ตอนที่ 7 มาชาตินี้กลับบังเอิญเจอบุรุษไร้หัวใจ (2)
“คุณหนูรู้จักข้าน้อยหรือ”
เหยียนจื่อม่อพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเอง ขณะเก็บประกายในแววตาให้มิดชิดก็เอ่ยเสียงกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ไม่รู้จักมาก่อน”
“อ้อ!”
เซี่ยจิ่นเหยียนพึมพำเสียงเบา เมื่อครู่เขาเห็นแววตาใของนางชัดเจน อีกทั้งเสียงนั้นช่างคุ้นเคยนัก แต่ในเมื่อนางบอกว่าไม่รู้จัก เขาก็ไม่ควรพูดมากอีก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกมองว่าเป็พวกบ้าตัณหา
เหยียนจื่อม่อรีบจากไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตนเองเดินวนไปเวียนมาจนถึงหน้าประตูแล้ว ส่วนคนคนนั้นไม่เห็นแม้แต่เงา นึกถึงท่าทีใยามพบหน้ากันเมื่อครู่ก็อดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ ผ่านไปหนึ่งชาติภพคิดไม่ถึงว่านับวันจะยิ่งไม่ได้เื่ขึ้นเรื่อยๆ
…แม้ชาติที่แล้ว เขาจะเป็ขุนนางเรืองอำนาจที่มีชื่อเสียงทั่วใต้หล้า ทว่านางไม่เคยเกรงกลัวเขาเลยไม่ใช่หรือ ในใจนาง อัครมหาเสนาบดีผมขาวและผู้พิพากษาผู้เ็าที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว ล้วนเป็เพียงสิ่งที่นางไม่้าทั้งสิ้น
เพียงแต่ชาตินี้เหตุใดถึงได้พบกันเร็วนัก นางจำได้ว่าชาติก่อนอาสะใภ้รองพาพวกพี่น้องออกมาเช่นกัน ทว่าตัวนางที่คิดว่าตนเองต่ำต้อยและขี้ขลาด ไหนเลยจะกล้าออกมากับคนอื่น จึงขังตัวเองอยู่ในห้องและเอาแต่นั่งสมเพชตัวเอง
“น้องหญิงห้า ทำไมเ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ”
เหยียนจื่อม่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาจากหน้าประตูก็ยกมุมปากน้อยๆ สีหน้าแลดูเขินอายขึ้นมา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะสดใส “ข้ามากับพวกพี่หญิงสี่เ้าค่ะ”
เหยียนจื่อเซี่ยเหลือบมองไปยังชั้นสองพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นชัดว่าไม่พอใจที่เหยียนจื่อหลิงปล่อยให้เหยียนจื่อม่ออยู่ที่นี่คนเดียว จากนั้นจึงพูดเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าจะพาเ้าขึ้นไป”
“ไม่ต้องหรอกเ้าค่ะ พี่หญิงสี่บอกว่านัดกับสหายเอาไว้ ข้ารออยู่ที่นี่ดีกว่า”
เหยียนจื่อม่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน สองมือประสานเข้าด้วยกันแสดงท่าทีเขินอาย เหยียนจื่อเซี่ยยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ น้องหญิงผู้นี้ยังคงสงวนท่าทีเกินไปจริงๆ
“เ้าถูกใจสิ่งใดหรือไม่ พี่ใหญ่จะซื้อให้เ้าเอง”
เหยียนจื่อม่อได้ยินคำพูดเอาจริงเอาจังของเขาก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย เมื่อครู่นางคิดจะนำหนังสือความรู้ทั่วไปกลับไปอ่านแก้เบื่อสองสามเล่ม ทว่าหลังจากพบเซี่ยจิ่นเหยียนก็หมดอารมณ์แล้ว
นอกจากนี้นางไม่อาจให้ผู้อื่นสังเกตเห็นว่าตนรู้หนังสือได้ หากบุตรสาวชาวนาคนหนึ่งสามารถอ่านออกเขียนได้จะไม่เป็การสร้างปัญหาตามมาหรอกหรือ ดังนั้นในชีวิตนี้นางต้องเริ่มเรียนจากความรู้พื้นฐานก่อน
ในขณะที่สองพี่น้องค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ เซี่ยจิ่นเหยียนก็เดินลงมาจากชั้นสอง เขาแอบประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเหยียนจื่อเซี่ย “สหายเหยียน เหตุใดเพิ่งมาเล่า”
“ซูเหยารอนานหรือไม่ น้องหญิงข้าอยู่ที่นี่คนเดียว เลยอยู่คุยเป็เพื่อนสักหน่อย”
เหยียนจื่อเซี่ยและเซี่ยจิ่นเหยียนค่อนข้างคุ้นเคยกัน จึงเรียกกันด้วยนามรอง ทว่าเหยียนจื่อม่อกลับก้มศีรษะต่ำ คิดไม่ถึงว่าเขาจะเข้ามาทำตัวสนิทสนมกับตระกูลเหยียนรวดเร็วถึงเพียงนี้ สมกับเป็ใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีผู้เก่งกาจ ฝีมือยอดเยี่ยมหาที่เปรียบมิได้จริงๆ
“นี่คือน้องหญิงของเ้าหรือ”
“ใช่”
เหยียนจื่อเซี่ยไม่้าพูดถึงอดีตของเหยียนจื่อม่อมากนัก เื่ที่บุตรสาวสายตรงถูกสลับตัว ไม่ว่าจะพูดเช่นไรก็เป็เื่น่าขันของตระกูลเหยียน อีกทั้งหลายวันมานี้เพียงเื่บันทึกชื่อเข้าสกุล คนในราชสำนักและขุนนางชั้นสูงต่างพูดลับหลังกันไม่น้อยแล้ว
แต่ไหนแต่ไรมาเซี่ยจิ่นเหยียนเชี่ยวชาญในการอ่านใจผู้อื่น หลังจากเห็นว่าเขาไม่้าเอ่ยถึงเื่นี้นักจึงไม่ถามมากความอีก เดิมทีวันนี้ตนชวนอีกฝ่ายมาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน เื่อื่นย่อมไม่จำเป็ต้องเอ่ยถึงอยู่แล้ว เพียงแต่ความหวาดกลัวที่สะท้อนในแววตาของคุณหนูท่านนี้ ราวกับว่านางรู้จักเขามานานอย่างไรอย่างนั้น
กระทั่งเหยียนจื่อม่อกลับถึงศาลาลั่วเสวี่ย ยังรู้สึกเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมาจากด้านหลัง อันที่จริงนางเข้าใจความรู้สึกคุ้นเคยที่เซี่ยจิ่นเหยียนกล่าวถึงได้
คนผู้นี้มีความสามารถเห็นหนึ่งครั้งจำมิลืมมาั้แ่เด็ก ครานั้นที่นางหนีเข้าเมืองหลวง บังเอิญได้รับเงินช่วยเหลือจากเขาหนึ่งถึงสองเหรียญตำลึงเงิน ด้วยเหตุพัวพันกันนี้ รวมถึงเวลายังผ่านไปไม่นาน ต่อให้ปิดบังใบหน้า เขาก็ยังจำบางอย่างเกี่ยวกับนางได้
...ชาติก่อนในพิธีมงคล นางเพิ่งรู้ว่าคนที่ต้องแต่งงานด้วยเป็สามีในฝันที่นางเฝ้าคะนึงหาอยู่ตลอด มาชาตินี้กลับได้พบเจอกันโดยบังเอิญ