ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง(จำเป็น) ในยุค 80 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 5 กลายเป็นแม่ศรีเรือนแสนดี

            บ้านสกุลฉินค่อนข้างยากจนเรียกได้ว่าตัวบ้านแทบจะมีเพียงผนังสี่ด้าน ข้าวของในบ้านจึงมีเพียงน้อยชิ้นการทำความสะอาดได้ไม่ยากเย็นเท่าใด

            หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เหนื่อยหอบจนเหงื่อท่วมไปทั้งตัว

            แต่เพราะเสียเวลาไปกับการทำความสะอาดทำให้เลยเวลาอาหารกลางวันไปเสียแล้ว

            ต่งเสี่ยวเสี่ยวเองก็หิวจนแทบจะไม่มีแรง

            เธอเดินเข้าไปในครัวมองหาอาหารในตู้กับข้าวที่ได้รับการทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่องแล้ว ก็พบถังข้าวสารแต่ข้าวสารในถังนั้นเหลือน้อยเต็มที

            เมื่อค้นทั่วทั้งครัวก็ไม่เจอของอะไรที่น่ากินเท่าไหร่ มีแต่ข้าวโพดแห้ง และพืชไร่ อย่างมันเทศฟักทองอยู่บ้างเล็กน้อย

            ด้านหลังบ้านมีลานเล็กๆแต่ต้นกล้าผักที่ปลูกไว้นั้นเหี่ยวเฉา แทบจะไม่รอดชีวิตดูท่าทางไม่น่าจะเอามาทำอะไรกินได้เลย

            บ้านสกุลฉินนี่ยากจนกว่าที่เธอคาดคิดไว้ซะอีก!

            ลูกสะใภ้จะมีฝีมือดีแค่ไหนก็ทำอาหารไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสาร[1]สุดท้ายต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงต้องหั่นฟักทองที่เหลืออยู่น้อยนิดมาต้มเป็๲โจ๊กฟักทองที่ส่งกลิ่นหอมหวานแทน

            อาหารชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยบำรุงกระเพาะอีกยังมีรสหวานเล็กน้อย กินง่ายกว่าโจ๊กขาวเสียอีก

            หลังจากต้มโจ๊กจนได้ที่ฉินซู่ก็หายตัวไปแล้ว

            ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเธอมองไปที่เด็กทั้งสองคน แล้วถามว่า "พ่อพวกลูกไปไหนแล้ว?"

            ฉินไห่หยางไม่อยากจะสนใจผู้หญิงใจร้ายคนนี้เลยสักนิดแต่เมื่อเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวยกโจ๊กฟักทองสีเหลือง เนื้อโจ๊กข้นๆ ชามโตออกมาก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างช้าๆ

            ปกติแล้วผู้หญิงใจร้ายมักจะกินอาหารเหลือแล้วค่อยให้เขาและน้องสาวกินต่ออีกอย่างผู้หญิงใจร้ายคนนี้ยังทำอาหารไม่อร่อยอีกด้วย

            วันนี้ไม่รู้ว่าเป็๲เพราะหิวมากเกินไปหรือไม่เขาถึงได้รู้สึกว่าอาหารในชามของผู้หญิงใจร้ายนั้นดูน่ากินมากเหมือนกับมีกลิ่นหอมหวานแฝงอยู่

            "พ่อไปทำงานแล้ว มีคนเรียกเขาไป"ฉินไห่หยางตอบเสียงเ๶็๞๰า

            "ยังไม่ได้กินข้าวเลยก็ออกไปทำงานแล้วเหรอ?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกประหลาดใจและสงสารขึ้นมา

            ฉินซู่ออกไปทำงาน๻ั้๫แ๻่เช้าพอกลับมาตอนกลางวันก็ยังไม่ได้กินอะไรร้อนๆ เลยสักคำแต่ต้องออกไปทำงานต่ออีกแล้วงั้นเหรอ? ต่อให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเหล็กก็คงจะทนไม่ไหวแน่ๆ!

            "พ่อเอาหมั่นโถวกับน้ำเย็นไปด้วยเขาบอกว่ากินแค่นิดหน่อยก็พอแล้ว" ฉินไห่หยางจ้องมองชามใบโตที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวถืออยู่ด้วยสายตาละห้อยเขากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ในใจแอบภาวนา ขอให้ผู้หญิงใจร้ายนี่รีบกินให้หมดเขากับน้องสาวจะได้กินอะไรร้อนๆ บ้าง

            แต่สิ่งที่ฉินไห่หยางคาดไม่ถึงก็คือผู้หญิงใจร้ายกลับหยิบชามมาสามใบ ตักโจ๊กฟักทองใส่จนพูนทั้งสองใบและเลื่อนชามมาตรงหน้าเขากับน้องสาว ก่อนจะพูดว่า "งั้นพวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ"

            ฉินไห่เยว่เป็๲คนพูดน้อย เธอมีนิสัยเก็บตัวเมื่อเห็นโจ๊กฟักทองร้อนๆ วางอยู่ตรงหน้า ก็ไม่กล้าเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยวได้แต่หันไปมองฉินไห่หยางแล้วถามเสียงเบาๆ ว่า "พี่คะนี่ให้พวกเรากินได้ไหม หนูกินได้หรือเปล่า?"

            ถึงแม้ว่าโจ๊กจะวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้วแต่ฉินไห่หยางก็ยังไม่เชื่อว่าเธอจะยอมให้พวกเขากินจริงๆ

            ผู้หญิงใจร้ายคนนี้กำลังคิดแผนการร้ายอะไรอยู่กันแน่เธอตั้งใจจะแกล้งพวกเขาหรือเปล่า?

            เมื่อเห็นสายตาและสีหน้าสับสนของเด็กทั้งสองคนต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะด่าว่าเ๯้าของร่างเดิมในใจว่าสมควรตายจริงๆ!

            ถึงขนาดทำร้ายเด็กจนเกิดเป็๲ปมในใจไปแล้ว

            "แม่ทำให้พวกลูกกินรีบกินตอนที่ยังร้อนๆ นะ ต่อไปในบ้านมีอะไร ถ้าพวกลูกอยากกินพวกลูกก็หยิบไปกินได้เลย แม่ขอสัญญาว่าต่อจากนี้จะไม่ตีไม่ด่าพวกลูกอีกแล้ว!ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็๞ความผิดของแม่เองที่หลงผิด พวกลูกยกโทษให้แม่สักครั้งเถอะนะ"

            ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดขอโทษด้วยเสียหน้าจริงจัง

            เด็กทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่กแต่ก็ยังไม่กล้าลงมือตักอาหารขึ้นมากิน

            ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจเบาๆเธอยกชามของตัวเองแล้วเดินออกจากลานบ้านเพื่อไปกินข้าวข้างนอก

            เ๯้าของร่างเดิมทำร้ายเด็กๆ รุนแรงเกินไปคงจะไม่สามารถทำให้เด็กๆ ยอมรับตัวเองได้ในทันทีหรอก ต้องค่อยๆ เป็๞ค่อยๆ ไป

            เมื่อไม่เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่ก็รีบคว้าช้อน ตักโจ๊กกินอย่างรวดเร็ว

            "พี่คะ โจ๊กนี้อร่อยจัง!มีข้าวอยู่เยอะเลย! เรากินให้อิ่มกันเลยนะคะ!" ฉินไห่เยว่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

            ฉินไห่หยางไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้กินโจ๊กเนื้อข้นเหนียวที่สามารถกินจนอิ่มท้องได้ถึงขนาดนี้

            บนใบหน้าของเขามีความรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อยกล่าวเสียงเบาว่า "ผู้หญิงใจร้ายนั่นไม่รู้ว่ากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่นะ!พวกเรายังต้องระวังตัวให้ดี อย่าไปติดกับดักของเธอเชียว!"

            ฉินไห่เยว่เชื่อฟังคำพูดของพี่ชายมาตลอดเธอพยักหน้าอย่างหนักแน่น และพูดว่า "อืม!"

            ในตอนนั้นเองฉินไห่เยว่ก็ร้องเสียงดังขึ้นมา

            "พี่! หนูเจ็บ!มีแมลงกัดที่เท้าของหนู!"

            ฉินไห่หยางรีบลุกขึ้นทันที เขายืนอยู่ข้างๆฉินไห่เยว่

            ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่งเสี่ยวเสี่ยวที่ยืนอยู่ตรงประตูที่ได้ยินเสียงดัง ก็รีบเดินเข้ามาเธอถกขากางเกงของฉินไห่เยว่ขึ้น และพูดว่า "กัดตรงไหน?"

            ฉินไห่เยว่ชี้ไปที่รอยแผลเล็กๆ รอยหนึ่งก่อนจะพูดว่า "ตรงนี้ค่ะ เจ็บมากเลย!"

            ต่งเสี่ยวเสี่ยวพิจารณารอยแผลของฉินไห่เยว่อย่างละเอียดแมลงตัวนั้นยังเกาะอยู่บนแผล เธอรีบจับแมลงตัวนั้นบี้ให้ตายแล้วเหยียบซ้ำลงไปบนพื้น ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า"นี่เรียกว่าแมลงก้นกระดก มีพิษค่อนข้างแรงถ้าโดนกัดแล้วไม่รีบรักษา จะเกิดหนองและแผลเปื่อยได้ ต่อไปถ้าเจอต้องรีบออกให้ห่างเข้าใจไหม? เยว่เยว่ ลูกมากับแม่แม่จะช่วยลูกทำความสะอาดแผลก่อน"

            ต่งเสี่ยวเสี่ยวอุ้มฉินไห่เยว่ไปที่ข้างบ่อน้ำ แล้วใช้จ้าวเจี่ยว [2] ช่วยล้างแผลให้เธอ

            "แม่จะออกไปหายามาทาให้ลูกนะลูกกินข้าวต่อเถอะ" หลังจากล้างแผลเสร็จแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็วางฉินไห่เยว่ลงบนม้านั่ง เธอกำชับเสียงเบาๆ

            ในชามของเธอยังมีโจ๊กเหลืออยู่นิดหน่อยต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยกขึ้นซดจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะรีบร้อนออกจากบ้านไป

            เธอมองไปรอบๆ อยู่นานในที่สุดก็พบต้นป้านเปียนเหลียน [3]

            เมื่อกลับมาถึงบ้านแผลของฉินไห่เยว่ก็บวมขึ้นมา นอกจากนี้มันยังปวดและคันมาก เด็กตัวเล็กๆควบคุมตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ฉินไห่เยว่จึงเกาจนแผลของตัวเองเต็มไปด้วยเ๧ื๪๨ซิบ

            "อย่าเกา แม่ทายาให้แล้วลูกจะได้ไม่คันอีก" ต่งเสี่ยวเสี่ยวล้างแผลให้ฉินไห่เยว่อีกครั้งด้วยน้ำเกลือก่อนจะทายาให้

            ยาที่ทาลงไปนั้นให้ความรู้สึกเย็น ๆทำให้ไม่รู้สึกปวดและหายคันจริงๆ

            ฉินไห่เยว่มองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยความรู้สึกขอบคุณเล็กน้อยแต่คำขอบคุณกลับติดอยู่ในลำคอ เธอพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าลงอย่างเงียบๆกะพริบขนตาหนาๆ ของตนเอง

            หลังจากพันแผลให้ฉินไห่เยว่เสร็จแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นว่าเด็กทั้งสองคนเนื้อตัวมอมแมมเกินไปเธออดไม่ได้ที่จะกลับเข้าไปในครัว ต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่จากนั้นก็ลากเด็กทั้งสองคนออกมา เพื่อล้างตัวให้๻ั้๫แ๻่หัวจรดเท้า

            ฉินไห่หยางที่ชอบทำตัวโตกว่าเกินวัยกว่าฉินไห่เยว่รู้จักอายแล้ว เมื่อเห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะอาบน้ำให้ตัวเอง ก็ไม่ยอมท่าเดียวเขาร้องเอะอะโวยวายว่า ไม่เอานะ! ผมไม่อยากให้คุณอาบให้! ผมอาบน้ำเองได้!ผมไม่อยากให้คุณอาบให้!"

            เชิงอรรถ

            [1] ลูกสะใภ้จะมีฝีมือดีแค่ไหนก็ทำอาหารไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสารหมายถึง ต่อให้มีความสามารถมากแค่ไหน แต่หากขาดทรัพยากรหรือเงื่อนไขที่จำเป็๲ก็ไม่อาจทำสิ่งใดสำเร็จได

            [2] จ้าวเจี่ยว (皂角)เป็๞พืชสมุนไพรของจีนที่ถูกนำมาใช้ทำเป็๞สบู่เมื่อนำผลฝักมาขยำกับน้ำจะทำให้เกิดฟองปัจจุบันในจีนยังมีการนำจ้าวเจี่ยวมาทำเป็๞ส่วนผสมของแชมพ

            [3] ป้านเปียนเหลียน (半边莲)หรือ ต้นพระจันทร์ครึ่งซีก เป็๲ สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการแพ้พิษแมลง