The Lord Of The Battlefield (จบบริบูรณ์)

    III บทที่152 สู้3

            บทที่152 สู้3


            ในสนามรบ

            กองทัพมอนสเตอร์พุ่งเข้ามาในขณะที่กองทัพมนุษย์เป็นฝ่ายตั้งรับ

            ความจริงทุกคนเหนื่อยล้าพอสมควรจากการต่อสู้ที่ผ่านมาแต่เมื่อได้รับการส่งเสริมสิ่งของหลายชิ้นจากเทวาพวกเขาก็มีแรกฮึดสู้ยังมีน้ำยาฟื้นฟูที่ทรงประสิทธิภาพทำให้ความเหนื่อยล้าลดลงและยังมียารักษาที่เหมยสร้างยังมีผลให้บาดแผลรักษาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

            น้ำยาและยาเม็ดทั้งสองนี้ผลอย่างมากกับสงครามมันทำให้พวกเขาประดุจกองทัพอมตะก็ไม่ปาน

            ด้วยยาทั้งสองนี้ทำให้กองทัพมนุษย์สามารถต่อสู้ได้อย่างยาวนานมาจนถึงบัดนี้

            คาเรนลอยตัวสูงจ้องมองกองทัพมอนสเตอร์อย่างเย็นชาแม้ว่าจะเป็นห่วงเทวาแต่ก็ได้แต่เชื่อใจเขาว่าเขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยสิ่งที่เธอต้องทำคือการสังหารมอนสเตอร์เหล่านี้ให้หมดสิ้น เธอไม่มีทางทำให้เทวาต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้ดังนั้นเธอจะต้องแสดงความเข้มแข็งและแข็งแกร่งออกมา

            ในยามนั้นเองที่ร่างหล่อเหลาของเซบาสเตียนปรากฏบนท้องฟ้าเขานำบางสิ่งขนาดใหญ่เหมือนกับตึกทั้งหลังที่ยกลอยด้วยพลังขจิตของตนเองสิ่งที่เขาถือด้วยพลังจิตนี้คือระเบิดนิวเคลียร์นั่นเอง มันเป็นระเบิดนิวเคลียร์ของทีพันที่ซุกซ่อนเอาไว้ตามเมืองต่างๆ

            เซบาสเตียนรวบรวมพวกมันมาหลังจากที่เทวาเคลียร์เกมเขานำพวกมันมาแล้วดัดแปลงเพิ่มพลังทำลายให้มากขึ้นใช้เวลาแค่วันเดียวเขาก็รวมเอาระเบิดทั้งหมดมาสร้างเป็นระเบิดลูกเดียวได้สำเร็จ ความจริงแล้วระเบิดแต่ละลูกนั้นสามารถทำร้ายระดับSปลายได้แต่มันจะไม่มีประสิทธิภาพมากนักหากใช้กับพวกระดับSR

            ดังนั้นเซบาสเตียนจึงได้แต่รวมพวกมันเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มแรงระเบิด

            ความรุนแรงของระเบิดลูกนี้แม้แต่เขาเองก็ต้องระวัง!

            เซบาสเตียนขว้างปาเบิดนิวเคลียร์ที่ใหญ่โตประดุจตึกสิบชั้นพุ่งไปยังด้านหลังของกองทัพมอนสเตอร์เขาต้องให้มันระเบิดห่างออกไปหน่อยเพื่อไม่ให้มนุษย์ได้รับผลกระทบจากระเบิด

            ฟ้าวววววววววว

            แรงขว้างของเซบาสเตียนนั้นมหาศาลนักมันรวดเร็วและรุนแรงอย่างมาก พริบตาเดียวก็พุ่งห่างจากร่างของเขาไปไกลถึงสิบกิโลเมตรแล้ว

            ในตอนนั้นเองที่มอนสเตอร์ระดับสูงระดับSRบางส่วนที่แฝงอยู่ในกองทัพมอนสเตอร์มองเห็นระเบิดของเซบาสเตียนมีทั้งมอนสเตอร์ที่วิ่งอยู่บนพื้นและตัวที่บินอยู่หลายตัวที่มองเห็น พวกมันย่อมไม่หวังให้เซบาสเตียนโจมตีใส่พวกเขาได้แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเซบาสเตียนปาอะไรมาก็ตาม

            ดังนั้นพวกมันเตรียมพร้อมที่จะไปขัดขวาง

            กระนั้นพวกมันก็ไม่อาจทำได้

            ในช่วงที่เซบาสเตียนขว้างระเบิดนิวเคลียร์ออกไปนั้นแขนขวาของเขาก็กลายเป็นกระบอกปืนเรียวยาวออกมาถึงสิบเมตรประดุจปืนสไนเปอร์ไรเฟิลในสายตาของเขาก็มารตรวขจับและล็อคเป้าหมาย

            “ล็อคเป้าหมาย...13จุดเล็ง...ยิง”

            รูปแบบการโจมตีไกลอิมพีเรียลบูลเล็ต!!!

            เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆ

            เส้นแสงสีเหลืองฟ้าพุ่งออกไปจากปากกระบอกปืนของเซบาสเตียนรัวๆความเร็วของกระสุนของเซบาสเตียนนั้นเร็วอย่างมากพริบตาเดียวก็พุ่งเข้าถึงเป้าหมายจำนวน13จุด พวกมันต่างก็เป็นมอนสเตอร์ที่กำลังจะไปขัดขวางระเบิดนิวเคลียร์ทั้งสิ้น

            เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายพวกมันจึงต้องป้องกันกระสุนของเซบาสเตียนก่อนกระสุนของเซบาสเตียนสามารถคุกคามพวกมันได้พอสมควรดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องดีที่จะให้มันปะทะเข้ากับร่างกายด้วยเหตุนี้พวกมันจึงไม่ได้ขัดขวางระเบิดนิวเคลียร์และเลือกที่จะป้องกันตนเอง

            กระสุนแต่ละนัดปะทะเข้ากับร่างกายของพวกมันและมีบางตัวที่มีความเร็วสูงจึงหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย

            แต่นี่ก็เป็นไปตามที่เซบาสเตียนต้องการแม้ว่าการโจมตีจะไม่มีประสิทธิภาพมากนักแต่ทว่ามันเร็ว เพียงอาศัยความเร็วของการโจมตีนี้ขัดขวางพวกมันก็เพียงพอแล้ว

            ระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่พุ่งเข้าเป้าโดยที่มีมอนสเตอร์ระดับสูงอีกสองสามตัวที่คิดจะขัดขวางแต่ก็ไม่ทันกาล

            วาบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

            ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

            แสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นและเสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องแรงสั่นสะเทือนนี้แผ่ขยายไปถึงหนึ่งในสี่ส่วนของโลกเลยทีเดียว ระเบิดนิวเคลียร์ถึงกับทำลายพื้นที่ในรัศมี10กิโลเมตรความจริงรัศมีระเบิดจะรุนแรงกว่านี้แต่เซบาสเตียนดัดแปลงให้มันแคบลงแลกกับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น

            ดอกเห็ดขนาดยักษ์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ามันเป็นภาพที่ตระการตาและน่าจดจำ ความงดงามนี้อันตรายอย่างมากเป็นดอกไม้แห่งความตาย ระเบิดนิวเคลียร์นั้นอันตรายอย่างมากถึงจะรอดจากแรงระเบิดมาได้แต่ก็ต้องป้องกันกับรังสีนิวเคลียร์ที่อันตรายอีก

            แน่นอนว่าเซบาสเตียนเตรียมตัวมาพร้อมแล้วการสลายรังสีนิวเคลียร์นั้นง่ายดายสำหรับเขามาก

            กองทัพมนุษย์ที่ตั้งรับอยู่สัมผัสได้ถึงคลื่นระเบิดเล็กน้อยต่างก็พยายามทรงตัวอยู่กับที่

            สายตาของพวกเขาเห็นมอนสเตอร์จำนวนมากปลิวกระจายไปบนท้องฟ้า

            เมื่อผ่านไปคลื่นลมสงบลงแต่ภาพของดอกไม้แห่งความตายยังตาตรึงหัวใจของพวกเขาอยู่ในยามนั้นพวกเขาก็เห็นความวินาศที่ระเบิดนิวเคลียร์ได้ทำไว้ ภูมิประเทศในรัศมี10กิโลเมตรเปลี่ยนไปอย่างมากแรงระเบิดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า กระนั้นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็ปรากฏสู่สายตา

            ปรากฏว่าในจุดที่เกิดการระเบิดนั้นมีม่านพลังสีแดงม่วงปกคลุมมอนสเตอร์กลุ่มหนึ่งจำนวนราวๆ1ล้านตัวเอาไว้อย่างหนาแน่นแม้ว่าม่านพลังจะแตกร้าวจนแทบพังพินาศแล้วก็ตามแต่มันก็ทำหน้าทีได้อย่างสมบูรณ์แบบมอนสเตอร์กลุ่มนี้คือมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด

            นี่ก็เป็นเป้าหมายของเซบาสเตียนที่ต้องการทำลายกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน

            เซบาสเตียนจ้องมองไปเขาเห็นมอนสเตอร์ตัวสูงใหญ่ที่โดดเด่นกว่าตัวอื่นๆยืนอยู่ตรงกลางมันมีศีรษะยื่นยาวและโค้งลง มีหางที่แหลมคมยาวหลายสิบเมตร เป็นมันตัวนี้ที่สร้างม่านพลังป้องกันแรงระเบิดนิวเคลียร์และในเสี้ยววินาทีก่อนที่จะระเบิดเซบาสเตียรมองเห็นได้ว่าเป็นมันนี่เองที่ใช้พลังประหลาดดึงดูดมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งตัวอื่นๆเข้ามาใกล้กับตัวเองราวกับเทเลพอร์ตพวกมันมา

            ช่างเป็นพลังที่น่าปวดหัวไม่น้อยเลย!

            ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายมอนสเตอร์ไปราวๆ40-50ล้านตัวมันเกือบจะเป็นจำนวน1ใน5เลยทีเดียวแต่ก็เท่านั้นเพราะว่ากลุ่มมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งยังอยู่

            ในยามนั้นเองที่เจ้าตัวที่สร้างม่านพลังป้องกันพวกพ้องนั้นก็คำรามเสียงบาดหูคลื่นพลังสีแดงม่วงแผ่กระจายออกไปปกคลุมมอนสเตอร์ทุกตัว นัยน์ตาของมอนสเตอร์เหล่านั้นก็แดงฉานและบ้าคลั่งขึ้นมาทันทีทุกตัวต่างกรีดร้องและพุ่งเข้าใส่กองทัพมนุษย์อย่างเกรี้ยวกราด

            เซบาสเตียนหรี่สายตา

            มอนสเตอร์ถึงกับบัพพวกเดียวกันทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้น

            นี่ทำให้เซบาสเตียนตัดสินใจการจะทำลายกองทพมอนสเตอร์ได้นั้นอันดับแรกเขาต้องสังหารเจ้าตัวใหญ่ที่น่ารำคาญนี่ก่อนแต่คงจะไม่ง่ายเพราะว่ารอบกายของเจ้าตัวนี้มีมอนสเตอร์อารักษ์ขาอยู่ไม่น้อยและตัวของมันเองก็แข็งแกร่งเทียบเคียงกับเซบาสเตียนเลยทีเดียว

            เซบาสเตียนพุ่งเข้าไป

            ในระหว่างนั้นกองทักของมอนสเตอร์ก็เข้าระยะปะทะ

            คาเรนพุ่งออกอย่างกล้าหาญดาบใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายกับใบคัตเตอร์กระชับแน่น พลันใบดาบก็ยืดยาวออกไปร้อยเมตรและน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเป็น30ตัน(สูงสุด100ตัน)คาเรนปรากฏตัวที่เบื้องหน้าของกองหน้ามอนสเตอร์แล้วกวัดแกร่งดาบออกไป

            ฉั๊วะ!!!

            ใบดาบประหนึ่งหายไปปรากฏอีกครั้งก็อีกด้านหนึ่งแล้วดาบที่ยาสร้อยเมตรกวาดมอนสเตอร์ตรงนั้นหายไปราวกับดายหญ้า และไม่เท่านั้นด้วยความแข็งแรงของคาเรนทำให้เกิดคลื่นอากาศที่แหลมคม แม้ว่าเธอจะไม่ใช่มือดาบแต่ด้วยความทรงพลังและดาบที่เป็นดาบระดับSRเล่มนี้ก็ทำให้มันเกิดคลื่นอากาศแผ่พุ่งออกไปได้แล้ว

            คลื่นดาบพุ่งออกไปร่วมๆ1กิโลเมตรและกวาดมอนสเตอร์ในรัศมีนั้นขาดเป็นสองท่อน!

            คาเรนหยิบยืมสภาวะที่ดาบเหวี่ยงไปอีกด้านหนึ่งหมุนตัวตามแรงเฉื่อยและกายตัวไปปรากฏที่เบื้องหน้าของกองทัพมอนสเตอร์อีกครั้งแล้วตวัดดาบอีกหนึ่งครั้ง

            ควากกกกกกกกกกกกกกกกกก

            ฉั๊วะ!

            เลือดเนื้อสาดกระจาย!

            แว่บๆๆๆๆๆๆ

            บึ้มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

            ตามมาด้านหลังคือหุ่นรบที่สาดกระสุนแสงและปืนใหญ่แสงที่สาดกระสุนเข้ามา

            การต่อสู้เริ่มต้นแล้ว!

             

            สนามประลองเทพเจ้า

            ร่างของเทวากระเด็นออกไปเท้าของเขาครูดไปกับพื้นหินประหลาดไปไกลหลายร้อยเมตรก่อนจะหยุดลงพื้นหินนี้เป็นร่องยาวออกไป ความจริงแล้วหากเป็นที่โลกเกรงว่าคงไม่ใช่แค่เป็นร่องเช่นนี้แต่จะเกิดเหวลึกเพราะแรงครูดของเทวาไปแล้วเห็นได้ชัดว่าแผ่นหินนี้แข็งแกร่งมากเพียงใด

            เทวาหยุดร่างลงกระอักเลือดเล็กน้อย

            เทวาจ้องมองไปยังแอเรสที่อยู่ห่างออกไปที่หน้าอกของเขามีรอยตราสีทองอร่ามมองเห็นได้ชัดเจนอยู่ สิ่งนี้เกิดขึ้นจากพลังของแอเรส

            ตราประทับเทพ

            พลังของตราประทับเทพคือสามารถทำให้ผู้ที่ถูกตราประทับได้รับคำสาปนั่นก็คือยิ่งผู้ถูกตราประทับต่อสู้นานเท่าไหร่ก็จะยิ่งอ่อนแรงลงเท่านั้นและหากถูกโจมตีจากแอเรสด้วยแล้วผลของตราประทับก็จะรุนแรงมากขึ้น แต่มันก็มีข้อจำกัดบางอย่างด้วยนั่นก็คือหากผู้ที่ถูกตราประทับโจมตีแอเรสได้สำเร็จก็จะฟื้นฟูความเหนื่อยล้าของตนเองได้ส่วนหนึ่ง

            ด้วยคำสาปนี้มันถือว่าน่ากลัวอย่างมากเพราะแอเรสนั้นแข็งแกร่งมากเขาถนัดทั้งการรุกรับทำให้การโจมตีใส่เขานั้นเป็นเรื่อยยากลำบากมาก

            ตราประทับเทพยังมีพลังในการบังคับให้ผู้ที่ถูกตราประทับต้องต่อสู้กับแอเรสไปเรื่อยๆหากคิดจะหนีจะเกิดความเจ็บปวดอย่างมากและหากหนีไปจริงๆก็จะต้องตายในฉับพลัน

            นอกจากนี้แอเรสยิ่งต่อสู้กับผู้ที่ถูกตราประทับก็ยิ่งสดชื่นมีพลัง

            นี่ทำให้เขาได้เปรียบในการต่อสู้มาตลอด

            การจะแก้คำสาปจากตราประทับเทพได้ก็คือการเอาชนะแอเรสให้ได้

            เทวาถูกตราประทับนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มสู้แล้ว

            เมื่อเทวาทรงตัวมั่นแอเรสก็หายวับไปและมาปรากฏตัวที่เบื้องหน้าของเทวาหอกในมือของเขาทิ่มแทงเข้ามาใบหอกนี้อันตรายเพราะมันสามารถแทงทะลุร่างกายของเทวาได้อย่างง่ายดายดังนั้นเทวาต้องระวังเป็นอย่างมาก

            เห็นหอกที่พุ่งเข้ามาใส่หน้าอกเทวาอย่างแม่นยำเทวาสับสันมือใส่ด้านหอกและเบี่ยงร่างหลบ แต่แอเรสน่ากลัวมาก วิถีหอกพลันไหลลื่นประดุจปลาในน้ำและพุ่งเข้าใส่สีข้างของเทวาในทันที

            ฉึก!

            ด้วยย่างก้าวเงาอัสนีทำให้ความเร็วของเทวาสูงมากกระนั้นก็ยังไม่พ้นจะถูกแทงที่สีข้าแบบถากๆ

            เทวาขบฟันแล้วตวัดเท้าเตะออกไปในจังหวะที่หอกเฉี่ยวสีข้างของเขาเท้าข้างนี้เล็งใส่คอของแอเรส ด้วยพละกำลังจากร่างกายที่แข็งแกร่งทำให้เท้านี้ของเทวาหนักหน่วงอย่างมากแต่เทวาก็โจมตีไม่สำเร็จเพราะว่าแอเรสใช้โล่มาป้องกันเท้าของเขาได้อย่างง่ายดาย

            เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

            ร่างของเทวากระเด็นออกไปโล่ของแอเรสนั้นมีพลังในการดูดซับแรงกระแทกและสะท้อนออกไปราวกับมันเป็นโล่ไวเบรเนียมของกัปตันอเมริกาก็ไม่ปาน

            เทวารู้สึกขาชาเพราะแรงดีดสะท้อนนี้

            การโจมตีของเขากลับมาทำร้ายเขาเอง

            เทวาประคองร่างกายกลางอากาศและจ้องเขม็งไปยังแอเรส

            ความจริงเขามีอาวุธในการเอาชนะแอเรสได้ง่ายมากอย่างโซ่และไม้หน้าสามหรือแม้แต่เรียกมังกรมิตินิดฮอกก์มาช่วยก็ได้แต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเขาต้องการใช้แอเรสในการลับคมตนเอง ตั้งแต่ที่เขาบรรลุระดับSSRได้นั้นเขายังไม่มีโอกาสได้ลับฝีมือเลย

            ยังมีบางสิ่งที่เทวาต้องการขัดเกลาดังนั้นเขาจะเสียโอกาสไปง่ายๆได้อย่างไร

            ตราประทับเทพที่ยิ่งสู้ยิ่งเหนื่อย?

            นั่นไม่ใช่ปัญหา

            ไม่ใช่ว่าเขามีน้ำยาฟื้นฟูอย่างStamina Potionหรอกหรือ?

            มาแข่งความอึดกับบิดา...ก็เอาสิ!


    ...............................................