บทที่ 14 ัซ่อนพยัคฆ์ซุ่มอยู่ด้วยกัน
ตกเย็นหลินอี้เสวียนลงมือทำอาหาร ขณะที่จินซูอยู่ในห้องกำลังแกะเครื่องเล่นเทปพกพาด้วยท่าทางใจลอย ผัดกะหล่ำปลีใส่ไส้เดือน ฝีมือหลินอี้เสวียนยังคงติดอยู่ในใจเธอราวกับเงา เธอกลัวเหลือเกินว่าเขาจะยกอาหารหน้าตาประหลาด ๆ แบบนั้นมา
ใบหน้าหลินอี้เสวียนเ็า พูดน้อย ไม่มีสีหน้าล้อเล่น แถมน้ำเสียงยังเคร่งขรึม ทำให้คนอื่นเดาไม่ถูกว่าเขาล้อเล่นหรือพูดจริง จินซูอดคิดไม่ได้ว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น ซ่อนจิติญญาของเด็กชายเอาไว้ ที่แท้พ่อของอี้เซินเป็คนแบบนี้นี่เอง...
“อาหารเสร็จแล้ว” หลินอี้เสวียนเคาะประตู มองอะไหล่ที่กองอยู่บนโต๊ะ “้าให้ฉันช่วยไหม”
“คุณซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็ด้วยเหรอ” จินซูถาม
“ไม่เป็ แต่ฉันเคยซ่อมรถหุ้มเกราะที่ใช้ไฟฟ้า หลักการคงคล้าย ๆ กัน”
“คุณไม่ได้จบจากโรงเรียนทหารใช่ไหม” จินซูถาม หลินอี้เสวียนพยักหน้า
“ตอนเรียนมหาลัยปี 1 ผมสมัครเป็ทหารเกณฑ์ 2 ปี อยู่แผนกซ่อมรถยนต์ กองลาดตระเวน แล้วยังไปเลี้ยงหมูที่กองครัวอีก จากนั้นก็ได้เป็นายทหาร จนถึงทุกวันนี้” ดวงตาของจินซูเบิกกว้างด้วยความใ ประวัติที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงไปด้วยข้อมูลมากมาย
คนที่รู้เื่กองทัพสักหน่อยจะรู้ว่า ประวัติเพียงประโยคเดียวของเขานั้น แทบจะเป็ตำนานเลยก็ว่าได้คนอื่นอยากเลียนแบบก็ยาก เรียนจบจากวิทยาลัยทหารก็เป็ทหารไม่แปลก แต่หมอนี่ได้เป็ทหารจากการเลื่อนขั้นสมัยเป็ทหารเกณฑ์ตอนเรียนมหาลัย
ภายในเวลาเพียงสองปี อย่างน้อยต้องได้เหรียญกล้าหาญชั้นสาม สองเหรียญ หรือเหรียญกล้าหาญชั้นสองหนึ่งเหรียญถึงจะทำได้ ซึ่งแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
ไม่แปลกใจเลยที่ชาติที่แล้วเขาจะไต่เต้าไปถึงตำแหน่งนั้นได้ ความสามารถส่วนตัวของเขาไม่ธรรมดาจริง ๆ อวี้จินซูพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“จากแผนกซ่อมรถยนต์ไปกองลาดตระเวน ฝีมือการทหารต้องแข็งแกร่งมากแน่ ๆ ถึงทำได้ คนที่เข้าไปกองลาดตระเวนได้ต้องเป็ทหารระดับหัวกะทิ แต่จากกองลาดตระเวนกลับถูกส่งไปเลี้ยงหมูที่กองครัว… นายไปก่อเื่อะไรมา” หมอนี่ต้องเป็ตัวแสบแน่ ๆ
“ไอ้… ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร” ก็แค่ต่อยผู้นำ เลยโดนทำโทษน่ะสิ เื่แบบนี้ หลินอี้เสวียนไม่มีทางพูดออกไปเด็ดขาด โดยเฉพาะต่อหน้าเธอ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็ต้องรักษาหน้าไว้บ้าง
“เลื่อนขั้นจากตำแหน่งพ่อครัวเนี่ยนะ ยิ่งกว่าเื่โกหกอีก คุณไปสร้างผลงานอะไรไว้เนี่ย ไม่มีทางเป็เื่เลี้ยงหมูแน่ ๆ งั้นฉันหวังว่าคุณคงได้ลุยเดี่ยวไปทลายรังแก๊งอาชญากรรมมาหรอกนะ แก๊งธรรมดาก็คงไม่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสองหรอก หรือว่าคุณไปถล่มรังแก๊งค้ายาเสพติดมาล่ะ” สีหน้าของหลินอี้เสวียนบอกกับเธอว่า เธอเดาถูกแล้ว
“คุณรู้อะไรพวกนี้มาจากไหนกัน” หลินอี้เสวียนประหลาดใจมาก เื่ราวพวกนี้ของเขา แม้แต่คนในครอบครัวก็ยังไม่รู้แล้วเพื่อนบ้านจะไปรู้ได้ยังไง จินซูชี้ไปที่หัวของเธอ
“ในยามสงบ การจะสร้างผลงานชิ้นใหญ่ได้ ก็มีแค่ไม่กี่อย่างหรอก คิดตามหลักเหตุผลนิดหน่อยก็เดาได้แล้ว” ทหารที่ทั้งเก่งกาจ และมีบุคลิกโดดเด่นแบบนี้ หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ถ้าเธอเป็ผู้บังคับบัญชา เธอก็ชอบเขาเหมือนกัน
เมื่อรวมกับผลงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ จินซูเดาว่าอีกไม่นานเขาก็จะต้องได้รับการเลื่อนขั้นอีกแน่นอน
ชาติที่แล้วเขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นั้แ่อายุยังน้อย อีกสิบกว่าปีข้างหน้าเขาต้องสร้างผลงานอันน่าทึ่งได้อีกมากมายแน่นอน ลูกอ๊อดที่เธอเลือกเองกับมือ กลับกลายเป็ว่ามาจากผู้วิเศษในตำนานเช่นนี้ อวี้จินซูก็อดรู้สึกภูมิใจไม่ได้
ไม่น่าแปลกใจที่ลูกสาวของเขายอดเยี่ยมขนาดนี้ พ่อแม่ต่างก็มีพันธุกรรมที่แข็งแกร่ง เด็กจะอ่อนแอได้อย่างไร
“เสี่ยวเหม่ย ความคิดของคุณมันช่างแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งพอที่จะรั่วไหลความลับเลยล่ะ” หลินอี้เสวียนรู้สึกประทับใจในความฉลาดหลักแหลมของเธอ ใน่เวลาสั้น ๆ เธอสามารถคิดได้มากมายขนาดนี้ แล้วแต่ละอย่างล้วนถูกต้องทั้งหมด
นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปทำได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการตรวจสอบประวัติทางการเมืองก่อนแต่งงานที่เข้มงวด เขาคงสงสัยไปแล้วว่าเธอเป็สายลับแฝงตัวเข้ามาหรือเปล่า
“เก็บความสงสัยของคุณไว้เถอะ ฉันเป็คนดีไปกันเถอะ กินข้าวกัน” หลินอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้น เธออ่านใจเขาได้หรืออย่างไร ถึงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
มื้อเย็นหลินอี้เสวียนผัดกับข้าวสี่อย่าง ได้แก่ หมูผัดซอสหวาน ปลานึ่งเต้าหู้ เต้าหู้ผัดซอสแดงขาว และผัดผักกาดขาว อาหารจานหลักคือบะหมี่ซอส ขึ้นรถกินเกี๊ยว ลงรถกินบะหมี่ ล้วนเป็อาหารขึ้นชื่อของปักกิ่ง
เขาทำอาหารได้ไม่เลว ฝีมือคงไม่ทิ้งเปล่าเวลาที่เคยอยู่กองเสบียง ผักกาดขาวก็ไม่มีไส้เดือน อวี้จินซูทานอย่างพอใจมาก เธอเป็คนที่ค่อนข้างเื่มาก ลิ้มลองอาหารรสเลิศมามากมาย ก็ยังรู้สึกว่าสู้ฝีมือตัวเองไม่ได้
งานเธอยุ่งมากจนไม่มีเวลาทำอาหาร จนเกือบจะเบื่ออาหารที่ต้องออกไปทานข้างนอก ไม่นึกเลยว่าหลินอี้เสวียนจะทำอาหารถูกปากเธอได้ขนาดนี้ จินซูมองเขาด้วยสายตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“ทำไมผมรู้สึกว่าสายตาที่คุณมองมันแปลก ๆ ” หลินอี้เสวียนคีบกับข้าวให้เธอ เอ่ยถามความสงสัยในใจ ั้แ่ที่เธอคาดเดาประวัติของเขาได้ เขาก็รู้สึกว่าสายตาที่เธอมองเขานั้นช่างแปลกไปเล็กน้อย
“แปลกยังไงล่ะ” จินซูถาม
“เหมือนกับ... กำลังดูพ่อพันธุ์หมู” หลินอี้เสวียนครุ่นคิด ตอนที่เขาอยู่กองเสบียงเลี้ยงหมู พี่เลี้ยงที่คัดเลือกพ่อพันธุ์หมูที่ถูกใจ ก็ใช้สายตาแบบนี้มอง
“แค่กๆๆ!!” จินซูสำลัก ต้องมาสำลักบะหมี่เป็ครั้งแรกในชีวิต เกือบจะเสียกิริยาพ่นเส้นบะหมี่ออกทางรูจมูก
“ตอนฉันกินข้าว อย่าพูดอะไรแปลก ๆ แบบนี้อีกนะ!” อวี้จินซูโกรธจัด น้ำตาไหลพราก หน้าตาไม่น่าดูเอาเสียเลย สุดท้ายก็สำลักบะหมี่ออกมาจนได้ ความคิดเล็ก ๆ ถูกจับได้แบบนี้ ใครจะไม่โกรธกันล่ะ
“ก็คุณมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ ก่อนนี่...” หลินอี้เสวียนรู้สึกว่าตัวเองถูกใส่ร้าย อวี้จินซูคิดในใจ ต่อไปนี้ต่อหน้าเขาต้องควบคุมสีหน้าให้ดี เขานี่ช่างสังเกตจริง ๆ
หลังอาหาร หลินอี้เสวียนอาสาจะล้างจาน จินซูเห็นเขาใช้มือข้างเดียวล้างจานก็รู้สึกสงสาร จึงอยากจะช่วย แต่กลับถูกเขาผลักออกมาจากห้องครัว
“ครัวไม่เรียบร้อย แล้วจะไปเรียบร้อยเื่อื่นได้อย่างไร” เขายืนถือฟองน้ำล้างจาน หน้าตาดูจริงจัง
“ก็ได้ เชิญคุณทำไปเถอะ” เธอไม่ชอบล้างจานเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ในเมื่อมีคนอยากทำ เธอก็ยินดี จินซูที่ว่างจากการล้างจาน จึงไปที่ห้องของซุนอิง ป้อนข้าวให้เธอเสร็จ ก็ป้อนน้ำเต้าหู้ตามเดิมทุกวัน
หลินอี้เสวียนที่เพิ่งล้างจานจนห้องครัวสะอาดเอี่ยมอ่อง เดินมาเห็นเข้าก็ชะงักไป
“คุณป้อน... น้ำเต้าหู้เหรอ” บนเตียงซุนอิงรู้สึกราวกับดอกไม้ไฟผลิบานในใจ ลูกชายจ๋าช่วยแม่ด้วย…
การรู้ว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่และกลับมาอย่างปลอดภัยทำให้ซุนอิงดีใจจนเนื้อเต้น แม้จะนอนอยู่บนเตียง แต่เธอก็ได้ยินบทสนทนาของลูกชายกับลูกสะใภ้ชัดเจน
เมื่อได้ยินลูกชายเข้าข้างลูกสะใภ้ ซุนอิงก็รู้สึกสุขใจเธอเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่คนน้อง นี่มันคู่ที่เกิดมาเพื่อกันและกันชัด ๆ สำหรับซุนอิงแล้ว วันนี้นับเป็วันที่สมบูรณ์แบบ ยกเว้นน้ำเต้าหู้ที่ลูกสะใภ้ยื่นให้…
ลูกชายรู้ดีว่าเธอไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้ ซุนอิงจึงฝากความหวังไว้กับลูกชาย รีบห้ามลูกสะใภ้เื่น้ำเต้าหู้เถอะ แม่รับมือไม่ไหวแล้ว
“เอ่อ คุณหมอบอกว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ ในปริมาณที่พอเหมาะ จะเป็ผลดีต่อเธอนะ”
“โอเค งั้นฟังหมอละกัน” ความหวังของซุนอิงพังทลาย แต่เธอยังไม่ทันจะสิ้นหวัง ลูกชายสุดที่รักก็เริ่มลงมือ
“นี่มันอะไรเหรอ" จินซูถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นหลินอี้เสวียนหยิบสมุดออกมา
“ภาพตำแหน่งจุดฝังเข็มที่หมอทหารวาดไว้อาจจะช่วยแม่หายได้ แต่หมอทหารบอกว่า การนวดเปิดเส้นลมปราณอาจจะเจ็บนิดหน่อย”
“คุณเรียนนวดมาเหรอ”
“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ตอนแม่หมูคลอดผมก็เคยไปนวดท้องให้ หลักการคงคล้าย ๆ กันมั้ง” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตอบกลับมา
ซุนอิงถึงกับมองบน ทั้งสองเื่นี้มันไปเกี่ยวกันได้ยังไงเนี่ย สมองเลิศล้ำทั้งคู่เลยนะ