ในส่วนนี้ ผมขอบอกเอาไว้ก่อนนะ ว่าไม่ใช่เื่ที่ผมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เป็ยี่ฟู่ที่เล่าให้ผมฟังในภายหลัง..
ผมหายไปไหนน่ะเหรอ?
ไม่เอาน่า..
พวกนายคงไม่ลืมเื่ที่ทำให้ผมอายที่สุดในชีวิตเื่นั้นเหรอนะ..
เห้อ..
อย่าให้ผมพูดซ้ำเลย..
ไหว้ล่ะ..
เอาเป็..
ผมจะพยายามเล่าในสิ่งที่ยี่ฟู่บอกผมมาแบบละเอียดก็แล้วกัน..
ใช่แล้ว..
ตาแก่คนที่ชอบบ่นคนนั้นนั่นแหละ
คนที่ชอบทำหน้าตาเคร่งขรึมราวกับจะเทศน์ แต่พอผมเผลอหลับตา กลับชอบแอบย่องไปกินขนมที่ผมซ่อนเอาไว้จนหมดคนนั้นแหละ..
เขาเล่าเื่ของหลินซินให้ผมฟังน่ะ
เป็เื่ที่ย่าของผมบอกท่านมาอีกที..
แล้วพอผมได้ฟังจนจบ
ผมก็เปลี่ยนจากความ 'เขิน' ที่ย่าของผมพยายามจะจับผมเข้าห้องหอกับนาง
กลายเป็ 'อึ้ง' กับสิ่งที่หลินซินต้องพบเจอมา
ถ้าคุณยังนึกไม่ออกว่ามันหนักแค่ไหน...
งั้นมาฟังผมเล่าได้เลย
แต่ผมขอเตือนเอาไว้ก่อน
อย่าหาว่าผมไม่บอกนะ..
นี่มันไม่ใช่นิทานก่อนนอนแน่ ๆ
มันเริ่มจากตอนที่ยี่ฟู่ของผม ถามเื่โซ่ที่คล้องข้อมือของหลินซิน
“หลิวเล่าฮูหยิน.. จะเป็การเสียมารยาทหรือไม่หากข้าถามเื่ของแม่หนูหลิน”
“เหตุใดนางถึงได้สวมโซ่ตรวนนั่นน่ะหรือ..”
ท่านย่าได้หันมามองที่ยี่ฟู่..
สบตากับท่านอยู่นานประมาณหนึ่ง ก่อนจะพิงหลังกับเก้าอี้ไม้เก่า ๆ แล้วถอนหายใจออกมายาวเหยียด
สายตาของท่านแหงนมองขึ้นไปบนฝ้าเพดาน..
ราวกับมีใครบางคนอยู่บนนั้น..
หรืออาจพยายามขุดเื่ที่ฝังเอาไว้ออกมา..
“หลังจากข้ารู้ข่าวการตายของหลงหลงเอ๋อร์..
ข้าก็คิดว่าคงไม่มีหญิงใดโชคร้ายไปกว่าข้าอีกแล้ว..
แต่เมื่อข้ามาพบกับนาง...”
ผมไม่ได้ยินคำว่า 'นาง' จากปากท่านย่าบ่อยนัก
ทุกครั้งที่ท่านย่าพูดถึงหลินซิน..
จะมีแต่ 'ซินซินเอ๋อร์' กับน้ำเสียงละมุนละไมราวกับจะห่มผ้าหนาให้ลูกหลาน
แต่ครั้งนี้..
คำว่า 'นาง' ของท่านย่าฟังดูห่างเหิน เหมือนกำลังเล่าเื่ของคนคนหนึ่ง
ที่ไม่ใช่คนที่นางรักราวลูก..
ผมเพิ่งรู้ตอนนั้นแหละ..
ว่าคนเราจะเล่าเื่ที่เ็ปที่สุดยังไงให้ตัวเองเจ็บน้อยที่สุด
มันก็คือ..
ทำเหมือนเื่นั้นไม่ใช่ของเรา
หรือถ้าเื่นั้น..
เป็เื่ของคนอื่นที่เผชิญมาหนักกว่า..
“ความเศร้าโศกที่ข้าแบกอยู่หลายปีกลับกลายเป็เพียงเื่เล็กจ้อยไปในทันที...”
น้ำเสียงของท่านย่าในตอนที่เล่า ราวกับท่านต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในวัยชราของท่านเล่าออกมา
*** ตอนนี้จะเป็การเล่าของหลิวเล่าฮูหยินแบบยาว ๆ นะครับ ***
“เมื่อราวสิบปีก่อน ข้าได้เดินทางไปยังเมืองพยศอาชาเพื่อเข้าร่วมงานศพฮูหยินรองสกุลหม่า ตอนขากลับ ข้าได้เดินทางผ่านป่านิรันดร์ราตรี..
ค่ำคืนนั้นช่างเงียบเหงานัก แสงจันทร์มิอาจส่องได้ถึงพื้นดิน โชคดีที่ท่านผู้นำตระกูลหม่าเห็นใจข้าที่แก่แล้วและข้ามีเพียงคนรถเท่านั้นที่ติดตามกลับไปพร้อมข้า เขาจึงได้ส่งทหารของเขาสองนาย ติดตามมาส่งข้าให้ถึงบ้าน
ระหว่างที่ข้า คนรถและทหารสองนายนั้นกำลังเร่งเดินทางเพื่อให้ออกจากป่าให้เร็วที่สุด
เ้าก็รู้..ซื่อซื่อน้อย
ว่าป่านิรันดร์ราตรีในยามค่ำคืนนั้นอันตรายถึงเพียงไหน พวกข้าจึงต้องเร่งฝีเท้ากันอย่างเต็มที่..
แต่หากข้ารู้ว่าเื่เลวร้ายนี้จะเกิดขึ้น..
ข้าคงจะเร่งให้ได้ไวกว่านี้..
คราแรกที่พวกข้ามองเห็นแสงสว่าง ก็นึกคิดว่านั่นเป็แสงจันทร์ที่อยู่ตรงชายป่า
ทว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น..
ยิ่งเดินใกล้ตรงจุดกำเนิดแสง..
ก็ยิ่งมีเสียงร่ำไห้..
ยิ่งใกล้ถึง..
เสียงยิ่งฟังดูแล้วน่าสังเวช..
คราแรกข้าก็คิด ว่าคงเป็ชาวบ้านแถวนั้นโชคร้ายถูกสัตว์อสูรเล่นงานเข้า ข้าจึงได้สั่งให้ทหารสองนายนั้นเข้าไปช่วยเหลือ
แต่เมื่อเดินถึงจุดหมาย..
ภาพที่เห็นมันสุดหยาบช้า..
ข้าไม่อยากเชื่อว่าจะมีเื่น่าอดสูแบบนั้นรอข้าอยู่..
ที่ตรงนั้นโจรป่าสองคน พวกมันทั้งสองกำลังข่มเหงหญิงนางหนึ่งโดยที่มีเด็กหญิงตัวน้อย ๆ นั่งคุดคู้อยู่ข้าง ๆ
เ้าคงนึกออก..
ว่าเด็กตัวน้อยนางนั้นก็คือซินซินเอ๋อร์.
ส่วนสตรีนางนั้นที่ถูกคนโฉดชั่วข่มเหงอยู่..
ใช่แล้ว..
ซื่อซื่อน้อน..
สตรีนางนั้นคือแม่ของซินซินเอ๋อร์
แม่ของซินซินเอ๋อร์ร่ำไห้ราวกับสัตว์ที่ถูกเฆี่ยนตี ประเดี๋ยวนางก็อ้อนวอนให้โจรพวกนั้นปล่อยพวกนางไป..
ประเดี๋ยวก็ร้องเรียกหาลูกสาวตัวน้อยของนาง..
ทว่าโจรป่าสองคนนั้นกลับเมินเฉย มันยังคงบรรจงลงมือต่อนางอย่างไม่ลดละ..
ย่ำยีศักดิ์ของนางราวกับสัตว์เดรัจฉาน
ข้าเองก็เป็แม่คน..
ข้าต่างรู้และเข้าใจดีว่าแม่ของซินซินเอ๋อร์นั้นคิดอะไรอยู่ สิ่งที่ปวดใจที่สุดในตอนนั้นของนางไม่ใช่เื่ที่ถูกข่มเหงรังแก
แต่เพราะซินซินเอ๋อร์นั่งอยู่ตรงนั้นต่างหาก..
ที่ทำให้นางปวดร้าวใจถึงเพียงนั้น
ทหารสองนายที่ตามข้ามาเร่งเข้าไประงับเหตุ สังหารโจรโฉดสองคนนั้นสิ้นโดยไม่ถามไถ่
หลังจากโจรโฉดสองคนนั้นตายลง หนึ่งในทหารก็ได้เข้าไปเพื่อจะช่วยประคองแม่ของซินซินเอ๋อร์เพื่อจะพาไปรักษา
แต่นางในตอนนั้นผวาตื่นกลัวเกินไป..
เพียงเห็นว่าเป็บุรุษ..
ก็ผลักทุบตีจนทหารทั้งสองนายมิอาจทำอะไรได้
สุดท้าย..
จึงเป็ข้าที่ต้องเข้าไปคุยเกลี้ยกล่อมนางอยู่นานสองนาน..
นางจึงยอมสงบลงแล้วจึงสามารถพากลับเมืองพยศอาชาเพื่อทำการรักษาต่อไปได้
แต่น่าเสียดาย..
สิ่งที่โจรโฉดสองคนนั้นทำ..
มันบาดลึกลงในจิตใจของนางจนยากจะแก้แล้ว..
สติของนางตอนนั้นไม่สู้ดี..
นางถึงขั้นหยิบห่อผ้าที่อยู่ข้างกายขึ้นมาโอบกอดเพราะคิดว่านั่นคือซินซินเอ๋อร์
แต่กลับคิดว่าซินซินเอ๋อร์ตัวจริงนั้นจะเข้าไปทำร้ายนาง..
จนทำให้ซินซินเอ๋อร์ไม่อาจเข้าใกล้นางได้เลย
ทำเอาเด็กน้อยผู้น่าสงสารได้แต่ร่ำไห้ บอกว่านางต่างหากคือหลินซิน
หากเ้าคิดว่าเื่นี้ร้ายแล้ว..
แต่นั่นยังไม่ใช่เื่เลวร้ายเื่สุดท้ายที่เกิดขึ้นในคืนนั้น..
ในคืนนั้น..
ด้วยความที่ข้าเป็ห่วงซินซินเอ๋อร์จึงพานางกลับไปนอนด้วยที่โรงเตี๊ยม..
ข้ากังวลว่าหากปล่อยให้นางอยู่กับแม่ของนางตามลำพัง นางจะถูกทำร้ายเอาได้
ทว่ากลางดึก..
ข้าตื่นมากลับไม่พบซินซินเอ๋อร์ที่ข้างกาย ทำเอาข้าร้อนใจเป็อย่างมาก
ข้าหานางรอบโรงเตี๊ยมก็แล้วกลับไม่พบ ข้าจึงรีบด่วนเดินทางไปที่สำนักแพทย์เพราะคิดว่าซินซินเอ๋อร์น่าจะอยู่ที่นั่น
เฮอ....
เด็กน้อยผู้น่าสงสาร..
ซึ่งเป็ตามที่ข้าคิด..
ซินซินเอ๋อร์อยู่ที่นั่นจริง ๆ
ข้าไม่คิดเลยว่านางที่ยังเล็กถึงเพียงนั้นกลับจดจำเส้นทางได้
สมองของนางถือว่าดีใช้ได้..
ซึ่งจริง ๆ แล้ว..
ข้าไม่อยากให้นางหัวดีเช่นนั้นเลย..
ข้าอยากให้นางเป็เพียงเด็กโง่ความจำสั้น..
อยากให้นางลืม ๆ เื่นั้นไปเสีย..
ภาพแรกที่ข้าเห็นก็คือภาพของซินซินเอ๋อร์ยืนแตะฝ่าเท้าของแม่นางและร่ำไห้เรียกแม่ของนางอยู่
ภาพนั้นสุดแสนะเืใจของข้ามาก..
ด้วยแม่ของนางได้ชิงใช้ห่อผ้าที่ตอนนั้นนางโอบกอดเพราะคิดว่าเป็ซินซินเอ๋อร์..
กระทำเื่ที่ผิดบาปลงไป..
ข้าไม่รู้ว่าซินซินเอ๋อร์ไปถึงที่นั่นั้แ่เมื่อไหร่..
ไม่รู้ว่านางทนดูและร้องเรียกแม่ของนางนานถึงเพียงไหน..
ข้ารู้แต่เพียงว่า....
ความเลวร้ายในคืนนั้น....
มันไม่สมควรเกิดขึ้นต่อหน้าต่อ..
เด็กหกปีเช่นนางเลย..
มันไม่ควร...”
*** จบการเล่าของหลิวเล่าฮูหยิน ***
จากตรงนั้น ผมคงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่า ตอนฟังเสร็จแล้วผมรู้สึกยังไง
ใช่...
มันเป็ความรู้สึกที่แย่เอามาก ๆ !
แย่แบบที่ทำให้คนอย่างผมลุกขึ้นมายืนมองท้องฟ้าพร้อมถอนหายใจเหมือนโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมเลย
พวกนายก็คงเห็นด้วยกับผม..
ไม่น่าเลย..
ไม่น่ามีเื่อะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุแค่นั้น..
ไม่ควรจริง ๆ
ส่วนยี่ฟู่ของผมน่ะเหรอ..
พอได้ฟังจบ..
ท่านก็ได้แต่ถอนใจออกมาคำหนึ่งก่อนจะพูดกับท่านย่าของผม
“ข้าไม่เชื่อว่า์มีจริง..
แต่นรก..
ก็คงสถิตอยู่ในใจของหลินซินแล้วกระมัง”
“เห้อ..
นางไม่เพียงอาภัพ
แต่เหมือน์จะชิงชังนาง ถึงทำให้นางในวัยเท่านั้นต้องพบเจอเื่เลวร้ายเช่นนี้”
ท่านย่าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ..
น้ำตาที่แห้งไปตอนก่อนหน้าก็เหมือนจะเริ่มเอ่อคลออยู่ที่หางตา
“ว่าแต่หลิวเล่าฮูหยิน ท่านรู้หรือไม่ว่าหลินซินมาจากที่ใด เหตุใดนางถึงถูกสวมโซ่ตรวนไว้เช่นนั้น”
ยี่ฟู่ของผมเอ่ยราวกับ้ารู้ ว่าทำไมหลินซินถึงต้องถูกล่ามไว้เช่นนั้น
“ข้าไม่รู้ว่านางมาจากที่ใด
แต่ที่แน่ ๆ
นางมิใช่คนอาณาจักรปัญจมิตรแน่ และถ้าให้ข้าเดา นางก็คงเป็คนจากจักรวรรดิเต่าทมิฬ เพราะเสื้อผ้าที่นางและแม่สวมในวันนั้น
มันถูกตัดเย็บด้วยลวดลายเฉพาะของคนแดนนั้น..
ส่วนโซ่ตรวนนั่น..
ข้าเองก็ไม่ทราบ..
เพราะั้แ่ข้าพบนาง..
บนตัวของนางก็มีโซ่ตรวนสวมอยู่เช่นนั้นแล้ว”
ฟังความของท่านย่า..
ยี่ฟู่ก็ถึงกับยกมือขึ้นมาลูบเคลาอย่างเหม่อลอย แต่ในหัวกลับมีข้อมูลตีกันอยู่ในหัว
“สวมโซ่ตรวนั้แ่หก..เจ็ดปี?
ตอนนี้ก็สิบเจ็ด..
เท่าที่ข้าเห็น..
โซ่ตรวนนั้นมันสวมพอดีกับมือของนางเลยมิใช่หรือ!?!”
“ซื่อซื่อน้อย?! เ้ารู้อะไรรึ?”
ท่านย่าเอ่ยถามด้วยท่าทางใคร่รู้
“ข้าคิดว่าตัวตนของหลินซินคงไม่ธรรมดาแน่ ตรวนที่นางสวมอยู่คือตรวนที่ทำจากแก่นเหล็กดำจักรพรรดิ นอกจากความสามารถในการยืดหดตรงส่วนที่ลงอักขระปราณไว้ มันยังแข็งแกร่งกว่าแก่นเหล็กดำธรรมดาถึงสามเท่า
ซ้ำ..
ยังสามารถปิดกั้นพลังสถิตกับเส้นปราณให้แยกออกจากกัน ทำให้แม้ผู้สวมใส่จะสามารถฝึกวรยุทธ์ได้ตามปกติ
แต่ต้องใช้เวลานานกว่าคนทั่วไปกว่าจะสำเร็จได้ในแต่ระดับ อีกเมื่อฝึกถึงระดับหยั่งรู้นภา..
คนผู้นั้นที่สวมตรวนนี้อยู่กินมิอาจใช้อัตลักษณ์ประจำตัวของพลังสถิตได้..
นับว่าเป็สิ่งที่โหดร้ายที่สุดของจอมยุทธ์เลยก็ว่าได้”
ยี่ฟู่ในตอนที่เล่า..
มือของท่านก็ได้จับไปที่ข้อมือของท่านเอง ราวกับว่าท่านคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่า 'แก่นเหล็กดำจักรพรรดิ' เป็อย่างดี
“ของสิ่งนี้ .
มันเป็ของที่มีเอาไว้พันธนาการสำหรับยอดฝีมือโดยเฉพาะ”
ท่านย่าพอได้ยินก็ถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก ราวกับว่ากลัวในสิ่งที่พูดออกไปจะเป็คำหยาบ
แต่เหมือนสิ่งที่ร้อนปุดอยู่ในตัวของท่านจะไม่ทน
“เ้าสองโจรชั่วนั่น!!
ข้าไม่น่าปล่อยศพของพวกมันทิ้งอยู่กลางป่า!!
หากข้ารู้เช่นนี้แต่แรก!!
ข้าจะเอาศพของพวกมันมาสับเป็หมื่น ๆ ชิ้นจนกว่าข้าจะหายแค้น!!!”
เอาล่ะ..
พอผมได้ฟังยี่ฟู่เล่าถึงตรงนี้ ผมก็ได้แต่เอามือทาบอก..
ขนาดตอนแก่แล้วท่านย่าของผมยังเป็ถึงขนาดนี้..
ไม่อยากคิด..
ตอนสาว ๆ ท่านจะเป็ถึงขนาดไหน..
เอาล่ะต่อ ๆ ขออภัยที่นอกเื่
“ข้าเกรงว่าตรวนที่ทำจากแก่นเหล็กดำจักรพรรดิจะมิใช่ฝีมือของสองโจรพวกนั้นหรอก..
หลิวเล่าฮูหยิน”
ยี่ฟู่ก็ได้แต่ส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นของท่านย่า
“แก่นเหล็กดำจักรพรรดินั้นไม่ใช่ว่ามีเงินจะหามาได้!
เพราะตามกฎหมายของจักรวรรดิเต่าทมิฬแล้ว!
ของสิ่งนี้คือของวิเศษระดับสมบัติชาติ การจะมีไว้ในนั้นมีเพียงหนทางเดียว คือให้องค์จักรพรรดิประทานมอบให้เท่านั้น!!
ไม่มีหนทางอื่นที่จะมันได้”
พูดถึงตรงนี้..
ยี่ฟู่ก็ได้แต่จ้องส่งสายตามองไปทางท่านย่า ก่อนจะกล่าวต่อด้วยท่าทางเคร่งขรึม
“ตามความคิดของข้า..
ต้องมีใครบางคนเกรงกลัวในพลังของหลินซินแน่
นางถึงได้ถูกสวมตรวนนี้ไว้ที่ตัว
และคน..คนนั้น!!
ต้องเป็คนสำคัญที่มียศไม่ต่ำกว่าขุนนางขั้นหนึ่งแน่”
“มิน่าเล่า..มิน่า
ตอนที่ชิงชิงน้อย (เ้าเมืองซุน) อาสาตัดตรวนนั้นให้..
ซินซินเอ๋อร์ถึงได้ดื้อและไม่ยอม..
นางบอกว่าหากตัดเมื่อใด..
มันจะนำพาหายนะมาให้”
“ข้าเกรงว่ามันจะเป็หายนะจริง ๆ หลิวเล่าฮูหยิน
ตามที่ข้าดู..
โซ่นั่นมันได้ลงปราณประทับเอาไว้
หากเมื่อใดที่โซ่นั่นถูกตัดออก ตราประทับจะทำงาน และส่งสถานที่แห่งนี้กลับไปที่เ้าของโซ่นั่น
และไอ้คนที่สวมสิ่งนั้นให้หลินซิน มันก็จะรู้ว่านางอยู่กับท่านที่บ้านแห่งนี้
เกรงว่าพวกคนที่แอบซุ่มดูพวกท่านอยู่ จะมีความเกี่ยวข้องกับนาง”
ยี่ฟู่พูดพร้อมกับมองกลับไปที่ท่านย่าอีกครั้ง
“ก็อาจเป็ไปได้..
และเป็ไปไม่ได้”
ท่านย่าส่ายหัวไปมาก่อนจะกล่าวเพิ่ม
“เพราะการสะกดรอยที่บ้านนี้..
มันเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่คนจากนครหิมะพยัคฆ์ขาวเดินทางมาที่เมืองนี้
ซึ่งพอคนจากแดนนั้นมา..
ตระกูลหลิวก็ถูกจับตาดู..
ข้าว่ามันประจวบเหมาะกันจนเกินไป”
“ใช่.. ประจวบเหมาะเกินไปจริง ๆ”
ยี่ฟู่กล่าวกับท่านย่า แต่ท่านก็ยังไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม ก็ได้มีเสียง
ตึง… ตึง… ตึง… ตึง…!!
วิ่งมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องรับแขก
ใช่..ช่าย.. คน ๆ นั้นก็คือผมเอง
โอเค..
ยอมรับตรงนี้เลยว่าผมไม่เคยคิดว่าจะต้องวิ่งเข้าห้องรับแขกของตระกูลตัวเองด้วยสภาพแบบนี้มาก่อน
ชุด?
ไม่มีหรอก!
มีแค่เสื้อฟุตบอลตัวเดียวที่ใช้ปิด 'เกี้ยมน้อย' ไว้เท่านั้น
“ท่านย่า! นี่ท่านสั่งอะไรหลินซินน่ะ!!”
เสียงผมดังจนะเืบ้าน!!
แถมตอนที่พูด!!
ยังต้องยืนบิดไปบิดมาเพราะพยายามดึงชายเสื้อให้มันยาวขึ้นอีกสักนิ้ว (ซึ่งก็ไม่ช่วยอะไรเลย)
ท่านย่าหันขวับมามอง!!
พอเห็นสภาพผม..
ท่านก็ไม่ได้ร้องใอะไร
ไม่ะโด้วยซ้ำ!!
ท่านย่ากลับถอนหายใจใส่แบบคนที่เล็งของลดราคามาแล้วหลายวัน พอจะซื้อดันหมด
“หลานนี่ใจแข็งจริง ๆ เห็นซินซินเอ๋อร์ทั้งอย่างนั้นแล้วยังสามารถตัดใจวิ่งหนีออกมาได้อีก..
อย่างไร?
เรือนร่างของซินซินเอ๋อร์ไม่ถูกใจหลานเลยรึ?”
ใช่ครับ..
นี่คือท่านย่าของผมเอง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ญาติผู้ใหญ่'
เป็ย่าของคนอื่นๆ อาจจะเล่าเื่เก่าในวันวานให้หลานฟังตอนกินข้าว
แต่ย่าของผมนั่นน่ะเหรอ..
เฮอะ!
กลับเป็เซลขายตรงหลานเข้าสู่งานวิวาห์แบบไม่มีพัก
“โถท่านย่า!”
ผมว่าพร้อมขยุ้มผมตัวเอง
“ข้าบอกท่านแล้วไงว่าตอนนี้ข้าไม่พร้อมคิดเื่พวกนั้น
หลิวเจี้ยนขอร้องท่านเถิด..
เลิกคิดเื่ยัดเยียดผู้หญิงให้หลานสักที..
ข้าขอร้อง...”
ใช่เลย..
น้ำเสียงของผมตอนนั้นคือเสียงของคนที่เดินมาถึงขีดสุดของความสิ้นหวังแล้วจริง ๆ
อารมณ์ตอนนั้นผสมระหว่างอายจัด โกรธจัด และเหนื่อยจนไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว แค่ยืนก็แทบจะล้ม
“ก็ได้...ก็ได้...ก็ได้”
ท่านย่าปัดมือไปมาอย่างกับผมเป็ยุงบินผ่านหน้า
“ย่าจะไม่บีบบังคับเ้าอีกแล้ว..
เร่งไปใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะ..
อุจาดตานัก!”
อะไร!!
อุจาดตานักเหรอ!!
ที่ผมต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ไม่ใช่ฝีมือของท่านหรือยังไง
แล้วพวกนายก็เลิกขำได้แล้ว!!
รู้ไหมว่าเสียงมันดังออกไมค์มาน่ะ!!
“ทางขวาจนสุดทางเดินตรงข้างห้องนอนใหญ่
นั้นคือห้องของหลาน..
ย่าให้ซินซินเอ๋อร์จัดเตรียมห้องไว้ให้หลานแล้ว รีบไปเปลี่ยนเสื้อที่ห้องนอนของเ้าเร็ว ๆ
ไปไป๊!
อุจาดตานัก!”
อุจาดอีกแล้วครับท่าน...
ก็ใช่...
ผมไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมออกงาน แต่ผมก็เป็หลานแท้ ๆ ของท่านไม่ใช่เหรอ!?
ยอมรับเลยว่าหลังจากนั้นผมไม่ได้เดินด้วยความมั่นใจอะไรเลย
ผมวิ่งหนีต่างหาก..
หนีจากความอับอายหรอ.. ไม่เลย!!
หนีจากย่าผมเองเนี่ยแหละ!!
ผมวิ่งตามคำบอกของท่านย่า
ไม่สิ..
ต้องเรียกว่าหนีมากกว่า..
วิ่งผ่านห้องนอนใหญ่ที่ดูเหมือนจะมีค่าระดับพระราชวัง
แต่ตอนนั้นผมไม่มีเวลาจะสนใจบานประตูที่สลักลายัทองกับฟ้าครามนั่นเลย
ความคิดเดียวในหัวตอนนั้นคือ 'ขอแค่มีเสื้อใส่เถอะ ์เอ๋ย!'
แต่พอเปิดประตูห้องนอนที่ท่านย่าบอกไว้ ผมก็ได้แต่อุทานออกมาดัง ๆ ว่า
“นี่มันอะไรอีกแล้วเนี่ย!!”
ห้องที่ผมเข้าไปนั้น..
แค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ห้องที่เตรียมไว้ให้ผม
ข้างในห้องนั้นเต็มไปด้วยของใช้ผู้หญิง
แล้วผมก็ไม่ได้เจอห้องเปล่า ๆ
เ้าของห้องนั้นดันอยู่ในห้องเสียด้วย
ใช่..
ผมรู้ว่าพวกคุณต้องเดาออกว่าห้องนั้นเป็ห้องของใคร
และใช่อีก...
หลินซินที่อยู่ในห้องตอนนี้! 'เธออยู่ในระหว่างแต่งตัวใหม่'
ซึ่งถ้าใครเคยอ่านนิยายแนวนี้มาบ้าง จะรู้ว่าผู้ชายที่โชคร้ายวิ่งเข้าฉากแบบนี้..
มักไม่มีจุดจบที่ดีนัก
ตอนนั้นคือ..
ผมอยากเป็แมงหวี่บินออกหน้าต่างไปเลยจริง ๆ
แล้วไม่ใช่เพียงแค่ผมที่ตะลึง!!
เ้าของห้องเองก็ชะงัก!!
และใช่ครับ!!
มือของเธอกำลังหยิบจับของอย่างอื่นอยู่
แล้วด้วยฟิสิกส์ระดับจักรวาล
มันบังไม่มิด..
ใน่วินาทีนั้น..
สิ่งที่พ่อบุญธรรมของผมเคยพูดไว้หน้าบ้านมันคือความจริงแท้ประหนึ่งพระธรรม
'เ้าอย่าได้ดูแคลนหลินเล่าฮูหยินจนเกินไป สติปัญญาของนางนั้นเด่นล้ำมากนัก'
แล้วมันก็ทำให้ผมเริ่มคิดจริงจัง..
ผมอยากจะออกจากบ้านไปนอนโรงเตี๊ยมเสียตอนนี้..