เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 188 ข้ารอไม่ไหวแล้ว

            ฟางซิ่นเดิมทีได้รับปากท่านอาจารย์ว่าจะพาท่านไปเดินเล่นในวันนี้แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง กลับถูกกงจื้อหมิงเรียกเข้าไปในวังหลวงท่านผู้อาวุโสจึงถูกทิ้งไว้ที่ถนนและรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

            ฟางซิ่นจึงรีบยิ้มและพูดว่า“ท่านผู้อาวุโสพูดถูกแล้วอาหารในจวนท่านอัครมหาเสนาบดีถึงจะเป็นของหายากจากภูเขาและทะเลก็ไม่สู้กับกับข้าวธรรมดาๆ บนโต๊ะของพวกเราท่านผู้อาวุโสโชคดีที่มีน้องบุญธรรมและอันเกอเอ๋อร์คอยกตัญญูแต่ข้าสิน่าสงสารต้องมาคอยอาศัยกินข้าวที่นี่”

            หากจะพูดว่าคนแก่ทั่วหล้านั้นมีนิสัยเหมือนกันหมดขอแค่ได้ยินคนอื่นชมลูกหลานก็สามารถเปลี่ยนจากสิงโตดุร้ายกลายเป็นแกะเชื่องได้ทันที

            เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ท่านผู้อาวุโสเหว่ยยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินฟางซิ่นพูดแบบนี้เขาโบกมือและพูดอย่างใจกว้างว่า “เจ้าไม่ต้องแสร้งทำตัวน่าสงสารเลยต่อไปอยากมาก็มาเถอะ ไม่ได้ลำบากอะไร ก็แค่เจ้ามากินข้าวอีกคนหนึ่ง”

            “ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”

            ฟางซิ่นยิ้มแย้มและคารวะโดยไม่ถือสาหาความเลยแม้แต่น้อย ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบโต๊ะต่างก็หัวเราะออกมา

            ติงเหว่ยที่กำลังตักน้ำแกงอยู่เมื่อเห็นท่าทางหัวเราะเล่นๆ ของเขาแบบนี้ก็นึกถึงเรื่องเก่าๆที่แม่นมกู่เล่าให้ฟังในตอนกลางวัน นางรู้สึกเจ็บปวดในใจเล็กน้อยจึงเดินไปวางชามน้ำแกงลงตรงหน้าพี่บุญธรรมของนางและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ใหญ่วันนี้ข้าได้รับบัตรเชิญจากจวนของท่านด้วย ฟางฮูหยินจะจัดงานชุมนุมบทกวีข้าแต่งบทกวีไม่เป็นเกรงว่าพอถึงตอนนั้นคงจะต้องขายหน้าจริงๆ”

            กงจื้อหมิงเพิ่งจะได้ยินเรื่องนี้หลังจากที่ยุ่งมาทั้งวันจึงหันไปมองทางฟางซิ่น

            ฟางซิ่นที่กำลังต่อสู้กับลูกชิ้นอยู่จึงตอบไปอย่างอู้อี้ว่า “ใครจะรู้ว่าฮูหยินใหญ่จะมีอารมณ์แบบนี้เมื่อไร เมื่อคืนบอกว่าสวนหลังบ้านหญ้าเริ่มเขียวแล้วฤดูใบไม้ผลิก็มาถึงแล้ว อยากจะเชิญบรรดาสตรีทั้งหลายมารวมตัวกันที่บ้านและยังตั้งโต๊ะที่ลานหน้าให้ข้าเชิญเหล่าสหายมารวมตัวกันด้วย”

            ติงเหว่ยได้ยินว่าฟางฮูหยินจัดงานเช่นนี้ก็เข้าใจไปว่านางตั้งใจจะหาภรรยาให้ลูกเลี้ยงจึงรู้สึกเป็นกังวลแทนฉู่ชีซี

            “พี่ใหญ่ท่านไม่ได้พูดเรื่องของแม่นางฉู่ให้ท่านเสนาบดีฟังแล้วหรือ? ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่ไม่ใช่บอกว่าจะคุยเรื่องการแต่งงานกับท่านอัครมหาเสนาบดีทันทีที่มาถึงเมืองหลวงหรือ?”

            ฟางซิ่นชะงักไปชั่วขณะเขาเดาว่านางคงเข้าใจผิดไปไกลแล้ว จึงรีบส่ายมือพลางพูดว่า “ไม่ใช่เรื่องนั้นหารือกันไปนานแล้ว งานชุมนุมบทกวีครั้งนี้…ก็คืองานชุมนุมบทกวี”

            ติงเหว่ยได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นหูของเขาที่แดงเล็กน้อยก็ยิ่งสบายใจนางจึงยิ้มและเดินไปอุ้มลูกชายตัวอ้วนขึ้นมา ปล่อยให้ท่านอาจารย์ที่กำลังร้อนใจแย่งลูกชิ้นกับลุงอวิ๋นได้พักบ้าง

            แต่แววตาของกงจื้อหมิงกลับแสดงออกมาอย่างชัดเจนเขายกมือขึ้นชนแก้วกับสหายสนิทที่คบกันมานานพร้อมพูดเบาๆ ว่า “ขอบใจมาก”

            ฟางซิ่นไม่รอช้าที่จะกลอกตาพร้อมส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ“ข้าทำเพื่อน้องสาวข้าเอง ไม่ใช่เพื่อเจ้าอีกอย่างวันงานชุมนุมบทกวีนั้นเจ้าอย่าได้มาเชียวนะ พอถึงตอนนั้นใครๆก็ต้องคุกเข่ากันหมด ทุกคนก็หวาดหวั่นกันไปทั่วแล้วใครจะยังกล้ากินดื่มและพูดคุยกันเล่า”

            กงจื้อหมิงได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้เมื่อก่อนไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อเขาเข้าวังหลวงไปในวันนี้แม้แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางก็เริ่มทำความเคารพเขาอย่างเต็มที่ อวี้ฉือและคนอื่นๆก็ไม่เว้นที่จะคุกเข่าคำนับ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงถูกเรียกว่า“ผู้โดดเดี่ยว"แน่นอนว่าเขาก็ยิ่งรู้สึกหวงแหนความอบอุ่นและความสนุกสนานที่ได้ร่วมโต๊ะกับสหายสนิทของเขาและรู้สึกดีใจที่ได้รับการ “กลอกตา” จากเพื่อนรักอีกด้วย…

            บางทีอาจเพราะติงเหว่ยทำ“หงเซาซือจื่อโถว[1]” เป็นครั้งแรก ลูกชิ้นที่นางทำเหมือนมันเป็นศัตรูเหล่านี้กลับกลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนคนแก่และเด็กต่างแย่งกันจนลูกชิ้นหมดโต๊ะลุงอวิ๋นกับท่านผู้อาวุโสเหว่ยเกือบจะทะเลาะกันเพราะลูกชิ้นลูกสุดท้ายอีกด้วยทำให้ติงเหว่ยรีบพูดว่าจะทำอีกในวันพรุ่งนี้ แล้วสุดท้ายก็คีบลูกชิ้นให้แม่นมกู่ไป

            ถ้าเป็นยามปกติท่านแม่เฒ่าคงจะเกรงใจแต่เมื่ออยู่ร่วมกันมาหลายวัน นางก็เริ่มเปิดใจและสนุกกับการนั่งกินอาหารร่วมกับทุกคนอย่างจริงใจดังนั้นคราวนี้แม่นมกู่ก็เลยตั้งใจกัดลูกชิ้นคำโตๆ อย่างเอร็ดอร่อย

            แน่นอนว่าท่านผู้อาวุโสทั้งสองคนต่างพากันทำหน้าหงอย ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาไม่หยุด

            บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่น้อยใหญ่ในลานนอกบ้านก็ถูกปลาต้มน้ำมันกับพริกทำให้เผ็ดจนปากร้อนรุ่มไปหมดแต่ก็ไม่มีใครยอมวางตะเกียบลงเลย แม้จะต้องหยิบสุรามาดื่มเป็นระยะๆก็รู้สึกมีความสุขยิ่งนัก

            ในขณะนั้นจวนอู่โฮ่วที่เคยเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ในที่สุดก็เหมือนเกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้งเสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทุกมุมจนลมยามค่ำคืนที่แอบพัดเข้ามายังต้องย่องเบาลงอย่างไม่รู้ตัว…

            หลังจากโต๊ะอาหารถูกเก็บไปแล้วบรรดาผู้อาวุโสก็ถอยกลับไปอย่างรู้ใจลูกชายตัวอ้วนเดิมทีตั้งใจจะอยู่กับพ่อที่ไม่ได้เจอมาทั้งวันแต่แม่นมกู่กลับยิ้มและล้วงกระเป๋าสีสดใสออกมาหลอกล่อให้เขายอมเชื่อฟังและเดินตามไปอย่างว่าง่าย

            ติงเหว่ยมองเหตุการณ์นั้นอย่างจนใจและหันไปบ่นกับกงจื้อหมิงว่า “ท่านดูลูกชายที่โง่เขลาของท่านสิต่อไปหากออกไปนอกจวนต้องระวังให้ดี ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งอาจถูกใครหลอกพาหนีไปก็ได้!”

            กงจื้อหมิงโอบนางให้นั่งข้างเขาและหัวเราะเบาๆ“เจ้าห่วงแต่ลูก แล้วไม่ห่วงว่าข้าจะถูกใครหลอกไปบ้างหรือ? ทั้งวันยังไม่เห็นเจ้าส่งคนเข้าวังหลวงมาเยี่ยมข้าเลย”

            บางทีอาจเพราะเพิ่งดื่มสุรามาหลายจอกเขาจึงได้ปลดกระดุมคอเสื้อออกหน้าตาที่เคยดูเข้มแข็งกลับนุ่มนวลลงและมีสีแดงระเรื่อดวงตายังมีแววเศร้าสร้อยซึ่งทำให้เขาดูแตกต่างจากความเย็นชาที่เคยมีแถมยังมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

            ติงเหว่ยมองเขาอย่างเหม่อลอยและไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกลืนน้ำลายลงไปอึกหนึ่งความหล่อเหลาที่น่ากินของเขาอาจรสชาติเป็นเช่นนี้เอง

            กงจื้อหมิงรออยู่พักใหญ่แต่ไม่ได้คำตอบจึงกระชับอ้อมแขนและกัดริมฝีปากของนางแรงๆ ครั้งหนึ่ง

            ติงเหว่ยรู้สึกเจ็บและความหึงหวงที่บ่มอยู่ในใจมาตลอดทั้งวันก็พุ่งพล่านออกมา

            “ข้าจะไปสนใจท่านทำไม? ในวังหลวงไม่ใช่ว่ายังมีสตรีที่งดงามที่สุดในซีเฮ่าอยู่หรอกหรือ? ท่านก็คงไม่ต้องให้ข้าเป็นห่วงหรอก!”

            กงจื้อหมิงชอบเวลาที่นางแสดงท่าทางโกรธเคืองแบบนี้เป็นที่สุดเขาจึงอดหยอกล้อไม่ได้ “ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้คืนนี้ข้าจะกลับไปนอนที่วังหลวงก็แล้วกัน”

            พูดจบเขาก็ทำท่าจะลุกขึ้นทันทีติงเหว่ยตกใจจนรีบโอบแขนเขาไว้แน่นและพูดอย่างร้อนรนว่า “หากท่านกล้าไปข้าจะ...ข้าจะตีลูกชายท่าน!”

            “ฮ่าๆ!”กงจื้อหมิงหัวเราะเสียงดังอย่างอดไม่ได้จากนั้นก็โอบหญิงสาวที่หน้าแดงอยู่ในอ้อมแขนอีกครั้ง พลางซุกหน้ากับเส้นผมของนางและพูดเบาๆ“ในโลกนี้ ไม่มีใครงดงามไปกว่าเจ้าอีกแล้ว เจ้านี่แหละคือสตรีที่งามที่สุดในใจข้า”

            ติงเหว่ยรู้สึกหวานในใจแต่ปากก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ “ดีแล้ว ข้าจะจำคำพูดท่านเอาไว้ ดังนั้นท่านต้องอยู่ห่างๆจาก ‘จิ้งจอก’ ตัวนั้นไว้สักหน่อย ของที่นางส่งมาให้ก็ห้ามแตะและห้ามเจอกับนางตามลำพังอีก นอกจากนี้ ของกินของใช้ของท่านข้าจะให้ตังกุยส่งไปให้ทุกวัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านต้องกลับมานอนที่นี่ทุกคืนไม่งั้นลูกชายท่านคงจะคิดถึงแย่”

            กงจื้อหมิงได้ฟังก็หัวเราะอีกครั้งก่อนจะจูบหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยน “เจ้าแน่ใจหรือว่ามีแต่ลูกชายที่คิดถึงข้า?”

            “ข้าคิดถึงท่านมากกว่าพอใจหรือยัง?” ติงเหว่ยโดนจับได้ก็หน้าแดงเป็นปูสุกและหยิกเข้าที่เอวของเขาอย่างแรง

            “ดีข้าสัญญาว่าแม้จะยุ่งเพียงใดข้าจะกลับมาทุกคืน เจ้าเองก็ให้ตังกุยและคนอื่นๆเข้าวังหลวงมาคอยดูแลข้า”

            “อานั่นเป็นความคิดที่ดีจริงๆ ในวังหลวงนั้นข้าไม่คุ้นเคยกับใครสักคนหากมีใครคิดไม่ดีขึ้นมาจะทำยังไง พรุ่งนี้ให้พวกตังกุยทั้งสี่คนผลัดกันตามท่านเข้าวังหลวงไปคอยปรนนิบัติรับใช้ดูแลน้ำชาและของว่างให้ท่าน ท่านลุงอวิ๋นเองก็อายุมากแล้วจะให้เข้าออกวังหลวงเป็นประจำก็คงเหนื่อยเกินไป”

            “ตกลงเจ้าวางแผนตามที่เห็นสมควรเถอะ”

            ทั้งสองโอบกอดกันพูดคุยเรื่องทั่วไปในครอบครัวอย่างอบอุ่น ด้านนอกนั้นมีจันทร์เสี้ยวลอยอยู่กลางฟ้ารอบข้างมีแสงดาวทอประกายระยิบระยับ ตัดกับความเย็นชาที่เคยเป็นมาตลอดช่างเป็นภาพที่อบอุ่นจนทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะหลงใหล

            แต่ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกันนี้กลับมีทั้งคนที่มีความสุขและคนที่เศร้าหมองในสวนหลิวเซียน

            ในสวนหลิวเซียนแม่นมอาวุโสมองนายหญิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนักนางจึงโบกมือไล่บรรดานางกำนัลออกไป จากนั้นเดินเข้าไปเบื้องหน้าอย่างแผ่วเบาเพื่อคลุมเสื้อคลุมให้นายหญิงพร้อมกับพูดปลอบเบาๆ ว่า “องค์หญิง ลมยามค่ำคืนเย็นลงแล้ว ยังไงก็รีบพักผ่อนสักหน่อยดีหรือไม่เพคะ?”

            ซือหม่าหย่าหลานมองไปที่ประตูวังหลวงที่ปิดอยู่และถามเบาๆ ว่า “แม่นม เขาออกจากวังหลวงไปจริงๆ น่ะหรือ?”

            แววตาของแม่นมอาวุโสแฝงไปด้วยความเจ็บปวดแต่ปากกลับยิ้มตอบว่า “เพคะ องค์หญิง วันนี้ท่านแม่ทัพยุ่งมากกลางวันก็ต้องประชุมกับขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊กว่าร้อยคนตอนค่ำก็ได้ข่าวว่ามีเรื่องที่จวนอู่โฮ่วจึงรีบกลับไปเพคะ”

            “แม่นมข้าเองก็ไม่ใช่เด็กแล้ว”

            ซือหม่าหย่าหลานค่อยๆกำผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือแน่นขึ้น พร้อมกับพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “หากเขามีใจต่อให้ยุ่งแค่ไหนก็คงจะแวะมาหาข้าบ้างเขากลับไปจวนอู่โฮ่วก็ไม่ใช่เพราะมีเรื่องเร่งด่วนหรอกแต่เพราะอยากไปหาสองแม่ลูกนั้นต่างหากเขาไม่ต้องการให้ชื่อของข้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ร่วมกับเขา”

            “องค์หญิง...”แม่นมกู่ทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไรจึงได้แต่โกรธแค้นหญิงสาวคนนั้นที่ช่วงชิงความรักที่ควรจะเป็นขององค์หญิงไปแทน…

            “บางทีผู้หญิงชั้นต่ำคนนั้นอาจใช้เล่ห์กลอะไรอีกแล้วก็เป็นได้หรือไม่ก็ใช้ลูกมาเป็นข้อต่อรอง องค์หญิงอย่าได้เศร้าโศกไปเลยเพคะวันหน้ายังอีกยาวไกล ท่านแม่ทัพจะต้องเห็นธาตุแท้ของนางในที่สุด”

            “แต่ว่าแม่นมข้าไม่อยากรออีกแล้ว” ซือหม่าหย่าหลานโยนผ้าเช็ดหน้าในมือทิ้งและลุกขึ้นยืนช้าๆก่อนจะมองไปที่ประตูวังหลวงที่ยังคงเงียบสงบเป็นครั้งสุดท้าย“พรุ่งนี้เตรียมวัตถุดิบด้วย ข้าจะเข้าครัวทำอาหารกลางวันให้เป่าเกอ”

            “เพคะองค์หญิง” แม่นมอาวุโสไม่กล้าขัดคำสั่งจึงรีบเรียกคนเข้ามาปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงให้เตรียมตัวพักผ่อน หลังจากเสร็จสิ้นนางก็ค่อยๆ นำคนออกไปข้างนอก แล้วโบกมือไล่นางกำนัลให้ถอยไปจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง

            ในฐานะองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่สุดในประเทศและเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของซีเฮ่าตอนนี้กลับต้องถูกบีบให้แข่งทำอาหารกับแม่ครัวคนหนึ่ง การต่อสู้นี้ยังไม่ทันเริ่มทว่าฝ่ายของพวกนางก็เหมือนจะตกเป็นรองเสียแล้ว…

            ต้นเดือนสองในฤดูใบไม้ผลิแสงแดดอุ่นขึ้นกว่าเดือนหนึ่งเล็กน้อย กิ่งก้านของต้นหลิวริมถนนถูกสายลมที่ยังคงหนาวอยู่พัดไหวปลายกิ่งกล้าแกร่งอวดสีเขียวอ่อนที่เริ่มผลิบาน เมื่อมองไกลๆก็ทำให้รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ

            ชาวเมืองซีจิงยิ่งมองเห็นก็ยิ่งยินดีเหตุผลไม่มีอื่นใด แม่ทัพใหญ่ได้กลับเข้าวังหลวงแล้ว ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นเริ่มเข้าประจำการในราชสำนักกองทัพนอกเมืองก็เริ่มทยอยเดินทางไปยังแนวชายแดนเพื่อป้องกันภัย

            ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแต่ก็ยังแฝงด้วยความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ต่างก็ไม่ต้องกลัวตายอีกต่อไปส่วนความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านอย่างพวกเขาจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย

             แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าเอ่ยถึงเหตุการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่ขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปหลบซ่อนในบ้าน เหตุการณ์นี้ถือเป็นวีรกรรมที่มีแต่จะเก็บไว้รำลึกในใจตอนนอนอยู่ในผ้าห่มยิ้มแย้มแอบหัวเราะอย่างลับๆ ผู้ใดจะกล้าเอามาพูดเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะนั่นถือเป็นการเสี่ยงตายอย่างแท้จริง

            ไม่เห็นหรือว่าขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นเข้าวังหลวงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำพวกเขาต่างก็มองชาวบ้านด้วยสายตาเคียดแค้นไม่ใช่หรือ? มีเพียงคนโง่เขล่าเท่านั้นที่จะยอมรับว่าตนเองขว้างหัวไชเท้าเน่าหรือไข่เน่าไปมากน้อยแค่ไหน

            ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญที่ควรจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของซีเฮ่าก็ถูกลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิงภายใต้ความจงใจปกปิดของทั้งสองฝ่ายที่ทำสงครามกันส่วนสื่อกวน [2] ที่เข้มงวดและหัวรั้นผู้นั้น…วันนั้นก็ถูกลูกหลงเช่นกันตอนนี้เขากำลังพักฟื้นอยู่ที่จวนและได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจับพู่กันได้…

            หลังจากยุ่งอยู่ตลอดทั้งช่วงเช้าหลังจากส่งท่านเสนาบดีคนสุดท้ายกลับไปได้แล้วในที่สุดกงจื้อหมิงก็มีเวลาว่างได้จิบชาสักถ้วย แต่พอชาเข้าปากก็รู้สึกได้ว่ารสชาติเปลี่ยนไปจึงหันไปมองทางตังกุยที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วถามว่า “มีของกินจากในจวนส่งมางั้นหรือ?”

            -----------------------------------------

            [1] หงเซาซือจื่อโถว 红烧狮子头 หมายถึง หัวสิงโตน้ำแดง ซึ่งเป็นชื่อเรียกหมูสับปรุงรสที่ถูกปั้นเป็นก้อนกลมๆขนาดใหญ่ มีลักษณตะปุ่มตะป่ำเหมือนหัวสิงโต

            [2] สื่อกวน 史官 หมายถึง ผู้บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786