บทที่ 24
การวางแนวป้องกันหมู่บ้านเป็นไปได้อย่างราบรื่นเริ่มต้นด้วยการโค่นต้นไม้บริเวณใกล้กับหมู่บ้านปัญหาอย่างแรกที่พวกเขาต้องเจอก็คือป่าเบรูอินคือป่าที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคแห่งความโกลาหลแต่ละต้นดูดซับพลังเวทมนต์มาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปีลำพังแค่ขวานระดับต่ำของชาวบ้านไม่เพียงพอ อาจจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่ากำแพงหมู่บ้านจะเป็นรูปเป็นร่างจะมีเพียงอุกรณ์ที่สร้างโดยเรกิลเท่านั้นที่สามารถโค่นต้นไม้พวกนี้ได้ในเวลาที่ลดลงครึ่งหนึ่ง
“แบบนี้อาจจะต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะ”
เรกิลเอ่ยประเมินคร่าวๆหลังจากเห็นอุปกรณ์ที่ชาวบ้านมี ตัวเองก็มีขวานแรงค์ D สำรองอยู่แค่สองสามเล่มย่อมม่เพียงพอต่อความต้องการ เอเลนที่ฟังอยู่เงียบๆพลางฉีกยิ้มเผล่ก่อนจะหยิบขวานแรงค์ D ออกมาจำนวนที่มากเพียงพอเทียบเท่าจำนวนคนที่ต้องใช้งานทำเอาเรกิลต้องขมวดคิ้ว
“นี่เอ็งเป็นคลังแสงเคลื่อนที่รึไง”
เด็กหนุ่มยักไหล่ก่อนจะส่งขวานให้เรกิลดู ดรอฟ์ววัยชรารับมางงๆก่อนจะใช้ทักษะประเมินแล้วเบิกตาถลน แม้จะเป็นขวานแรงค์เดียวกันแต่ขวานที่ผลิตผ่านมือเอเลนนั้นมีค่าสถานะและความทนทานสูงกว่าของที่เรกิลทำประมาณครึ่งเท่าแถมยังเป็นเหมือนกันทุกเล่ม
“เท่านี้การโค่นต้นไม้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่กำแพงแบบไหนที่เราควรสร้าง”
เอเลนเผยสีหน้าครุ่นคิดเรกิลที่มีประสบการณ์มากกว่าจึงเอ่ยขึ้น
“ถ้าไม่ติดเรื่องเวลาข้าอยากให้สร้างเป็นกำแพงป้อมปราการมากกว่าแบบนั้นการป้องกันจะทำได้ดีกว่าในระยะยาว”
“เป็นความคิดที่ดี แต่ติดอยู่อย่างเดียวก็คือคนของเรามีน้อยเกินไปการดูแลให้ทั่วถึงนั้นเป็นไปไม่ได้ ผมว่าเราควรใช้ท่อนซุงตั้งเป็นกำแพงยาวล้อมหมู่บ้าน โดยวางทางเข้าหลักเข้าทางป่าเบรูอินเพื่อบีบให้พวกโจรไม่สามารถซ่อนตัวได้”
เอเลนกล่าวก่อนจะขีดพื้นดินเป็นวงกลมรอบรูปบ้าน ตามแผนแล้วเขาตั้งใจจะให้โค่นต้นไม้ทุกต้นในรัศมี 300 เมตรรอบหมู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการซู่มโจมตีรอบทิศทางจากพวกโจรเหมือนที่แล้วๆมาจากที่คุยกับหัวหน้าหมู่บ้านมากลุ่มโจรจะโจมตีทุกๆ 7 วันโดยเลือกปล้นเอาไปเฉพาะพวกเสบียงและหญิงสาว
เอเลนรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รวบรวามปาร์ตี้ให้ใหญ่กว่า แม้เขาจะทำงานได้หลายอย่างแต่ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานเพียงลำพังนั้นไม่สอดรับกับางสถานะการณ์ใจจริงเขาอยากจะเหาะไปทลายค่ายโจรให้รู้แล้วรู้รอด ติดอยู่ที่ว่าหลังจากใช้ทักษะวิสัยทัศน์จากเบื้องสูงส่องดูพื้นที่ 5 กิโลเมตรรอบหมู่บ้านก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคน
เรกิลแบ่งชาวบ้านออกเป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มตัดฟืน กลุ่มเคลื่อนย้ายและกลุ่มก่อสร้าง ทำงานต่อเนื่องสามชั่วโมงพักครึ่งชั่วโมงเนื่องจากชาวบ้านไม่ได้มีค่าพละกำลังเยอะแยะอะไรมากที่สามารถโค่นต้นไม้ลงได้ไวเพราะแรงกายของเอเลนแทบจะครึ่งหนึ่ง
“ไอ้เด็กนั่นมันกินวัวกินควายเป็นอาหารรึยังไงสับต้นไม้ไม่กี่ทีโค่นลงมาซะแล้ว”
ชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อน พวกเขาเต้องใช้สองคนกับเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจึงจะสามารถโค่นต้นไม้ได้ต้นหนึ่ง แต่เอเลนเพียงคนเดียวสามารถโค่นต้นไม้ 3 ต้นในเวลาที่พวกเขาโค่นต้นไม้ได้ต้นเดียว
ด้านเรกิลก็คุมกลุ่มขนย้ายและก่อสร้างอย่างขะมักเขม้น ท่อนซุงยาวสิบเมตรด้านหนึ่งถูกตัดแต่เป็นปลายแหลมเหมือนลิ่มและอีกข้างตัดเรียบถูกลำเลียงเข้ามาอย่างต่อเนื้อง หลังจากกำหนดขอบเขตคร่าวๆซุงยักษ์ก็ถูกตอกลงลึกหนึ่เมตรครึ่งเรียงรายกันเป็นแนวกำแพง
ผ่านไปสามวันแนวกำแพงก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างด้วยแรงกายแรงใจของเอเลนและชาวบ้านชายเวลาท่านไปพวกเขาก็มองเด็กหนุ่มในแง่ดีและเริ่มพูดคุยกับเด็กหนุ่มมากขึ้นจนเริ่มสนิทกันในระดับหนึ่งความขุ่นเคืองในวันแรกสลายเป็นปลิดทิ้งเอเลนก็ไม่ใช่ผู้คุมงานที่ใจร้ายขนาดนั้น พอตกเย็นเขาก็รีบไล่พวกคนงานให้กลับไปหาครอบครัวแต่เป็นพวกชาวบ้านซะอีกที่มักจะชวนเอเลนไปร่วมวงดื่มสังสรรค์โดยไม่ลืมแบ่งคนจำนวนหนึ่งผลัดกันเดินตรวจตราเผื่อมีเหตุร้าย
สามวันมานี้เซลีน ลูน่า และคนอื่นๆร่วมกันพัฒนาระบบป้องกันหมู่บ้านด้วยการวางระฆังเอาไว้ตามจุดต่างๆของหมู่บ้านหากมีใครเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็จะได้ลั่นระฆังแจ้งเตือน หมู่บ้านเบรินมีพื้นที่ประมาณ 6 ตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่าไม่ใหญ่มากนักจนดูแลกันเองไม่ไหว
นอกจากนี้ลูน่ายังใช้ทักษะของตัวเองวางกับกัดในจุดต่างๆที่น่าจะเป็นอันตรายและป้องกันเพื่อสร้างแนวป้องกันให้แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถของคลาสได้อย่างชาญฉลาดโดยมุ่งเน้นไปที่กับดักที่อันตรายถึงตายหากโดนเข้าไป
ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มนักผจญภัยที่นำโดยมัลคอมม์ซึ่งเป็นลูกชายของมาลรีคก็ยังคงไม่กลับมาทำให้หัวหน้าหมู่บ้านอดระส่ำระส่ายไม่ได้ เซลีนยิ่งนานวันก็ยิ่งหัวเสียหมู่บ้านจะถูกโจมตีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แต่คนที่มีความสามารถกลับหายหัวไม่ยอมอยู่เพื่อปกป้องหมู่บ้านของตนลูน่าจึงทำงานได้ไม่สะดวกนักเพราะเกรงว่าหากวางกับดักมากไปจะกลายเป็นหนามพิษที่ทิ่มแทงพวกเดียวกันเสียแทน
เวลาก็ไหลผ่านไปอีกหนึ่งวัน วันที่สี่ก็มีข่าวดีเกินขึ้นเพราะในที่สุดแนวกำแพงป้องกันก็เสร็จสมบูรณ์เสียทีเหล่าชายฉกรรน์ดีใจกันจนอดร่ำร้องออกมาไม่ได้โดยเฉพาะเอเลนและเรกิลที่ดูเหน็ดเหนื่อยกว่าเพื่อนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้ม
หลังจากตรวจสอบคววามเรียบร้อยของแนวป้องกันและกำดักร่วมกับลูน่าแล้วก็ถึงเวลักผ่อนเสียที เนื่องจากเขายังไม่มหน้าที่อื่นให้ทำเอเลนจึงได้รับอนุญาตให้ทำอะไรตามที่เขาต้องการเพียงแต่ต้องอยู่ภายในขอเขตของหมู่บ้านเท่านั้น
นั่นทำให้สุดท้ายแล้วเขาต้องลงเอยด้วยการมายังบ้านของเรกิล โรงเหล็กขนาดเล็กท้ายหมู่บ้านติดกับบ้านของเรกิลและภรรยาที่เสียไปแล้ว เด็กหนุ่มเปิดประตูเข้าไปโดยไม่ต้องเคาะเรียกเพราะเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านเรียบร้อยแล้ว
เคร้งๆ
เสียงค้อนกระทบลอยมาเข้าสู่โสตประสาตพร้อมๆกับไอความร้อนที่คนปกติต้องเบือนหน้าหนี เด็กหนุ่มเบิกคิ้ว้วยความแปลกเล็กน้อยเพราะเตาหลอมของเรกิลสามารถให้ความร้อนได้ในปริมาณครึ่งหน่งองเตาหลอมที่บ้านของเขาเลยทีเดียว
ที่น่าประหลาดกว่าก็คือสิ่งที่เรกิลกำลังทำมือข้างหนึ่งของคนแคระเฒ่าถือค้อนขนาดมาตรฐานไม่ได้มีอะไรน่าสะดุดตาแต่อย่างใด แต่มืออีกข้างของเขากำลังถือกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ที่แผ่ออร่าเวทมนต์ออกมาหรือจะเรียกให้ถูกก็คือกระดูกชิ้นนั้นคือกระดูกของมอนสเตอร์
เอเลนไม่ได้ส่งเสียงเรียกแต่เลือกที่จะปิดประตูอย่างเงียบเชียบเรกิลไม่ได้รู้สึกตัวถึงการมาถึงของเอเลนเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเรกิลกำลังจดจ้องอยู่กับกระดูกมอนสเตอรี่ถูกไฟเผาจนร้อนและกระหน่ำนวดทุบด้วยความแรงขนาดพอเหมาะแม้จะแก่ชราแต่ร่างกยของเรกิลกลับเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อแน่นที่เปี่ยมด้วยพลัง
“ยอดเยี่ยม”
ทักษะในการใช้อนของเรกิลอยู่ในระดับที่สูงมากจนเอเลนยังอดชื่นชมไม่ได้ ฝีมือระดับนี้สามารถทำมาหากินในลูมินัสหรือเปิดร้านตามหัวเมืองต่างๆได้สบายๆ คาดไม่ผิดเรกิลจะต้องมีความชำนาญการตีเหล็กในระดับสูง เวลาผ่านไปพักหนึ่งในที่สุดเอเลนก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรแม้ทีแรกจะไม่เข้าใจแต่เมื่อเวลาผ่านไปเอเลนก็ได้พบกับภาพที่เขาคุ้นชิน
กระดูกมอนสเตอร์ในต้องแรกถูกหลอมและเรกิลก็ได้ทำการกดพับ บีบอัด นวด จนเปลี่ยนกระดูกแข็งๆให้กลายเป็นก้อนแร่ที่ผ่านการถลุงมาเรียบร้อย คนแคระชราเป่าปากฟู่พร้อมกับที่แลนเดินเข้าไปใกล้
“น่าทึ่งมาก ไม่คิดเลยว่าจะเจอนี่สามารถเปลี่ยนอวัยวะของมอนสเตอร์ให้กลายเป็นวัสดุได้”
เอเลนเอ่ย
ตามปกติแล้วสินแร่ที่เหมาะจะใช้ในการขึ้นรูปยุทธภัณฑ์นั้นวระเป็นแร่โลหะซึ่งมิธริลที่เป็นโลหะชั้นเอกเองก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นโลหะเสมอไป อวัยวะของมอนสเตอร์เองก็มีความแข็งแกร่งไม่แพ้โลหะชั้นดีจุงสามารถใช้งานทดแทนกันได้แต่ไม่ง่ายดายนักมีเพียงช่างไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความสามารถในการจัดการกับพวกมอนสเตอร์และเรกิลเอง็ถือเป็นหนึ่งในกรณีหายากเช่นกัน
“หึหึไม่ต้องมาอ้อมค้อมเลยไอ้หนู เห็นแววตาเอ็งแวบเดียวข้าก็รู้แล้วว่าเอ็งต้องการอะไร”
เรกิลหัวเราะก่อนจะหันไปสบตาเอเลนแล้วพูดต่อ
“ที่จริงเอ็งก็สามารถทำได้ แต่เอ็งไม่รู้”
“หา ผมเนี่ยนะล้อกันเล่นรึเปล่า”
เอเลนชี้นิ้วมาที่ตัวเองด้วยสายตางุนงง
“ข้าจะหลอกเอ็งทำไมละเอ้าเฉลยก็ได้ ก็ทักษะแปรสภาพยังไงล่ะ”
เอเลนขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนจะเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาดูพบว่ามันมีทักษะชนิดนี้อยู่ในรายการทักษะของเขาจริงๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาได้รับทักษะนี้มาในตอนที่สามารถสังหารแทโอลงได้สำเร็จตอนแรกเขาไม่เข้าใจหลักการทำงานของมันแม้แต่น้อยคำอธิบายของมันก็มีอยู่น้อยนิดและคลุมเครือ
“ที่เอ็งไม่รู้เพราะเอ็งยังไม่เคยลองเท่านั้น”
“ว่าแต่ลุงไปคิดวิธีใช้ทักษะมาจากไหนกันละ”
เอเลนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ต้องย้อนกลับไปสมัยข้ายังหนุ่มๆโน่น ตอนนั้นข้าได้เข้าร่วมคณะสำรวจแล้วไปพบกับตำราเล่มหนึ่งซึ่งบอกวิธีการใช้งานทักษะแปรสภาพเอาไว้โดยละเอียดข้าสามารถหาประโยชน์จากมันได้ก็จริงข้ามันตัวคนเดียว ขืนไปบอกให้ใครรู้เข้าคู่แข่งได้ส่งคนมาเก็บข้าเอาสิ”
เรกิลอธิบายเสียยืดยาวพลางเบ้ปาก
“อีกอย่างข้าทำงานไม่หวังผลกำไร แค่อยากอยู่อย่างสงบ”
“หมายความว่าสิ่งที่ลุงได้มาคือวิธีการของคนในยุคสมัยโบราณงั้นสิ”
“เปล่า”
?
เรกิลปฏิเสธหน้าตายพลางนึกขำเอเลนที่กำลังมีสีหน้าสับสน
“ข้าผิดเองที่เล่าไม่หมด ที่จริงบันทึกที่ข้าพบไม่ใช่ของชนเผ่าโบราณแบบที่เจ้าเข้าใจหรอกจะพูดให้ถูกก็คือมันถูกนำไปวางในโบราณสถานต่างหาก”
เรกิลเอ่ยก่อนจะเดินไปยังชั้นเก็บของมือหยาบหนาคุ้ยลงไปในกองสิ่งของที่เก็บเอาไว้นานแรมปีก่อนจะหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา ทีแรกเด็กหนุ่มไม่ทันสังเกตุแต่สมุดหน้าตาบ้านๆเล่มนี้แผ่พลังเวทมนต์ออกมาจางๆเรกิลโยนสมุดเล่มนั้นมาทางเอเลน
เมื่อได้รับมาดวงตาสีทับทิมพลันเบิกกว้างเพราะสมุดเล่มนี้แม้จะมีหน้าตาธรรมดาแต่สภาพของมันนั้นไม่เก่าเลยเหมือนกับว่าเพิ่งถูกผลิตออกมาได้ไม่นานเท่านั้น ดวงตาสีทับทิมค่อยๆไล่ดูด้วยความสนใจเพราะขอบของกระดาษทุกหน้าล้วนมีอักษรรูนเขียนเอาไว้โดยมีใจความว่าคงสภาพ
“นี่มัน...”
“น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ”
เรกิลเอ่ยอย่างรู้ทัน
“ที่ขาหยิบมันติดมือกลับมาด้วยก็เพราะแบบนั้นนั่นแหละ”
เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนจะพลิกหนังสือด้านปกขึ้นมาเอเลนพลันหรี่ตาลง
“สมุดบันทึกของเคเรม?”
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาได้รับงานซ่อมดาบระดับสูงเล่มหนึ่งที่ค่อนข้างพิเศษ ความสามารถของมันต่ำกว่าอาวุธในระดับเดียวกันในสายตาของเด็กหนุ่มเพราะความสามารถในการดูซํบความเสียหายนั้นไม่ว่ายังไงก็ดูจะบั่นท่อนพลังของอาวุธลงทั้งที่ไม่จำเป็น
ซันโทเรียนเล่มดั้งเดิมที่เป็นสมบัติประจำตระกูลครีฟมอนด์ นระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าถูกสร้างโยช่างตีเหล็กที่มีนามว่าเคเรม เขาพยายามหาข้อมูลของคนๆนี้แต่ดูเหมือนมันจะลึกลับเสียเหลือเกินจนเขาเลิกให้ความสนใจในที่สุดจนกระทั่งตอนนี้
“ลุงเรกิลรู้จักเคเรมรึเปล่า”
คำถามของเอเลนทำเอาเรกิลที่ได้ฟังก็แสดงสีหน้าแปลกใจพร้อมกับมองเอเลนด้วยสายตาแปลกๆ
“นี่เอ็งไม่เคยได้ยินชื่อของเคเรมมาก่อนรึ”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า
“ถึงเอ็งจะไม่ใช่ช่างตีเหล็กก็จริงแต่เอ็งก็น่าจะรู้จักตำนานเอาไว้ซะบ้างนะ”
“ตำนานคืออะไร?”
“ตำนานก็คือบุคคลเพียงน้อยนิดที่มีชื่อเสียงมากๆในช่วงเวลาหนึ่ง ประกอบกับเหตุการณ์บางอย่างที่จะยกระดับคลาสของพวกเขาให้กลายเป็นคลาสในตำนาน เคเรมเองก็เป็นหนึ่งในตำนานโดยคลาสของเขาก็คือช่างตีเหล็กในตำนาน”
เรกิลอธิบายสร้างความประหลาดใจให้เขาไม่ใช่น้อยพลางนึกถึงรายละเอียดที่สลักเอาวในซันโทเรียนเล่มนั้น
ดาบที่เคเรมสร้างจากแร่มิธริลอันหาได้ยากทำให้มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำพลังเวทมนต์ แต่เคเรมนั้นฝีมือยังถึงขั้นทำให้ไม่อาจดึงพลังที่แท้จริงของมิธริลออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ต้องใช้รูนในการเร่งประสิทธิภาพของมิธริลออกมาแทน
ถ้าคำบอกของเรกิลเป็นความจริงแสดงว่าเคเรมในช่วงเวลาที่สร้างซันโทเรียนคือเคเรมที่ยังไม่กลายเป็นตำนาน พรสวรรค์ด้านการตีเหล็กนั้นยังไม่เบ่งบานเต็มที่นักแต่ชื่อตำนานนั้นทำให้เอเลนรู้สึกข้องใจในบางอย่าง
“น่าแปลกนะครับ ทั้งที่เป็นตำนานแท้ๆทำไมชื่อของเคเรมถึงไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่เลย”
เรกิลที่ได้ฟัดังนั้นก็พลันมีสีหน้าเศร้าหมอง
“สำหรับคลาสสายผลิตของเรา...แม้จะกลายเป็นตำนานแต่สิ่งที่ได้รับการื่นชมมากว่าคือผลงานไม่ตัวของตำนานเอง”
“แบบนี้นี่เอง”
เอเลนพยักหน้าหงึกๆสมุดบันทึกของเคเรม
[ท่านใช้งานสมุดบันทึกของเคเรม(ครึ่งแรก)]
[ท่านได้พบเศษเสี้ยวความรู้ของช่างตีเหล็กในตำนานเคเรม]
[ความเข้าใจในทักษะแปรสภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก]
[ทักษะแปรสภาพ เพิ่มระดับเป็น 60 ได้รับความสามารถเพิ่มเติมท่านสามารถแปรรูปซากสังขารของมอนสเตอร์ที่ท่านพบให้กลายเป็นวัสดุ]
[ความเข้าใจในทักษะรูนเพิ่มขึ้นอย่างมาก]
[ทักษะเขียนอักษรรูน เพิ่มระดับเป็น 40 ได้รับความสามารถเพิ่มเติม อัตราความสำเร็จในการเขียนรูนเพิ่มขึ้น เพิ่มความจุพลังเวทมนต์ต่อรูนหนึ่งตัว]
[ท่านได้รับข้อมูล แร่ชนิดใหม่ 1000 ชนิด]
[ท่านได้รับ อักษรรูน 100 ตัว]
เสียงของโลกดังขึ้นพร้อมกับที่ความรู้ปริมาณมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในศีรษะของเอเลน เด็กหนุ่มอ่านสมุดบันทึกต่อแม้จะด้รับภูมิความรู้ไปแล้วพบว่าข้อความส่วนใหญ่ถูกบันทึกมักจะเป็นชีวิตส่วนตัวของเคเรมหลังจากกลายเป็นตำนานไปแล้วรวมถึงทคนิคการสลักรูนและแปรสภาพสิ่งต่างๆเป็นวัสดุที่เขียนเอาไว้อย่างละเอียด
“เอ็งเก็บไว้เถอะ ข้าอ่านจนจำมันได้หมดแล้ว”
เรกิลเอ่ยยิ้มๆ
“ทำไมลุงถึงไม่ตามหาชิ้นส่วนบันทกอีกคร่งนึงล่ะ”
เอเลนถามด้วยความสงสัยกล่าวด้วยความสัจจริงเป็นเขาหากได้รับบันทึกเล่มนี้มาคงไม่แคล้วรีบตามหาบันทึกอีกครึ่งหนึ่ง ความรู้ของช่างตีเหล็กในตำนานเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ลำพังแค่สมุดบันทึกเล่มนี้ก็มีมูลค่ามากพอจะให้เกิดการแย่งชิง
“ฮ่าๆคิดว่าข้าในตอนหนุ่มไม่อยากงั้นเรอะ ข้าพลิกแผ่นดินตามหามันผ่านโบราณสถานหลายๆแห่งเสี่งเนเสี่ยงตายมาก็มากแต่ก็ล้มเหลว”
เรกิลกล่าวตอบพลางถอนหายใจก่อนจะดึงกล่องไม้ใบหนึ่งที่วางอยู่ใต้ตู้เก็บของ
“แต่การเดินทางในครั้งนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว อย่างน้อยข้าก็ยังพบร่องรอยของเคเรม”
พูดจบมือหยาบหนาก็เลื่อนไปเปิดกล่องเอเลนผงะไปเล็กน้อยเพราะไอเวทมนต์ที่อัดแน่นอยู่ภายในกล่องล้นทะลักร้อมกับดวงตาสีทับทิมที่เปิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นเมื่อพบเข้ากับหอกสีแดงสดเล่มหนึ่งที่งดงามราวกับงานศิลป์ตัวหอกเป็นสีแดงสดราวกับโลหหิตตลอดทั้งเล่มที่บริเวณใต้ใบหอกผูกผ้าสีดำเอาไว้ผืนหนึ่งแม้กาลเวลาจะผ่านไปแต่ก็ไม่อาจทำให้หอกเล่มนี้หม่นหมองลงได้แม้แต่น้อย
กุหลาบหมื่นโลหิต เกลลันดร้า
แรงค์ S
ประเภท อาวุธ
พลังโจมตี 31500
ความทนทาน 9800 / 9800
ผู้สร้าง เคเรม
เลเวลที่สามารถสวมใส่ 50
เงื่อนไขการสวมใส่ พลหอก อัศวิน
หลังจากปราบมังกรเพลิงวินาศ เกลรุน ร่วมกันกับสหาย เคเรมก็ได้นำกระดูกของมังกรเพลิงวินาศทั้งหมดมาหลอมรวมกันจนกลายเป็นหอกที่มีความทนทนเหนือกว่าโลหะชนิดใดๆและใช้เขี้ยวแก้วหลอมขึ้นเป็นใบหอกก่อนจะนำไปชุบในบ่อโลหิตที่บรรจุเลือดของแวมไพร์บรรพกาลสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดทำให้หอกไม่สามารถปนเปื้อนสีอื่นได้นอกจากสีของเลือด
- เพิ่มพลังโจมตีด้วยทักษะหอก 150%
- เปลี่ยนค่าความเสียหายที่สร้าง 10%ให้กลายเป็นพลังชีวิต
- ได้รับคุณสมบัตินำวิถีเมื่อขว้างหอกออกไป
- เพิ่มขีดจำกัดพลังชีวิต 25000 หน่วย เมื่อสวมใส่
- มีโอกาสสูงที่จะโจมตีอย่างรุนแรงโดยไม่สนใจเครื่องสวมใส่ประเภทป้องกัน/พลังป้องกันของศัตรู
- ในการโจมตีปกติมีโอกาสบางครั้งที่คู่ต่อสู้รวมึตัวผู้ใช้งานจะได้ยินเสียงคำรามของมังกรเพลิงทำให้ไม่สามารถขยับได้ 3 วินาที
- เผ่าพันธ์มังกรที่มีสถานะต่ำต้อยกว่าราชันย์มังกรจะหวาดกลัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์จะเคารพท่านประดุจเทพ
- (รูน) ทักษะ หมื่นโลหิตปะทุ เปลี่ยนค่าพลังชีวิตคู่ต่อสู้ครึ่งหนึ่งให้กลายเป็นระเบิด ระเบิดจะสร้างความเสียหายโดยรอบ(ยกเว้นผู้ที่ถูกใช้เป็นระเบิด)เท่ากับ 300% ของพลังโจมตีตั้งต้น / ระยะหน่วง 10 นาที
- (รูน) ทักษะ ร่างสถิตมังกรเพลิง ค่าสถานะพื้นฐานทุกชนิดเพิ่มขึ้นทันที 2000 พร้อมกับเพิ่มสถานะทางวิญญาณราชันย์มังกรเพลิง เป็นเวลา 1 นาที / ระยะหน่วง 1 วัน
- (รูน) ทักษะ นิราศหมื่นโลกา กำหนด 1 เป้าหมายขว้างหอกที่แฝงสถานะนำวิถีหอกจะปักลงที่หัวใจของเป้าหมายสร้างความเสียหาย 1000% ของพลังโจมตีแม้เป้าหายจะพยายามหลบแต่หอกจะติดตามเป้าหมายอย่างไม่ลดละจนกว่าจะสร้างความเสียหาย / ระยะหน่วง 1 ชั่วโมง
สุดยอดผลงาน ไม่มีอะไรจะบรรยายสรรพคุณของหอกได้ดีเท่ากับคำคำนี้อีกแล้วไม่ว่าจะเป็นพลังโจมตีที่เหนือจินตนาการพลังแฝงที่สูงล้ำและทักษะเรียกใช้สุดโกงทั้งสาม เกลลันดร้าทำให้ซันโทเรียนแรงค์ S ที่เขาภาคภูมิใจกลายเป็นของเด็กเล่นในพริบตาความภาคภูมิใจของเขาพังครืน
เมื่อได้เห็นใบหน้าห่อเหี่ยวของเด็กหนุ่มก็ทำเอาเรกิลอดอยิ้มไม่ได้หากเป็นตัวเขาเองในสมัยหนุ่มเมื่อต้องประจักษ์กับหนึ่งในสุดยอดผลงานของช่างตีเหล็กในตำนานก็ไม่แปลกใจนักที่จะรู้สึกว่าผลงานของตัวเองช่างต่ำต้อย
เด็กหนุ่มถอนหายใจก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหอกด้วยใบหน้าเฉยเมยก่อนที่เรกิลจะเผยใบหน้าตกตะลึง เพราะอะไรน่ะหรือก็หอกเกลลันดร้ามีน้ำหนักมากถึง 1000 กิโลกรัมต้องมีค่าพะละกำลังอย่างน้อย 1500 แต้มจึงจะพอยกมันขึ้นขนาดเขายังต้องอาศัยกระเป๋าที่สลักรูนลดน้ำหนักในการเคลื่อนย้ายเจ้าด็กตรงหน้าไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ไหนมาจงสามารถพลิกเกลลันดร้าไปมาราวกับถือขนนก
ที่เรกิลไม่ทราบนั่นก็คือร่างกายเอเลนนั้นไม่ได้อาศัยอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงเดียวกันแต่กลัต้องแบกรับแรงโน้มถ่วง 10 เท่าอยู่ตลอดเวลาและไม่สามารถใช้อุปกรณ์ในการช่วยลดน้ำหนักได้ แรงน้ำถ่วงที่เพิ่มนั้นไม่ได้รับรวมเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับหรือแม้แต่อาวุธเอเลนกลับรู้สึกว่าเกลลันดร้าเบาราวกับกิ่งไม้แห้ง
หลังจากพลิกไปหลิกมาโดยที่เจ้าของไม่ได้ว่าอะไรดวงตาสีทับทิมที่เฉยเมยพลันเปลี่ยนเป็นแหลมคมแรงกดดันถูกแผ่ออกมาจากร่างโดยไม่รู้ตัวจนเรกิลที่ยืนใกล้ยังต้องผงะเดินถอยหลังก่อนที่เด็กหนุ่มจะเหยียดขาข้าหนึ่งไปด้านหน้าพร้อมกับเฉียงหอกลงกับพื้นท่วงท่าจรดหอกเทพสงคราม
อึก
เรกิลพลันกลืนน้ำลายเอเลนที่เขากำลังเห็นอยู่ตอนนี้แตกต่างกับเด็กหนุ่มช่างฝีมือที่ท่าทางไร้พิษสงขนาดเขาแม้จะไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาแหลมคมสีทับทิมคู่นั้นก็รู้สึกเหมือนกับกำลังถูกจ้องโดยพญามัจุราชต้องโทษที่เซเลสเทียร์สอนเด็กหนุ่มมาดีเกินไปลำพังแค่ท่าเตรียมพุ่หอกก็มีแรงกดดันมากพอจะปลิดชีวิตคนธรรมดาได้เพียงแค่สบตา
ความเงียบงันก่อตัวขึ้นครู่หนึ่งเอเลนจินตนาการว่าหากตนพุ่งหอกออกไปในตอนนี้จะสามารถสร้างความเสียหายได้ในระดับเหนือจินตาการก่อนที่จะรู้สึกตัวว่ากำลังทำให้เรกิลลำบากใจก็รีบสลายแรงกดดันเสียดื้อๆพร้อมกับว่าเกลรันดร้าเอาไว้ที่เดิม
“เป็นหอกที่ดีมากครับ ไม่คิดเลยว่าเคเรมจะเติบโตไปเป็นช่างตีเหล็กที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้”
เอเลนกล่าวชื่นชมออกมาจากใจสารภาพตามตรงว่าครั้งแรกที่เขาได้พบกับหนึ่ในผลงานของเคเรมอย่าซันโทเรียน เด็กหนุ่มไม่ได้ประทับใจในตัวช่างตีเหล็กในตำนานผู้นี้เข้าขั้นว่าดูถูกเลยก็ยังได้แต่กลายเป็นว่าเขากำลังมองช่างตีเหล็กในตำนานเพียงด้านเดียวน่าเสียดายที่เคเรมมีชื่อเสียงแค่ในวงแคบๆเท่านั้นแม้จะฝากสุดยอดผลงานไว้มากมาย
“นี่เอ็งเป็นใครกันแน่”
เรกิลที่สงบสติอารมณ์พลันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ตอนนี้เขาไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่าเอเลนคือคลาสช่างฝีมือแต่กลับเชื่ออย่างสนิทใจว่าเด็กหนุ่มคือคลาสสายต่อสู้เพียงท่าจรดหอกพื้นๆกลับบอกอะไรได้มากมายเรกิลกล้าเอาเงินที่มีทั้งหมดเดิมพันได้เลยว่าเอเลนคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญการใช้หอกที่ดีที่สุด
เมื่อได้ยินคำถามเอเลนก็พลัน้กาแก้มด้วยใบหน้าเขินอายก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ก็แค่ช่างฝีมือธรรมดาๆเอง”
...
เรกิลไม่เชื่อคำที่เอเลนพ่นออกมาแล้วมองว่ามันเหลวไหลก่อนจะเบิกตาโพร่งอีกครั้งเมื่อเอเลนควักเอาค้อนออกมาพร้อมกับพูดอะรับความว่างเปล่าสองสามคำ ที่น่ากลัวก็คือมวลอากาศที่เอเลนคุยด้วยนั้นสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่เอเลนจะยึกขึ้นได้ว่าเรกิลนั้นมองไม่เห็นภูติ
“ไม่เอาน่าสลามันเดอร์ โนม อย่าเสียมารยาทกับแขกสิ”
เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มก่อนที่ภูติตัวน้อยทั้งสองจะมอบพรให้คนแคระเฒ่าสามารถมองเห็นพวกตนได้ เรกิลแม้จะแก่ชราแต่ตาไม่ได้มืดบอกและไม่ได้ไร้ความรู้เมื่อมองเห็นตัวคลื่นพลังเวทมนต์ของสิ่งมีชีวิตประหลาดทั้งสองดรอฟว์ผู้มากประสบการณ์ก็สามารถจำแนกชนิดได้ในทันที
“แม่เจ้าโว้ย นี่เอ็งเป็นผู้ใช้ภูติ”
เอเลนยิ้มอย่างเขินอายก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“ก็...หนึ่งในนั้นก็ใช่อยู่หรอก”
พูดจบโนมก็ถือวิสาสะแก้ไขเตาหลอมของบ้านเรกิลเสียใหม่เพื่อรองรัพลังของสลามันเดอร์ ก่อนที่ภูติอัคคีตัวน้อยจะจุดไฟ ดรอฟว์ชราที่ค่าความต้านไฟอยู่ในระดับสูงยังต้องผงะผิวหนังด้านที่ไม่รับรู้ความร้อนมาหลายปีพลันรู้สึกแสบขึ้นมาก่อนที่เอเลนจะหยิบกระดูมอนสเตอร์เข้าไปในกองไฟชายชราเห็นดังนั้นก็ตาเบิกโพร่ง
“อ เอ็งกำลัทำอะไรขืนใช้ไฟแรงขนาดนั้นวัสดุมันจะ...”
“ผมเป็นคนเรียนรู้เร็วน่าลุง”
เอเลนรับคำยิ้มๆก่อนที่จะเหยียบเครื่องเป่าลมด้วยความเร็วพอเหมาะในครั้งเดียวซึ่งไม่ใช่วิสัยของช่างตีเหล็กทั่วไปในการรับมือกับวัสดุที่ไม่รู้จัก แต่เมื่อกระดูกมอนเอตร์นั้นร้อนจนเปลี่ยนเป็นสีส้มเอเลนก็ใช้คีมดึงมันออกมาทันที
“ส สมบูรณ์แบบ”
ความแม่นยำในการทำงานของเอเลนทำให้เรกิลประทับใจมาก น้อยคนนักที่จะสามารถควบคุมความร้อนได้อย่างเหมาะสมกับชนิดของวัสดุ เอเลนดึงกระดูกมอนสเตอร์ออกมาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดก่อนจะระมนวดทุบด้วยค้อน
เคร้งๆ
ราวกับเคเรมทำงานด้วยตนเองใช้เวลาเพียงไม่นานในที่สุดกระดูมอนสเตอร์ก็กลายเป็นวัสดุที่ใช้สำหรับตีเหล็กพลังเวทมนต์ที่แฝงอยู่ไม่รั่วไหลออกมาแม้แต่น้อยก่อนที่ขั้นตอนสุท้ายจะจบลงด้วยการนำแท่งแร่กระดูกมอนสเตอร์แช่ลงในน้ำเย็น
ซ่า
ไอน้ำฟุ้งกระจายสุดท้ายเอเลนก็สามารถเปลี่ยนกระดูกมอนสเอตร์ให้กลายเป็นแร่สำหรับงานตีเหล็กได้อย่างสมบูรณ์ตามที่ลั่นวาจาไว้เรกิลมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าวัสดุในมือเอลเนนั้นคือขอที่มีคุณภาพสูงทั้งยังแปลกใจที่เอเลนสามารถทำมันได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือชายชราพลันตื่นเต้นราวกับเด็กๆ
“ช่างฝีมือ ที่แท้เอ็งก็คือช่างฝีมือ!!”