แสงแดดอ่อนๆที่สาดแสงผ่านเหล่าปุยเมฆลงมายังเมืองเบอเนียร์เผยให้เห็นบรรยากาศภายในเมืองที่ดูคึกคักและวุ่นวายกว่าในยามปกติหลายเท่า ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินควักไคว่กันอยู่ภายในเมือง บรรยากาศคับคั่งไปด้วยไปด้วยเหล่าผู้คนที่มาเยี่ยมชมงานประลองที่ถูกจัดขึ้นโดยตระกูลฮาร์เก็น
ภายในเมืองไม่ได้มีเพียงแต่ชาวเบอเนียร์เท่านั้น มีผู้คนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาจากเมืองอื่น หลายคนมาเพื่อชมการประลอง หลายคนมาเพื่อค้าขาย และก็มีบางคนที่มาเพื่อเป้าหมายอื่น ต่างคนก็ต่างมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
งานประลองถูกจัดขึ้นที่ลานประลองภายในเมืองเบอเนียร์ ที่ใจกลางลานประลองมีเวทีสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างเอาไว้สำหรับใช้ในการต่อสู้ระหว่างนักเวท พื้นเวทีถูกสร้างมาจากวัสดุอันแข็งแกร่งยากที่จะถูกทำลายลงได้ แม้แต่นักเวทระดับนักรบก็ยากที่ทำลายมันลงได้
รอบๆเวทีการประลองมีการจัดที่นั่งของผู้ที่นั่งชมเอาไว้หลายพันที่นั่ง เสียงของผู้คนที่ดังจอแจออกมาจากฝั่งของที่นั่งชมเป็นระยะ ผู้คนต่างต้องการมาดูความตื่นเต้นจากการต่อสู้ของเหล่านักเวทรุ่นเยาว์ ผู้คนจากต่างเมืองบางคนก็มาเพื่อสอดแนมดูความแข็งแกร่งในอนาคตของเมืองเบอเนียร์ เหล่าผู้เยาว์เหล่านี้จะคือเด็กรุ่นใหม่ที่จะกุมชะตาของเมืองเบอเนียร์เอาไว้ในอนาคต หากผู้เยาว์เหล่านี้เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งนั่นก็หมายถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของเมืองเบอเนียร์ในภายหน้า แต่ในทางกลับกันหากผู้เยาว์เหล่านี้ไร้ซึ่งความสามารถนั่นก็หมายถึงอนาคตอันตกต่ำของเมืองเบอเนียร์ในภายหน้าเช่นกัน
การแข่งขันนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพียงแค่แย่งชิงของรางวัลเท่านั้น แต่มันมีนัยยะแฝงคือการประชันความแข็งแกร่งของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองเบอเนียร์ ทั้งห้าตระกูลใหญ่ต่างคาดหวังที่จะให้ผู้เยาว์ในตระกูลของตนกลายเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันนี้เพราะมันหมายถึงพลังอำนาจและชื่อเสียงของตระกูล
แต่การประลองในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงบุตรหลานของตระกูลใหญ่เท่านั้นที่เข้าร่วมการประลอง มีผู้เยาว์อีกจำนวนมากที่ต้องการจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองก็ได้เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้เช่นกัน
“ ข้าร็อกโก้ ! รับมอบหน้าที่มาจากท่านดยุคโคเว่นให้เป็นผู้ดูแลการประลองในครั้งนี้ ข้าขอเตือนเอาไว้ก่อนว่า !! หากผู้ใดสังหารคู่ต่อสู้จะถูกปรับแพ้และถูกลงโทษในทันที!! ไม่ว่ามันผู้นั้นจะจงใจหรือไม่ก็ตาม!! “
เสียงประกาศก้องจากชายศีรษะโล่งเตียน ใบหน้าของชายผู้นี้ดูดุดันน่าเกรงขาม ดวงตาข้างหนึ่งถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าปิดตา เสียงของร็อกโก้นั้นดังพอที่จะทำให้ผู้แข่งขันที่ยืนเรียงรายอยู่บริเวณรอบๆเวทีได้ยินอย่างชัดเจน
“ นั่นมันท่านร็อกโก้หนึ่งในห้าอัศวินประจำเมืองเบอเนียร์นี่ ข้าพึ่งจะเคยเห็นตัวจริงแบบใกล้ๆก็ครั้งนี้เนี่ยแหละ “
“ เจ้ารู้รึเปล่าว่าข้าน่ะเคยเห็นตอนที่ท่านร็อกโก้สู้กับสัตว์อสูรระดับสูแบบตัวต่อตัวด้วยนะ ท่านสู้กับมันด้วยพละกำลังโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังเวทเลยแม้แต่น้อย เจ้าคอยดูเถอะสักวันข้าจะแข็งแกร่งให้เหมือนกับท่านร็อกโก้ให้ได้ “
เสียงพูดคุยดังมาจากเหล่านักเวทรุ่นเยาว์ที่สมัครเข้าร่วมการประลอง หลายคนต่างมองไปยังร็อกโก้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม ร็อกโก้นั้นเป็นถึงนักเวทระดับอัศวินขั้นที่หนึ่ง และยังมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในห้าของอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์อีกด้วย เขาเป็นดั่งเป้าหมายของนักเวทรุ่นเยาว์หลายคนเลยก็ว่าได้
ตำแหน่งห้าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์จะประกอบไปด้วยนักเวทที่แข็งแกร่งทั้งห้าคน โดยนักเวททั้งห้าคนจะอยู่ภายอำนาจของดยุคโคเว่นโดยตรง โดยงานหลักๆก็จะมีหน้าที่ปกป้องเมืองเบอเนียร์จากเหล่าสัตว์อสูรและภัยคุกคามจากต่างเมือง รวมถึงจัดการความไม่สงบต่างๆในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้อีกด้วย ตัวตนของเหล่าอัศวินทั้งห้าจึงเป็นดั่งวีรบุรุษที่คอยปกป้องคุ้มครองเมืองเบอเนียร์เอาไว้
บริเวณไม่ห่างไกลจากจุดที่เหล่าผู้แข่งขันกันรวมตัวกันมากนัก ที่ประตูทางเข้ามายังลานประลอง เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูฉีกขาดราวกับผ้าผืนเก่าๆที่ถูกทิ้ง กำลังรีบมุ่งตรงมาด้วยความรวดเร็ว
“ หยุดอยู่ตรงนั้นซะ!! เจ้ากำลังจะไปไหนของเจ้า“
แอเรียสที่กำลังมุ่งตรงมายังลานประลองแต่ก็ถูกขวางเอาไว้เสียก่อนโดยทหารที่มีหน้าที่คอยดูแลความเรียบร้อยของงานประลอง
“ ข้าก็กำลังจะไปเข้าร่วมการประลองน่ะสิ“
แอเรียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน เบื้องหน้าของเขาดูเหมือนว่าการประลองใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เขาไม่อยากที่จะพลาดการประลองไป
“ เจ้าไม่รู้รึไงว่านี่หมดเวลารับสมัครแล้ว ไสหัวไปให้พ้นๆซะ !! “
ดูเหมือนแอเรียสจะมาช้ากว่าเวลาที่ลงสมัครเข้าร่วมการประลอง หลังจากที่ทหารผู้นั้นเหลือบสายตามองการแต่งตัวของแอเรียสแล้วมันจึงขับไล่เขาไปทันที
“ เฮ้ๆๆพวกเจ้าดูเจ้าคนตรงนั้นสิมันเป็นยาจกยังไง ดูเสื้อผ้าที่มันใส่สิ มีแต่รอยฉีกขาด ขนาดเสื้อผ้าของคนรับใช้ในตระกูลข้ายังดูดีกว่านี้เลย “
“ อย่าบอกนะว่าเจ้านั่นคิดจะเข้าร่วมการประลองด้วย ช่างไม่เจียมเนื้อเจียมตัวเสียจริง ฮ่าๆๆ “
เสียงหัวเราะและคำพูดถากถางดังออกมาจากกลุ่มของเหล่าผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขัน แต่ดูเหมือนจะมีสองคนในหมู่ของพวกมันที่ไม่ได้รู้สึกขำขันไปด้วย แต่พวกมันกลับจ้องมองแอเรียสด้วยสายตาที่เบิกกว้าง
“ ทำไมมันยังไม่ตายล่ะท่านพี่!? “
ดาเนสพูดออกมาด้วยความตกตะลึง
“ เจ้าลูกสุนัขนั่นยังมีชีวิตอยู่อีกงั้นรึ !! ไหนท่านพ่อบอกว่าสังหารมันไปแล้วยังไงล่ะ“
มาเชลเองก็ตกอยู่ในความตกตะลึงไม่แพ้กัน
“ เงียบเสียงของพวกเจ้าลงซะ!! งานประลองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว! “
เสียงของร็อกโก้ดังขึ้นมาด้วยความรำคาญ ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังแอเรียสเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะหันหน้ากลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก เสียงของเหล่าผู้เข้าแข่งขันต่างเงียบลงในทันทีไม่มีใครให้ความสนใจกับแอเรียสอีกเว้นแต่มาเชลกับดาเนสเพียงเท่านั้น
“ มันมายังลานประลองทำไมกันท่านพี่“
“ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าเองก็พึ่งจะพบมันพร้อมกับเจ้า !! หวังว่ามันคงไม่มาสร้างความอับอายอะไรให้กับตระกูลหรอกนะ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของข้าคงพาลป่นปี้ไปพร้อมกับมันแน่ ช่างน่าอับอายนักที่มีคนเช่นมันอยู่ร่วมในตระกูล แต่ในเมื่อมันยังไม่ตายก็ดีข้าจะได้สังหารมันด้วยมือของข้าเอง! “
มาเชลพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด สายตาที่มันจ้องมองไปยังแอเรียสเต็มไปด้วยความอาฆาต แอเรียสคือผู้ที่ทำให้มันต้องถูกจองจำอยู่กว่าสองเดือน นั่นนับเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของมันก็ว่าได้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาความแค้นในใจของมันลุกโชนอยู่ตลอดเวลา มันราวกับความมืดดำได้หลอมรวมไปเป็นหนึ่งกับจิตใจมันเสียแล้ว หากเป็นไปได้มันอยากจะพุ่งไปลงมือสังหารแอเรียสเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
“ หลีกทางให้ข้าไปได้แล้ว !! “
“ เจ้าเด็กนี่พูดจาไม่รู้เรื่องรึอย่างไร เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงบังอาจจะมาสร้างความวุ่นวายให้กับงานประลอง รีบไสหัวออกไปให้พ้นๆหน้าข้าซะก่อนที่ข้าจะจับเจ้าโยนออกไป!! “
ทหารผู้นั้นพูดออกมาด้วยความรำคาญ เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามันช่างทำตัวได้น่ารำคาญนัก ด้วยความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นจึงทำให้แอเรียสเริ่มกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาเล็กๆ หลายคนมองมาด้วยสายตาดูถูกเหยียมหยาม แต่หลายคนก็มองมายังเขาด้วยความรู้สึกเห็นใจ
“ แล้วถ้าเด็กคนนี้คือหลานชายของข้าล่ะ มันพอจะมีสิทธิเข้าร่วมการประลองรึไม่ !“
เสียงที่ดังมาจากเบื้องหลังของทหารผู้นั้นทำให้มันรู้สึกเสียวไปทั้งสันหลัง ความไม่พอใจของเจ้าของเสียงนั้นทำให้มันหลั่งเหงื่อเย็นออกมาด้วยความกลัว มันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของนักเวทระดับอัศวินอย่างชัดเจน มันเป็นระดับที่สามารถสังหารมันได้ในเพียงพลิกฝ่ามือ และที่สำคัญทั่วทั้งเมืองเบอเนียร์แห่งนี้ผู้ที่เป็นระดับอัศวินนอกจากเหล่าผู้นำตระกูลใหญ่แล้วก็มีเพียงเหล่าห้าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์เท่านั้น แต่ไม่ว่าเจ้าของเสียงนั้นจะเป็นใครก็ต่างเป็นตัวตนที่มันไม่ควรจะไปสร้างความไม่พอใจให้เลยแม้แต่น้อย
“ ท่านฟาร์ฮาน! “
“ ท่านปู่ !! “
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของแอเรียสทหารผู้นั้นก็หันไปมองแอเรียสอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา‘ก็หลานทั้งสองของท่านฟาร์ฮานยืนอยู่ที่ข้างเวทีประลองไม่ใช่รึยังไง แล้วเจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน หรือว่ามันจะเป็นบุญธรรมของท่านฟาร์ฮาน‘
แม้จะไม่เข้าใจเรื่องราวมากนักแต่ทหารผู้นั้นก็รีบหลบทางให้กับแอเรียสก่อนจะเอ่ยขอโทษออกมา เหล่าบุตรหลานของตระกูลใหญ่นั้นมีสิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็นการสมัครใดๆก็สามารถเข้าร่วมการประลองได้ ดังนั้นแม้แอเรียสจะมาช้าแต่เมื่อมาถึงก่อนการประลองจะเริ่มขึ้นก็หาได้มีผลอะไรไม่
“ ขอบคุณขอรับท่านปู่ หากไม่ได้ท่านมาช่วยเอาไว้ข้าคงวุ่นวายอีกไม่น้อย “
“ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้าดีใจจริงๆที่เจ้ายังปลอดภัย พ่อกับแม่ของเจ้าเองก็เช่นกัน ความจริงแล้วข้ามีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถามเจ้า แต่ดูเหมือนเจ้าคงจะไม่มีเวลามาเล่าให้ข้าฟังในตอนนี้สินะ “
ฟาร์ฮานเดินมาหาแอเรียสพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนความอบอุ่น มันเป็นรอยยิ้มที่ผู้คนภายในตระกูลไม่เคยได้มองเห็นมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วตั้งแต่เมื่อตอนที่แอเรียสหายไป
“ ก็คงจะเป็นเช่นนั้นแหละท่านปู่ ไม่ต้องห่วงข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน “
แอเรียสยิ้มรับให้กับฟาร์ฮาน
“ พยายามเข้าล่ะ ไว้เจ้าประลองเสร็จเมื่อไหร่ข้าจะรอฟังเรื่องของเจ้า “
ฟาร์ฮานเดินมาตบบ่าของแอเรียสเพื่อให้กำลังใจ ก่อนที่เขาจะกลับไปยังที่นั่งเดิมด้วยความรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของฟาร์ฮานนับว่ารวดเร็วนัก แอเรียสมองตามฟาร์ฮานออกไปก็พบกับพ่อแม่ของเขาที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับที่นั่งของฟาร์ฮาน มันเป็นที่นั่งพิเศษที่ถูกจัดเอาไว้ให้กับเหล่าตระกูลขุนนางโดยเฉพาะ แอเรียสหันไปส่งยิ้มให้กับพ่อและแม่ของเขาที่กำลังมองมายังทิศทางของเขาด้วยความตกตะลึงและความดีใจ เขาเองหาได้สนใจเมอร์สันที่จ้องมองมาทางเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อไม่ ‘ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ ! ‘ แอเรียสปฏิญาณกับตัวเองภายในใจ
“ คุณชายนี่คือป้ายประจำตัวของผู้เข้าร่วมการประลอง หมายเลขของท่านคือหมายเลข256นะขอรับ เพราะท่านมาช้าจึงได้หมายเลขสุดท้าย หากท่านมีเรื่องอะไรที่สงสัยก็สอบถามข้าได้ทุกเมื่อเลยนะขอรับ “
แอเรียสไม่ได้ให้ความสนใจกับป้ายในมือสักเท่าใด แต่เขากลับมองไปที่ทหารที่นำป้ายประจำตัวมาให้เขาอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตานัก‘ นี่มันเป็นทหารคนเดียวกับที่ไล่ข้าออกไปอย่างกับหมูกับหมาหรือไม่‘ ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือของทหารผู้นั้นมันทำให้แอเรียสอดที่จะแปลกใจไม่ได้จริงๆ
“ ทำไมเจ้านั่นเข้าร่วมการประลองได้ล่ะ“
“ เจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไรว่าเจ้านั่นเป็นหลานของท่านฟาร์ฮานมันย่อมมีสิทธิเหนือกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเราอยู่แล้ว เหอะ ! ขี้โกงเป็นบ้า“
“ ข้าว่าเจ้านี้มันหน้าตาคุ้นๆอยู่นะ ..ใช่ !! ข้านึกออกแล้ว มันคือคนที่มีรูปติดประกาศตามหาอยู่ทั่วเมืองยังไงล่ะ เท่าที่ข้าจำได้มันน่าจะมีนามว่าแอเรียส หากจำไม่ผิดมันเป็นผู้ที่ไร้พลังเวทนี่นาทำไมมันถึงมาเข้าร่วมการประลองกันล่ะ“
สายตาของเหล่าผู้ประลองต่างจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่กำลังเดินลอยชายเข้ามาอย่างไม่รีบร้อนอันใด มันไม่เหมือนท่าทีของเขาเมื่อก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ท่าทางของแอเรียสดูเหมือนจะสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อย สายตาหลายคู่เริ่มเปลี่ยนจากสายตาที่จ้องมองด้วยวความสงสัยเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจเสียแล้ว
“ เหอะ !ถือตัวว่าเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่แล้วจะทำตัวอย่างไรก็ได้งั้นเรอะ คอยดูเถอะข้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึกบนเวทีการประลองเอง ..บ้าน่า !! ระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สอง !! “
เสียงดังมาจากชายหนุ่มผู้หนึ่ง แต่ทันทีที่แอเรียสเริ่มเดินเข้ามาใกล้หลายคนคนก็แปรเปลี่ยนสายตาจากความไม่พอใจเป็นความหวาดกลัวทันที เมื่อยามที่แอเรียสอยู่ห่างไกลพวกมันยังไม่อาจจะสัมผัสระดับพลังของเขาได้แม้แต่น้อย แต่ทันทีที่แอเรียสเริ่มเขามาใกล้พวกมันก็เริ่มสัมผัสถึงระดับพลังของผู้ใช้มนตราได้ในทันที ระดับพลังนี้มันไม่ใช่ระดับที่พวกมันจะสามารถต่อกรด้วยได้แล้ว พวกมันต่างเกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ‘ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!! ‘