ตอนที่ 43 มากถึงเพียงนั้น
“ต้องการติดต่อซื้อผักเชิญไปนั่งที่โต๊ะรับรองทางด้านนั้นก่อนเจ้าค่ะ” ซึ่งที่ตรงนั้นก็ คือ โซฟารับแขกที่อยู่ไม่ห่างจากโต๊ะคิดเงินมากนัก
เมื่อเธอผายมือเชิญแขกผู้มาเยือนมานั่งแล้ว ก็ได้มีคนนำน้ำเย็น ๆ มาให้อย่างรู้หน้าที่ เธอจึงสั่งให้หญิงสาวว่าให้ไปเตรียมผักหั่นใส่จานมาให้สักจานด้วย
ซึ่งชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ได้แปลกใจกับหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างของลานส่งผักแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง
“เชิญดื่มน้ำเย็น ๆ แก้กระหายก่อนเจ้าค่ะ”
“หืม น้ำแก้วนี้เย็นชื่นใจ แก้กระหายได้อย่างดีทีเดียว จากที่ข้าเหนื่อยล้าจากการนั่งรถม้ามานาน ๆ ก็หายเหนื่อยไปในทันที” ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาหลังจากที่ดื่มน้ำในแก้วเข้าไปแล้ว
“คนที่มาซื้อผักที่นี่จะมีตู้น้ำสำหรับดื่มน้ำและนั่งพักให้หายเหนื่อยทางด้านนั้นเจ้าค่ะ” เธอกล่าวพลางผายมือไปทาง ลานที่ทำไว้สำหรับให้คนเข้าไปพักและมีตู้น้ำตั้งไว้ให้สี่ห้าตู้และมีแก้วใบไม้ที่ใช้แล้วทิ้งตั้งเรียงรายไว้ให้ พร้อมกับด้านข้างมีถังขยะสำหรับใช้ทิ้งแก้วที่ใช้แล้ว
ที่ลานส่งผักแห่งนี้ มีอะไรหลาย ๆ อย่างให้ชายวัยกลางคนแปลกใจยิ่งนัก ทั้งพืชที่นำมาสร้างที่แห่งนี้ที่ดูเหมือนว่าจะยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งอากาศที่เย็นสบายเมื่อได้เดินเข้ามาด้านในนี่อีก แล้วไหนจะเก้าอี้รูปร่างแปลกตาทั้งหลายที่ได้เห็น ซึ่งเก้าอี้ที่เขานั่งลงไปนั้นนุ่มยุบลงไปราวกับนั่งลงไปบนขนสัตว์ชนิดหายาก
ซึ่งชายวัยกลางคนผู้นี้มาจากเมืองหลวงเพื่อมาทำธุระที่เมืองหย่งซานเท่านั้น ซึ่งในตอนที่เขาเพิ่งจะทำธุระเสร็จนั่นเอง ก็ได้มีเกวียนขนผักสองสามเกวียนวิ่งผ่าน ซึ่งในเกวียนนั้นมีผักที่ดูอวบอิ่ม สดใหม่และน่าทาน ทั้งยังไม่มีรอยกัดแทะจากแมลงวิ่งผ่านไป
จึงทำให้เขาสนใจเป็นอย่างมากเพราะถ้าเขาได้ผักที่น่ารับประทานเช่นนี้เข้าไปขายในเมืองหลวง ต้องขายดีเป็นแน่ จึงได้เอ่ยถามชาวบ้านแถวนั้นว่าผักน่าทานเช่นในเกวียนที่พึ่งผ่านไปหาซื้อได้จากที่ไหน เพราะเมื่อเช้าเขาได้เข้าไปในตลาดแล้วแต่ก็ไม่เห็นมีผักเช่นนี้มาขาย
ซึ่งชาวบ้านนั้นก็ได้ตอบกลับมาว่าเป็นผักจากลานส่งผักบ้านเซี่ย เมื่อออกไปนอกเมืองจะมีป้ายบอกทางให้เห็น
เขาจึงตัดสินใจให้คนขับรถม้าพามาตามป้ายบอกทาง ซึ่งที่เขามาเมืองนี้ครั้งที่แล้วก็ยังไม่เคยเห็นป้ายบอกทางนั้นเลยป้ายบอกทางนั้นก็คงจะเพิ่งทำขึ้นมาเป็นแน่ มาครั้งนี้เขาก็ไม่เห็นเพราะนั่งอยู่ภายในรถม้า
“ที่นี่ทำออกมาได้แปลกตาทีเดียว เพราะข้าไม่เคยเห็นที่ไหนทำลานส่งผักใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน จะมีเห็นก็แต่ชาวบ้านที่นำผักที่ปลูกได้ไปเร่ขายตามตลาด หรือไม่ก็มีพ่อค้าไปรับซื้อถึงแปลงผัก”
“ที่นี่ครอบครัวของข้าทำขึ้นมาเพื่อรองรับคนจากหลาย ๆ จวนที่มารับซื้อผักเจ้าค่ะ จึงได้ทำออกมาใหญ่โตเช่นนี้” เพ่ยอิงยิ้มตอบกลับไป
“อืม ครอบครัวของเจ้าคงจะปลูกผักไว้ไม่น้อยทีเดียว”
“เจ้าค่ะ”
“ขออนุญาตเจ้าค่ะ” หญิงสาวที่เพ่ยอิงใช้ให้ไปจัดผักใส่จานเอ่ยขออนุญาตก่อนจะเดินเข้ามาวางจานผักไว้บนโต๊ะ แล้วออกไปอย่างรู้หน้าที่
ซึ่งผักในจานก็มีให้เห็นอยู่หลายชนิดด้วยกัน โดยมีผักสลัดทั้งสีแดงและสีเขียวรองจานอยู่ด้านล่าง ด้านบนมีมะเขือเทศ แตงกวา กะหล่ำปลี หัวไชเท้า หั่นแว่นอยู่อย่างละสองสามแว่น มะเขือเทศราชินี มะเขือเปราะแบบลูกอีกอย่างละสองลูก ตั้งเรียงรายอยู่บนจานอย่างสวยงาม
“นี่คือผักบางส่วน ที่เป็นผลผลิตของลานส่งผักแห่งนี้เจ้าค่ะ ท่านลองชิมแบบสด ๆ ดูก่อนได้ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวหรือกลิ่นแปลก ๆ แน่นอนเจ้าค่ะ”
เมื่อเธอกล่าวจบชายวัยกลางคนตรงหน้าก็หยิบผักในจานขึ้นมาชิมทีละอย่าง ซึ่งเมื่อเขาได้ชิมผักในจานแล้วก็ตะลึงตาโตขึ้นมาทันที
“หวานและกรอบมาก” ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง หลังจากที่ได้ลองหยิบแตงกวาที่หัดแว่นไว้แล้วมาชิม
“แล้วเจ้าลูกสีแดง ๆ นี่เรียกว่าอะไรหรือ”
“ที่หันเป็นแว่นคือมะเขือเทศเจ้าคะ ส่วนที่เป็นลูกเรียกว่ามะเขือเทศราชินี” เธอกล่าวบอกชื่อที่เป็นภาษาไทยออกไป ถึงอย่างไรผักหลายชนิดคนที่นี่ก็ไม่รู้จักชื่อเธอจึงเรียกชื่อไปตามที่เธอเคยชิน
จนในที่สุดชายวัยกลางคนก็ทานผักในจานเสียจนหมด หมดไม่มีเหลือ แม้กระทั่งผักรองจานอย่างผักสลัดที่มีทั้งสีแดงและสีเขียว
ก็แน่ล่ะ ผักที่สดและใหม่จากแปลกมันก็ต้องอร่อยเป็นธรรมดา
“ผักที่ครอบครัวของเจ้าปลูกอร่อยทุกอย่างจนข้าเสียมารยาททานไปเสียหมดจาน” ชายวัยกลางคนกล่าวออกมา หลังจากที่นึกขึ้นมาได้
“นี่เป็นแค่ผักบางส่วนเท่านั้นเจ้าค่ะที่นี่ยังมีผักชนิดอื่น ๆ อีกไม่ต่ำกว่าห้าสิบชนิด”
“มากถึงเพียงนั้น!! ปกติผักที่กินได้และคนปลูกออกมาขายก็มีเพียงแค่สิบกว่าชนิดเท่านั้น”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ หากท่านต้องการผักชนิดใดก็สามารถสอบถามและสั่งซื้อจากข้าเพ่ยอิงได้เลยเจ้าค่ะ” เมื่อชายวัยกลางคนได้ยินที่เด็กสาวตรงหน้ากล่าวออกมาเช่นนั้นก็แปลกใจขึ้นมาไม่น้อยทีเดียว
จากที่เธอมาต้อนรับ พูดคุย และอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ให้เขาฟังได้อย่างคล่องแคล่ว เขาจึงคิดได้ว่าเด็กสาวตรงหน้าคงจะเป็นลูกสาวของเจ้าของลานส่งผักแห่งนี้เป็นแน่ ช่างเป็นเด็กสาวที่มีความสามารถเสียจริง ๆ
“อืม เจ้าชื่อเพ่ยอิงหรือคงจะเป็นทายาทของผู้ที่ทำลานส่งผักแห่งนี้ขึ้นมาใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ขออภัยที่ก่อนหน้านี้เสียมารยาทที่ไม่ได้เอ่ยแนะนำตัวออกไป ข้าเซี่ยเพ่ยอิงเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ข้าฝูหลิวเป็นพ่อค้าผักรายใหญ่มาจากเมืองหลวง”
“เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าท่านลุงฝูนะเจ้าคะ” เพ่ยอิงเมื่อรู้ว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าเป็นพ่อค้าผักรายใหญ่จากเมืองหลวงก็รีบตีสนิททันที
“ไม่มีปัญหา”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
“ข้าอยากรู้ว่าผักกว่าห้าสิบชนิดที่เจ้ากล่าวมานั้นมีอะไรบ้าง”
“ได้เลยเจ้าค่ะท่านลุงฝู เช่นนั้นเชิญท่านดูรายชื่อผักและรายละเอียดจากหนังสือเล่มนี้ก่อนได้เจ้าค่ะ หากท่านสนใจผักชนิดใดข้าจะให้คนนำผักของจริงมาให้ท่านดู” ซึ่งหนังสือเล่มนี้นั้นก็จะมีภาพเหมือนและรายละเอียดต่าง ๆ ของผักแต่ละชนิดเอาไว้ด้านใน
โดยภาพที่วาดขึ้นมานั้นที่เพ่ยอิงจะใช้ดินสอร่างขึ้นมาก่อนแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยลงสีน้ำทีหลัง ซึ่งสีต่าง ๆ เธอก็ได้ทำขึ้นมาจากพืชหรือไม่ก็เปลือกไม้ต่าง ๆ ที่ให้สีได้แตกต่างกันไป
จึงทำให้ภาพในหนังสือเล่มนี้เสมือนจริงไม่น้อยเพราะเธอได้วาดออกมาให้มันมีมิติ อีกทั้งยังมีรายละเอียดอธิบายไว้ด้านล่างของรูปภาพด้วย เช่น ขนาด น้ำหนักโดยประมาณ เป็นต้น
และเธอได้วาดหนังสือภาพผักออกมาทั้งหมดสามเล่มด้วยกัน ซึ่งจะแบ่งไปไว้ตามโต๊ะต่าง ๆ ภายในลานส่งผักแห่งนี้
‘อืม ข้าควรจะทำผักปลอมขึ้นมาไว้ด้วยดีไหมนะ อืมน่าจะดีทีเดียว’
ด้านของชายวัยกลางคนที่ได้เปิดดูหนังสือภาพที่เด็กสาวตรงหน้ายื่นมาให้ และเขาก็ได้เห็นว่าภาพพวกนี้เหมือนจริงมากเลยทีเดียวอีกทั้งยังมีสีสันสมจริงเป็นอย่างมาก
“เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่วาดภาพในหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา”
“เป็นข้าเองเจ้าค่ะ”
“หืม เจ้ามีความสามารถมากเลยทีเดียวที่สามารถวาดภาพออกมาได้ราวกับของจริงเช่นนี้”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
แล้วหลังจากนั้นท่านลุงฝูก็นั่งเปิดดูภาพและรายละเอียดผักไปจนครบทั้งห้าสิบกว่าชนิด
“ข้ามีความสนใจผักทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ เพราะมันมีผักแปลก ๆ หลายอย่างทีเดียวที่ข้าไม่เคยเห็น อีกทั้งข้ายังมีความสงสัยว่าจะนำไปทำอาหารเช่นไรได้บ้าง”
“เช่นนั้นข้าจะพาท่านเข้าไปเดินชมผักที่ด้านในโรงเก็บผักพร้อมกับอธิบายรายละเอียดยิบย่อยต่าง ๆ ให้ท่านฟังอีกทีดีกว่านะเจ้าคะ”
“เอาเช่นนั้นก็ได้”
แล้วหลังจากนั้นเพ่ยอิงก็ได้เดินนำชายวัยกลางคนเข้าไปในโรงเก็บผัก เพื่ออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ในหนังสือมีให้ฟัง พร้อมทั้งยังบอกถึงวิธีการนำไปทำอาหารอย่างคร่าว ๆ
ด้านชายวัยกลางคนที่เมื่อเดินเข้ามาด้านในโรงเก็บผักแล้วก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เพราะตอนแรกจากที่ได้เห็นด้านนอกนั้น ก็คิดว่าทางโรงเก็บผักแห่งนี้ใหญ่โตมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าใหญ่โตและกว้างขวางกว่าด้านนอกที่เห็นเป็นไหนๆ
อีกทั้งยังมีอากาศที่หนาวเย็นกว่าข้างนอกมากเลยทีเดียว ผักก็มีการแบ่งไว้เป็นส่วน ๆ แยกชนิดกันเอาไว้ได้อย่างลงตัว ซึ่งกว่าที่เพ่ยอิงจะพาท่านลุงฝูเดินดูผักแต่ละชนิดพร้อมอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทั้งบอกราคาขายไปในตัวจนครบ ก็เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียว
“ลานส่งผักแห่งนี้ทำให้ข้าทึ่งมากเลยทีเดียว ผักที่มีคุณภาพดีเช่นนี้หากได้นำเข้าไปขายในเมืองหลวงคงขายได้ราคาสูงเป็นแน่” เป็นอย่างที่เขากล่าวจริง ๆ เพราะในเมืองหลวงนั้นไม่ขาดแคลนคนที่มีกำลังในการซื้อของดี ๆ มาทานจริง ๆ
“แล้วท่านลูกฝูสนใจที่จะรับผักจากลานส่งผักบ้านเซี่ยไปขายหรือไม่เล่าเจ้าคะ”
ที่เธอเอ่ยถามเช่นนั้นเพราะในระหว่างที่เดินชมผักในโรงเก็บผักนั้นท่านลุงฝูก็ได้เล่าให้เธอฟังบ้างแล้วว่าเขาเป็นพ่อค้าขายผักรายใหญ่ที่จะหาผักมีคุณภาพจากชาวบ้านที่มีการปลูกผักและดูแลพวกมันเป็นอย่างดี จนแทบจะไม่มีรอยกัดแทะของหนอนและแมลงมาขาย
แต่ถึงจะมีคุณภาพดีอย่างไรก็ยังมีรอยแมลงกัดแทะบ้าง ซึ่งเขาก็ยังไม่เคยเจอผักที่ดี มีคุณภาพและอร่อยทั้งที่ยังไม่ได้นำไปปรุงเช่นนี้มาก่อน
“แน่นอนอยู่แล้วว่ารับ แต่ข้ากังวลว่าในระหว่างทางที่จะผักจะส่งไปถึงเมืองหลวง อาจจะทำให้ผักเกิดการเหี่ยวเฉาและดูไม่น่าทาน” เพราะตั้งแต่ที่เขาเป็นพ่อค้ามาปัญหานี้ก็ คือ ปัญหาหลักที่ไม่มีทางแก้
“เรื่องนี้ท่านลุงฝูไม่ต้องเป็นกังวลไปเลยเจ้าค่ะ เพราะผักจากที่นี่เมื่อเก็บมาแล้วก็จะสามารถคงความสดเอาไว้ได้กว่าหนึ่งอาทิตย์โดยที่ไม่เหี่ยวเฉาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเหี่ยวเฉาช้ากว่าผักปกติถึงหลายเท่าตัวทีเดียว และยิ่งเก็บไว้ในที่เย็น ๆ ก็จะยิ่งชะลอการเหี่ยวเฉาไปได้นานเป็นเดือนเลยเจ้าค่ะ”
“ดีถึงเพียงนั้น!!” ท่านลุงฝูดูท่าทางแล้วจะตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว
“ใช่แล้วเจ้าคะ แต่ระหว่างทางที่ขนผักถ้าช่วยพรมน้ำให้บ้างก็จะช่วยได้มากทีเดียวเจ้าค่ะ”
“ดี ดีมากเลยทีเดียว”
แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ตกลงซื้อขายผักกันโดยที่ท่านลุงฝูจะรับซื้อผักทุกชนิด แต่ผักใหม่ที่ผู้คนไม่รู้จักนั้นจะเอาไปน้อยหน่อยเพราะกลัวว่าผู้คนที่ไม่เคยกินกัน จะไม่กล้าซื้อกันไปเท่าไรนัก
โดยผักที่ผู้คนรู้จักนั้นจะสั่งไปอย่างละสองพันชั่ง ส่วนผักที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันนั้นสั่งไปก่อนอย่างละห้าร้อยชั่งเท่านั้น
ซึ่งเพ่ยอิงที่เห็นว่าเธอได้ลูกค้ารายใหญ่เช่นนี้ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้ผักที่ปลูกก็เริ่มมากกว่ากำลังคนที่มาซื้อ จึงคิดหาทางที่จะเอาผักไปขายเมืองอื่นอยู่พอดี ไม่คิดว่าวันนี้จะเจอโชคหล่นทับเช่นนี้
เธอจึงให้ท่านลุงฝูมาทำสัญญาซื้อขายกันเพราะมันเป็นการซื้อขายผักถึงหลายหมื่นชั่ง จะไม่ให้ทำสัญญาซื้อขายกันก็คงไม่ได้
ซึ่งในสัญญาซื้อขายจะมีรายละเอียดดังนี้
1) ท่านจะต้องมาสั่งซื้อผักจากลานส่งผักบ้านเซี่ย อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ละครั้งจะสั่งผักทุกอย่างรวมกันไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันชั่ง
2) ราคาผักจะเป็นไปตามราคาที่ลานส่งผักกำหนด ซึ่งอาจจะมีราคาที่ขึ้นหรือลงตามความเหมาะสม
3) ในการมาสั่งซื้อผักครั้งละมาก ๆ แต่ละครั้งจะต้องส่งคนมาแจ้งที่ลานส่งผักก่อนล่วงหน้าไม่ต่ำกว่าสามวัน
4) ทุกครั้งที่มาสั่งผักล่วงหน้าจะต้องมีการจ่ายมัดจำค่าผักก่อนครึ่งหนึ่ง
5) ลานส่งผักบ้านเซี่ยมีสิทธิ์ที่จะลดจำนวนการส่งผักลง หากผลผลิตของผักมีไม่เพียงพอต่อจำนวนที่ท่านสั่ง
6) ทุก ๆ ทั้งที่มีคนมารับผักไปทางคนที่มารับผักจะต้องตรวจสอบจำนวนและสภาพของผักที่ส่งให้อย่างละเอียดรอบคอบ หากมีผิดพลาดใด ๆ ก็ให้รีบแจ้ง ณ ตอนนั้นทันที
7) หากมีการไปตรวจพบว่าผักมีการเสียหาย จำนวนผักไม่ครบ หรือสภาพไม่ตรงกับผักที่ทางลานส่งผังมี ทางลานส่งผักบ้านเซี่ยจะไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะก่อนส่งมอบได้มีการตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมดแล้ว
8) การส่งมอบผักทางลานส่งผักจะส่งผักไปพร้อมกับตะกร้าผักที่มีโลโก้ (ตราของลานส่งผัก)
9) ครั้งต่อไปท่านมารับผักหรือมาสั่งผักจะต้องนำตะกร้ามาคืนตามจำนวนตะกร้าที่ได้ไปในรอบที่ผ่านมา หากมีตะกร้าที่ชำรุด สูญหาย จะต้องจ่ายค่าตะกร้าจำนวนสิบตำลึงทองต่อหนึ่งตะกร้า ให้กับลานส่งผัก
10) จะมีการต่อสัญญาทุก ๆ หนึ่งปี และหากมีข้อตกลงอะไรเพิ่มเติม สามารถมาตกลงและแก้ไขสัญญากันใหม่ได้
ลายมือชื่อผู้ทำสัญญาของลานส่งผักบ้านเซี่ย
(_______________)
ลายมือชื่อผู้ร่วมทำสัญญา
(_______________)
“มีข้อตกลงข้อไหนที่ท่านไม่เห็นด้วยก็สามารถสอบถามแล้วขอให้แก้ไขได้เจ้าค่ะ” เพ่ยอิงกล่าวออกมาหลังจากที่ยื่นสัญญาไปให้ท่านลุงฝูอ่าน
“ที่ต้องจ่ายสิบตำลึงทอง สำหรับค่าเสียหายหรือสูญหายของตะกร้านี่จะแพงไปหรือไม่” ท่านลุงฝูเอ่ยถามข้อสงสัย
“ตะกร้าผักของลานส่งผักนั้นแข็งแรงเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ไม่มีทางที่จะชำรุดเสียหายแน่นอนไม่ว่าจะใช้งานหนักเพียงใด ข้อนี้จึงต้องทำขึ้นมาเพื่อป้องกันการสูญหายของตะกร้าผักเท่านั้น อีกทั้งตะกร้านี้ก็ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยจะมีการลงอักขระกำกับ เพื่อชะลอเวลาเหี่ยวเฉาและคงความสดใหม่ของผักเอาไว้ อีกทั้งยังป้องกันการกระแทกจนทำให้ผักช้ำ ในระหว่างการขนส่งได้อีกด้วยเจ้าค่ะ”
“แค่ตะกร้าผักเหตุใดจึงดีถึงเพียงนี้”
“เพราะทางลานส่งผักบ้านเซี่ยเราใส่ใจลูกค้าทุกท่านที่มาทำการซื้อขายด้วย แต่หากมีใครที่ไม่ต้องการให้ใส่ตะกร้าของลานส่งผักไปข้อนั้นก็จะสามารถเอาออกได้เจ้าค่ะ”
เพ่ยอิงรู้ดีว่าถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้น ท่านลุงฝูหลิวก็ไม่มีทางที่จะนำข้อตกลงข้อนั้นออกไปเป็นแน่
“อืม เช่นนั้นข้าก็ไม่มีปัญหาอะไรกับข้อตกลงเหล่านี้แล้ว”
เมื่อกล่าวจบท่านลุงฝูก็หยิบพู่กันมาจุ่มหมึกแล้วทำการลงลายมือชื่อลงไปบนกระดาษข้อตกลงทั้งสองแผ่นทันที แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็เก็บสัญญาไปคนละแผ่น
“เช่นนั้นข้าต้องขอตัวลาก่อน แล้วอีกสามวันข้าจะมาพร้อมกับเกวียนส่งผัก”
“ข้าไปส่งที่รถม้าเจ้าค่ะ”
หลังจากที่เพ่ยอิงเดินไปส่งท่านลุงฝูแล้ว เย็นวันนั้นเธอก็ไม่ได้อยู่ช่วยงานที่ลานส่งผักต่อแต่อย่างใด หลังจากที่เธอได้เข้าไปพูดคุยกับท่านแม่เรื่องสัญญาซื้อขายกับท่านลุงฝูเสร็จแล้วก็ได้ขอตัวกลับบ้านไปก่อน
เพราะเธอรู้สึกว่าวันนี้ได้เสียพลังงานไปเยอะพอสมควรสำหรับการพาท่านลุงฝูไปเดินชมผักต่าง ๆ พร้อมกับอธิบายรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัยไปด้วย
เมื่อเธอปั่นจักรยานกลับมาจอดเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปในบ้านก็ได้มีคนมาเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน