ตอนที่ 61 มิติภูเขาศตวรรษ
ห้วงเวลาอันเงียบงันไร้ซุ่มเสียงจากตัวแท่นประลองก็บังเกิดเสียงสายหนึ่งดังก้องไปมา "การประลองจบแล้วศึกนี้เจ้าชนะ" ทันทีที่เปล่งคำออกไป ฝูงชนต่างเบิกตาโพลงกว้างล้วนอยู่ในอาการสับสน เป็นเวลาอยู่นานโขที่ไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆจากแท่นประลองทั้งที่เห็นอยู่ตำตาว่าพวกเขากำลังสนทนากันอยู่
"เกิดสิ่งใดขึ้น!? การประลองจบแล้วรึ!??"
"ใครชนะ??"
"ผู้ใดได้ชัย?!!"
การถกเถียงบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันราวกับคลื่นระลอกใหญ่ ผู้คนจากสามตระกูลใหญ่ล้วนปรากฏใบหน้าบิดเบี้ยว ทุกสายตาต่างเป็นประจักษ์ว่าปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวกับกาติรัสอย่างแน่นอน เป็นชัยชนะของชายหนุ่มคนนั้น ทว่า ใบหน้าของคนจากสามตระกูลใหญ่ยังคงมีความกังขาอยู่ไม่น้อยถึงกระนั้นก็ไม่กล้าปริปากอันใดออกมาราวกับเกรงบารมีของเหล่าปรมาจารย์
ปรมาจารย์ฝู่ชิงกระแอมเบาๆ เสียงทั่วทั้งลานประลองที่กำลังดังกระหึ่มพลันเงียบสงบลง สองแววตาอันคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวกวาดมองไปทางเหล่าผู้ชมด้วยใบหน้าขึงขังก่อนเอ่ยกล่าวอย่างหนักแน่น "เห็นอยู่บนแท่นประลองกี่คน มันก็ชนะกันหมดทุกคนนั่นแหละ"
ราวกับคำตอกย้ำ ทุกสายตาต่างกวาดมองเหล่าบุคคลที่ยังคงอยู่บนแท่นประลอง ภาพเบื้องหน้าล้วนเป็นประจักษ์ สามสตรี สี่บุรุษ จำนวนนั้นมีมากถึงเจ็ดคน ตามประสงค์ของการจบการประลองผู้ชนะจะมีได้เพียงแค่ 5คนเท่านั้น ฝูงชนต่างแสดงสีหน้างุนงง ปรมาจารย์ฝู่ชิงที่เพิ่งจะกล่าวย้ำไปจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "การประลองจบแล้วผู้ชนะมีอยู่เจ็ดคน" น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับดังกึกก้องทั่วทั้งลานประลองราวกับกู่ตะโกน
ภายใต้ความเงียบงันราวกับป่าช้า ผู้นำตระกูลเสียวพลันลุกพรวดขึ้นก่อนแผดเสียงอย่างสุดแรง "ช่างไม่ยุติธรรม! ทำไมผู้เข้ารอบมีมากถึงเจ็ดคน!!"
ราวกับสุนัขคิดท้าทายอำนาจของราชสีห์ ปรมาจารย์ฝู่ชิงพลันคิ้วขมวดเป็นปม ผู้คนต่างยอมรับเขาว่ามีอำนาจสูงส่งทัดเทียมกับท่านเทพมนุษย์ เนื่องด้วยนักอักขระระดับกลางที่มีเพียงผู้เดียวในดินแดนมนุษย์กระทั่งท่านเทพมนุษย์ยังมิอาจเข้าใจแม้กระทั่งอักขระระดับต่ำ ต่อให้หลายสิบปีมานี้ที่ปรมาจารย์ฝู่ชิงได้เร้นกายไม่ปรากฏออกมาต่อหน้าฝูงชน ชายชรายังคงถูกกล่าวขานในฐานะผู้อยู่บนความยุติธรรมอย่างที่สุด ทุกคำกล่าวล้วนได้รับการไตร่ตรองและยุติธรรมทั้งสิ้น
ใบหน้าเฉยชาแปรเปลี่ยนเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนเปรยมองไปทางผู้นำตระกูลเสียว "การตัดสินของข้าไม่ยุติธรรมเช่นนั้นรึ?"
ผู้นำตระกูลเสียวพลันขนลุกชูชันทั่วทั้งร่าง ยากจะสงบสติอารมณ์ต่อหน้าผู้คนจากแดนเทพ มันเป็นคนละระดับกัน!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าปรมาจารย์ของสภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ ตัวตนที่อาจจะล้างบางทั่วทั้งมหาแผ่นดินได้ด้วยตัวคนเดียว ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อพยายามจะกระตุกหนวดเสือ ใบหน้าของผู้นำตระกูลเสียวแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกับกระดาษ
"ขะ...ข้าน้อยมิกล้า" น้ำเสียงนอบน้อมช่างแตกต่างจากเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ต่อให้เป็นผู้นำของหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ก็ไม่หาญกล้าคิดท้าทายผู้คนจากแดนเทพมนุษย์ ผู้นำตระกูลเสียวสงบสติอารมณ์ได้ดังนั้นจึงนั่งลงอย่างจำใจ
ทั่วทั้งลานประลองล้วนเงียบสงัดกระทั่งผู้นำของตระกูลใหญ่ยังไม่กล้าต่อปากต่อคำกับชายชราคนนั้นเลยสักนิด แล้วเหตุใดเล่าที่สามัญชนธรรมดาเช่นพวกเขาจะกล้าปริปากเอ่ยคำ
สิบลมหายใจผ่านไป ลานประลองยังคงเงียบงันดั่งป่าช้า ปรมาจารย์ฝู่ชิงสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างอยู่หมัด สายตาทั้งคู่กวาดมองไปทางเหล่ารุ่นเยาว์ที่นอนแน่นิ่งอย่างหมดสภาพ ภายใต้ประสาทสัมผัสระดับปรมาจารย์ มองปราดเดียวก็ทราบหมดแล้วว่าอาการพวกเขาเป็นยังไง
กาติรัสหันมองไปทางสุดขอบของแท่นประลองปรากฏเป็นมาซูและโนเอล หญิงสาวทั้งสองคนล้วนอยู่ในท่าล้มพับและสีหน้าราวกับกึ่งเป็นกึ่งตาย ทว่า หญิงสาวทั้งสองถูกอุ้มไปโดยมอล แล้วชายหนุ่มคนนั้นหายไปใย? กาติรัสพลันแผ่ซ่านประสาทสัมผัสออกไป แท้จริงแล้ว... มอลตกแท่นประลองไปแล้วซึ่งอยู่ในสภาพหมดสติและน้ำลายฟูมปากอีกด้วย
หลังจากการประลองถูกประกาศให้สิ้นสุดลง ลาซิเฟียจึงค่อยๆคลายฝ่ามือด้วยความรู้สึกผ่อนคลายถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังคงมีความระแวงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
"ฝู่ชิง เจ้าเด็กนั่น..." ปรมาจารย์ยูไคเอ่ยถามขึ้น สองตากวาดมองสามเรือนร่างที่นอนแน่นิ่งหมดสภาพและอยู่ในอาการปางตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโททัชแทบจะกล่าวได้ว่าเนื้อหนังของมันหลุดลุ่ยออกมาทั่วทั้งร่าง ยามได้ครุ่นคิดถึงความทรมานที่มันกำลังลิ้มรสอยู่นั้นพลันให้ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับกำลังถูกคมเขี้ยวของยมทูตเชือดเฉือนให้ตกตายอย่างทุกข์ทรมาน
ปรมาจารย์ฝู่ชิงรู้อยู่แก่ใจ ชายชราเป็นนักอักขระระดับกลาง ความเก่งกาจด้านการรักษาย่อมไม่ต่างอันใดไปจากแพทย์เทวะ! ขอเพียงแค่ยังมีลมหายใจ ไม่ว่าจะอาการสาหัสเพียงใดล้วนไม่คณามือ!!
ปรมาจารย์ฝู่ชิงพยักหน้าเล็กน้อย สองเท้าย่างก้าวเข้าหาโททัชด้วยท่าทีสงบนิ่งพลันดึงดูดทุกสายตาในพริบตา อดไม่ได้ที่จะจ้องมองปรมาจารย์ฝู่ชิงซึ่งกำลังจะทำการบางอย่าง กลิ่นอายของพลังและบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะอธิบายกำลังวนเวียนอยู่รอบตัวของเขา สิบลมหายใจผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว ยามนี้ชายชรามาปรากฏกายอยู่ต่อหน้าโททัชด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
เรือนร่างของชายหนุ่มไม่เหลือสภาพความเป็นคนเลยสักนิด มันเละเทะไปหมด แค่ได้รู้ว่ามันยังมีลมหายใจอยู่ก็น่าเหลือเชื่อมากเกินพอแล้ว หนึ่งมือวางราบบนหน้าอกของโททัช
"ข้าอยู่ตรงนี้แล้วเจ้าหนูลืมเรื่องความตายไปได้เลย" ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยกล่าว น้ำเสียงราบเรียบแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบ่งบรรยายไม่ได้ก่อนปรมาจารย์ฝู่ชิงจะคิ้วเลิกสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ ยามฝ่ามือได้วางราบลงบนหน้าอกของชายหนุ่ม ชายชราก็รู้ได้ทันทีว่าเขายังคงสติไว้ได้อยู่ สิ่งที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ทำให้ฝู่ชิงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในจิตใจ พลังใจช่างกล้าแกร่งนัก!!
"อาาา---โททัช...." มาซูเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หนึ่งมือค้ำจุนก่อนจะพยุงร่างขึ้นมาราวกับแบกขุนเขาอย่างไรอย่างนั้น ความหนักหน่วงของร่างกายและสภาพจิตใจที่เรียกได้ว่าแทบจะแตกสลายไปแล้ว ทันทีที่ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยปากจะรักษาให้ราวกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ปรมาจารย์ฝู่ชิงไม่รอช้าสำหรับคนใกล้ตายทุกวินาทีย่อมมีค่าประหนึ่งชีวิตพลันโคจรพลังเวทย์ในร่างกาย ตัวอักษรบางอย่างก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่างของโททัชราวกับศิลาจารึกประดับร่าง กาลเวลาล่วงเลยไปกว่าสิบนาทีในที่สุดชายชราก็พบกับจุดเชื่อมต่อของพลังเวทย์ อักษรเหล่านั้นพลันเปล่งประกายสีทองเพียงเสี้ยววินาทีก่อนอักษรทั้งหมดจะเลือนหายไป มันเป็นเพียงการรักษาแค่ขั้นต้นเท่านั้น เพียงสามลมหายใจ ร่างกายไร้ผิวหนังพลันปรากฏกลุ่มเนื้อหนังเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆแตกขยายเป็นวงกว้างอย่างเชื่องช้า
โททัชที่ใกล้จะหมดลมหายใจเริ่มรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่เข้ามาในร่างกายอย่างแช่มช้าราวกับทั่วทั้งร่างกำลังฟื้นตัว ไม่รู้สึกถึงความทรมานดั่งตกนรกทั้งเป็นอีกต่อไปกลับสามารถผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในความจริงแล้ว ชายหนุ่มนั้นหมดสติไปทั้งนานแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้มันรับรู้ได้โดยจิตวิญญาณและเมื่อเขาได้ตื่นขึ้นคงคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน
เนื่องด้วยปรมาจารย์ฝู่ชิงที่ได้ทุ่มเทให้กับรุ่นเยาว์ตรงหน้าจนไม่ได้สนใจรอบข้าง ยามได้รู้สึกตัวอีกทีกลับปรากฏอิสตรีนางหนึ่ง เผ้าผมสีดำสยายยาวระเอว ใบหน้ายังสามารถเห็นคราบน้ำตาซึ่งยังแห้งไม่สนิท ทว่า แววตาทั้งสองกลับอาบนองไปด้วยน้ำตาระลอกใหม่ ชายชราเผยยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยกล่าว
"เด็กคนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วแต่ยังต้องใช้เวลาพักฟื้นตัวสักสามวันและอีกสามเดือนเพื่อให้บาดแผลหายสนิท"
สิ้นเสียงของปรมาจารย์ฝู่ชิง มาซูพลันบ่อน้ำตาแตกราวกับสายธาร "ขะ...ขอบคุณมากเลยนะคะ" น้ำเสียงสะอึกสะอื้นจนพูดตะกุกตะกักเว้นช่วงอยู่นานพลางสองมือเช็ดน้ำตาที่ไหลรินไปมา
เพียงสามลมหายใจ มาซูกลับร้องไห้ฟูมฟายอย่างไม่สนสายตาฝูงชนใดๆ "ฮือออออออ นะ---นึกว่า---นึกว่าจะต้องเสียเจ้าไปซะแล้ว ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ..."
ปรมาจารย์ฝู่ชิงเผยยิ้มอย่างปลื้มปิติ เขาศึกษาด้านอักขระก็เพื่อการนี้ ช่างสุขใจอย่างบ่งบรรยายไม่ถูกเมื่อได้ยื่นมือช่วยเหลือผู้คน รอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าเฉยชาก่อนชายชราจะเดินเข้าหาเหล่าสี่ปรมาจารย์ด้วยท่าทีเร่งรีบ
ฝูงชนยังไม่พ้นอาการตื่นตกใจ เมื่อครู่ พวกเขาทั้งหมดต่างได้เห็นการรักษาของนักอักขระระดับกลาง!! ซึ่งไม่รู้ว่าชั่วชีวิตนี้จะได้เห็นอีกหรือไม่ ช่างเป็นบุญตาจริงๆ ยิ่งเมื่อได้เห็นเรื่องราวสะเทือนฟ้าดินยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ความสามารถ!! บังเกิดเป็นการสนทนาระลอกใหญ่ ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครม เจ้าเมืองพลันกล่าวตะโกนเสียงก้องดังกังวาล
"การประลองจบแล้ว!! ผู้ชนะจะมีสิทธิในการเข้าร่วมสถาบันมังกรและเข้าร่วมการสำรวจมิติภูเขาศตวรรษ ได้แก่ ตัวแทนจากสี่ราชอาณาจักร!! ราชอาณาจักรวินเทอร์เฟียและราชอาณาจักรเซอร์วอสและตัวแทนจากทั้งห้าจักรวรรดิของมหาแผ่นดิน จักรวรรดิหลอมศาสตรา จักรวรรดิแดนกระบี่ จักรวรรดินักรบ จักรวรรดิเวทมนตร์ จักรวรรดิจ้าวศาสตรา"
ตามธรรมเนียมการกล่าวนามของอาณาจักรแม่นับเป็นเกียรติสูงสุด ไม่มีอะไรเทิดทูนเกียรติของผู้ชนะได้มากกว่าการเอ่ยนามของอาณาจักรแม่อีกแล้ว ล้วนไม่มีผู้ใดคัดค้านธรรมเนียมนี้
การกล่าวประกาศจบการประลองดังกึกก้อง ฝูงชนต่างค่อยๆลุกขึ้นจากที่นั่งราวกับรู้ใจ คงไม่มีใครอยากให้เจ้าเมืองป่าวประกาศคำว่า "เชิญออกไป" ด้วยตัวเองหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการประลองในปีนี้ที่มีเหล่าปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์มาเยี่ยมเยือนด้วยตัวของพวกท่านเอง ยิ่งอยู่นานยิ่งอาจจะไม่พึงประสงค์ต่อการให้รางวัลเท่าไหร่นักเพราะมันจำเป็นต้องเปิดมิติ...
เนื่องด้วยฝูงชนจำนวนนับหมื่นทำให้กว่าจะเคลื่อนย้ายกันออกหมดทุกคนก็กินเวลาไปมากกว่าสิบนาที ยามนี้บนแท่นประลองคนที่ยังบาดเจ็บปางตายนอกจากโททัช โมม่อนและพาลาก็ล้วนได้รับการรักษากันหมดแล้ว ทว่า โมม่อนและพาลาจะต่างจากโททัชซึ่งชายหนุ่มทั้งสองได้รับการรักษาโดยการกินเม็ดโอสถ
สถานการณ์เริ่มลดความตรึงเครียดลง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลงานความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลเป็นฝีมือของกาติรัส!! แทบจะถูกยอมรับจากเหล่าปรมาจารย์ว่าเป็นอสูรกายในคราบเด็ก สำหรับปรมาจารย์ฝู่ชิงซึ่งมางานประลองได้ช้าที่สุด ช่วงเวลาที่ชายชราได้ย่างกรายเข้ามาบนแท่นประลองต่างเต็มไปด้วยคราบโลหิตและเรือนร่างหลายร้อยชีวิตที่นอนเกลื่อนกลาดรอบแท่นประลองยิ่งสร้างความประหลาดใจให้อย่างยิ่งยวด!!
"ทำไมเจ้าไม่บอกเด็กสาวคนนั้นไป" ปรมาจารย์ยูไคไถ่ถาม
ปรมาจารย์ฝู่ชิงส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าทำไมนางถึงได้เศร้าโศกเช่นนั้นแต่ถ้าข้าบอกไปนางคงจะยิ่งโทษตัวเอง"
"อาการบ่อกักเก็บพลังเวทย์เสียหายยังคงรักษาไม่ได้แม้เจ้าจะบรรลุเคล็ดวิชาสรรพเวทย์แล้วน่ะหรือ??"
"เฮ้อ.... ยูไค เราก็สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานาน เจ้าก็น่าจะรู้ดี หากนามอาชีพของข้าไม่มีคำว่าจักรพรรดิก็อย่าได้พูดถึงเรื่องการรักษาอาการเช่นนั้นเลย" น้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าแสดงออกถึงความสงสารอย่างจับใจ
"ช่างน่าเวทนานัก แต่เอาเถอะ มันทำตัวของมันเองถ้าไม่โง่เปิดใช้เคล็ดวิชาบ้าๆนั่นละก็คงไม่สูญเสียหนักขนาดนี้ แค่รอดมาได้ก็บุญโขนักแล" ปรมาจารย์ยูไคกล่าวตัดบทก่อนเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าขึงขังยิ่ง "ให้ไวเถอะจวนจะถึงเวลาอันสำคัญแล้ว"
"โฮ่ๆ ข้าล้วนตื่นเต้นไม่น้อย"
สองปรมาจารย์พูดคุยกันพักใหญ่ถึงกระนั้นอีกสามปรมาจารย์ล้วนได้ยินถ้อยคำอย่างแจ่มชัดแม้กระทั่งเจ้าเมือง ปรมาจารย์ยูไคเปรยมองขึ้นไปยังที่อยู่ของเหล่าศิษย์เอกราวกับต้องการสื่อบางอย่าง เหมยหลินราวกับรู้ใจ หญิงสาวพลันทะยานร่างตรงดิ่งมาทางแท่นประลองก่อนใครเพื่อน เพียงพริบตาอีกสามคนที่เหลือก็เร่งทะยานร่างตามมาซึ่งการ์กันต์รู้สึกตัวช้าที่สุด
"คารวะท่านปรมาจารย์ฝู่ชิง" สี่ศิษย์เอกเอ่ยกล่าวอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาทั้งสี่สามารถกล่าวกับปรมาจารย์โชลิช ปรมาจารย์โหวู๋ ปรมาจารย์ธูมัสและปรมาจารย์ยูไคโดยใช้คำว่า "อาจารย์" ได้ ทว่า กลับปรมาจารย์ฝู่ชิงนั้นเป็นอีกเรื่อง พวกเขายังไม่เคยกราบปรมาจารย์ฝู่ชิงเป็นอาจารย์แม้แต่ครั้งเดียว มิใช่สี่ศิษย์เอกไม่ยินยอม ทว่า เป็นตัวของฝู่ชิงเองต่างหาก!!
"โฮ่ๆ เหล่าตัวน้อยทั้งสี่ เติบโตขึ้นไม่เบาเลยนี่" ปรมาจารย์ฝู่ชิงกวาดมองเหล่าศิษย์เอกก่อนสายตาจะหยุดลงที่เหมยหลิน "โดยเฉพาะเจ้านะเหมยหลินนับว่าดีเยี่ยมเลยทีเดียว"
"คำนับท่านปรมาจารย์ เหมยหลินผู้นี้ปลื้มปิติไม่น้อย" เหมยหลินเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพอย่างที่สุดพลางสองมือประสานคำนับ
"เช่นนั้นก็อย่าได้รีรอ" ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยกล่าวก่อนหันมองไปทางกาติรัสราวกับมองอสูรกายก็มิปาน ในสายตาของเหล่าปรมาจารย์ เจ้านั่นมันไม่ใช่เด็กอีกแล้ว มันเป็นอสูรกาย!!
"เจ้า!! กฏย่อมเป็นกฏจะเข้ามิติภูเขาศตวรรษด้วยหรือไม่?"
เพียงพริบตาที่ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยคำชวน ใบหน้าของเหล่าศิษย์เอกพลันกระตุกเล็กน้อย เป็นการชักชวนสัตว์ประหลาดไปออกล่าไม่มีผิด บาโมท์ทนไม่ได้อีกต่อไปพลันเอ่ยกล่าว "แต่ท่านปร..." บาโมท์ที่กล่าวไม่ทันจบกลับถูกขัดในฉับพลัน
"ไม่มีข้อแม้อันใดทั้งนั้น พวกเจ้าตั้งรางวัลกันไว้เองก็ย่อมต้องรับผลตอบแทนที่ตามมา"
บาโมท์ถึงกับกลืนน้ำลายคำโต ไม่อาจโต้เถียงแม้เพียงครึ่งคำ
กาติรัสที่ได้ยินดังนั้นพลันแสยะยิ้มก่อนค่อยๆยืนขึ้นอย่างมั่นคง ใบหน้าจ้องมองไปทางปรมาจารย์ฝู่ชิงอย่างเพ่งเล็ง ลาซิเฟียซึ่งอยู่ข้างกายก็ล้วนยืนขึ้นตาม ฝ่ามืออันขาวนวลคลายออกจากชายเสื้อของชายหนุ่มอย่างเบามือ ยามได้เปรยมองสีหน้าจริงจังของชายหนุ่ม ใบหน้าขาวผ่องก็กลับกลายเป็นสีแดงระเรื่ออย่างไม่รู้ตัว อดจะเผยยิ้มออกมาไม่ได้ ทันใดนั้นเองกาติรัสพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน
"คนที่เข้ามาขัดขวางการประลองแต่ดันรู้จักกฏเกณฑ์ได้นี่ช่างน่าขบขันเสียจริง"
สิ้นคำกล่าวคิ้วของปรมาจารย์ฝู่ชิงพลันกระตุกราวกับจะบอกว่าทำผิดกฏแต่ดันรู้จักรักษากฏดั่งดาบแทงทะลุหัวใจ ความรู้สึกโกรธเคืองพลันพรั่งพรูออกมาแต่ปรมาจารย์ฝู่ชิงก็ได้แต่ข่มมันเอาไว้
ชายชราไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายไปกว่านี้จึงมองข้ามคำพูดเหล่านั้นไป "จะไปหรือไม่?"
กาติรัสไม่กล่าวตอบชายหนุ่มพลันตรงดิ่งมาทางเหล่าปรมาจารย์และสานุศิษย์ด้วยท่าทางองอาจ ลาซิเฟียเดินตามหลังของกาติรัสไปติดๆ ใบหน้ายังคงแดงก่ำราวกับเชอรี่ หญิงสาวเดินพลางก้มมองพื้นโดยไม่เงยหน้าแม้แต่น้อย ในที่สุดชายหญิงทั้งสองก็ยืนห่างกับเหล่าปรมาจารย์เพียงไม่กี่ก้าว
ฝู่ชิงถอนหายใจก่อนกวาดมองไปทางเหล่าตัวแทนจากทั้งหกจักรวรรดิ ใบหน้าพวกนั้นไม่เหมาะสมแก่การเข้าสู่มิติอันโหดร้ายนี้เลยสักนิดราวกับเด็กน้อยไม่รู้จักโลก ชายชราไม่แม้แต่จะเอ่ยถามพลันร่ายบทเวทย์บางอย่างในทันที ท่ามกลางอากาศธาตุซึ่งห่างไปเพียงสิบก้าว วงเวทย์สีขาวเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ สูงราวห้าเมตรกว้างกว่าสามเมตร
ปรมาจารย์ฝู่ชิงร่ายบทอยู่นานก่อนวงเวทย์จะเริ่มวนอย่างรัวเร็ว เพียงสิบลมหายใจ วงเวทย์สีขาวพลันชะงักลงก่อนเลือนหายไปในพริบตา บังเกิดเสียง ซริ้งงงงง!! เฟี้ยว!! ฟึ่บ!! วงเวทย์สลายหายไปกลับถูกแทนที่ด้วยห้วงมิติราวกับยามได้ย่างกรายเข้าไปจะหลุดไปอีกโลก
ไม่มีแม้แต่คำแนะนำหรือการพูดคุย ปรมาจารย์ฝู่ชิงพลันทะยานร่างเข้าไปอย่างรวดเร็วก่อนปรมาจารย์ทั้งสี่และลูกศิษย์จะตามเข้าไปอย่างติดๆ กาติรัสพลันสับก้าวอย่างเร็วไวราวกับพบขุมสมบัติก่อนชะงักเล็กน้อยพลันหันขวับไปเบื้องหลัง
"ลาซิเฟีย! มาเร็วสิ!!"
"อะ...อื้ม!!"
วูบบบบบบบบบบบบบบบบ
วิ้ง!!
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:6,073 พลังกาย:555,003 พลังเวทย์:1,213,344 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ