BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    60 : เรื่องราวในคืนรอ [2]

            

              60 : เรื่องราวในคืนรอ

            [2]



            “เลียน”

            เสียงเรียกนั้น  ทำให้เด็กสาวที่เพิ่งเดินออกจากห้องเพื่อนสาวผู้ใช้ไม้เมื่อครู่ต้องหยุดชะงัก  หันมองตามเสียงด้วยท่าทีนิ่งจัด  หากดวงตากลับมีประกายขึ้น  เพราะรู้ได้ว่าคนเรียกนั้นเป็นใคร

            “คุยกับท่านตนัยเสร็จแล้วเหรอ”  เธอทักกลับ  หยุดรอให้อีกฝ่ายนั้นเข้ามาหาเอง  “เขาพูดว่าอะไรบ้างล่ะ”

            “เห็นบอกว่าจะเริ่มทำการควบคุมจิตใจ  เลยจะให้ฉันกับธุมอยู่เฝ้าไม่ให้ใครเข้ารบกวน”

            เลียนก้มหน้าราวกับกำลังจะใช้ความคิด  “จะเริ่มแล้วสินะ  ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องไปเฝ้าเด็กสองโรงเรียนนั้นแทนพวกนาย”

            “ให้เอมไปด้วย”  หาได้ยากที่อั๊คจะแสดงท่าทีว่าเป็นห่วงออกมาชัดขนาดนี้  แล้วก็เริ่มหงุดหงิดเมื่อเลียนบอกว่าเอมติดธุระส่วนตัว  ซึ่งฟังยังไงก็คงไม่พ้นเรื่องบันเทิงส่วนตัวของเอมเอง

            ทั้งที่อีกฝ่ายอารมณ์เสีย  เลียนกลับมองอาการเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มบาง  “ฉันไม่เป็นไรหรอก  อย่าห่วงนักเลย”  เธอยกมือขึ้นสัมผัสหน้าของเขา  และอั๊คก็ทาบมือลงบนมือของเธอเช่นกัน  ก่อนจะดึงมือนั้นมาสัมผัสที่ริมฝีปากของตน

            “ฉันจะไม่เป็นอะไร  ตราบที่นายยังอยู่...อย่างที่นายเคยสัญญาเอาไว้  จำได้มั้ย?”

            คำสัญญา...ที่ให้ไว้เมื่อนานมาแล้ว  คำสัญญาว่าจะดูแลทุกคนให้ดีในช่วงที่ยังเป็นเด็กที่ไร้ซึ่งพลังใดๆ  บัดนี้เมื่อเขามีพลังแล้ว  เขาก็จะใช้มันเพื่อทุกคน...เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้!

            “ฉันจะไม่ให้พวกเธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด  จะไม่ให้เจ็บอีกต่อไป”  อั๊คให้คำมั่น  ขณะที่เลียนเลื่อนมือขึ้นไปที่บริเวณดวงตาข้างซ้ายซึ่งมีผมคอยปิดอยู่ตลอดเวลา  ปัดเส้นผมที่บังอยู่ออกไป  ให้เธอได้เห็นดวงตาข้างซ้ายชัดๆ

            ดวงตาข้างซ้ายนั้นเป็นสีเทาขุ่นมัว  ไม่ส่องประกายใดๆ อีกแม้กระทั่งเงาของเด็กสาวตรงหน้า...ตาซ้ายของอั๊ค มืดบอดสนิท

            หากเป็นแต่ก่อน  อั๊คจะโกรธมากที่มีใครคิดจะมาเปิดดูตาซ้ายของเขาแบบนี้  เพราะมันคือสิ่งที่คอยตอกย้ำถึงความเกลียดชังของใครบางคน

            “ยังเจ็บอยู่มั้ย?”  เลียนถาม  ปลายนิ้วลูบผ่านอย่างเบามือ

            ภาพที่ดวงตาข้างนี้เห็นเป็นสิ่งสุดท้าย  คือแท่งเหล็กยาวที่หวดเข้ามาอย่างแรงก่อนทุกอย่างจะมืดดับไป  แม้บาดแผลจะหายเจ็บ  แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปในใจกลับยังเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หาย  จนกระทั่ง...

            “ไม่แล้วล่ะ”  อั๊คว่า  ดึงตัวเลียนเข้ามากอดไว้แน่น  “เพราะเธอ...เพราะพวกเธอ  ฉันถึงไม่รู้สึกเจ็บอีก  ฉะนั้น...ฉันจะเปลี่ยนโลกนี้ ให้กลายเป็นโลกที่พวกเราจะอยู่อย่างมีความสุขให้ได้”

            โลกในอุดมคติ...โลกที่จะไม่มีใครต้องถูกทอดทิ้งอีก  เป็นโลกในฝันของเด็กที่ไม่มีใครต้องการอย่างพวกเขาเฝ้าฝันหา

            และแล้วบรรยากาศที่เคยดีก็ถูกทำลายยับ  ด้วยฝีปากใครบางคนทะลุขึ้นกลางป้อง

            “มาจู๋จี๋กันแบบนี้  ไม่ไปเปิดห้องขึ้นเตียงกันซะเลยล่ะ”

            อั๊คผละออกจากเลียนทันที  มองธุมที่เพิ่งมาถึงอย่างไม่ชอบใจนัก  ส่วนเลียนนั้นสีหน้ายังคงนิ่งไม่เปลี่ยน  ไม่มีแม้แต่รอยแดงเขินบนหน้า  เพราะเคยเจอคำล้อหนักกว่านี้มาแล้ว

            “ถ้านายยังปากหมาแบบนี้  สักวันฉันจะเผาปากนายทิ้ง”  คนเคยบอกจะไม่ให้เพื่อนต้องเจ็บอีก  บอกอย่างไม่สบอารมณ์

            “เอ๊า  พวกเราจะต้องสนอะไรอีกล่ะ  ไหนๆ ก็จะสร้างโลกที่พวกเราได้ใช้ชีวิตแบบที่อยากไม่ต้องกลัวอะไรแล้วไม่ใช่รึไง  กับอีแค่เรื่องพรรค์นี้  จะต้องไปสนทำไมกัน”  ธุมยังคงปาก...เสียต่อ

            “เรื่องบางเรื่อง  คงไว้อย่างเดิมจะดีกว่า  ฉันอยากให้พวกเรามีชีวิตอย่างมีความสุข  ไม่ได้ต้องการโลกที่มันเละตุ้มเป๊ะ เน่าเฟะแบบนั้น”

            “นั่นสินะ”  ธุมเริ่มเห็นด้วย  “ความจริงตอนนี้โลกมันอาจจะเละตุ้มเป๊ะแบบนั้นไปแล้วก็ได้  ไม่งั้นโลกนี้คงไม่มีเด็กแบบพวกเราอยู่หรอก  จริงมั้ย”  แล้วธุมก็หัวเราะเหยียดๆ กับข้อเท็จจริงอันนี้

             


     

            แหมะ...แหมะ...

            หยาดน้ำสีแดงไหลออกจากช่องเนื้อที่ถูกแหวกออกโดยก้านไม้หนา  อาบมันให้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับดูดซับของเหลวข้นนั้นไว้  ก่อนจะหยดลงสู่พื้นที่เต็มไปด้วยแมกไม้ชอนไช  ส่งผลให้เจ้าของเลือดนั้นหอบหายใจถี่กระชั้นอดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่แล่นสู่ต้นขาขวา  กัดฟันแน่นไม่ให้มีเสียงลอดออกไป  แม้ว่าคนควบคุมไม้นี้จะแกล้งขยับไม้ไปมา ให้ปากแผลเปิดกว้างมากขึ้นก็ตาม

            “อดทนได้เก่งจังเลยนะ”  เอมคลี่ยิ้มหวาน  มือบางยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าของกิล  ปลายนิ้วเคลื่อนมาหยุดลงที่ริมฝีปาก  เฝ้ารอให้มันปริเปิดแผดเสียงออกมา  จนรู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นเร็วด้วยความตื่นเต้นกับการรอคอยนี้  แต่กระนั้นเอมก็ยังไม่เห็นความหวาดกลัวฉายในดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นี้เสียที

            ฮึๆๆ  เด็กนี่มันดีกว่าพวกผู้ใหญ่จริงด้วยนะ  พวกนั้นแค่เธอทำแบบนี้ก็แหกปากร้องแบบจะเป็นจะตายแล้ว  แถมยังอ้อนวอนขอร้องชีวิตอย่างหน้าไม่อายอีก  เหอะ  อย่าคิดว่าพวกเธอเป็นเด็กแล้วจะมาทำสายตาดูถูกง่ายๆ นะ

            เพราะคนพวกนั้นดูถูกพวกเธอ  เธอถึงได้อยากทรมานพวกมันให้สาแก่ใจ  แล้วผู้ชายสองคนนั้นก็ช่างน่าขยะแขยงสิ้นดี  ร้องไห้ฟูมฟาย  ปากบอกมีลูกเมียให้ต้องกลับไปเลี้ยง  แต่ขอโทษทีเถอะ  เธอลองไปสืบประวัติดูมาเรียบร้อยแล้ว  ไม่เห็นจะมีอย่างที่ปากว่าเลยสักราย  แต่ถ้ามีจริง  เธอก็อาจจะขอให้ท่านตนัยช่วยส่งเงินเลี้ยงดูแม่ลูกนั้น ถ้ามีจริงน่ะนะ ให้เอง  เพราะไม่ว่ายังไง  เธอก็ไม่ปล่อยให้สามีของพวกเธอรอดชีวิตไปได้หรอก

            “นายชื่ออะไรน่ะ”  เอมถามขณะก้มหยิบดาบยาวบนพื้นขึ้นมาแกว่งไปมาเล่น  เมื่อไม่มีเสียงตอบ  เธอจึงหันไปมองแล้วก็ได้พบแต่สายตาเมินเฉยไม่คิดตอบ  “ไม่เอาน่า  นายควรจะดีใจสิ  เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันให้เกียรติถามชื่อคนอื่นน่ะ”

            กิลเสมองไปทางอื่นแทน  ก่อนจะได้ยินเสียงคล้ายๆ กับกำลังกลั้นหัวเราะอยู่  ราวกับการพยายามของเขานั้นช่างไร้ผล

            “ท่านตนัยเรียกนายว่าไงน้า  อ้อ...กีเลนอล  สินะ?”

            “ถ้ารู้อยู่แล้วยังจะมาถามทำไปอีกให้เสียเวลา”

            “เป็นแค่ ทาส แท้ๆ มาทำเป็นปากดีนะ”  ทันทีที่พูดจบ  แม้เพียงเล็กน้อย  แต่เอมก็สังเกตว่าสิ่งที่ฉายมาทางสายตาของกิลนั้นเปลี่ยนไป  เป็นแววตาแบบที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี...โกรธเคือง  “หึ  จี้ใจดำล่ะสิ”

            แม้อีกฝ่ายจะยังคงยืนกรานไม่ยอมตอบอะไร  แต่เอมก็ได้คำตอบจากปฏิกิริยาของเขา  มือยกดาบขึ้นหยอกใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างล้อเลียน

            “เขาว่าถ้าเราได้เห็นคนที่ย่ำแย่กว่าตัวเอง  จะทำให้มีความสุขขึ้นมาได้....ฉันว่าสถานะชีวิตฉันมันก็ห่วยแตกแล้วนะ  แต่ของนาย  มันน่าบัดซบยิ่งกว่าซะอีก  เป็นทาสคนอื่นอย่างที่แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ยังไร้ซึ่งอิสระ  เป็นได้แค่เศษสวะให้คนอื่นมาย่ำยีก็เท่านั้นแหละ...ทำไม  โกรธเหรอที่ฉันพูดแบบนี้”  เด็กสาวกระชากผมหน้าให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ  ดวงตาสีน้ำเงินเข้มยิ่งเย็นชากว่าเดิม

            “มันเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้  ต่อให้นายเกลียดมัน  ชิงชังทุกสิ่ง  อยากหนี  หรือทำลายทุกอย่าง  ไม่ว่ายังไง  นายก็ไม่มีวันเปลี่ยนความจริงข้อนี้ไปได้หรอก”

            “นั่นเธอกำลังพูดถึงตัวเองอยู่ใช่มั้ย?”

            กิลรู้สึกได้เลยว่าอีกฝ่ายตัวแข็งเกร็งขึ้นมาทันที  และดวงตาคมก็ตวัดจ้องมาอย่างเอาเรื่อง

            “ทำไม?”  กิลย้อนถามเสียงเรียบ  “แทงใจดำรึไง”

            ไม่มีการเตือนหรืออารัมภบทใดๆ  คมดาบที่เคยทิ่มลงพื้นกลับแทงเข้าเนื้อตรงบ่าซ้ายของกิลอย่างรุนแรง  มันกะทันหันมากซะจนเขาเผลอส่งเสียงร้องออกมา  แต่เป็นเพียงคำเดียวสั้นๆ เท่านั้น

            “ถ้าท่านตนัยไม่ได้ห้ามไว้  ฉันตัดลิ้นแกไปแล้ว  รู้ไว้ซะ”  เธอพูดเสียงเหี้ยม  พลางดันดาบให้แทงลึกยิ่งกว่าเดิม  “เป็นแค่ทาสรับใช้แท้ๆ  อย่ามาริทำปากดี”

            กิลกัดฟันกรอด  แค่นเสียง  “คนที่ฉันรับใช้  มีแต่คนจากตระกูลวงศ์วลายุ เท่านั้น  ไม่ใช่เด็กไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเธอ”

            เด็กสาวชะงักไปครู่หนึ่งกับสิ่งที่กิลใช้เรียกเธอ  ก่อนสีหน้าจะเริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว  “แก!”

            ดาบตรงบ่าถูกชักออกไป  และมันคงจะถูกใช้เสียบหัวของกิลไปแล้วหากไม่ได้ใครบางคนเปิดประตูขัดจังหวะได้ทันท่วงที

            หากอีกฝ่ายเป็นพวกผู้ใหญ่ที่คอยรับใช้ตนัยล่ะก็  เอมสาบานเลยว่าพวกมันต้องไม่ตายดีแน่ที่เข้ามาขัดจังหวะ  แต่ทว่าคนที่อยู่ตรงประตูนั้นกลับเป็นเด็กหนุ่มที่ปัดผมหน้าปิดตาซ้ายเอาไว้  ปลายแหลมของเถาไม้ที่เคลื่อนลอยสูงเตรียมแทงเหยื่อนับสิบจึงได้แต่ลอยค้างอยู่เช่นนั้น  ก่อนจะค่อยๆ หดกลับตามเดิม

            “ฉันว่าเลียนน่าจะบอกนายไปแล้วนะ  ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่”  เอมว่าเสียงเย็น

            “จำได้ว่าท่านตนัยเคยสั่งไว้แล้วว่า ห้ามฆ่าคนพวกนี้  โดยเฉพาะที่มาจากเผ่าเอดีวาสไม่ใช่รึไง  แล้วเมื่อกี้เธอคิดจะทำอะไร”  ดวงตาข้างขวาที่เห็นได้เพียงข้างเดียวหรี่เล็กลงอย่างน่ากลัว

            ทั้งคู่จ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่เอมจะเป็นฝ่ายหลบไปก่อน  “เฮอะ!”

            ปึก!

            คมดาบถูกแทงจมลึกกับกำแพง  เฉียดหัวกิลไปเพียงไม่กี่เซนฯ เท่านั้น  แล้วเอมก็ชะโงกหน้ามาพูดใกล้ๆ  “คราวหน้าแกไม่โชคดีแบบนี้แน่”  เธอทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาอั๊คก่อนเพื่อคุยเรื่องธุระ

            กิลไม่ได้ยินว่าสองคนนั้นพูดเรื่องอะไรกัน  พอจะรู้ได้ว่าเป็นความลับที่ไม่อยากให้เขารู้  และทันทีที่คุยกันจบ  ทั้งเอมและอั๊คก็เดินออกจากห้องนี้ไป  ทิ้งกิลไว้อย่างนั้น  นับเป็นเรื่องดี  ที่อย่างน้อยเขาก็ไม่โดนทรมานต่อ  เพราะถึงแม้เขาจะชินต่อความเจ็บจากแผลพวกนี้  ก็คงจะดีกว่าหากไม่ต้องทนจนกว่าเอมจะพอใจ

            ความเจ็บบางอย่างหากโดนบ่อยเข้า  ก็ชินได้  แต่ความเจ็บบางอย่าง...ต่อให้โดนมานับครั้งไม่ถ้วน  ก็ยังไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้สมบูรณ์เสียที

            นานมากแล้วกับการที่ต้องถูกเด็กวัยเดียวกันที่หมู่บ้านแกล้งต่างๆ นาๆ  ทั้งปาก้อนหินใส่  ทั้งรุมซ้อมและอื่นๆ อีกมาก  ในขณะที่พวกผู้ใหญ่ต่างทำเหมือนเขาและน้องสาวเป็นสิ่งไร้ค่า  เป็นเหมือนก้อนหิน  ที่ถึงแม้จะเห็นอยู่ตรงหน้า  ก็ไม่มีใครคิดสนใจและพากันเหยียบย่ำผ่านไปอย่างไม่ไยดี

            คนอื่นในตระกูลดราอูเกฟิสก็ได้รับปฏิบัติเช่นนั้นไม่ต่างกัน  จนกิลนึกสงสัยว่าทำไมพวกเขาจะต้องมาคอยทนถูกกระทำแบบนี้ด้วย  ในเมื่อเขาเคยได้ยินคนในตระกูลเคยเล่าให้ฟังว่า  ในอดีต...ครั้งหนึ่งตระกูลดราอูเกฟิสนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลทั้งสี่ที่คอยปกป้องทุกคนบนเกาะไว้  และที่สำคัญคือเคยมีเลือดของวงศ์วลายุอยู่ในสายเลือดเช่นเดียวกัน  และนั่นยังเป็นสายเลือดของผู้นำตระกูลวงศ์วลายุที่ได้รับพลังจากธรรมชาติรุ่นสุดท้ายอีกต่างหาก  นั่นหมายความว่าพวกเขาก็ควรได้รับการยกย่องเฉกเช่นเดียวกันไม่ใช่หรืออย่างไร

            แต่เพราะอดีตเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คนนอกตระกูลมักจะลืมเลือน  และคำเรียกเดียวที่ใช้เรียกตระกูลดราอูเกฟิสว่าเป็น ทาสรับใช้ นั้นกลับยังคงค้างอยู่ในความทรงจำของทุกคน  จดจำได้เพียงชื่อเรียก  แต่ไม่มีใครนึกใส่ใจถึงที่มาในการเรียกนั้น  ทำให้ทุกคนปฏิบัติต่อกิลและคนอื่นในตระกูลเป็นทาสที่จะย่ำยีกันแค่ไหนก็ได้

            ถูกฝึกแต่เด็กเพียงเพื่อรับใช้คนตระกูลวงศ์วลายุ  พ่อและแม่...ก็ตายเพราะปกป้องคนจากตระกูลวงศ์วลายุเอาไว้ตั้งแต่เขาและเกลยังเด็กแทบจำความอะไรไม่ได้  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เคยได้รับความสุขเลย....

            กิลถอนหายใจเมื่อความเจ็บจากบาดแผลเริ่มทุเลาลง  ความเพลียจากการทนต่อความเจ็บนั้นทำให้เขาปิดตาลง...ขอพักสักนิดเถอะ

            .........................................................................................

            .....................................................................

            ...............................................

            ....อดีต...อันเลือนลาง....

            เด็กน้อยสองคนที่หน้าตาถอดแบบเดียวกันจนแยกแทบไม่ออก  หากดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่หนึ่งเป็นประกายใสด้วยหยาดน้ำตา  ขณะที่อีกคู่หนึ่งหม่นเศร้า

            เสียงร้องไห้เป็นของเด็กหญิง  และความเงียบอดกลั้นเป็นของเด็กชาย  ต่อหน้าทั้งสองนั้นเป็นหลุมศพสองศพสองหลุมเคียงกัน

            การสูญเสียครั้งนั้นเป็นหนแรกที่เด็กชายนึกชิงชังต่อสิ่งที่ตระกูลของตัวเองต้องเผชิญ  ผู้ตายที่ตายเพราะปกป้องอันสมควรได้รับการเชิดชู...ไม่ได้รับแม้แต่การเผาตามธรรมเนียมประจำเผ่า  แม้ตอนนั้นท่านเดสิตจะบอกให้เผา  แต่คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่กลับพากันคัดค้าน  วิญญาณที่สมควรถูกปลดปล่อยลอยเวียนตามธรรมชาติ  จึงถูกกักขังจมลึกอยู่ภายใต้ผืนดิน...ยังคงถูกให้เป็นส่วนหนึ่งของผืนภพให้พวกเขาได้เหยียบย่ำกันต่อไป

            “ถ้าเช่นนั้นรุ่นต่อไปที่จะต้องรับใช้ตระกูลวงศ์วลายุก็คือ พวกเธอ”

            เด็กฝาแฝดชายหญิงทั้งสองนั่งคุกเข่าอยู่บนเรือนไม้ เบื้องหน้าทั้งคู่คือหญิงชราที่เป็นผู้อาวุโสที่สุดในตระกูลดราอูเกฟิสซึ่งกล่าวประโยคนี้กับพวกเขาหลังวันฝังพ่อแม่ของพวกเขาได้เพียงแค่วันเดียว

            ไร้ซึ่งถ้อยคำปลอบโยนใดๆ ราวกับเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องยอมรับกันเองให้ได้...น่าแปลกที่เรื่องนี้กลับจำได้แม่นยำเสียกว่าจดจำใบหน้าของผู้ให้กำเนิดเสียอีก

            การรับใช้นั้นมักเป็นไปตามรุ่น  อย่างที่รุ่นพ่อแม่ของเขานั้นจะคอยรับใช้ท่านเดสิต  เพราะฉะนั้นเขากับเกลก็ต้องรับใช้ลูกของท่านเดสิต  ทว่าในตอนนั้นท่านตนัยได้หนีออกไปโลกภายนอกไปแล้วก่อนหน้านั้นหนึ่งปี  ตัวเขาเองกับเกลจึงต้องคอยรับใช้ท่านเดสิตแทน  อีกทั้งยังไม่มีการพูดถึงตนัย  หรือแม้แต่จะเอ่ยชื่อให้ได้ยินออกมาเลยสักครั้ง  จนพวกเขาแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าท่านเดสิตยังมีลูกชายอยู่ด้วยคนหนึ่ง...จนกระทั่ง...สิบปีหลังจากนั้น

            เสียงเอะอะอย่างเวลามีเด็กทะเลาะกันดังขึ้น  ภาพของเด็กคนหนึ่งถูกเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน 3-4 คนรุมอัดอยู่ฝ่ายเดียวเป็นภาพที่คนในหมู่บ้านเห็นจนชินตา  และไม่คิดเข้าไปห้ามเพราะรู้ว่าเด็กที่โชคร้ายคนนั้นเป็นใคร  เพียงคนเดียวที่มักเข้าไปห้ามแทบจะทุกครั้งนั้นคือเด็กผู้หญิงที่หน้าตาถอดแบบเดียวกันมา

            “หยุดนะ!”  ร่างเล็กนั้นตะโกนพร้อมกับวิ่งตรงมาที่กลุ่มที่กำลังมีเรื่องกันอยู่  “รุมพี่กิลคนเดียวแบบนี้  ขี้ขลาดที่สุด”

            เด็กคนหนึ่งที่อยู่วงนอกหันมามอง  “โห  เดี๋ยวนี้พวกทาสรับใช้กล้าด่าว่าพวกเราขี้ขลาดเชียวเหรอ”

            พอได้ยินคำเรียกนั้น  ดวงตาโตสีน้ำเงินเข้มนั้นก็วาวโรจน์  “ฉันกับพี่กิลเป็นทาสรับใช้ก็จริง  แต่พวกเรารับใช้แค่คนในตระกูลวงศ์วลายุเท่านั้น  ไม่ใช่พวกนาย”

            แล้วเด็กผู้ชายกลุ่มนั้นก็พากันหัวเราะล้อเลียน  “อิโธ่  จะเป็นทาสรับใช้ใคร  มันก็ขึ้นชื่อว่าทาสนั่นแหละ  ยัยทาส”

            “หยุดนะ”  เกลร้อง  แต่อีกฝ่ายก็เริ่มร้องเพลงล้อเลียน

            “ทาสงี่เง่า  ทาสขี้แย  ก็เป็นได้แค่ทาสเท่านั้น  ฮ่าๆๆ  ทาสที่แม้แต่พ่อแม่ก็ยังไม่มี”

            “ไม่นะ  หยุดเดี๋ยวนี้นะ”  เกลเบ้ปาก  ก่อนจะเริ่มร้องไห้ออกมาเมื่อถูกจี้ปมด้อยเรื่องที่ตัวเองไม่มีพ่อแม่อย่างที่เด็กคนอื่นมีกัน

            เสียงหัวเราะเยาะยังดังต่อเนื่อง  จนกระทั่งเด็กคนที่เป็นหัวโจกร้องโอ๊ย  เมื่อถูกหินก้อนหนึ่งปามาโดนหัวจากทางด้านหลัง  พอหันไปที่ตัวต้นเหตุ  เด็กชายที่เมื่อกี้ยังนอนแผ่อยู่กับพื้นรอให้พวกเขารุมกระทืบได้ตามใจ  บัดนี้กลับลุกขึ้นยืนกำมือแน่น

            “อย่าเอาพ่อแม่ของเรามาล้อเลียนนะ”

            ความโกรธที่ถูกคนที่คิดว่าอยู่ต่ำกว่าตัวเองมาทำให้เจ็บแบบนี้ถึงเวลาระเบิดออกมา  ทว่าสถานการณ์ตอนนี้กลับถูกหยุดลงด้วยเสียงของใครคนหนึ่ง

            “รุมแกล้งเด็กคนเดียวแถมยังล้อเลียนไปถึงพ่อแม่  แบบนี้ยังกล้าพูดว่าคนของตัวเองดีกว่าพวกคนภายนอกอีกเหรอเนี่ย”

            พวกเด็กๆ ต่างพากันตกใจเมื่อคนพูดนั้นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง  เพราะตามปกติจะไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเข้ามายุ่งด้วยแบบนี้  อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็นคนแปลกหน้าอีกต่างหาก  ที่รู้ได้นั้นเป็นเพราะทุกคนบนเกาะนี้ล้วนแต่รู้จักหน้าค่าตากันดี  ไม่มีทางที่จะไม่รู้จักใครเป็นอันขาด

            ร่างสูงที่หลบอยู่ใต้ต้นไม้ก้าวออกมา  เข้ามาใกล้ด้วยท่าทีสุขุม  สีหน้าเรียบเฉย  และดวงตาสีน้ำตาลแก่นิ่งสนิทที่เพียงแค่เด็กมองถึงกับตัวสั่น  และพอมาถึงในจุดที่เขามาอยู่ต่อหน้าเด็กๆ ชายหนุ่มก็คลี่ยิ้มบางแต่ไม่ชวนให้อบอุ่นเลยแม้แต่น้อย  เอ่ยถาม  “สนุกมั้ยล่ะ  กับการได้แกล้งคนที่อยู่ต่ำกว่าน่ะ  แล้วพวกเธอน่ะ”  เขาหันมาทางคู่แฝดที่ยังมองเขาอย่างงุนงง  “ฉันเคยได้ยินว่าตาสีน้ำเงินของตระกูลดราอูเกฟิสสามารถสาปแช่งคนอื่นได้ด้วยไม่ใช่รึไง  ทำไมไม่ใช้ซะล่ะ”

            คำบอกเล่าปากเปล่านั้นกับท่าทีที่ไม่บ่งบอกว่าโกหกอยู่  ถึงกับทำให้พวกเด็กที่ตามแกล้งหน้าซีด  แทบจะร้องจ๊ากอยู่แล้วตอนเผ่นแน่บหนีไป  โดยที่เด็กสองคนที่หาว่ามีพลังในการสาปยังขมวดคิ้วเป็นปมอยู่เลย

            “เอ่อ...ขอบคุณนะคะ”  เกลบอกอย่างเกรงๆ และทำท่าจะเข้าไปใกล้ชายหนุ่มแปลกหน้าจนพี่ชายต้องร้องห้ามเสียก่อน

            “ท่านเป็นคนภายนอกเหรอ”  กิลเอาตัวเองขวางไว้ระหว่างชายแปลกหน้ากับเกลไว้

            “พี่กิล”  เกลกระตุกแขนเสื้อเขา  “ตาของเขามัน...”

            เมื่อลองดูแล้วถึงได้สังเกตว่าสีตาของชายหนุ่มตรงหน้านั้นเป็นสีน้ำตาลแก่...ซึ่งมีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้นบนเกาะนี้ที่จะมีสีดวงตาเช่นนั้น  เหมือนที่มีแต่คนจากตระกูลดราอูเกฟิสเท่านั้นที่มีตาสีน้ำเงิน

            บางอย่างสะกิดความทรงจำของเด็กชาย  ทว่าก่อนที่จะทันนึกออก  เสียงห้าวใหญ่ของชายชราคนหนึ่งก็ดังขึ้น

            “ตนัย”

            ร่างชายสูงวัยที่รวบผมสีขาวขึ้นสูงนั้นเดินเข้ามาใกล้ตรงมาทางที่พวกกิลยืนอยู่  และเมื่อเดสิตเข้ามายืนเคียงชายหนุ่มตรงหน้าแล้วนั้น  ก็ปรากฏดวงตาสีน้ำตาลแก่สองคู่ที่ราวกับเป็นกระจกสะท้อนกันและกัน

            นั่นเป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องฝาแฝดได้พบกับ ตนัย ดาราการณ์

             



     

            ถ้าหากว่าเขามีลูก  อะไรหลายๆ อย่างอาจไม่ดำเนินมาจนถึงจุดนี้  เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมีตัวแทน..ยังมีสิ่งสำคัญและมีความหมายของโลกนี้ยึดเหนี่ยวไว้อยู่

            ช่างโชคร้ายที่ตอนนั้นเขาคิดแต่จะสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเอง  ถ้าหากว่ารีบแต่งและมีลูกกับเธอทันที  ป่านนี้ลูกของเขาก็คงอายุน้อยกว่าเด็กพวกนี้ไม่กี่ปี...  ตนัยถอนหายใจ  วางมือลงบนหัวของเนียร์ที่ยังคงหลับบนโซฟาอย่างเบามือ

            ‘ท่านพ่อ’

            นั่นก็เป็นคำเรียกที่ชวนให้น่าคิดถึงอีกเช่นเดียวกัน  ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่ามันจะสามารถถมช่องว่างในหัวใจให้กับเขาได้  แต่ทว่า...

            สายตาที่อ่อนลงนั้นแปรเปลี่ยนไป  ขาที่ชันอยู่ยืดหยัดกายให้ลุกขึ้น  ก้มลงมองเด็กสาวที่เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับจุดมุ่งหมายในครั้งนี้

            “ไม่ว่ายังไง  ฉันก็ไม่มีวันยกให้โทษให้กับโลกนี้ที่พรากเธอไปเด็ดขาด”

            เพราะ ดาวนำทาง เพียงหนึ่งเดียวของฉันนั้นคือเธอ...เธอเพียงผู้เดียว

             

            หลังวันที่พบกับท่านตนัยเป็นครั้งแรก  สองพี่น้องฝาแฝดก็ได้รับการแนะนำทันทีว่าชายหนุ่มที่ได้เจอกันนั้นเป็นใคร  และมีคำสั่งจากท่านเดสิตว่าต่อจากนี้ไปคนที่พวกเขาควรดูแลรับใช้คือลูกชายของเขา

            กิลและเกลถูกส่งตัวมาที่เรือนเล็กในเช้าวันถัดมา  หลังจากรับรู้ว่าตนัยแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวในเรือนเล็กนี้  แม้ไม่ไกลจากเรือนใหญ่  แต่ก็อยู่ในป่า  ทำให้เหมือนถูกตัดขาดจากหมู่บ้านโดยสิ้นเชิง  ซึ่งตนัยคิดว่าดีแล้ว  เพราะในตอนนี้เขาไม่ต้องการยุ่งกับใครทั้งนั้น  แต่ถึงกระนั้น...

            “ท่านตนัยกำลังทำอะไรอยู่หรือคะ”  เกลถามอย่างสนใจ  ดวงตากลมโตฉายแววใคร่รู้

            “เกล  อย่าไปรบกวนท่านตนัยสิ”  กิลที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงพื้นชานด้านนอกบอก

            ทว่าเกลยังคงสนใจกระดานสี่เหลี่ยมตีตาราง  มีตุ๊กตาหน้าตกประหลาดตั้งอยู่ทั้งสองด้าน

            “เขาเรียกว่า หมากรุก”

            กิลเห็นอีกฝ่ายต้องตอบอย่างเสียมิได้

            “เป็นเกมที่เล่นกันระหว่างคนสองคน  ที่หากฝ่ายไหนเสียตัวขุนตัวนี้ไปเมื่อไหร่ก็ท่ากับว่าแพ้”  ตนัยค่อยๆ อธิบายเกี่ยวกับวิธีการเล่นให้เกลฟัง  แต่ก็ดังมาถึงที่กิลยืนอยู่ด้วย  ตอนนี้เด็กชายกำลังจ้องไปที่เด็กสามคนกลุ่มเดียวกับเมื่อวานนี้  พวกนั้นจดๆ จ้องๆ อยากจะเข้ามาหาเรื่องด้วยใจจะขาด  หากไม่กลัวว่าที่นี่คือที่พักอาศัยของตนัย  ทางนั้นเลยทำปากให้กิลอ่านเองว่าให้ตัวเขาลงมาเดี๋ยวนี้

            ระหว่างนั้น  เกลที่ลองเล่นหมากรุกกับท่านตนัยอยู่  ก็แพ้ไปหนึ่งเกมอย่างรวดเร็ว

            “เกมแบบนี้ต้องใช้สมองคิดและวางแผนให้ดี  ลองหัดเล่นบ่อยๆ ก็เก่งเอง”  ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่สีหน้าคนสอนเริ่มผ่อนคลายลง  “จะลองมาเล่นดูมั้ย  กีเลนอล”

            “ครับ?”  กิลถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกชวน  เพราะนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาชวนคนอย่างเขาเล่นด้วยแบบนี้  “ผะ..ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ  หน้าที่ของผมกับเกลคือต้องคอยปกป้อง รับใช้ท่าน  ให้ไปเล่นด้วยแบบนี้มัน....”

            เห็นท่าทีลนลานของเขาแล้ว  ตนัยถึงกับกลั้นขำ  “นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว  ไม่มีใครเข้ามาลอบฆ่าฉันหรอก  ถ้าจะมี  ก็มีแต่พวกที่อยากแกล้งทาสอย่างพวกเธอต่างหาก  มัวแต่ยืนล่อเป้าตรงนั้น  เธอนั่นแหละที่จะลากฉันซวยไปด้วย”

            ถูกว่าตรงๆ อย่างไม่มีอ้อมค้อม  ทำให้กิลยอมละสายตาจากกลุ่มคนข้างล่างแล้วเข้ามาข้างในเรือน  พอจะนั่ง  ตนัยก็เขยิบถอยให้เขานั่งลงตรงข้ามกระดานกับเกลแทน

            “เมื่อกี้ฟังวิธีเล่นแล้วใช่มั้ย  เอ้า  ลองดูสิ”

            กิลเริ่มชั่งใจว่าการละเมิดหน้าที่แบบนี้มันดีแล้วแน่หรือ?  แต่เขาเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็ก  ย่อมนึกสนใจสิ่งแปลกๆ และอยากเล่นตามประสาเด็กอยู่แล้ว  จึงอดไม่ได้ที่จะลองเล่นหมากรุกตรงหน้านี้สักตาหนึ่ง

            ทว่า  จากที่จะลองเล่นแค่หนเดียวแล้วเลิก  กลายเป็นว่ากิลเล่นอีกเป็นครั้งที่ 3 ก็แล้ว ครั้งที่ 5 ก็แล้ว  จนเกลต้องเป็นคนประกาศขอเลิกเอง  เพราะเล่นแล้วแพ้ให้พี่ชายตลอด

            “พี่กิลแอบเล่นหมากรุกมาก่อนใช่มั้ย  ถึงเอาชนะเกลได้ทุกทีเลย”  เกลพองแก้มแบบงอนๆ ที่ถูกเอาชนะได้ทุกครั้งไป

            “อย่าพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แบบนั้นสิ”  กิลว่าอย่างอ่อนใจ

            ตนัยหัวเราะ  “เกลลีนา  พี่ชายของเธอชนะได้เพราะเขารู้จักคิดก่อนที่จะเดินหมากไงล่ะ...แสดงว่าเธอคงชอบเรื่องวางแผนสินะ”  ประโยคหลังนั้นหันมาพูดกับกิล

            “ไม่ใช่หรอกครับ  เพียงแต่เกลเป็นคนตรงไปตรงมาจนไม่รู้จักวิธีการหลอกอีกฝ่ายต่างหากล่ะครับ”  กิลตอบอย่างถ่อมตัว  แต่ที่พูดไปนั้นก็ไม่ผิดจากความเป็นจริง...เกลนั้นใสซื่อเกินไป

            “ถึงแบบนั้นก็เถอะ  ดูจากวิธีการเดินของเธแล้ว  นับว่าเก่งมากสำหรับมือใหม่เลยนะ”  ตนัยชมจนกิลถึงกับก้มหน้าด้วยความเขิน  และสิ่งที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้น  เมื่อตนัยเอามือลูบหัวเขาพลางเอ่ยชม  “เก่งมากเลยล่ะ กีเลนอล”

            เด็กชายรู้ว่าตัวเองต้องหน้าแดงอยู่แน่  ถึงได้ก้มหน้างุดกว่าเดิม  ตั้งแต่เกิดมา  เขายังไม่เคยได้รับคำชื่นชมแบบนี้มาก่อนเลย  แล้วไหนจะยังถูกลูบหัวแบบนี้อีก  เป็นสิ่งที่ทาสอย่างเขาคงไม่มีโอกาสได้รับจากใครคนไหน  ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับมอบให้อย่างง่ายดาย

            พอเห็นตนัยลูบหัวพี่ชาย  เกลถึงกับอิจฉา  โวยวายออกมาอย่างลืมตัวว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นใคร  “คราวหน้าเกลจะต้องเอาชนะพี่กิลให้ได้เลย  ท่านตนัยจะได้ลูบหัวให้เกลบ้าง”

            แม้จะพูดไว้แบบนั้น  แต่ไม่ต้องรอถึงตอนนั้น  ตนัยก็เข้ามาลูบหัวให้เกลตามที่เธอต้องการแทบจะทันที

            “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เกลลีนา  เพราะถ้าพูดถึงความมุ่งมั่นล่ะก็  เธอชนะพี่ชายอยู่แล้ว”

            พวงแก้มใสนั้นขึ้นสีแดงจัดราวกับผลไม้สุกก่ำทันที  ความคิดหนึ่งผุดแทรกขึ้นมาในความคิดของคู่แฝดทั้งสอง

            นี่น่ะหรือลูกชายของท่านเดสิต...แตกต่างกันเหลือเกิน  ถึงท่านเดสิตจะไม่ได้กระทำเหมือนพวกเขาเป็นทาส  แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทีเอ็นดูว่าพวกเขาเป็นเด็ก

            เป็นความตื้นตันและประทับใจที่ทั้งสองมีให้แก่ตนัย  และคิดว่ามันจะจบลงเพียงแค่วันนี้

            พี่น้องฝาแฝดต้องผิดคาดเมื่อมาถึงอีกวันหนึ่งถัดมา  เห็นอีกฝ่ายเรียงหนังสือเป็นกองตั้งสูงบนพื้นไม้  ดูจากปริมาณแล้วนั้นไม่ใช่ปริมาณที่คนคนเดียวจะอ่านได้หมด  อีกทั้งยังเป็นสิ่งของจากโลกภายนอกอีกต่างหาก  ทำให้เกลรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับหนังสือพวกนั้นมาก

            “ท่านตนัยครับ  นี่มัน....”

            “หนังสือที่ฉันเอาติดตัวมาด้วยน่ะ  พวกเธอสนใจเล่มไหนก็หยิบไปอ่านได้เลยนะ”  คนพูดไม่ทันนึกเอะใจอะไรจนกระทั่งสังเกตได้ว่าพวกเขาไม่ยอมขยับซะที 

            “คือว่า  ท่านตนัยคะ...พวกเกล...”

            “อ่านหนังสือไม่ออกกันสินะ”  ตนัยตอบข้อสงสัยได้ในที่สุด  เขาลืมไปเสียสนิทว่าเด็กที่นี่ไม่ได้รับการศึกษาแบบเด็กทั่วไป  จึงไม่แปลกที่แม้ทั้งคู่มีอายุพอจะเข้าม.ต้น ได้แล้ว แต่ยังเขียนหรืออ่านหนังสือไม่ออก

            ความสนใจต่อพวกเขามันอาจจบลงตรงนี้  แต่ทั้งคู่ก็คิดผิดอีกครั้ง  เมื่อตนัยคลี่ยิ้มออกมาและบอกพวกเขาว่า  “ไม่เป็นไร  ฉันจะสอนพวกเธอเอง”

            ภายในวันนั้นเองที่ตนัยส่งข้อความไปเพื่อสั่งซื้อหนังสือเข้ามาใหม่จากโลกภายนอก  นานเป็นอาทิตย์กว่าของจะถูกส่งมา  แล้วเด็กทั้งสองก็รู้ว่ามันคือหนังสือสอนอ่านเขียนภาษานั่นเอง  การสอนหนังสือของตนัยเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้น

            กิลนึกสงสัย  ว่าทำไมตนัยจะต้องมาทำอะไรเพื่อพวกเขาแบบนี้ด้วย  แต่ดูจากกระทำของอีกฝ่ายแล้วนั้น...การที่ตั้งอกตั้งใจสอน  สรรหาอะไรหลายอย่างมาให้พวกเขาทำ...กิลรู้สึกว่าตนัยกำลังทำเพื่อไม่ให้ตัวเอง...ว่าง 

            ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฆ่าเวลาเล่นๆ  แต่เหมือนกับต้องการหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่ง...หมกมุ่น  เพื่อลืมบางอย่าง

            บางอย่างที่ว่านั้น  คือสาเหตุที่ทำให้ท่านตนัยยอมกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีกครั้งในรอบ 10 ปี รึเปล่ากันนะ?