กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 39 มุ่งสู่งานประลอง

         แสงแดดอ่อนๆที่สาดแสงผ่านเหล่าปุยเมฆลงมายังเมืองเบอเนียร์เผยให้เห็นบรรยากาศภายในเมืองที่ดูคึกคักและวุ่นวายกว่าในยามปกติหลายเท่า ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินควักไคว่กันอยู่ภายในเมือง  บรรยากาศคับคั่งไปด้วยไปด้วยเหล่าผู้คนที่มาเยี่ยมชมงานประลองที่ถูกจัดขึ้นโดยตระกูลฮาร์เก็น 

     

        ภายในเมืองไม่ได้มีเพียงแต่ชาวเบอเนียร์เท่านั้น มีผู้คนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาจากเมืองอื่น  หลายคนมาเพื่อชมการประลอง  หลายคนมาเพื่อค้าขาย  และก็มีบางคนที่มาเพื่อเป้าหมายอื่น ต่างคนก็ต่างมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป 

     

        งานประลองถูกจัดขึ้นที่ลานประลองภายในเมืองเบอเนียร์ ที่ใจกลางลานประลองมีเวทีสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างเอาไว้สำหรับใช้ในการต่อสู้ระหว่างนักเวท  พื้นเวทีถูกสร้างมาจากวัสดุอันแข็งแกร่งยากที่จะถูกทำลายลงได้ แม้แต่นักเวทระดับนักรบก็ยากที่ทำลายมันลงได้ 

     

         รอบๆเวทีการประลองมีการจัดที่นั่งของผู้ที่นั่งชมเอาไว้หลายพันที่นั่ง  เสียงของผู้คนที่ดังจอแจออกมาจากฝั่งของที่นั่งชมเป็นระยะ ผู้คนต่างต้องการมาดูความตื่นเต้นจากการต่อสู้ของเหล่านักเวทรุ่นเยาว์ ผู้คนจากต่างเมืองบางคนก็มาเพื่อสอดแนมดูความแข็งแกร่งในอนาคตของเมืองเบอเนียร์ เหล่าผู้เยาว์เหล่านี้จะคือเด็กรุ่นใหม่ที่จะกุมชะตาของเมืองเบอเนียร์เอาไว้ในอนาคต หากผู้เยาว์เหล่านี้เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งนั่นก็หมายถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของเมืองเบอเนียร์ในภายหน้า แต่ในทางกลับกันหากผู้เยาว์เหล่านี้ไร้ซึ่งความสามารถนั่นก็หมายถึงอนาคตอันตกต่ำของเมืองเบอเนียร์ในภายหน้าเช่นกัน   

     

        การแข่งขันนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพียงแค่แย่งชิงของรางวัลเท่านั้น  แต่มันมีนัยยะแฝงคือการประชันความแข็งแกร่งของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองเบอเนียร์  ทั้งห้าตระกูลใหญ่ต่างคาดหวังที่จะให้ผู้เยาว์ในตระกูลของตนกลายเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันนี้เพราะมันหมายถึงพลังอำนาจและชื่อเสียงของตระกูล 

     

         แต่การประลองในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงบุตรหลานของตระกูลใหญ่เท่านั้นที่เข้าร่วมการประลอง  มีผู้เยาว์อีกจำนวนมากที่ต้องการจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองก็ได้เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้เช่นกัน 

     

         “ ข้าร็อกโก้  ! รับมอบหน้าที่มาจากท่านดยุคโคเว่นให้เป็นผู้ดูแลการประลองในครั้งนี้  ข้าขอเตือนเอาไว้ก่อนว่า !! หากผู้ใดสังหารคู่ต่อสู้จะถูกปรับแพ้และถูกลงโทษในทันที!! ไม่ว่ามันผู้นั้นจะจงใจหรือไม่ก็ตาม!! “

     

         เสียงประกาศก้องจากชายศีรษะโล่งเตียน  ใบหน้าของชายผู้นี้ดูดุดันน่าเกรงขาม  ดวงตาข้างหนึ่งถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าปิดตา เสียงของร็อกโก้นั้นดังพอที่จะทำให้ผู้แข่งขันที่ยืนเรียงรายอยู่บริเวณรอบๆเวทีได้ยินอย่างชัดเจน 

     

         “ นั่นมันท่านร็อกโก้หนึ่งในห้าอัศวินประจำเมืองเบอเนียร์นี่ ข้าพึ่งจะเคยเห็นตัวจริงแบบใกล้ๆก็ครั้งนี้เนี่ยแหละ “

     

         “ เจ้ารู้รึเปล่าว่าข้าน่ะเคยเห็นตอนที่ท่านร็อกโก้สู้กับสัตว์อสูรระดับสูแบบตัวต่อตัวด้วยนะ ท่านสู้กับมันด้วยพละกำลังโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังเวทเลยแม้แต่น้อย เจ้าคอยดูเถอะสักวันข้าจะแข็งแกร่งให้เหมือนกับท่านร็อกโก้ให้ได้ “  

     

          เสียงพูดคุยดังมาจากเหล่านักเวทรุ่นเยาว์ที่สมัครเข้าร่วมการประลอง หลายคนต่างมองไปยังร็อกโก้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม ร็อกโก้นั้นเป็นถึงนักเวทระดับอัศวินขั้นที่หนึ่ง   และยังมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในห้าของอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์อีกด้วย  เขาเป็นดั่งเป้าหมายของนักเวทรุ่นเยาว์หลายคนเลยก็ว่าได้

     

         ตำแหน่งห้าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์จะประกอบไปด้วยนักเวทที่แข็งแกร่งทั้งห้าคน  โดยนักเวททั้งห้าคนจะอยู่ภายอำนาจของดยุคโคเว่นโดยตรง โดยงานหลักๆก็จะมีหน้าที่ปกป้องเมืองเบอเนียร์จากเหล่าสัตว์อสูรและภัยคุกคามจากต่างเมือง  รวมถึงจัดการความไม่สงบต่างๆในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้อีกด้วย ตัวตนของเหล่าอัศวินทั้งห้าจึงเป็นดั่งวีรบุรุษที่คอยปกป้องคุ้มครองเมืองเบอเนียร์เอาไว้           

     

          บริเวณไม่ห่างไกลจากจุดที่เหล่าผู้แข่งขันกันรวมตัวกันมากนัก  ที่ประตูทางเข้ามายังลานประลอง  เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูฉีกขาดราวกับผ้าผืนเก่าๆที่ถูกทิ้ง  กำลังรีบมุ่งตรงมาด้วยความรวดเร็ว 

     

         “ หยุดอยู่ตรงนั้นซะ!! เจ้ากำลังจะไปไหนของเจ้า“

     

          แอเรียสที่กำลังมุ่งตรงมายังลานประลองแต่ก็ถูกขวางเอาไว้เสียก่อนโดยทหารที่มีหน้าที่คอยดูแลความเรียบร้อยของงานประลอง

     

         “ ข้าก็กำลังจะไปเข้าร่วมการประลองน่ะสิ“

     

         แอเรียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน เบื้องหน้าของเขาดูเหมือนว่าการประลองใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว  เขาไม่อยากที่จะพลาดการประลองไป 

     

         “ เจ้าไม่รู้รึไงว่านี่หมดเวลารับสมัครแล้ว  ไสหัวไปให้พ้นๆซะ !! “

     

         ดูเหมือนแอเรียสจะมาช้ากว่าเวลาที่ลงสมัครเข้าร่วมการประลอง  หลังจากที่ทหารผู้นั้นเหลือบสายตามองการแต่งตัวของแอเรียสแล้วมันจึงขับไล่เขาไปทันที 

     

          “ เฮ้ๆๆพวกเจ้าดูเจ้าคนตรงนั้นสิมันเป็นยาจกยังไง ดูเสื้อผ้าที่มันใส่สิ  มีแต่รอยฉีกขาด ขนาดเสื้อผ้าของคนรับใช้ในตระกูลข้ายังดูดีกว่านี้เลย “

     

         “ อย่าบอกนะว่าเจ้านั่นคิดจะเข้าร่วมการประลองด้วย  ช่างไม่เจียมเนื้อเจียมตัวเสียจริง  ฮ่าๆๆ “

     

         เสียงหัวเราะและคำพูดถากถางดังออกมาจากกลุ่มของเหล่าผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขัน แต่ดูเหมือนจะมีสองคนในหมู่ของพวกมันที่ไม่ได้รู้สึกขำขันไปด้วย  แต่พวกมันกลับจ้องมองแอเรียสด้วยสายตาที่เบิกกว้าง 

     

         “ ทำไมมันยังไม่ตายล่ะท่านพี่!? “

     

         ดาเนสพูดออกมาด้วยความตกตะลึง

     

         “ เจ้าลูกสุนัขนั่นยังมีชีวิตอยู่อีกงั้นรึ  !! ไหนท่านพ่อบอกว่าสังหารมันไปแล้วยังไงล่ะ“

     

         มาเชลเองก็ตกอยู่ในความตกตะลึงไม่แพ้กัน

     

         “ เงียบเสียงของพวกเจ้าลงซะ!! งานประลองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว! “

     

         เสียงของร็อกโก้ดังขึ้นมาด้วยความรำคาญ  ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังแอเรียสเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะหันหน้ากลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก  เสียงของเหล่าผู้เข้าแข่งขันต่างเงียบลงในทันทีไม่มีใครให้ความสนใจกับแอเรียสอีกเว้นแต่มาเชลกับดาเนสเพียงเท่านั้น

     

         “ มันมายังลานประลองทำไมกันท่านพี่“

     

         “ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร  ข้าเองก็พึ่งจะพบมันพร้อมกับเจ้า !! หวังว่ามันคงไม่มาสร้างความอับอายอะไรให้กับตระกูลหรอกนะ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของข้าคงพาลป่นปี้ไปพร้อมกับมันแน่ ช่างน่าอับอายนักที่มีคนเช่นมันอยู่ร่วมในตระกูล  แต่ในเมื่อมันยังไม่ตายก็ดีข้าจะได้สังหารมันด้วยมือของข้าเอง! “

     

         มาเชลพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด สายตาที่มันจ้องมองไปยังแอเรียสเต็มไปด้วยความอาฆาต แอเรียสคือผู้ที่ทำให้มันต้องถูกจองจำอยู่กว่าสองเดือน  นั่นนับเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของมันก็ว่าได้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาความแค้นในใจของมันลุกโชนอยู่ตลอดเวลา  มันราวกับความมืดดำได้หลอมรวมไปเป็นหนึ่งกับจิตใจมันเสียแล้ว หากเป็นไปได้มันอยากจะพุ่งไปลงมือสังหารแอเรียสเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ     

     

         “ หลีกทางให้ข้าไปได้แล้ว !! “

     

         “ เจ้าเด็กนี่พูดจาไม่รู้เรื่องรึอย่างไร เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงบังอาจจะมาสร้างความวุ่นวายให้กับงานประลอง  รีบไสหัวออกไปให้พ้นๆหน้าข้าซะก่อนที่ข้าจะจับเจ้าโยนออกไป!! “

     

        ทหารผู้นั้นพูดออกมาด้วยความรำคาญ เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามันช่างทำตัวได้น่ารำคาญนัก ด้วยความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นจึงทำให้แอเรียสเริ่มกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาเล็กๆ  หลายคนมองมาด้วยสายตาดูถูกเหยียมหยาม  แต่หลายคนก็มองมายังเขาด้วยความรู้สึกเห็นใจ

     

         “ แล้วถ้าเด็กคนนี้คือหลานชายของข้าล่ะ  มันพอจะมีสิทธิเข้าร่วมการประลองรึไม่ !“

     

         เสียงที่ดังมาจากเบื้องหลังของทหารผู้นั้นทำให้มันรู้สึกเสียวไปทั้งสันหลัง  ความไม่พอใจของเจ้าของเสียงนั้นทำให้มันหลั่งเหงื่อเย็นออกมาด้วยความกลัว  มันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของนักเวทระดับอัศวินอย่างชัดเจน มันเป็นระดับที่สามารถสังหารมันได้ในเพียงพลิกฝ่ามือ และที่สำคัญทั่วทั้งเมืองเบอเนียร์แห่งนี้ผู้ที่เป็นระดับอัศวินนอกจากเหล่าผู้นำตระกูลใหญ่แล้วก็มีเพียงเหล่าห้าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์เท่านั้น แต่ไม่ว่าเจ้าของเสียงนั้นจะเป็นใครก็ต่างเป็นตัวตนที่มันไม่ควรจะไปสร้างความไม่พอใจให้เลยแม้แต่น้อย

     

         “ ท่านฟาร์ฮาน! “

     

         “ ท่านปู่ !! “

     

         ทันทีที่ได้ยินคำพูดของแอเรียสทหารผู้นั้นก็หันไปมองแอเรียสอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา‘ก็หลานทั้งสองของท่านฟาร์ฮานยืนอยู่ที่ข้างเวทีประลองไม่ใช่รึยังไง  แล้วเจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน  หรือว่ามันจะเป็นบุญธรรมของท่านฟาร์ฮาน‘ 

     

        แม้จะไม่เข้าใจเรื่องราวมากนักแต่ทหารผู้นั้นก็รีบหลบทางให้กับแอเรียสก่อนจะเอ่ยขอโทษออกมา  เหล่าบุตรหลานของตระกูลใหญ่นั้นมีสิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็นการสมัครใดๆก็สามารถเข้าร่วมการประลองได้ ดังนั้นแม้แอเรียสจะมาช้าแต่เมื่อมาถึงก่อนการประลองจะเริ่มขึ้นก็หาได้มีผลอะไรไม่ 

     

         “ ขอบคุณขอรับท่านปู่ หากไม่ได้ท่านมาช่วยเอาไว้ข้าคงวุ่นวายอีกไม่น้อย “

     

        “ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ  ข้าดีใจจริงๆที่เจ้ายังปลอดภัย  พ่อกับแม่ของเจ้าเองก็เช่นกัน ความจริงแล้วข้ามีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถามเจ้า  แต่ดูเหมือนเจ้าคงจะไม่มีเวลามาเล่าให้ข้าฟังในตอนนี้สินะ  “

     

         ฟาร์ฮานเดินมาหาแอเรียสพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนความอบอุ่น มันเป็นรอยยิ้มที่ผู้คนภายในตระกูลไม่เคยได้มองเห็นมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วตั้งแต่เมื่อตอนที่แอเรียสหายไป 

     

         “ ก็คงจะเป็นเช่นนั้นแหละท่านปู่ ไม่ต้องห่วงข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน “

     

         แอเรียสยิ้มรับให้กับฟาร์ฮาน

     

         “ พยายามเข้าล่ะ ไว้เจ้าประลองเสร็จเมื่อไหร่ข้าจะรอฟังเรื่องของเจ้า “

     

          ฟาร์ฮานเดินมาตบบ่าของแอเรียสเพื่อให้กำลังใจ  ก่อนที่เขาจะกลับไปยังที่นั่งเดิมด้วยความรวดเร็ว  การเคลื่อนไหวของฟาร์ฮานนับว่ารวดเร็วนัก แอเรียสมองตามฟาร์ฮานออกไปก็พบกับพ่อแม่ของเขาที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับที่นั่งของฟาร์ฮาน มันเป็นที่นั่งพิเศษที่ถูกจัดเอาไว้ให้กับเหล่าตระกูลขุนนางโดยเฉพาะ แอเรียสหันไปส่งยิ้มให้กับพ่อและแม่ของเขาที่กำลังมองมายังทิศทางของเขาด้วยความตกตะลึงและความดีใจ เขาเองหาได้สนใจเมอร์สันที่จ้องมองมาทางเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อไม่ ‘ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ ! ‘ แอเรียสปฏิญาณกับตัวเองภายในใจ

     

         “ คุณชายนี่คือป้ายประจำตัวของผู้เข้าร่วมการประลอง  หมายเลขของท่านคือหมายเลข256นะขอรับ เพราะท่านมาช้าจึงได้หมายเลขสุดท้าย หากท่านมีเรื่องอะไรที่สงสัยก็สอบถามข้าได้ทุกเมื่อเลยนะขอรับ “

     

         แอเรียสไม่ได้ให้ความสนใจกับป้ายในมือสักเท่าใด แต่เขากลับมองไปที่ทหารที่นำป้ายประจำตัวมาให้เขาอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตานัก‘  นี่มันเป็นทหารคนเดียวกับที่ไล่ข้าออกไปอย่างกับหมูกับหมาหรือไม่‘  ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือของทหารผู้นั้นมันทำให้แอเรียสอดที่จะแปลกใจไม่ได้จริงๆ 

     

         “ ทำไมเจ้านั่นเข้าร่วมการประลองได้ล่ะ“

     

         “ เจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไรว่าเจ้านั่นเป็นหลานของท่านฟาร์ฮานมันย่อมมีสิทธิเหนือกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเราอยู่แล้ว  เหอะ ! ขี้โกงเป็นบ้า“

     

         “ ข้าว่าเจ้านี้มันหน้าตาคุ้นๆอยู่นะ ..ใช่ !! ข้านึกออกแล้ว มันคือคนที่มีรูปติดประกาศตามหาอยู่ทั่วเมืองยังไงล่ะ  เท่าที่ข้าจำได้มันน่าจะมีนามว่าแอเรียส  หากจำไม่ผิดมันเป็นผู้ที่ไร้พลังเวทนี่นาทำไมมันถึงมาเข้าร่วมการประลองกันล่ะ“

     

         สายตาของเหล่าผู้ประลองต่างจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่กำลังเดินลอยชายเข้ามาอย่างไม่รีบร้อนอันใด มันไม่เหมือนท่าทีของเขาเมื่อก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ท่าทางของแอเรียสดูเหมือนจะสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อย  สายตาหลายคู่เริ่มเปลี่ยนจากสายตาที่จ้องมองด้วยวความสงสัยเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจเสียแล้ว 

     

         “ เหอะ !ถือตัวว่าเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่แล้วจะทำตัวอย่างไรก็ได้งั้นเรอะ คอยดูเถอะข้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึกบนเวทีการประลองเอง ..บ้าน่า !! ระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สอง !! “

     

         เสียงดังมาจากชายหนุ่มผู้หนึ่ง แต่ทันทีที่แอเรียสเริ่มเดินเข้ามาใกล้หลายคนคนก็แปรเปลี่ยนสายตาจากความไม่พอใจเป็นความหวาดกลัวทันที เมื่อยามที่แอเรียสอยู่ห่างไกลพวกมันยังไม่อาจจะสัมผัสระดับพลังของเขาได้แม้แต่น้อย  แต่ทันทีที่แอเรียสเริ่มเขามาใกล้พวกมันก็เริ่มสัมผัสถึงระดับพลังของผู้ใช้มนตราได้ในทันที  ระดับพลังนี้มันไม่ใช่ระดับที่พวกมันจะสามารถต่อกรด้วยได้แล้ว พวกมันต่างเกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างพร้อมเพรียงกัน  ‘ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!! ‘

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน