมนุษย์ ขั้นที่ 1 ระดับก่อตั้งขั้นสูงสุด ออกมาข่มขวัญ ข้างกายมันคือสมุนอีกคนที่มีพลังระดับก่อตั้งขั้นต้น
"แกมาทำอะไรที่เหมืองร้างตระกูลหลินในยามวิกาลเช่นนี้? หรือว่าจะเป็คนของตระกูลหลินที่ลอบมาขนสมบัติหนี?!" สมุนอีกคนะโถามพลางก้าวเข้ามาปิดทางถอยของหลินเฟิง
หลินเฟิงไม่ตอบคำถามใดๆ เขาเพียงแค่ขยับข้อมือเบาๆ พลังิญญาสีทองในร่างเริ่มหมุนเวียนอย่างเงียบเชียบ รากฐานพลังระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดของเขานั้น เหนือกว่าคนตรงหน้าทั้งสองราวกับฟ้ากับเหว ทว่าเขา้าจบการต่อสู้อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เสียงดังขจรขจายออกไปภายนอก
"ปากแข็งนักนะ! จับมันหักแขนขาแล้วลากกลับไปให้นายน้อยจ้าวสอบสวน!" ชายที่เป็หัวหน้าตวาดลั่น มันสะบัดกระบี่สั้น พลังิญญาสายสีม่วงคล้ำแผ่ออกมากลายเป็เงาของ "อสรพิษเขี้ยวดำ" พุ่งเข้าฉกใส่หน้าอกของหลินเฟิงด้วยความเร็วและพิษสงอันร้ายกาจ
*ฟุ่บ!*
ทว่า ในสายตาของหลินเฟิงในยามนี้ ความเร็วของกระบี่นั้นช่างช้าเนิบนาบดั่งหอยทากคลาน เด็กหนุ่มเพียงเอียงกายหลบเล็กน้อย คมกระบี่ก็เฉียดผ่านหน้าอกของเขาไปอย่างง่ายดาย
"อะไรกัน?!" ชายหัวหน้าเบิกตากว้างด้วยความใ ทว่ายังไม่ทันได้ดึงกระบี่กลับ ฝ่ามือของหลินเฟิงที่เคลือบไปด้วยพลังิญญาสีทองหนาแน่นก็กระแทกเข้าที่ข้อมือของมันอย่างจัง!
*กร๊อบ! อ๊ากกกก!*
เสียงกระดูกข้อมือหักสะบั้นดังลั่น กระบี่สั้นร่วงหลุดจากมือ ชายหัวหน้าร้องโหยหวนด้วยความเ็ปล้นพ้น หลินเฟิงไม่เปิดโอกาสให้มันได้พัก เขาหมุนตัวเตะเข้าที่ยอดอกของมันอย่างรุนแรง พลังบีบอัดจากระดับหลอมรวมะเิออก ส่งร่างของชายหัวหน้าปลิวไปกระแทกผนังหินของอุโมงค์จนกระอักเืคำโตสลบเหมือดไปทันที
"ลูกพี่! เ้า... เ้าเป็ตัวประหลาดอะไรกันแน่?!" สมุนอีกคนเห็นหัวหน้าของตนถูกจัดการในกระบวนท่าเดียวก็หน้าถอดสี ขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงกับพื้น มันรีบหันหลังเตรียมจะวิ่งหนีออกจากอุโมงค์ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"คิดจะหนีงั้นหรือ?" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
เขาก้าวเท้าตามวิชา "มรรคาจักรพรรดิสามภพ" ร่างกายเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้าแลบ เพียงพริบตาเดียวเขาก็ไปปรากฏตัวขวางหน้าสมุนคนนั้น ฝ่ามือขวาคว้าเข้าที่ลำคอของมันแล้วยกขึ้นลอยเหนือพื้นอย่างง่ายดาย
"อั่ก... ปล่อย... ปล่อยข้า..." สมุนคนนั้นดิ้นรนอย่างทรมาน ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำจากอาการขาดอากาศหายใจ
"บอกมา... ตระกูลจ้าวและสำนักอสรพิษทมิฬมีแผนการอะไรกับการแข่งขันล่าสัตว์ิญญา?" หลินเฟิงถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ แฝงไปด้วยแรงกดดันิญญาที่ทำให้จิตใจของคนฟังแทบแตกสลาย
ด้วยความหวาดกลัวต่อความตาย สมุนคนนั้นจึงยอมคายความจริงออกมาทั้งหมด "บอกแล้ว... ข้าบอกแล้ว! ผู้าุโโม... ผู้าุโโมรับเงินจากตระกูลจ้าว ยี่สิบศิลาิญญาระดับกลาง เพื่อส่งยอดฝีมือสิบคนไปซุ่มโจมตีและสังหารท่าน... สังหารหลินเฟิงในการแข่งขันที่ป่าหมอกทมิฬครับ! ได้โปรดปล่อยข้าไปด้วยเถิด!"
เมื่อได้ยินความจริงทั้งหมด แววตาของหลินเฟิงก็สาดประกายสังหารอันเข้มข้นออกมาแวบหนึ่ง *'ตระกูลจ้าวช่างโเี้และไร้ยางอายนัก ถึงกับจ้างสำนักมารนอกรีตมาลอบสังหารข้าในการแข่งขันของทางการเชียวรึ? ดี... ในเมื่อพวกเ้าอยากเล่นเกมตัดหัว ข้าก็จะสนองให้!'*
*โครม!*
หลินเฟิงสะบัดมือกระแทกร่างของสมุนคนนั้นเข้ากับก้อนหินใหญ่จนมันสลบตามหัวหน้าของมันไป เด็กหนุ่มไม่ได้ลงมือสังหารพวกมันในตอนนี้เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ ทว่าเขาใช้พลังิญญาสีทองลอบฝัง "ตราประทับิญญามรรคา" ไว้ในจุดตันเถียนของพวกมันทั้งสองคน ตราประทับนี้จะคอยสืบข่าวและติดตามตำแหน่งของพวกมันได้ทุกฝีก้าว โดยที่พวกมันไม่มีวันรู้ตัว
หลังจากจัดการกับเสี้ยนหนามเสร็จสิ้น หลินเฟิงเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์สายที่สี่ตามคำชี้นำของิญญามรรคาภพ จนกระทั่งมาถึงสุดทางตันที่เป็ผนังหินแกรนิตหนาทึบ
"ท่านผู้เฒ่า... อยู่ที่นี่รึขอรับ?"
*‘ถูกต้อง... จงใช้ฝ่ามือของเ้าแผ่พลังิญญาทลวงผ่านชั้นหินตรงกลางลงไปสามศอก’*
หลินเฟิงปฏิบัติตามทันที เขาบีบอัดพลังิญญาสีทองไว้ที่ปลายนิ้วแล้วเจาะทะลวงชั้นหินอย่างนุ่มนวล ทันใดนั้น แสงสว่างสีเหลืองนวลอบอุ่นก็ส่องประกายลอดออกมาจากรอยแตก พร้อมกับกลิ่นอายพลังงานธาตุปฐีที่หนาแน่นและบริสุทธิ์จนทำให้ละอองอากาศรอบตัวกลายเป็ไอหมอก
ผลึกคริสตัลสีเหลืองอำพันขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกฝังตัวอยู่กลางเนื้อหิน... มันคือ **"แก่นศิลาปฐีิญญา"** ที่สะสมพลังงานฟ้าดินมานับร้อยปี!
*‘ฮ่าฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยมมากเ้าหนู!’* ิญญามรรคาภพหัวเราะอย่างยินดี *‘พลังงานในแก่นศิลานี้เทียบเท่ากับศิลาิญญาระดับต่ำถึงสามร้อยก้อน! แต่อำนาจในการทะลวงผ่านคอขวดนั้นเหนือกว่าหลายเท่า จงนั่งขัดสมาธิและเริ่มดูดซับมันซะ ข้าจะช่วยคุ้มกันและแผ่พลังเปิด "ประตูภพ์" เพื่อดึงละอองทิพย์มาช่วยเ้าทะลวงระดับแก่นแท้ในคืนนี้!’*
หลินเฟิงประคองแก่นศิลาปฐีิญญาไว้ในอุ้งมือ เขานั่งลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ปิดตาลงและเริ่มโคจรวิชา "มรรคาจักรพรรดิสามภพ" ทันที
*วูมๆๆ...*
กระแสพลังงานสีเหลืองอำพันอันหนาแน่นพุ่งทะลักออกจากแก่นศิลา ไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่ชีพจรของหลินเฟิงราวกับลาวาเหลวที่อบอุ่น พลังงานธาตุปฐีช่วยหล่อหลอมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กระดูก สิ้นเนื้อ และเส้นชีพจรของเขาให้ทนทานต่อแรงดันิญญาในระดับที่สูงขึ้น
ในเวลาเดียวกัน ในส่วนลึกของทะเลิญญาสีทอง รอยแยกมิติวารี์ก็เปิดออกอีกครั้ง ละอองทิพย์วารี์สาดส่องลงมาช่วยชะล้างและหลอมรวมพลังงานธาตุปฐีให้กลายเป็พลังิญญาบริสุทธิ์สายใหม่
สองพลังงานจากปฐีและวารี์ผสานรวมกันอย่างลงตัว รากฐานทะเลิญญาร้อยส่วนของหลินเฟิงเริ่มเดือดพล่านและขยายตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง พันธนาการของขั้นที่หนึ่งระดับหลอมรวมเริ่มเกิดรอยร้าว
*แก๊ก... แก๊ก...*
หลินเฟิงขบฟันแน่น เหงื่อกาฬไหลชโลมกาย ทว่าแววตาในจิตสำนึกของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า *'ทะลวงเพื่อข้า! ทะลวงเพื่อตระกูลหลิน!'* เขาคำรามในใจ
*ตูมมมมมม!*
เสียงะเิกึกก้องสะท้อนในจิติญญา แสงสีทองและสีเหลืองอำพันะเิพุ่งออกจากร่างของหลินเฟิง แผ่ขยายกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่และทรงพลังดั่งราชันปกครองปฐีไปทั่วอุโมงค์เหมืองร้าง แรงอัดของพลังทำให้เศษหินรอบตัวแหลกสลายกลายเป็ผงคลี
หลินเฟิงลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ก่อนจะค่อยๆ คืนสู่ความนิ่งสงบลึกล้ำ บัดนี้ กลิ่นอายพลังงานในร่างของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง...
**"ผู้ใช้ิญญาระดับมนุษย์ ขั้นที่ 1 ระดับแก่นแท้ขั้นต้น!"**
ในวัยเพียงสิบห้าปี หลินเฟิงสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับแก่นแท้ได้สำเร็จ! ความเร็วในการบ่มเพาะระดับนี้ หากบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรต้าเซี่ย ย่อมถือเป็ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่มีใครลบเล้างได้ พลังิญญาสีทองในร่างของเขายามนี้หนาแน่นดั่งผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ พละกำลังและประสาทััเฉียบคมขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า
"ระดับแก่นแท้... ข้าทำสำเร็จแล้ว!" หลินเฟิงกำหมัดแน่น ััได้ถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดที่เอ่อล้นในร่าง
*‘ยินดีด้วยเ้าหนู...’* ิญญามรรคาภพเอ่ยด้วยรอยยิ้ม *‘ในยามนี้ ด้วยพลังระดับแก่นแท้และรากฐานร้อยส่วนของเ้า ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดอย่างผู้าุโโม หรือผู้นำจ้าวเทียนฮวา เ้าก็สามารถบดขยี้พวกมันได้อย่างง่ายดายดั่งบดขยี้มดปลวก! แผนการซุ่มโจมตีในป่าหมอกทมิฬของพวกมัน... จะกลายเป็สุสานของพวกมันเอง!’*
วันรุ่งขึ้น หลินเฟิงเดินทางไปที่หอการค้าเมฆาครามตามนัดหมายเพื่อส่งมอบ "โอสถเหลวคืนพลังิญญา ความบริสุทธิ์สิบส่วนเต็ม" จำนวนยี่สิบห้าขวดแรกให้แก่ มู่หรงชิง
ภายในห้องรับรอง มู่หรงชิงรับขวดแก้วไปตรวจเช็ก แววตาของนางส่องประกายระยิบระยับด้วยความยินดีอย่างยิ่ง "ยอดเยี่ยมมากสหายหลินเฟิง! คุณภาพสิบส่วนเต็มไร้ที่ติจริงๆ นี่คือศิลาิญญาระดับต่ำ **หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบก้อน** ตามสัญญาจ้ะ" นางส่งถุงมิติให้หลินเฟิงด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม
ทว่า เมื่อดวงตาคู่สวยของนางจับจ้องมาที่ร่างกายของหลินเฟิงอย่างพิจารณา คิ้วเรียวงามของนางก็ขยับม้วนเข้าหากันทันที แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่ยากจะเชื่อสายตาตนเอง!
*'เกิดอะไรขึ้น?! เมื่อสามวันก่อน เด็กคนนี้เพิ่งจะอยู่ระดับเริ่มต้นไม่ใช่หรือ?! เหตุใดวันนี้... กลิ่นอายพลังิญญาของเขาถึงลึกล้ำและหนาแน่นจนข้ามมองไม่ออก?! แรงกดดันนี้มัน... มันคือระดับแก่นแท้ชัดๆ! ในเวลาเพียงสามวัน ทะลวงผ่านจากระดับเริ่มต้นสู่ระดับแก่นแท้?! นี่มันไม่ใช่แค่อัจฉริยะแล้ว... นี่มันคือตัวตนระดับสัตว์ประหลาดกลับชาติมาเกิดชัดๆ!'* จิตใจของมู่หรงชิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความยำเกรงและความ้าผูกมิตรกับหลินเฟิงทวีความเข้มข้นขึ้นในใจของนางจนถึงขีดสุด
"สหายหลินเฟิง... ดูเหมือนความก้าวหน้าของท่านจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก" มู่หรงชิงเอ่ยเสียงแ่เบาด้วยความเคารพที่เพิ่มขึ้น
หลินเฟิงเพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้อธิบายสิ่งใด "แม่นางมู่หรงชิง ข้ามีเื่อยากจะรบกวนท่านสักเล็กน้อย... ข้าอยากให้ท่านช่วยจัดหา 'แก่นอสูรธาตุไฟ' ระดับก่อตั้งให้ข้าสักสองชิ้น และข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างกำลังพลของสำนักอสรพิษทมิฬ ข้าเชื่อว่าหอการค้าเมฆาครามคงมีข้อมูลเหล่านี้อยู่"
มู่หรงชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว "ไม่มีปัญหาจ้ะ เื่แก่นอสูรและข้อมูล ข้าจะให้คนจัดส่งไปให้ท่านที่คฤหาสน์ตระกูลหลินอย่างลับๆ ภายในเย็นวันนี้... ว่าแต่ ท่านถามถึงสำนักอสรพิษทมิฬทำไมหรือ? หรือว่าพวกมัน..."
"พวกมันกำลังจะกลายเป็ประวัติศาสตร์ของเมืองชิงหยางในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าครับ" หลินเฟิงตอบเสียงเรียบ แววตาสงบนิ่งทว่าแฝงไปด้วยกระแสสังหารอันเยือกเย็น
คำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้ทำเอาซู่ซู่และมู่หรงชิงถึงกับขนลุกซู่ นางรู้ดีว่าเมื่อเด็กหนุ่มคนนี้เอ่ยปาก... เมืองชิงหยางกำลังจะได้พบกับพายุโลหิตครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด!
หลินเฟิงเดินออกจากหอการค้าเมฆาครามพร้อมทรัพยากรและเงินทองมหาศาล หนี้สินห้าพันศิลาิญญาของตระกูลจ้าวบัดนี้กลายเป็เพียงเศษเงินในสายตาของเขา ทว่าเขาจะยังไม่จ่ายมันในตอนนี้... เพราะในการแข่งขันล่าสัตว์ิญญาประจำฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง ข้าหลินเฟิงจะเป็คนไป "ทวงหนี้ชีวิต" และบดขยี้ต
ระกูลจ้าวรวมถึงสำนักอสรพิษทมิฬให้สิ้นซากด้วยน้ำมือของตนเอง!