“เสี่ยวไป๋?”
เจียงจืออวี๋ส่งสายตาสงสัยเมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฉางเซิงแต่พอเห็นแววตาแน่วแน่ของเขา เธอก็ไม่ได้เอ่ยปากห้าม
ผิดกับหลี่ฉางหมิงที่ปฏิเสธความคิดนั้นตามสัญชาตญาณทันที
“ไม่ได้ พื้นที่ส่วนกลางชั้นในตอนนี้มีสัตว์อสูรเป็นฝูงลำพังแค่ระดับจ้าวอสูรก็มีนับไม่ถ้วน”
“ขืนนายไปคนเดียว คงได้ตายแบบไม่รู้ตัว”
ในสถานการณ์ปกติความกังวลของหลี่ฉางหมิงถือว่าสมเหตุสมผลแต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ
ไป๋ฉางเซิงหันไปมองเจียงจืออวี๋ก่อนเอ่ยต่อ
“ราชาอสูรตัวนั้นกำลังเรียกสัตว์อสูรตัวอื่นเข้าไปหาแสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่”
“พวกเธอก็เห็นว่าสัตว์อสูรตั้งเยอะมารวมตัวกันแต่กลับไม่มีการปะทะถ้าฉันแฝงตัวเข้าไป คงไม่เป็นอะไรหรอก”
“นั่น... ก็จริง” หลี่ฉางหมิงฟังแล้วคิดตามก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
แม้ไป๋ฉางเซิงจะมีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็คือสัตว์อสูร การแฝงตัวเข้าไปในฝูงจึงเป็นเรื่องง่ายมาก
อีกอย่างหากไป๋ฉางเซิงไปสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็จะได้ไม่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับแบบนี้
การรอให้ซวนหนีหยกทมิฬตื่นอาจจะรัดกุมกว่าแต่ใครจะรู้ว่ามันต้องนอนไปอีกนานแค่ไหน หากไม่ตื่นไปอีกสักสี่ห้าวันแผนการคงล่มไม่เป็นท่า
เมื่อคิดได้ดังนี้หลี่ฉางหมิงจึงไม่ค้านอีก
เมื่อไม่มีใครขวางไป๋ฉางเซิงก็เคลื่อนไหวทันที ร่างเรียวยาวเลื้อยลงตามกำแพงตึกมุ่งสู่เบื้องล่าง
จนกระทั่งร่างของเขาหายลับแฝงตัวเข้าไปในฝูงอสูรเจียงจืออวี๋ถึงค่อยเอ่ยปาก
“พวกเราก็ตามไปเถอะ อยู่ห่างๆ ไว้ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลค่อยปลุกซวนหนีหยกทมิฬ”
หลี่ฉางหมิงมองเธอด้วยความไม่เข้าใจเจียงจืออวี๋จึงอธิบายโดยไม่ปิดบัง
“เสี่ยวไป๋น่าจะถูกเสียงคำรามของราชาอสูรแทรกแซงสภาวะจิตแต่เพราะเขามีพลังจิตแกร่งกล้าจึงไม่ถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ทว่าจิตใต้สำนึกกลับสั่งให้เขาอยากไปที่นั่นอย่างรุนแรง”
“แล้วทำไมไม่ห้ามเขาล่ะ?” หลี่ฉางหมิงชะงัก
“ห้ามไม่ได้หรอก มันเป็นอิทธิพลจากจิตใต้สำนึกเว้นแต่เราจะบังคับพาเขาออกไปให้พ้นอาณาเขตของราชาอสูรไม่อย่างนั้นผลกระทบนี้ก็จะคงอยู่ตลอด”
“อีกอย่าง พลังจิตของเราตอนนี้ ยังลบล้างการแทรกแซงจากระดับราชาอสูรไม่ได้ต้องรอให้เขาตื่นรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น”
เจียงจืออวี๋ส่ายหน้าก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“แต่ก็จริงอย่างที่เสี่ยวไป๋ว่าสัตว์อสูรทุกตัวตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของราชาอสูรจึงอยู่ร่วมกันอย่างสันติเสี่ยวไป๋คงไม่เจออันตรายร้ายแรงหรอก”
“แถมในเสียงคำรามยังแฝงความเจ็บปวดไว้จริงๆไม่แน่ว่าความผิดปกติบนภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับราชาอสูรตัวนี้ก็ได้”
“การให้เสี่ยวไป๋ลอบเข้าไป จะช่วยให้เราสืบหาต้นสายปลายเหตุได้”
“ส่วนสิ่งที่เราต้องทำ คือเตรียมปลุกซวนหนีหยกทมิฬหากสถานการณ์เปลี่ยนไป”
จะให้ปลุกซวนหนีหยกทมิฬหลี่ฉางหมิงยังใจไม่กล้าพอ เขาจึงปลดถุงกักวิญญาณที่เอวส่งให้เจียงจืออวี๋แทน
เจียงจืออวี๋รับมาโดยไม่ปฏิเสธเมื่อเห็นฝูงสัตว์อสูรเบื้องล่างผ่านไปเกินครึ่ง เธอก็กระโดดตามลงไปทันที
…………
ไป๋ฉางเซิงแฝงตัวในฝูงอสูรโดยไม่ดูแปลกแยกอย่างน้อยเขาก็รู้สึกเช่นนั้น
ยังไงซะเขาก็เป็นแค่มังกรเกล็ดขาวที่มีเลือดมังกรระดับสี่เท่านั้น
นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้นมาหน่อยแล้วพลังโดยรวมของเขาเมื่อเทียบในฝูงอสูรนี้ก็ถือว่าธรรมดาจนแทบจะกลืนหายไปได้เลย
แล้วก็พิสูจน์ได้ว่าเขาคาดการณ์ไม่ผิดสัตว์อสูรทุกตัวต่างมุ่งหน้าไปตามทิศทางเสียงคำรามระหว่างทางไม่มีพวกตาไม่ถึงตัวไหนกล้าเข้ามาโจมตีเลย หรือพูดให้ถูกคือพวกมันไม่มีกะจิตกะใจจะมาหาเรื่องเขามากกว่า
แต่ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางเมืองความรู้สึกตึงเครียดที่อธิบายไม่ถูกในใจของไป๋ฉางเซิงก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกคล้ายกำลังจะได้พบ 'ราชา' ของตนจนเผลออยากจะก้มหัวสยบยอม
ทว่าวินาทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นไป๋ฉางเซิงก็พลันรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง
ไม่ใช่แล้วมั้งพี่ชายฉันน่ะฝักใฝ่ความเท่าเทียม ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปตั้งกี่ปีแล้ว จู่ๆจะให้ราชามากดหัวได้ยังไง? แล้วไอ้เรื่องที่ต้องยอมสยบนี่ก็บ้าบอชัดๆ...
ความคิดนั้นทำให้สมองของไป๋ฉางเซิงแจ่มใสขึ้นทันที
เมื่อหันมองรอบๆก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
แรงกดดันของราชาอสูร!มันสามารถแทรกแซงความคิดของสัตว์อสูรตัวอื่นได้โดยตรง!
ความคิดเมื่อครู่คงถูกเจ้าราชาอสูรนั่นปั่นหัวเข้าให้แล้ว
ไป๋ฉางเซิงสูดหายใจลึกความรู้สึกแรกคืออยากหันหลังหนีไปให้พ้น แต่ยังไม่ทันขยับตัวเสียงคำรามก็ดังขึ้นอีกระลอก
ครั้งนี้ชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังจิตของตนเหือดหายไปไม่น้อยหลังสิ้นเสียงคำรามนี้
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงใจเต้นระรัวด้วยความตระหนก
เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าระดับราชาอสูรต้องเก่งกาจแต่ถึงขั้นนี้มันออกจะเกินไปหน่อยไหม
แค่เสียงคำรามเดียวก็ผลาญพลังจิตเขาไปกว่าครึ่ง?
หากมันจับได้ว่าในฝูงมี'พวกคนทรยศ' อย่างเขาปนอยู่ไป๋ฉางเซิงไม่อยากจะคิดเลยว่าจุดจบจะสยดสยองขนาดไหน
แอบชิ่งหนีตอนนี้เลยดีไหม?
ความคิดเพิ่งแล่นเข้ามาทว่ายังไม่ทันทำอะไร เสียงระเบิดตูมใหญ่ก็ดังสนั่น เขาหันมองตามสัญชาตญาณทันที
สายตามองข้ามคลื่นสัตว์อสูรที่ดาหน้ากันราวกับมหาสมุทรห่างออกไปหลายร้อยเมตร อาคารสูงสิบกว่าชั้นพังถล่มลงมาเสียงดังกัมปนาทฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว
ท่ามกลางฝุ่นควันนั้นร่างมหึมาของพยัคฆ์ขาวมีปีกคู่บนหลังยืนตระหง่านคำรามก้อง ตัวมันสูงกว่าสี่สิบเมตรและเมื่อสยายปีกออกเต็มที่ ความกว้างของมันก็ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยเมตร!
รูปลักษณ์เช่นนี้...คือราชาอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย!
“โฮก!”
เมื่อพยัคฆ์ขาวปีกคู่ปรากฏตัวมันก็เงยหน้าคำรามอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้อาจยังไม่ชัดเจนนักแต่ตอนนี้ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างแจ่มชัดว่าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ตัวนี้ดูเหมือนกำลังแบกรับความเจ็บปวดถึงขีดสุด
หลังสิ้นเสียงคำรามสัตว์อสูรทุกตัวบริเวณนั้นต่างหมอบกราบลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียงรวมถึงระดับจ้าวอสูรสิบกว่าตัวที่มีกลิ่นอายไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่นัก!
ภาพเช่นนี้ไป๋ฉางเซิงเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
แม้จะอยู่ร่วมกับ'พี่ใหญ่' มานานแต่พี่ใหญ่ก็ไม่เคยปล่อยแรงกดดันของราชาอสูรใส่เขาเลยสักครั้ง
จนกระทั่งวินาทีนี้ไป๋ฉางเซิงถึงได้รับรู้ความหมายของคำว่า 'ราชาอสูร'อย่างแท้จริง
เสียงคำรามเดียวสรรพสัตว์ล้วนสยบแม้แต่อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กยังไม่อาจทานทนแรงตะปบเพียงครั้งเดียวของมันได้
ถ้ากรงเล็บนั่นตกลงมาใส่ตัวเขาเกรงว่าคงไม่เหลือแม้แต่ซาก
ต่อหน้าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ไป๋ฉางเซิงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีกเพราะกลัวว่าแค่พลาดพลั้งนิดเดียวจะถูกจับพิรุธได้
ทว่าบนตึกสูงห่างจากฝูงอสูรออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรเจียงจืออวี๋มองร่างยักษ์ที่กระโจนขึ้นและกระแทกพื้นสลับไปมาด้วยหัวใจบีบรัดพลางขมวดคิ้วมุ่น
“พยัคฆ์ขาวปีกคู่ระดับราชาอสูร... สภาพแบบนั้น ดูเหมือนมันกำลังจะคลอดลูก!”