ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

เล่มที่ 7 บทที่ 184 พยัคฆ์ขาวปีกคู่!

        “เสี่ยวไป๋?”

        เจียงจืออวี๋ส่งสายตาสงสัยเมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฉางเซิงแต่พอเห็นแววตาแน่วแน่ของเขา เธอก็ไม่ได้เอ่ยปากห้าม

        ผิดกับหลี่ฉางหมิงที่ปฏิเสธความคิดนั้นตามสัญชาตญาณทันที

        “ไม่ได้ พื้นที่ส่วนกลางชั้นในตอนนี้มีสัตว์อสูรเป็นฝูงลำพังแค่ระดับจ้าวอสูรก็มีนับไม่ถ้วน”

        “ขืนนายไปคนเดียว คงได้ตายแบบไม่รู้ตัว”

        ในสถานการณ์ปกติความกังวลของหลี่ฉางหมิงถือว่าสมเหตุสมผลแต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

        ไป๋ฉางเซิงหันไปมองเจียงจืออวี๋ก่อนเอ่ยต่อ

        “ราชาอสูรตัวนั้นกำลังเรียกสัตว์อสูรตัวอื่นเข้าไปหาแสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่”

        “พวกเธอก็เห็นว่าสัตว์อสูรตั้งเยอะมารวมตัวกันแต่กลับไม่มีการปะทะถ้าฉันแฝงตัวเข้าไป คงไม่เป็นอะไรหรอก”

        “นั่น... ก็จริง” หลี่ฉางหมิงฟังแล้วคิดตามก็รู้สึกว่ามีเหตุผล

        แม้ไป๋ฉางเซิงจะมีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็คือสัตว์อสูร การแฝงตัวเข้าไปในฝูงจึงเป็นเรื่องง่ายมาก

        อีกอย่างหากไป๋ฉางเซิงไปสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็จะได้ไม่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับแบบนี้

        การรอให้ซวนหนีหยกทมิฬตื่นอาจจะรัดกุมกว่าแต่ใครจะรู้ว่ามันต้องนอนไปอีกนานแค่ไหน หากไม่ตื่นไปอีกสักสี่ห้าวันแผนการคงล่มไม่เป็นท่า

        เมื่อคิดได้ดังนี้หลี่ฉางหมิงจึงไม่ค้านอีก

        เมื่อไม่มีใครขวางไป๋ฉางเซิงก็เคลื่อนไหวทันที ร่างเรียวยาวเลื้อยลงตามกำแพงตึกมุ่งสู่เบื้องล่าง

        จนกระทั่งร่างของเขาหายลับแฝงตัวเข้าไปในฝูงอสูรเจียงจืออวี๋ถึงค่อยเอ่ยปาก

        “พวกเราก็ตามไปเถอะ อยู่ห่างๆ ไว้ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลค่อยปลุกซวนหนีหยกทมิฬ”

        หลี่ฉางหมิงมองเธอด้วยความไม่เข้าใจเจียงจืออวี๋จึงอธิบายโดยไม่ปิดบัง

        “เสี่ยวไป๋น่าจะถูกเสียงคำรามของราชาอสูรแทรกแซงสภาวะจิตแต่เพราะเขามีพลังจิตแกร่งกล้าจึงไม่ถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ทว่าจิตใต้สำนึกกลับสั่งให้เขาอยากไปที่นั่นอย่างรุนแรง”

        “แล้วทำไมไม่ห้ามเขาล่ะ?” หลี่ฉางหมิงชะงัก

        “ห้ามไม่ได้หรอก มันเป็นอิทธิพลจากจิตใต้สำนึกเว้นแต่เราจะบังคับพาเขาออกไปให้พ้นอาณาเขตของราชาอสูรไม่อย่างนั้นผลกระทบนี้ก็จะคงอยู่ตลอด”

        “อีกอย่าง พลังจิตของเราตอนนี้ ยังลบล้างการแทรกแซงจากระดับราชาอสูรไม่ได้ต้องรอให้เขาตื่นรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น”

        เจียงจืออวี๋ส่ายหน้าก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

        “แต่ก็จริงอย่างที่เสี่ยวไป๋ว่าสัตว์อสูรทุกตัวตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของราชาอสูรจึงอยู่ร่วมกันอย่างสันติเสี่ยวไป๋คงไม่เจออันตรายร้ายแรงหรอก”

        “แถมในเสียงคำรามยังแฝงความเจ็บปวดไว้จริงๆไม่แน่ว่าความผิดปกติบนภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับราชาอสูรตัวนี้ก็ได้”

        “การให้เสี่ยวไป๋ลอบเข้าไป จะช่วยให้เราสืบหาต้นสายปลายเหตุได้”

        “ส่วนสิ่งที่เราต้องทำ คือเตรียมปลุกซวนหนีหยกทมิฬหากสถานการณ์เปลี่ยนไป”

        จะให้ปลุกซวนหนีหยกทมิฬหลี่ฉางหมิงยังใจไม่กล้าพอ เขาจึงปลดถุงกักวิญญาณที่เอวส่งให้เจียงจืออวี๋แทน

        เจียงจืออวี๋รับมาโดยไม่ปฏิเสธเมื่อเห็นฝูงสัตว์อสูรเบื้องล่างผ่านไปเกินครึ่ง เธอก็กระโดดตามลงไปทันที

        …………

        ไป๋ฉางเซิงแฝงตัวในฝูงอสูรโดยไม่ดูแปลกแยกอย่างน้อยเขาก็รู้สึกเช่นนั้น

        ยังไงซะเขาก็เป็นแค่มังกรเกล็ดขาวที่มีเลือดมังกรระดับสี่เท่านั้น

        นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้นมาหน่อยแล้วพลังโดยรวมของเขาเมื่อเทียบในฝูงอสูรนี้ก็ถือว่าธรรมดาจนแทบจะกลืนหายไปได้เลย

        แล้วก็พิสูจน์ได้ว่าเขาคาดการณ์ไม่ผิดสัตว์อสูรทุกตัวต่างมุ่งหน้าไปตามทิศทางเสียงคำรามระหว่างทางไม่มีพวกตาไม่ถึงตัวไหนกล้าเข้ามาโจมตีเลย หรือพูดให้ถูกคือพวกมันไม่มีกะจิตกะใจจะมาหาเรื่องเขามากกว่า

        แต่ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางเมืองความรู้สึกตึงเครียดที่อธิบายไม่ถูกในใจของไป๋ฉางเซิงก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

        มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกคล้ายกำลังจะได้พบ 'ราชา' ของตนจนเผลออยากจะก้มหัวสยบยอม

        ทว่าวินาทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นไป๋ฉางเซิงก็พลันรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง

        ไม่ใช่แล้วมั้งพี่ชายฉันน่ะฝักใฝ่ความเท่าเทียม ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปตั้งกี่ปีแล้ว จู่ๆจะให้ราชามากดหัวได้ยังไง? แล้วไอ้เรื่องที่ต้องยอมสยบนี่ก็บ้าบอชัดๆ...

        ความคิดนั้นทำให้สมองของไป๋ฉางเซิงแจ่มใสขึ้นทันที

        เมื่อหันมองรอบๆก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

        แรงกดดันของราชาอสูร!มันสามารถแทรกแซงความคิดของสัตว์อสูรตัวอื่นได้โดยตรง!

        ความคิดเมื่อครู่คงถูกเจ้าราชาอสูรนั่นปั่นหัวเข้าให้แล้ว

        ไป๋ฉางเซิงสูดหายใจลึกความรู้สึกแรกคืออยากหันหลังหนีไปให้พ้น แต่ยังไม่ทันขยับตัวเสียงคำรามก็ดังขึ้นอีกระลอก

        ครั้งนี้ชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

        ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังจิตของตนเหือดหายไปไม่น้อยหลังสิ้นเสียงคำรามนี้

        ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงใจเต้นระรัวด้วยความตระหนก

        เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าระดับราชาอสูรต้องเก่งกาจแต่ถึงขั้นนี้มันออกจะเกินไปหน่อยไหม

        แค่เสียงคำรามเดียวก็ผลาญพลังจิตเขาไปกว่าครึ่ง?

        หากมันจับได้ว่าในฝูงมี'พวกคนทรยศ' อย่างเขาปนอยู่ไป๋ฉางเซิงไม่อยากจะคิดเลยว่าจุดจบจะสยดสยองขนาดไหน

        แอบชิ่งหนีตอนนี้เลยดีไหม?

        ความคิดเพิ่งแล่นเข้ามาทว่ายังไม่ทันทำอะไร เสียงระเบิดตูมใหญ่ก็ดังสนั่น เขาหันมองตามสัญชาตญาณทันที

        สายตามองข้ามคลื่นสัตว์อสูรที่ดาหน้ากันราวกับมหาสมุทรห่างออกไปหลายร้อยเมตร อาคารสูงสิบกว่าชั้นพังถล่มลงมาเสียงดังกัมปนาทฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว

        ท่ามกลางฝุ่นควันนั้นร่างมหึมาของพยัคฆ์ขาวมีปีกคู่บนหลังยืนตระหง่านคำรามก้อง ตัวมันสูงกว่าสี่สิบเมตรและเมื่อสยายปีกออกเต็มที่ ความกว้างของมันก็ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยเมตร!

        รูปลักษณ์เช่นนี้...คือราชาอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย!

        “โฮก!”

        เมื่อพยัคฆ์ขาวปีกคู่ปรากฏตัวมันก็เงยหน้าคำรามอีกครั้ง

        ก่อนหน้านี้อาจยังไม่ชัดเจนนักแต่ตอนนี้ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างแจ่มชัดว่าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ตัวนี้ดูเหมือนกำลังแบกรับความเจ็บปวดถึงขีดสุด

        หลังสิ้นเสียงคำรามสัตว์อสูรทุกตัวบริเวณนั้นต่างหมอบกราบลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียงรวมถึงระดับจ้าวอสูรสิบกว่าตัวที่มีกลิ่นอายไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่นัก!

        ภาพเช่นนี้ไป๋ฉางเซิงเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

        แม้จะอยู่ร่วมกับ'พี่ใหญ่' มานานแต่พี่ใหญ่ก็ไม่เคยปล่อยแรงกดดันของราชาอสูรใส่เขาเลยสักครั้ง

        จนกระทั่งวินาทีนี้ไป๋ฉางเซิงถึงได้รับรู้ความหมายของคำว่า 'ราชาอสูร'อย่างแท้จริง

        เสียงคำรามเดียวสรรพสัตว์ล้วนสยบแม้แต่อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กยังไม่อาจทานทนแรงตะปบเพียงครั้งเดียวของมันได้

        ถ้ากรงเล็บนั่นตกลงมาใส่ตัวเขาเกรงว่าคงไม่เหลือแม้แต่ซาก

        ต่อหน้าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ไป๋ฉางเซิงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีกเพราะกลัวว่าแค่พลาดพลั้งนิดเดียวจะถูกจับพิรุธได้

        ทว่าบนตึกสูงห่างจากฝูงอสูรออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรเจียงจืออวี๋มองร่างยักษ์ที่กระโจนขึ้นและกระแทกพื้นสลับไปมาด้วยหัวใจบีบรัดพลางขมวดคิ้วมุ่น

        “พยัคฆ์ขาวปีกคู่ระดับราชาอสูร... สภาพแบบนั้น ดูเหมือนมันกำลังจะคลอดลูก!”

         

คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน