ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 102 รอคอยความช่วยเหลือ

              บริเวณหน้าสถานีรถไฟชินจุกุยามค่ำคืนท่ามกลางสภาพอากาศที่ฝนตกโปรยปรายบาง ๆทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนดูเคร่งเครียดและวุ่นวายยิ่งขึ้นผู้คนต่างยืนอยู่ภายใต้ร่มหลากสี บางคนใช้มือกางเสื้อคลุมกันฝน ขณะที่หลายคนพยายามเบียดเสียดเพื่อหาที่หลบฝนใต้ร่มเงาของอาคารสถานีรถไฟชินจุกุที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนกลับกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าฮันเตอร์ที่มารวมตัวกันในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน


              “ทำไมพวกเขากั้นไม่ให้พวกเราเข้าไปแล้วล่ะ”


              เสียงใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ


              “เห็นว่าพวกกิลด์ใหญ่ระดมกำลังคนมาที่นี่หลายร้อยชีวิตนี่ยังไม่นับรวมกับพวกฮันเตอร์ไร้สังกัดด้วยนะพวกเขาเลยเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายได้ภายหลังก็เลยจำกัดจำนวนฮันเตอร์ที่มาอาสาไว้น่ะสิ”


              ฮันเตอร์คนหนึ่งช่วยแถลงไขให้ฟังด้วยสีหน้าจนใจ


              “แย่ชะมัดพวกเรามาช้าไปหรือเนี่ย”


              “เหอะ! เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกรัฐบาลคงอยากให้พวกกิลด์ใหญ่ได้หน้าล่ะสิไม่ว่า”


              “ฉันว่าอีกไม่นานก็จบแล้วมั้งเห็นว่ามีพวกโกลด์ฮันเตอร์โผล่มานำทีมลุยเองตั้งหลายคนเชียวล่ะ”


              “เวรเอ้ย เจ็บใจชะมัดนึกว่าวันนี้จะได้ลาภลอยกับเขาบ้างสักหน่อย”


              เรย์กับกาโต้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินบทสนทนาระหว่างเหล่าฮันเตอร์ที่กำลังบ่นกระปอดกระแปดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

              หลังจากพวกเขาทั้งสองเพิ่งเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุก็พบกลุ่มฮันเตอร์ที่มารวมตัวกันจำนวนมากต่างยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่รอบนอกตรงข้ามตัวอาคารสถานีโดยมีคนของทางสมาคมและกองกำลังป้องกันตนเองวางกำลังล้อมทางเข้าไว้อย่างเป็นระเบียบ


              พวกเขาไม่เห็นรูปร่างของเกทเจ้าปัญหาที่ว่าเนื่องจากมันปรากฏขึ้นอยู่ภายในชั้นใต้ดินของตัวสถานี


              “อย่างที่ได้ยินตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้...แต่ฉันว่าสถานการณ์อาจจบลงเร็วกว่าที่คิดไว้ก็ได้”


              กาโต้แสดงความเห็น


              “เพราะโกลด์ฮันเตอร์ที่ว่านั่นเหรอครับ”


              เขาเอ่ยถามแววตาคล้ายแฝงอารมณ์ความรู้สึกชนิดหนึ่งที่อ่านยาก


              “ใช่ฝีมือของพวกนั้นนับว่าเป็นแกนนำของทีมย่อยในกิลด์ขนาดใหญ่ได้เลยล่ะหนึ่งกองกำลังมาตรฐานที่มีโกลด์ฮันเตอร์อยู่ด้วย สามารถเคลียร์ดันเจี้ยนแรงก์ Bได้อย่างสบาย ๆ”


              น้ำเสียงของกาโต้เต็มไปด้วยความมั่นใจในความสามารถของเหล่าฮันเตอร์ระดับสูง


              เสียงฝนที่ตกลงมาเรื่อย ๆทำให้บรรยากาศยิ่งดูอึมครึมบรรดาฮันเตอร์ที่ยืนรอบตัวอาคารต่างพากันส่ายหัวและพูดคุยกันเบา ๆเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น


              “ผมหวังให้คุณกาโต้คิดถูกด้วยเถอะครับ”


              เรื่องราวทั้งหลายทั้งมวลมักดำเนินไปจนจบอย่างเลี่ยงไม่ได้โดยผู้ประสบไม่ทันได้ตั้งตัวเรื่องนี้เรียกว่าเป็น ‘สัจธรรมของโลก’


              ถึงอย่างนั้นก็ตามสำหรับตอนนี้แล้วยังไม่ทันตั้งตัวเกินไป


              เรย์กำดาบในมือแน่นภาวนาให้สถานการณ์ทุกอย่างจบลงด้วยดี



     


             


               โครกกก—


              “เอ่อข... ขอโทษค่ะ”


              เด็กสาวก้มหัวด้วยใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ


              คางูยะยิ้มให้อย่างเอ็นดูเธอเอื้อมมือค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าสะพายของตนแล้วยื่นขนมปังห่อเล็กจากร้านสะดวกซื้อยื่นให้เด็กสาวที่นั่งยุกยิกกุมท้องอยู่ทางซ้ายมือ


              “นี่ค่ะอาจจะไม่มาก แต่คงพอช่วยบรรเทาความหิวได้บ้าง”


              “แล้วคางูยะซังไม่หิวเหรอคะ”


              เด็กสาวออกปากอย่างเกรงใจมือเล็กไม่ได้ยื่นออกไปรับห่อขนมปังโดยทันที


              “ไม่ค่ะฉันยังไม่หิว อิซึมิจังทานก่อนได้เลย”


              คางูยะส่ายหัวก่อนนำขนมปังยัดลงในมือเล็กๆ นั่น เด็กสาวกล่าวขอบคุณ รับไปทานด้วยใบหน้าแช่มชื่น


              จากการพูดคุยกัน ทำให้รู้ว่าเธอชื่อ ‘คุโรอิวะ อิซึมิ’ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นชื่อดังแห่งหนึ่งในโตเกียว


              “มันอร่อยมากค่ะ”


              เด็กสาวเอ่ยชมเขี้ยวขนมปังจนแก้มตุ่ยขณะทั้งสองนั่งอยู่บริเวณตู้ท้ายขบวนที่มีผู้คนบางตากว่าบริเวณโซนด้านหน้ามากนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบเหงาส่วนมากที่นั่งถูกจับจองโดยผู้โดยสารที่ต่างตกอยู่ในสภาวะเครียดกังวลบางคนซบหน้าลงบนฝ่ามือ บางคนพยายามหลับตาเพื่อข่มความกลัวขณะที่บางคนจับกลุ่มพูดคุยเบา ๆ เพื่อปลอบใจกัน


              ภายนอกหน้าต่างมองไปเห็นเพียงเถาวัลย์และรากไม้เกาะอยู่เต็มผนังทั้งสองด้านบรรยากาศขมุกขมัวด้วยหมอกบางจากไอน้ำอย่างไม่น่าไว้ใจ ความเงียบและความอึดอัดที่รายล้อมนั้นสร้างบรรยากาศอันน่ากลัวราวกับว่าทุกสิ่งรอบตัวกำลังรอคอยอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้น เหมือนกับมีภยันตรายที่แฝงตัว พร้อมเล่นงานทุกคนได้ตลอดเวลา


              ระหว่างที่พวกเธอนั่งรอความช่วยเหลือมากว่าหนึ่งชั่วโมงมีกลุ่มฮันเตอร์มืออาชีพจากหัวขบวนเดินประกาศหารับคนที่มีความสามารถในด้านต่าง ๆพวกเขาบอกว่าหากภายในสองชั่วโมงความช่วยเหลือจากภายนอกยังไม่มาถึงทุกคนจะต้องวางแผนตีฝ่าออกไป เพราะด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่นอนชัดในเวลานี้ขบวนรถไฟที่จอดอยู่นิ่ง ๆ และคับแคบ อาจถูกเป็นเป้าโจมตีจากมอนสเตอร์ได้ทุกเวลา


              คำพูดนั้นทำให้ความกังวลใจของผู้โดยสารเพิ่มขึ้นบางคนหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าตื่นตระหนกบางคนก้มหน้าลงเพื่อคิดทบทวนถึงทางเลือกที่เหลืออยู่


              ‘■神■■ ????■F— ■י ה ■אל■様■אל■■  הים■ ■ ■——’


              จู่ ๆก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาในความคิดของคางูยะ


              เสียงที่ได้ยินนั้นขาดหายไม่ต่อเนื่องเธอไม่อาจทำความเข้าใจความหมายของมันได้ คางูยะสมองเริ่มมึนชารู้สึกอยากอาเจียนโดยไม่รู้สาเหตุ


              แต่แล้วทันใดนั้นขณะกำลังสับสนเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมาจากตู้โดยสารด้านหน้าขบวนรถ


              “เกิดอะไรขึ้น?ฝั่งนั้นเขาเอะอะอะไรกัน—”


              เสียงใครบางคนเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รถไฟโยกเอียงสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับถูกบางอย่างกระแทกหนัก ๆ หนึ่งที


              คางูยะและอิซึมิต่างเริ่มหันมองไปยังที่มาของเสียงภาพที่เห็นผ่านกระจกช่องประตูเชื่อมต่อกับตู้โดยสารอื่น ๆเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวาย


              ชายคนหนึ่งเปิดตูวิ่งผ่านเข้ามาด้วยใบหน้าแตกตื่นลนลานเขาทำได้เพียงร้องตะโกนโวยวาย ก่อนถูกคนอื่น ๆ ซึ่งวิ่งตามหลังมาผลักล้มลง


              เสียงกรีดร้องโหยหวนยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องสถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไร การที่ไม่สามารถทราบได้อย่างแน่ชัดนั้นเป็นอะไรที่น่าหวาดหวั่นอย่างที่สุด


              เห็นดังนั้นคางูยะรีบดึงอิซึมิเข้ามาใกล้ตัวอย่างปกป้อง


              “หนี...ทุกคนหนีเร็ว! พวกมันมาแล้ว! อย่าวิ่งไปข้างหน้านะ”


              “ทะ... ทำไม...มันเกิดอะไรขึ้น ทำเราต้องหนีออกไปข้างนอกด้วย?”


              “จะไปรู้เรอะ! เปิดประตูฉุกเฉินสิวะ นั่งบื้ออะไรกันอยู่!”


              “บัดซบ! นึกว่าฮันเตอร์พวกนั้นจะช่วยอะไรได้ ดันมาชิงตายไปง่าย ๆ ก่อนแบบนี้แล้วจะให้พวกเราทำอะไรต่อไปล่ะ!?”


              “ข... แขน แขนฉันช่วยด้วย อ๊ากกกกก—”


              เสียงร้องโวยวายผสมปนเปกันจนจับใจความแทบไม่ได้ภายในตู้ขบวนรถไฟต่างอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่กำลังพยายามวิ่งเบียดเสียดหนีตาย


              หลายคนเริ่มสับสวิตช์คันโยกประตูฉุกเฉินพอประตูด้านข้างเปิดออก ทำให้คลื่นมนุษย์แยกออกเป็นสองฝั่งวิ่งลงจากขบวนรถไฟ


              ตอนนี้คางูยะสามารถมองเห็นพื้นที่ตรงกลางขบวนได้มากขึ้นจนเห็นชิ้นส่วนมนุษย์กระจัดกระจายตามพื้น ร่องรอยโลหิตสาดกระเซ็นในอากาศเปรอะเปื้อนไปทั่ว บริเวณใจกลางนั้นมีมอนสตเอร์หนึ่งตัวลักษณะรูปร่างสูงใหญ่แต่ก็ถูกจำกัดด้วยความสูงของตู้รถไฟ มันสวมทับด้วยเครื่องนุ่งห่มหนังเสือมีเขาสองข้างและเขี้ยวขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากมุมปาก มือซ้ายถือน้ำเต้ามือขวาถือกระบองหนามเหล็กสีดำ


              มันพยายามก้มตัวเดินภายในตู้ขบวนอันคับแคบไล่ทุบสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ขวางหน้าทุกก้าวย่างนั้นเต็มไปด้วยกองเลือดและเศษซากของมนุษย์ซากศพเกลื่อนห้องโดยสารราวกับเป็นเพียงเศษขยะ


              พนักงานบริษัทที่นั่งนิ่งกลัวเกินกว่าจะเคลื่อนไหวหญิงชราบนที่นั่งกำลังสวดภาวนา แม่ที่กอดลูกชายไว้แนบออกด้วยความสิ้นหวังต่างถูกมันฆ่าอย่างไร้ความปรานี


              “นั่นมันเผ่ายักษ์! พวกมันไม่ใช่มอนสเตอร์ระดับทั่วไป รีบหนีเร็วค่ะคางูยะซัง!”


              อิซึมิเป็นฝ่ายฉุดมือคางูยะวิ่งออกทางประตูด้านข้างซึ่งมีคนเปิดทิ้งไว้


              เสียงฝีเท้าของผู้รอดชีวิตดังก้องในอุโมงค์ใต้ดินท่ามกลางเสียงหอบหายใจของผู้คนรอบข้าง บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความสับสนเส้นทางขบวนรถไฟใต้ดินดูเปลี่ยนไปเป็นโลกที่แปลกประหลาดและน่ากลัวกำแพงผนังที่เคยเรียบเนียนกลับถูกปกคลุมด้วยรากไม้และเถาวัลย์ที่แทงทะลุออกมาอย่างไม่เป็นระเบียบเถาวัลย์เหล่านั้นพันเกี่ยวอยู่บนเพดานและฝังตัวอยู้ใต้ผนัง


              ทั้งสองหนีออกมาจากตัวขบวนรถไฟไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่มเห็นผู้คนเบื้องหน้าต่างเริ่มหยุดพักอย่างสิ้นเรี่ยวแรง บางคนทรุดตัวลงกับพื้นบางคนพิงกำแพงเพื่อหายใจเข้าออกอย่างเหนื่อยล้า สายตาของพวกเขามองไปยังเส้นทางที่ทอดยาวอย่างไร้จุดหมายมีเพียงแสงไฟสลัวจากทางเดินใต้ดินที่ส่องรำไร


              ทว่ายังไม่ทันให้ทุกคนได้คลายใจพวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องดังข้ามมาจากกลุ่มคนที่อยู่หน้าสุด


              ภาพที่ปรากฏเป็นแมงมุมขนาดยักษ์กำลังขวางเส้นทางตัวของมันนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวใด ๆเพียงไต่เพดานจ้องมองมาด้วยนัยน์ตาสีฟ้านับสิบคู่ เจ้าแมงมุมยักษ์ตัวนี้มีร่างกายใหญ่โตมันมีขนสีน้ำเงินปนดำปกคลุมทั่วทั้งตัว ขาทั้งแปดของมันดูแข็งแรงและยาวคดเคี้ยวเหมือนกับกิ่งไม้ที่ปกคลุมด้วยหนามแหลมคมบริเวณด้านล่างของลำตัวมีเขี้ยวคู่ใหญ่ดูอันตรายยิ่ง




              ทุกคนยังไม่ทันได้ดึงสติจากภาพตรงหน้าเจ้าแมงมุมยักษ์ก็ส่งเสียงกรีดแหลมเล็กดังสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินส่งสัญญาณให้เหล่าลูก ๆ แมงมุมที่มีขนาดเล็กกว่าจำนวนมากหลั่งไหลออกมาตามมุมต่าง ๆและตรงเข้าจัดการกับเหยื่ออันโอชะ


              ถึงจะบอกว่ามีขนาดเล็กกว่าตัวแม่บนเพดานนั่นทว่าขนาดของมันก็สูงเกือบเท่าครึ่งลำตัวของมนุษย์ ความว่องไวและความดุร้ายของพวกมันทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก


              เสียงกรีดร้องของผู้คนดังลั่นบางคนพยายามหาที่หลบซ่อน บางคนวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวแมงมุมขนาดเล็กพุ่งเข้ามาทางผู้โดยสารอย่างไม่ลังเล บางคนที่อยู่ด้านหน้าเริ่มต่อสู้กลับหยิบจับอะไรขึ้นมาป้องกันตัวได้ก็หยิบจับ ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้เศษเหล็ก หรือแม้กระทั่งกระเป๋าถือของพวกเขาเอง


              บางส่วนถึงกับเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อหนีได้ก็เหยียบย่ำ


              สุดท้ายก็ยันไว้ได้ไม่นานนักแนวรับด้านหน้าเริ่มแตกออก แมงมุมขนาดยักษ์ที่เฝ้าจับจ้องเหยื่อตัวเล็กดิ้นรนมันปล่อยใยเหนียวข้นใส่มนุษย์ผู้โชคร้ายจนตัวลอยติดกำแพงไปทีละคนสองคนอย่างไม่อาจขัดขืน


              ถึงสถานการณ์ตรงหน้าจะไม่สู้ดีแต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถหันหลังวิ่งกลับไปทางขบวนรถไฟที่มียักษ์ตัวนั้นรออยู่ได้


              “ทุกคนที่ด้านข้าง!ที่ด้านข้างกำแพงมีประตูอยู่หลังเถาวัลย์ใครก็ได้มาช่วยฉันจัดการเถาวัลย์พวกนี้หน่อยเร็วเข้า!”


              ใครบางคนสังเกตเห็นจึงรีบตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ


              ซึ่งก็เป็นดั่งที่ชายคนนั้นว่าจริง ๆมีประตูหลายบานทั้งซ้ายและขวามันซ่อนตัวอยู่หลังแนวรากไม้และเถาวัลย์ที่ขึ้นรกบดบังถึงแม้จะไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจะนำพาพวกเขาไปที่ใด แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆโดยไม่ทำอะไร รอเป็นอาหารให้กับตัวน่ารังเกลียจพวกนั้น


              ผู้คนเริ่มช่วยกันแหวกสิ่งกีดขวางจนสำเร็จทว่าด้วยจำนวนคนอันมากล้น ทำให้พวกเขาไม่อาจสามารถวิ่งผ่านประตูแคบ ๆนี้ไปได้พร้อมกันทั้งหมด กลุ่มคนด้านหน้าเริ่มถูกฝูงลูกแมงมุมกระโดดขย่ำใส่ทีละคนกลิ่นเลือดลอยฟุ้งในอากาศจนแสบจมูก


              คางูยะซึ่งสังเกตเห็นประตูที่อยู่ด้านข้างผ่านเส้นทางที่พวกเธอวิ่งมาก่อนหน้าไม่ไกลเช่นกัน จึงตัดสินใจเด็ดขาดฉุดมืออิซึมิฝ่าฝูงชนย้อนกลับไปบางกลุ่มที่เพิ่งหนีออกมาจากขบวนรถยังไม่ทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าได้แต่ยืนแออัดกันอยู่เต็มพื้นที่ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอทั้งสองถึงวิ่งย้อนกลับไปเส้นทางเดิม


              “เฮ้พวกเธอ! วิ่งกลับไปทางนั้นมันอันตรายนะ”


              คางูยะและอิซึมิซึ่งวิ่งฝ่ากลุ่มคนออกมาได้ก็เห็นยักษ์ตัวโตจากระยะไกล กำลังเยื้องกรายมุดออกมาจากรถไฟ


              หญิงสาวตั้งสติแล้วรีบสอดส่องสายตาจนพบประตูที่ตามหาและรีบฉุดเด็กสาววิ่งเข้าไปในนั้นทันที ทิ้งเสียงกรีดร้องดังระงมไว้เบื้องหลัง