บทที่ 85 ผู้ทดลองกลุ่มแรก
ชิงหมินส่งเสียงหัวเราะเล็กน้อย อาหารของเจ้าสิงโตน้อยเป็นเนื้อสัตว์น้ำและสมุนไพรธาตุน้ำจำนวนหนึ่ง มันยังไม่ได้กินมากนักเนื่องจากอายุยังน้อย อีกทั้งยังสามารถหาอาหารด้านหลังภูเขาได้เองด้วย ที่นี่มีน้ำตกและลำธารจากธรรมชาติ เมื่อมันเห็นปลาก็กระโจนเข้าไปหาอาหารเองเลย สร้างความสะดวกสบายให้ชิงหมินมาก
อย่างไรก็ตาม...เพื่อไม่ให้มันสร้างความเดือดร้อนให้ธรรมชาติบนเขานี้มากเกินไป ชิงหมินจึงขอให้ทหารสามสี่นายมาจัดการเตรียมบ่อเบาะเลี้ยงปลาให้
ด้วยเศษอาหารเหลือกับคุณภาพของน้ำและชนิดปลาที่แข็งแรง ขยายพันธุ์เร็ว ในที่สุด...ผ่านมา 3 วันเท่านั้น ชิงหมินก็มองเห็นลูกปลาตัวเล็กๆที่เพิ่งเกิดสองสามฝูงใหญ่ หากพวกมันเติบโตได้ดี จะกลายเป็นปลาจำนวนกว่า 300 ตัว คงเพียงพอให้เจ้าสิงโตน้อยมีกินไปตลอดหลายเดือนเป็นแน่
“นี่ไม่ใช่ของเจ้า อย่าซุกซนเข้าใจหรือไม่?” เขาผลักหัวเล็กๆของมันออกไป ต่อให้มันกินสมุนไพรเพิ่มเติม เจ้าสิงโตตัวน้อยก็ไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มแล้ว
พลังงานที่อัดแน่นในร่างกายของมันครั้งก่อนยังย่อยไม่เสร็จดี เพราะมันกินสมุนไพร 1 ใน 3 ส่วนหมดรวดเดียว แต่ระบบพลังงานของมันยังอยู่ในระดับทารกของเผ่า ดังนั้นมันควรจะใช้เวลาอีก 2 ปีเพื่อจัดการพลังงานในร่างให้เสร็จ ซึ่งกว่าจะครบ 2 ปี ชิงหมินเข้าใจว่ามันคงจะเติบใหญ่และสามารถหาสมุนไพรล้ำค่าเองได้แล้ว
เขาเชื่อว่าสถานที่ที่มีสมุนไพรมากมายที่สุดไม่ใช่บนภูเขา ไม่ใช่ใต้ดิน แต่สมควรจะเป็นมหาสมุทรมากกว่า...
มหาสมุทรกว้างใหญ่ มีสัตว์อสูรระดับสูงอยู่มากมาย อีกทั้งยังไม่ถูกขโมยสมุนไพรจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ ชิงหมินต้องการปล่อยให้สิงโตน้อยล่าอาหารและของล้ำค่าด้วยตนเองเมื่อมันเติบโตขึ้น ระหว่างนี้เขาเพียงแค่ต้องสนับสนุนเท่าที่สมควรเท่านั้น
“ฮุ” เจ้าสิงโตตัวน้อยน้อยใจ มันทิ้งก้นของตนเองลง หูนุ่มสีขาวห้อยลงแสดงอาการเศร้าสร้อย
“เป็นเด็กดีนะ ถ้าวันนี้เจ้าไม่ดื้อ ข้าจะให้เจ้ากินปลา 3 ตัว” ชิงหมินยกนิ้วต่อรองกับมัน เจ้าสิงโตน้อยเหลือบมองก่อนจะก้มหน้าซ่อนไว้ที่ขาหน้าของตนเองต่อ
“เอาล่ะ 4 ตัว นี่มากที่สุดแล้ว ถ้าเจ้าไม่หายงอน ข้าจะพาเจ้าไปปล่อยทิ้งไว้กลางมหาสมุทร” เมื่อได้ยินเจ้านายบอกเช่นนี้ สิงโตน้อยก็รีบเลียลิ้นของตนเอง น้ำลายเปรอะเปื้อนไปรอบๆ แต่ก็ยังดูน่ารักน่าชังอยู่ดี
ชิงหมินก็พอใจที่เจ้าตัวน้อยได้หยุดตรงที่กินปลาตัวใหญ่ 4 ตัวนี้ ปกติแล้วทุกมื้อมันจะถูกเขาควบคุมไม่ให้เกิน 2 ตัว นี่เป็นเพราะความจุของท้องมันจะไม่มากเกินไป แถมยังช่วยคุ้มครองจำนวนปลาไม่ให้สูญพันธุ์ด้วย
แม้ว่าซีเฉิงจะให้คนมาบอกเกี่ยวกับเรื่องอาหารของเจ้าสิงโตน้อย เขากล่าวว่าเขาจะจัดการเองเมื่อไม่มีปลาที่ลำธาร แต่ชิงหมินก็ไม่อยากจะใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาซีเฉิง กระทั่งหาอาหารให้สัตว์เลี้ยงของตนเอง
“คุณชายขอรับ ข้าได้ขวดยามาแล้วขอรับ แล้วก็...แจ้งกับคนของหัวหน้ากองทัพแล้ว” ฝูเซ่าเข้ามาได้เวลาพอดี เขาให้ทหารสองคนที่ช่วยยกของ วางขวดโหลแก้วขนาดใหญ่เกือบ 10 ใบไว้ตรงหน้า
“อืม รอข้าสักครู่”
ชิงหมินจัดการขั้นตอนสุดท้าย เขานำผ้ากรองผงสมุนไพรไปวางปิดบนฝาขวดโหลแก้วแต่ละใบ หลังจากนั้นก็ค่อยๆตักยาที่เขาปรุงขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย
ด้วยส่วนผสมของยานี้ ชิงหมินไม่ยอมปล่อยให้มันเสียแม้แต่หยดเดียว เขาถึงกับใช้สมุนไพรระดับ 10 ครึ่งหนึ่งจากที่เหลือเพื่อปรุงเป็นยาเพิ่มคุณสมบัติธาตุน้ำหม้อใหญ่ขึ้นมาเลยนะ ต้องอย่าลืมว่ามันคือสมุนไพรระดับ 10 ที่มีค่าควรจะแลกกับทั้งอาณาจักรได้! หากเสียหายแม้แต่หยดเดียว พิจารณาถึงเงินหลายสิบล้านเหรียญได้เลย...
และใช่ การใช้สมุนไพรเพื่อตอบแทนกองทัพของซีเฉิงคือแผนของเขา นอกจากนี้เขายังสามารถนำยาที่เหลือออกไปขายได้ราคาสูงอีกด้วย ชิงหมินใช้สมุนไพรครึ่งหนึ่งจากที่เหลือเพื่อปรุงยายกระดับพลังธาตุน้ำ และอีกส่วน....เขาต้องการเก็บเอาไว้สำรอง หากเขามีโอกาสได้เจอกับสัตว์อสูรที่น่าสนใจอีกสักตัว เขาก็จะปล่อยให้มันได้กินสมุนไพรนี้
ชิงหมินไม่ได้โลภมากขนาดที่คิดว่าเขาอาจจะได้เจอกับทารกสัตว์เทพอีก สิ่งนี้เป็นเพราะเทพหวงนำมาให้ และเขาก็อับอายเกินกว่าที่จะร้องขออีกครั้ง
สำหรับเขา...แค่สิงโตน้อยตัวเดียวก็เพียงพอที่จะปกป้องชีวิตของเขาแล้ว ส่วนสัตว์อสูรอีกตน...ถ้ามีตัวไหนที่ช่วยเขาทำงานหนักได้ ยิ่งถ้ามีสติปัญญาขนาดช่วยเขาบดผงชาได้ล่ะก็...ต่อให้เป็นสัตว์อสูรระดับ 2 ชิงหมินก็จะปล่อยสมุนไพรระดับ 10 ให้แก่มัน
เอาล่ะ นี่ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจเกินไปหรอกนะ ก็แค่...เขาเจียมตัวเท่านั้น เข้าใจหรือไม่? แค่เจียมตัวน่ะ...
“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว เจ้ายกขวดโหลนี้ออกไปที่ลานฝึกซ้อมที” ชิงหมินเก็บขวดน้ำยากลับไป 6 ขวด และปล่อย 4 ขวดใหญ่ให้กับทหารทั้งสองช่วยกันยกออกไป
เขาเดินตามทั้งสองพร้อมกับมีฝูเซ่าอยู่ด้านหลัง ที่ลานฝึกซ้อมวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือผู้ฝึกฝน ซึ่งพวกเขาเป็นพวกทหารที่ไม่ได้มีพลังธาตุน้ำ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งกำลังยืนเป็นแถวรอให้ชิงหมินมา
ด้านหน้าของพวกเขาเป็นซีเฉิงที่ตอนนี้รักษาร่างกายของตนเองจนดีขึ้นมากแล้ว ข้างๆกันมีหมอเทวดาที่กำลังรออย่างใจจดใจจ่อ รวมถึงผู้ประเมินสิ่งของอีก 2-3 คนที่ต้องการจะเห็น “ยาวิเศษ” ที่ผู้ไร้ความสามารถในการปรุงยาทำมันขึ้น
หากว่าคุณชายหลี่ผู้นั้นทำสำเร็จจริงๆ มันจะถือเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับพวกเขาเลยก็ว่าได้ เนื่องจากคุณชายหลี่มีทักษะในการประเมินเช่นเดียวกับพวกเขา หากคุณชายหลี่สามารถปรุงยาผ่านทักษะประเมินได้ พวกเขาก็จะสามารถพยายามทำเช่นนั้นได้ด้วยใช่ไหม?
แน่นอนว่านักประเมินเหล่านี้คิดง่ายเกินไป ถึงพวกเขาจะมีทักษะประเมินเหมือนกัน แต่ทักษะประเมินของพวกเขาจะเหมือนกับทักษะประเมินของพระรองได้อย่างไร...
ลูกรักของนักเขียนก็ยังเป็นลูกรักของนักเขียน ตัวประกอบของเรื่องก็ยังเป็นเพียงตัวประกอบของเรื่องอยู่ดี ในเมื่อถูกกำหนดค่าความสามารถมาไม่เหมือนกัน พวกเขาจำเป็นต้องหาวิธีพัฒนาตนเองที่ต่างออกไป จะมาเลียนแบบชิงหมินเช่นนี้ไม่ได้
“มาถึงกันแล้วขอรับ” ทหารผู้หนึ่งเข้ามารายงาน ทุกคนก็เปลี่ยนจากท่าทางสบายๆของตนเองเป็นกระตือรือร้นทันที พวกทหารธาตุน้ำนั้นตื่นเต้นยิ่งกว่า มีพวกเขาที่นี่ไม่มากนัก ประมาณ 20-30 คนเท่านั้นที่ได้รับเลือกว่าสามารถยกระดับธาตุด้วยยาวิเศษนี้ ดังนั้นจึงถือว่าพวกเขาเป็นกลุ่มที่ทดลองกลุ่มแรกด้วย
ระหว่างที่รอผลจากพวกเขา หัวหน้าก็จะส่งยานี้ไปยังค่ายกองทัพอิสระรอบๆเพื่อให้เลือกผู้ใช้พลังธาตุน้ำมารับยา ทว่า...หากเกิดปัญหาขึ้นก่อน หัวหน้าก็ยังส่งข่าวไปแจ้งให้หยุดดำเนินการแจกจ่ายได้
ไม่รู้ว่านี่จะเรียกว่าเป็นโอกาส หรือความเสี่ยงกันแน่ พวกเขากำลังจะได้ทดลองยาที่ปรุงโดยผู้ไร้ทักษะในการปรุงยาแล้ว...
ชิงหมินก้าวเข้ามาท่ามกลางความสนใจของทุกคน วันนี้กลิ่นตัวของเขามีกลิ่นของสมุนไพรจำนวนมากติดมาด้วย ซีเฉิงรู้ว่าเด็กน้อยของเขาทำงานหนักมาตลอด 3 วัน เพื่อตอบแทนของขวัญชิ้นใหญ่ที่มอบให้ แม้ว่าซีเฉิงอยากจะบอกให้ชิงหมินเลิกทำงานเช่นนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าเด็กน้อยไม่เคยฝืนตนเอง
คนของเขาเป็นคนฉลาด ไม่มีทางปล่อยให้ตนเองเหนื่อยเกินไป ดังนั้น...จนกว่าจะถึงขีดจำกัดของเขา หากเขายังพอใจกับการทำงานเหล่านี้ ซีเฉิงจะไม่เข้าไปยุ่งกับการตัดสินใจของชิงหมินมากนัก
“เสร็จแล้วหรือ?” ซีเฉิงเอ่ยถามเสียงนุ่ม
ชายชราที่อยู่ข้างๆคิ้วกระตุก เขายังจำได้ว่าวันแรกหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมา เขาก็ไปดูอาการของหัวหน้ากองทัพ ปรากฏว่ามีรอยบาดแผลฉีกขาดเกิดขึ้นอีก เมื่อเขาถามทหารที่เฝ้าดูด้านหน้า เขาจึงได้รู้ว่ามีเจ้าเด็กน้อยเข้ามาพบ
หัวหน้าของเขาคงจะไม่ต้องการให้เห็นสภาพน่าสมเพชนั้นก็เลยฝืนตนเองขึ้นมาแต่งตัวรอ สุดท้ายปัญหาเหล่านี้ก็ตกมาอยู่ที่หัวของเขาอีกครั้ง พลังที่ต้องใช้รักษาก็หมดไปกับหัวหน้าที่ดื้อรั้นและมุ่งแต่จะเอาใจคนงามจนไม่ดูสังขารของตน หากไม่ใช่เพราะการมาของเด็กหนุ่มตัวแสบทำให้หัวหน้านอนหลับได้ตลอดทั้งวัน เชื่อเถอะว่าเขาจะไปเรียกตัวเจ้าเด็กไม่รู้ความออกมาสั่งสอน!
ครั้นเมื่อเห็นคนแสดงความรักออกหน้าออกตาเช่นนี้ หนังตาของชายชราก็กระตุกด้วยความหมันไส้
“เสร็จแล้ว เจ้าให้คนตรวจสอบคุณสมบัติก่อนอีกทีก็แล้วกัน” ชิงหมินลอบสังเกตท่าทางของพระเอกหน้าตาย เมื่อเห็นว่าเขาดีขึ้นมากแล้ว ความรู้สึกผิดในใจก็เบาบางลงไปไม่น้อย
“อืม” เดิมทีซีเฉิงไม่คิดจะว่าการตรวจสอบงานของชิงหมินเป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรเขาก็เชื่อเด็กน้อยพูดทั้งหมดอยู่แล้ว ต่อให้เขาบอกว่าสมุนไพรพิษมีประโยชน์ เขาก็จะกินสมุนไพรพิษต้นนั้นอยู่ดี
เพียงแต่....เขารู้ว่าความพยายามของชิงหมินต้องได้รับการยอมรับและไร้ข้อกังขาใดๆ ดังนั้น...ซีเฉิงจึงยอมให้เรียกพวกมีความสามารถในการประเมินมาที่นี่ด้วย
“เริ่มเลย” เขาโบกมือให้สัญญาณ
ผู้ประเมินขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะเรียกใช้พลังของตนเอง บางคนก็ต้องขยับไปมาเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและเก็บข้อมูลให้ครบเพื่อนำไปวิเคราะห์กับชุดความรู้ที่เขามี ก่อนจะสรุปผลที่แม่นยำออกมา บางคนก็มีวิธีที่ประหลาดออกไป เช่นต้องสูดดมกลิ่น หรืออื่นๆ ทว่า...ทั้งหมดดูไม่ง่ายเลย
ชิงหมินเลิกคิ้วเล็กน้อย นี่เป็นอีกครั้งที่เขาได้เห็นนักประเมินทำงานต่อหน้า วิธีการของพวกเขาเป็นการเตือนให้ชิงหมินหาวิธีตรวจสอบของตนเองใหม่
แม้ว่าเขาจะมองปราดเดียวแล้วรู้รายละเอียดก็เถอะ แต่เพื่อไม่ให้มันดูผิดสังเกตเกินไป ชิงหมินยังต้องแสร้งจับสิ่งของที่ต้องประเมิน แล้วก็มองซ้ายมองขวาเช่นนี้ทุกครั้ง ถึงแม้เขาจะถ่วงเวลาเช่นนั้นแล้ว ก็ยังมีคนกล่าวว่าเขาเป็นนักประเมินอัจฉริยะอยู่ดี...
“เอ่อ ข้าขอพูดก่อนก็แล้วกัน” ผ่านไปเกือบ 10 นาที ในที่สุดก็มีนักประเมินคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“..........” ซีเฉิงมีประกายความหงุดหงิดที่ต้องรอนานเกินไป เขามองไปยังผู้พูดเพื่อกดดันให้อีกฝ่ายคายสิ่งที่รู้ออกมาได้แล้ว ซึ่งมันกลับเป็นการทำให้เจ้าตัวทำงานช้ามากขึ้นไปอีก
“อะ อัน อันที่จริง....ข้าแค่ต้องการบอกว่า ความสามารถของข้าไม่อาจประเมินได้เลย รู้เพียงว่ามันเป็นยาระดับ 10 เท่านั้น”
“แค่นี้?” ซีเฉิงเลิกคิ้ว
“ขะ ขอรับ ข้า....นี่เกินขีดจำกัดของข้าแล้ว” คนก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด ดวงตาของหัวหน้ากองทัพหรี่ลงอย่างอันตราย คนเหล่านี้กำลังล้อเล่นหรือ? ปล่อยให้เขารอนานหลายนาทีเพื่อที่จะบอกว่าไม่รู้อะไรเลยเนี่ยนะ?
“หรือพวกเจ้าเองก็ไม่รู้อะไรเลย?” เขาปล่อยออร่ากดดันของตนเองคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ และคนที่เหลือก็ตัวสั่นงันงก
“หะ หัวหน้า หัวหน้า...พวกข้าเองก็เหมือนกัน”
“หัวหน้า นี่เป็นเพราะทักษะของพวกเรายังอ่อนแอ”
“ข้าทำให้หัวหน้าผิดหวังแล้วขอรับ” ทั้งหมดยอมรับสภาพของตนเอง ซีเฉิงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด เจ้าคนพวกนี้ช่างน่า...จริงๆ
“ลงโทษด้วยบทที่ 2 ไปจัดการตัวเองเสีย” เมื่อซีเฉิงโบกมือไล่ พวกผู้ประเมินทั้งหมดก็วิ่งกันออกไป
บทลงโทษที่ 2 นี้ไม่ได้อันตรายเกินไป พวกเขาถูกลงโทษมาบ่อยแล้ว ดีที่สุดที่ไม่ใช่บทลงโทษระดับสูงมากว่านี้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจจะต้องไปพักฟื้นที่โรงหมอสัก 1 สัปดาห์
“บทลงโทษอันใดหรือ?” ชิงหมินเลิกคิ้ว แม้แต่บทลงโทษก็ยังมีหมายเลข? นี่เป็นการฝึกทหารแบบไหนกัน
“บทที่ 2 วิ่งขึ้นลงค่าย 20 รอบ” ซีเฉิงอธิบาย
“โอ้ แค่เพราะพวกเขาประเมินไม่ได้งั้นหรือ?”
“เจ้ายังคิดว่าข้าเป็นคนโหดร้ายไร้เหตุผลอยู่....” ซีเฉิงถอนหายใจออกมา ปกติแล้วเขาไม่ชอบอธิบายสิ่งต่างๆให้คนอื่นฟัง แต่เมื่อเป็นชิงหมิน เขากลับไม่กล้าละเลย
“ข้าลงโทษเพราะพวกเขาขี้ขลาด หากรู้ว่าไร้ความสามารถ เช่นนั้นทำไมไม่รีบพูด การปล่อยให้ผู้อื่นรอจนเสียเวลานี้ต่างหากที่ต้องลงโทษ ทหารเหล่านี้เสียเวลาไป 10 นาทีกับการฝึกซ้อม หากใช้ 10 นาทีเพื่อให้พวกเขาฝึกยกโล่ พวกเขาก็อาจจะมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าได้” ซีเฉิงอธิบาย
เวลาสำหรับพวกเขามีไม่มากจริงๆ ดังนั้นการเสียเวลาไปเปล่าๆนั้นไม่ใช่เรื่องสมควร อีกอย่าง...เขาจำเป็นต้องทำให้เจ้าพวกนั้นรู้ความสามารถของตนเองด้วย ก่อนที่จะพัฒนาได้ อย่างแรกที่ต้องทำได้ก็คือการยอมรับในความอ่อนแอของตน
ปกติพวกผู้ประเมินไม่ได้รับการฝึกฝนมากนัก พวกเขามีงานให้ทำตลอดทั้งวัน ดังนั้นวินัยจึงหละหลวมกว่าคนอื่นๆ ซีเฉิงจึงถือโอกาสนี้สั่งสอนพวกเขาไปด้วย
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ครั้งหน้า...ข้าก็คาดหวังว่าเจ้าจะคิดในแง่ดีต่อข้าก่อนเป็นอันดับแรก” ซีเฉิงยกมุมปากของเขา เจ้าเด็กคนนี้เอาแต่สงสัยเขาในแง่ร้ายจริงๆ น่าจับมาตีก้นสักสองสามครั้งเพื่อลงโทษหรือไม่...
อ่า แต่เขายังไม่ได้วางกฎลงโทษนี้เลยนี่ เช่นนั้นก็ตั้งกฎลงโทษหมายเลข 0 เป็นกรณีพิเศษเพื่อเขาเลยดีไหม? หากดื้อนัก เช่นนั้นก็ตีก้นนุ่มๆให้หลาบจำ...แค่คิดก็คันไม้คันมือเสียแล้ว
……………………………………………………