“กษาปณ์พฤษภไม่ใช่ใครที่จะมาอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของได้ นอกเสียจากแกจะเป็นคนทรงที่ได้รับการแต่งตั้ง” ผู้กองเกรียงเดชโต้แย้ง
“แล้วไง? อย่างน้อยฉันก็สืบสายเลือดมาจากอดีตคนทรง แล้วแกล่ะ เอาสิทธิ์อะไรมาอ้างเพื่อเอากษาปณ์พฤษภไป” ขุนปัถวีลงกรณ์มองผู้กองเกรียงเดชด้วยสายตาเหยียดหยามขณะพูด
“สิทธิ์...” คำพูดของผู้กองเกรียงหายกลืนลงคอไป เขาอยากจะพูดว่า ‘ขุนปัถวีลงกรณ์นั่นแหละที่ไม่มีสิทธิ์ เพราะแกคือคนทรยศต่ออาณาจักรวสุธา’ แต่คำพวกนี้ก็ไม่ออกมาจากปากของผู้กองเกรียงเดช เพราะตอนนี้เขายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอที่จะมัดตัวชายผู้สูงศักดิ์คนนี้ หากเขารีบพูดออกไปโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ มันจะเป็นเพียงการใส่ร้ายที่ไม่มีใครเชื่อถือเขา
ขุนปัถวีลงกรณ์ไม่สนใจผู้กองเกรียงเดชอีกแล้ว เขาหันมาทางดารินแล้วพูดว่า “เอาล่ะ ได้โปรดแสดงความจริงใจต่อพวกเราด้วยว่าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยจริง ๆ จอมเวทอัจฉริยะดาริน”
เมื่อได้ยินชื่อเรียกจอมเวทอัจฉริยะ ดารินทำเสียงคำรามเบา ๆ ในลำคอทันทีก่อนจะพูดตอบ “ฉันแก้คำสาปนี้ไม่ได้”
“อย่ามาตอแหลหน่อยเลย ขนาดอาคมอักขระที่ปิดขังที่นี่ไว้หลายร้อยปี เธอยังสามารถแก้มันได้ภายในไม่กี่สิบนาที แล้วเช่นนั้นในที่นี้นอกจากเธอจะมีใครทำได้” ขุนปัถวีลงกรณ์พูดอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะส่งสัญญาณมือให้กับทหารคนสนิทของเขา
ในวินาทีต่อมาลูกน้องของเขาต่อยเข้าที่ท้องของปกรณ์ที่ยังบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วจนกระอักเลือดออกมา “หรือเพราะแรงจูงใจยังไม่มากพอเลยทำไม่ได้” เขาพูดอย่างเย็นชา
ก่อนที่ดารินจะได้พูดอะไรออกมา ปกรณ์ตะเบ็งเสียงแทรกขึ้นมาก่อนว่า “อย่าไปทำตามที่มันสั่งครับอาจารย์ดาริน ผมไม่เป็นไร”
แม้แต่ปกรณ์ก็ยังรู้ดีว่า หากปล่อยให้ขุนปัถวีลงกรณ์ได้กษาปณ์พฤษภไป เรื่องคงไม่จบอยู่แค่นี้แน่
“แหม แหม แหม ดูเหมือนโรงเรียนนี้จะสอนเด็กมาดีนะเนี่ย” ขุนปัถวีลงกรณ์แบะปากอย่างดูถูกก่อนจะยกมือขึ้นพร้อมร่ายมนตร์บางอย่าง “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตากันสินะ”
ตอนนี้ในกลุ่มทหารวสุธากันเองเริ่มเกิดการเสียงแตกกัน มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกระทำของขุนปัถวีลงกรณ์
ผู้กองวีรชัยที่ถือเป็นตัวแทนของทหารวสุธาในที่นี้พูดขึ้นมา “พอเถอะครับท่านขุน ทำแบบนี้มันจะแย่กับความสัมพันธ์ของพวกเรา วสุธากับธารานะครับ”
“ใครมันสนเรื่องนั้นกัน” ขุนปัถวีลงกรณ์เอ่ยออกมาก่อนจะหันไปมองดารินอีกครั้งแล้วพูดอย่างเย็นชา “จะทำตามที่ฉันบอกหรือจะให้นักเรียนของเธอคนนี้ตาย?”
“หยุดนะ พอได้แล้ว” ดารินตะโกนห้าม คนอื่น ๆ ได้แต่กัดฟันกำหมัดแน่น มองดูชะตากรรมของปกรณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
“ฉันทำให้ไม่ได้” ดารินตอบกลับมาสั้น ๆ เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนได้แต่ปิดตายอมรับในชะตากรรมของปกรณ์ ทุกคนต่างเข้าใจหัวหน้าทีมภารกิจของพวกเขา จะยอมให้คนที่อาจกลายเป็นศัตรูได้ของทรงพลังเช่นนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของใครก็ตาม
“ดูเหมือนจะพูดกันไม่รู้เรื่องสินะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกทหารถึงชอบให้ลงไม้ลงมือกันนัก” รอบตัวของขุนปัถวีลงกรณ์ ตอนนี้เต็มไปด้วยรัศมีแสงสีน้ำตาล เขาเอ่ย “มนตร์แห่งดิน จงออกมา กระสุนปฐพี”
แล้วก้อนหินลูกน้อยก็ปรากฏออกมา แต่ก่อนที่มันจะทันได้บินออกจากมือของขุนปัถวีลงกรณ์ ดารินรีบตะโกนออกมา “ที่ฉันบอกว่าฉันทำให้ไม่ได้ คือฉันทำไม่ได้จริง ๆ ถ้ามีฉันคนเดียว”
“หมายความว่ายังไง?” ขุนปัถวีลงกรณ์ขมวดคิ้ว “ถ้าคิดจะมาเล่นลิ้นกันละก็ จะไม่ได้มีแค่ศพของหมอนี่แน่”
ดารินสูดลมหายใจเข้าก่อนจะก้าวออกไปหาก้อนผลึกน้ำแข็งแล้วชี้พร้อมกับพูดไปด้วยว่า “เห็นนี่ไหม? มันคือผลึกน้ำแข็ง”
ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ดารินจะสื่อ ขุนปัถวีลงกรณ์เอ่ยถาม “แล้วมันยังไง? เกี่ยวอะไรกับที่เธอทำคนเดียวไม่ได้?”
“เพราะน้ำแข็งมันมีคุณสมบัติจากน้ำและลมผสมกัน ฉันมีแค่น้ำ และในที่นี้ก็ไม่มีใครที่ใช้มนตร์ธาตุลมได้ เพราะฉะนั้นฉันถึงบอกว่าฉันแก้คำสาปนี้ให้ไม่ได้”
เมื่อดารินพูดจบ ทุกคนเข้าใจและถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา หากเรื่องมันเป็นแบบนี้ มันก็ไม่มีใครช่วยได้แล้ว เพราะคงไม่มีคนจากนภาคนไหนที่จะยอมมาช่วยแก้คำสาปนี้อย่างแน่นอน
“ดูเหมือนฉันจะต้องออกโรงเสียแล้ว” ทันใดนั้นเสียที่ฟังดูคุ้นหูธัญญ่ากับดารินก็ดังขึ้นมาจากถ้ำที่ขุนปัถวีลงกรณ์ระเบิดเข้ามา
“แก...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ธัญญ่าเบิกตากว้างเมื่อเห็นเจ้าของเสียง