***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“ทุกคนหนีไปที่เมืองหลวงด่วน! เดียวที่นี่พวกทหารอย่างเราจะรับมือเอง! ”
แอร์บาสร์กรีดเสียงก้องไล่พวกชาวบ้านที่ตื่นตระหนกให้ไปรวมกลุ่มบนถนนทางทิศใต้ของเมือง
ฉันยืนมองกองทัพที่ประจำการอยู่ ณ เวลานี้
ป้อมปืนใหญ่ที่แสนภาคภูมิใจบนยอดกำแพงสูง ดูแล้วคงมีเพียงแค่หกป้อมที่ยังใช้งานได้
ทหารในเมือง มีเพียงแค่ราวครึ่งแสนเมื่อประเมินจากสายตาที่เห็น
และเมืองหน้าด่านอีกสองแห่งในทิศเหนือคงมีสภาพไม่ต่างจากที่นี่เช่นกัน
มันคงเป็นศึกที่ยากลำบาก แต่ศัตรูในคราวนี้คือพวกมอนสเตอร์สุดแสนจะแฟนตาซี ฉันเลยรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ต่อสู้มากกว่าตื่นกลัว
“เอรีส เธอเองก็หนีไปเมืองหลวงพร้อมกับเจ้ามิลเลอร์ด้วย! ”
“เอ๊~…”
อยากอยู่ต่อสู้มากกว่าอ๊ะ
“ปี๊! ”
เจ้ามังกรวัยรุ่นมิลเลอร์ส่งเสียงน่ารัก พร้อมกับจับจ้องมาที่ฉัน
มันย่อตัวลงแล้วหันหน้าตรงไปทางฝูงมอนสเตอร์ที่นอกเมือง
แกเองก็อยากที่จะต่อสู้เหมือนกันสินะ?
ฉันเข้าใจมันดี
แม่ของมันตายไปต่อหน้ามัน จึงไม่แปลกที่รู้สึกอยากเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม
อยากแข็งแกร่งกว่านี้เพื่อที่จะไม่ต้องสูญเสียใครอีก
ดวงตาของมันบอกฉันเช่นนั้น
“ดีละ งั้นลุยกันเลย! ”
“ปี๊! ”
ฉันขึ้นขี่เจ้ามังกรวัยรุ่นพร้อมกับชักปืนไรเฟิลกระบอกโตออกมาพาดบนหลังของมัน
กระสุนปืนขนาด 0.5 cal ที่เหลืออีกเพียงยี่สิบนัดถูกนำออกมาถือเตรียมบรรจุลงไป
ไม้พลองเหล็กกล้าสีดำซึ่งมีสภาพทรุดโทรมถูกนำมาถือแนบข้างตัวเอาไว้ด้วยมือซ้ายที่สวมสนับมือเหล็ก
ที่เอวทั้งสองข้างมีมีดหนึ่งเล่ม ระเบิดมืออีกสองลูก และกระเป๋าย่ามใบเล็ก
นี่คืออาวุธทั้งหมดที่ฉันมีเหลือหลังจากผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน
“ฉันไปก่อนนะแอร์บาสร์”
“... นั่นเธอจะไป---”
ฉันทิ้งแอร์บาสร์ไว้ข้างหลังโดยไม่ฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูดออกมา
“เริ่มยิงแล้ว ระวังโดนลูกหลงนะมิลเลอร์! ”
กระสุนปืนใหญ่สิบหกนัดถูกยิงลอยข้ามเหนือหัวของฉันไป
เสียงกระหึ่มของระเบิดที่ดังต่อเนื่องนั้น ทำให้หัวใจของฉันกรีดร้องลั่นไปด้วยความตื่นเต้น
ควันสีดำพวยพุ่งเป็นม่านที่บดบังร่างของเหล่ามอนสเตอร์ผู้น่าเกรงขาม
แต่เพียงชั่วพริบตา ม่านสีดำก็ถูกคลี่ออกด้วยร่างอันใหญ่โตของพวกมัน
“ยี่สิบ... ยี่สิบเอ็ด”
ฉันกำลังนับเวลาเพื่อให้ทราบถึงจังหวะของการยิงปืนใหญ่ปูพรมในแต่ละครั้ง
“สามสิบ”
*บรึ๊ม! *
เสียงปืนใหญ่ระลอกสองดังกระหึ่มขึ้นก้องกังวาล
ม่านสีดำกับเปลวไฟที่ลุกไหม้ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งที่ระยะห่างออกไปราวสองร้อยกิโลเมตร
ยิงทุกสามสิบวินาทีสินะ?
พวกเราทั้งคู่ต่างบินทะยาน แหวกท้องฟ้าไปด้วยความรวดเร็ว
กระสุนปืนใหญ่ยังคงยิงโหมกระหน่ำ ส่วนที่ด้านหลังก็มีกองทัพโดรนรถถังกับเครื่องบินจำนวนหนึ่งเริ่มวิ่งเข้าประจำแนวรบ
เมื่อประเมินด้วยสายตาแล้ว พวกมันคงมีเหลือไม่ถึงห้าพันตัว
จะบอกว่าเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของมนุษย์ก็ได้ เพราะในเวลานี้แทบจะไม่เหลือโดรนสงครามเอาไว้สำหรับปกป้องเมืองอีกต่อไปแล้ว
แถมเมื่อเทียบกับจำนวนของฝูงมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ตรงหน้า ก็จะทราบได้ทันทีว่าปืนใหญ่และรถถังของพวกเราที่เมืองหน้าด่านนั้นมีไม่พอรับมือ
“มิลเลอร์! ”
“ปิ! ”
ดังนั้นฉันจึงต้องทำมัน
“เอรีส มิลเลอร์ นั่นพวกเธอจะทำบ้าอะไร!? จะไปตายเปล่าหรือยังไง! ”
เสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของแอร์บาสร์ได้ดังผ่านวิทยุสื่อสารของฉัน
“ไม่เป็นไรแอร์บาสร์ เดียวฉันจะไล่พวกมันกลับไปให้ได้ดูเอง”
“พูดบ้าอะไรของเธอออกมากันเนี่ย! ”
หากมีใครสักคนมองขึ้นมาดู ตัวฉันในเวลานี้คงเป็นที่น่าขบขันมาก
สตรีขี่มังกรวัยรุ่นตัวคนเดียวที่หาญกล้าเข้าเผชิญหน้ากับคลื่นมอนสเตอร์อย่างบ้าบิ่น
ขนาดปืนใหญ่ยังหยุดไม่อยู่ แล้วทหารกับมังกรตัวคนเดียวจะไปหยุดได้เช่นไรกันละ?
หากเป็นตัวฉันเมื่อก่อนคงไม่กล้าทำแบบนี้
แต่ตัวฉันในตอนนี้ ผู้ที่ผ่านการผจญภัยมามากมายต้องสามารถหยุดพวกมันได้แน่นอน!
ฉันนะแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วนะจะบอกให้~
“มิลเลอร์พ่นไฟ! ”
“ปู้ว! ”
เปลวไฟหนึ่งพันองศาอันร้อนแรงของมังกรน้อยได้พวยพุ่งออกจากริมฝีปากของมัน
เบฮีมอธตรงหน้าถูกไฟที่ร้อนแรงแผดเผาใบหน้าจนมอดไหม้
ไฟนั้นกรีดผิวหนัง กินลึกลงไปสู่สมองจนแน่นิ่งไป
“ฮ่ะ! ”
ส่วนฉันกระโดดตัวลงมาจากเจ้ามิลเลอร์ ลงสู่พื้นหิมะเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์อันบ้าคลั่ง
ฉันเหนี่ยวไกปืนที่หนักอึ้ง ยิงทะลุแกนของสไลม์ยักษ์ตัวหนึ่งที่อยู่จุดลงจอด
กระสุนพุ่งตรงทะลวงร่างของศัตรูจนสิ้นชีพและกลายเป็นเบาะน้ำที่แผ่ขยายบนพื้นสีขาว
ฉันใช้มันเป็นที่ลงจอดร่างของตัวเองซึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วง
“ฮึบ! ”
ฉันไม่เสียเวลาลุกขึ้นยืน แต่ใช้การม้วนหน้าเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งจากการถูกมอนสเตอร์เหยียบ แล้วสวนโจมตีด้วยไม้พลองเหล็กในมือซ้าย
ไม้เหล็กที่ทรงพลังถูกหวดเข้าใส่ใบหน้าของหมาป่าขาวขนาดห้าเมตรเต็มแรงจนสิ้นชีพไปในทันที
ส่วนเจ้ามิลเลอร์บินทะยานลงมายืนข้างฉัน พร้อมกับใช้กรงเล็บอันทรงพลัง คว้าศพของหมาป่าขาวทุ่มใส่ร่างของอสรพิษยักษ์ที่อยู่ทางซ้าย
อสรพิษตัวนั้นเสียจังหวะการเลื้อย และกลายเป็นสิ่งกีดขวางเส้นทางของฝูงมอนสเตอร์ที่วิ่งไล่ตามหลังมา
ลำตัวที่ยาวถึงยี่สิบเมตรนั้นทำให้มอนสเตอร์ล้มกลิ้งต่อเนื่องราวกับโดมิโน่
“คู่ต่อสู้ของแกอยู่ตรงนี้! ”
“ปี๊! ”
นี่คือแผนการหยุดคลื่นมอนสเตอร์ของฉัน
เป็นแผนที่ไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย เพียงแค่บุกเข้าใจกลางฝูงเพื่อก่อความวุ่นวายและดึงความสนใจของพวกมันก็พอแล้ว
พวกมอนสเตอร์จะต้องหันมาสหบาทาใส่ฉันแทนตัวเมืองอย่าง---
“โกรวว! ”
“ฮูมมมม! ”
---ดันเสือกไม่สนใจฉันซะงั้น...
พวกมันพากันวิ่งแยกออกเป็นซ้ายขวาดุจมีก้อนหินขนาดยักษ์มาขวางเส้นทางผ่านของแม่น้ำ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ในสายตาของมันจะมีเพียงตัวเมืองตรงหน้าเท่านั้น
“มิลเลอร์! ”
“ปิ! ”
ฉันขึ้นขี่มังกรอีกครั้ง และสั่งให้พ่นไฟเป็นเส้นทางยาวแผดเผาดินแดนสีขาวจนลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ
ใช้ปืนในมือลั่นกระสุนขัดขาพวกมอนสเตอร์ยักษ์ให้มันล้มตัวลงมาขัดขวางเส้นทางวิ่ง
แต่ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นได้เพียงแค่แมลงอันน่ารำคาญที่ไม่ต้องใส่ใจมาตั้งแต่แรก
พวกมันไม่สนใจฉันเลย
ฉันสั่งให้มิลเลอร์บินทะยานขึ้นท้องฟ้าเพื่อหลบการโจมตีจากปืนใหญ่ปูพรมที่กำลังมาอีกระลอก แล้วโผบินลงมาก่อกวนพวกมันอีกครั้งหลังจากที่กระสุนได้ร่วงโรยสู่แผ่นดินสีขาว
แต่คลื่นมอนสเตอร์ก็ยังคงเพิกเฉยตัวตนของฉันเช่นเดิม
ระเบิดมือ กระสุนทั้งยี่สิบนัด มีด ทุกสิ่งที่ฉันมีถูกใช้ออกไป
แต่ตัวตนเล็ก ๆ อย่างฉันก็ทำได้เพียงแค่ฆ่าพวกมันเพียงสิบห้าตัวเท่านั้น
ไม่อาจเรียกว่าสามารถก่อภัยอันตรายใด ๆ ให้กับฝูงของพวกมันได้
“ไล่ตามไป! ”
สุดท้ายก็ถูกทิ้งอยู่รั้งท้ายขบวน
ฉันให้มิลเลอร์บินแทรกระหว่างฝูง
มือทั้งสองกำลังควงอาวุธสีดำที่ยาวเมตรครึ่งสลับไปมาซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว
วาดลวดลายอันงดงาม กระหน่ำลงกลางกระหม่อมของพวกมอนสเตอร์ยักษ์ พร้อมกับหลบคมเขี้ยวร้ายที่โจมตีเข้ามา
ใช้ขาทั้งสองวิ่งโลดแล่นบนผิวเกล็ดน้ำตาลอันน้อยนิด กระโดนกายกรรมกลางนภาไปพร้อมกับคู่หูมังกรน้อย แล้วใช้ไม้พลองแทงสวนดุจห่าฝนใส่ไทฟอนตรงหน้า
“อะไร!? พวกมันเข้าประชิดเมืองได้แล้วเรอะ! ”
ระหว่างที่ทำการต่อสู้ระยะประชิด พอรู้ตัวอีกที คลื่นมอนสเตอร์ก็กรีธาทัพมาประชิดเมืองหน้าด่านทั้งสามไปแล้ว
มีการต้อนรับของลูกปืนกล กระสุนครก และปืนใหญ่ของรถถังออกมาเป็นจำนวนมาก
ส่วนฝั่งมอนสเตอร์เองก็กระจายตัวเพื่อลดความเสียหาย
มอนสเตอร์ที่โจมตีระยะไกลได้อย่างเบฮีมอธเริ่มยิงบอลไฟสวนกลับไปที่ป้อมปราการปืนใหญ่
มอนสเตอร์ที่เร้นกายไปกับสภาพแวดล้อมได้อย่าสไลม์กับอสรพิษ ต่างกลืนหายตัวไปกับหิมะขาว
ส่วนพวกที่เข้าปะทะตรง ๆ ก็วิ่งเข้าใสกองทัพอย่างคุ้มคลั่ง
รถถังถูกยกพลิกคว่ำทั้งคัน
เครื่องบินรบถูกเบฮีมอธยิงร่วงโรย
เหล่าทหารถูกคมเขี้ยวของไทฟอนไล่ล่าสังหาร
และภายในเมืองที่ถูกถมเต็มไปด้วยฝูงมอนสเตอร์อย่างสไสลม์กับอสรพิษยักษ์
“หน่อย! ”
ฉันกับมิลเลอร์เข้าร่วมการต่อสู้ตะลุมบอนอันวุ่นวายนั้นด้วย
พวกเราสู้จนเลือดท่วมกาย ต่อสู้ขาดใจดิ้นสุดชีวิต สู้จนซากศพทับถมนองทับแผ่นดินจนไร้ที่ยืน
เวลาได้ร่วงโรยมาถึงช่วงเย็นพร้อมกับมอนสเตอร์ตัวสุดท้ายที่จบชีวิตลง
ถึงจะเอาชนะมาได้ แต่ตอนนี้พวกเราไม่เหลือป้อมปราการปืนใหญ่ในทิศเหนืออีกต่อไปแล้ว
หุ่นโดรนรถถังกับเครื่องบินในส่วนของกองทัพภาคเหนือเองก็แทบจะสูญสิ้นพังพินาศไปเช่นกัน
แถมราวกับว่าจะเยาะเย้ยความพยายามของพวกเรา---
[พบคลื่นมอนสเตอร์ฝูงใหม่อีกแล้ว!]
---ระลอกคลื่นมอนสเตอร์ฝูงใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง
มันจะมีเยอะเกินไปแล้วนะ…
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
ข้าและหน่วยของข้ากำลังยืนประจำการอยู่ที่ริมผา ณ ข้างหลังเมืองหลวงของเผ่ายักษาน้อย
ถึงจะไม่มีอะไรมายืนยันว่าที่นี่คือเมืองหลวง แต่เมืองที่ใหญ่โตและเจริญขนาดนี้คงไม่มีพลาดเป็นอย่างอื่นไปได้หรอก
“ว่าแต่ยัยแครอทนี่เหนือสามัญสำนึกไปแล้วแฮะ”
ข้าพึมพำให้กับตัวเองพร้อมกับส่องไปที่การรบในทิศเหนือด้วยกล้องส่องทางไกล
กองทัพอสูรที่ยัยแครอทรวบรวมมาฝึกตลอดเวลาช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมานี้ มีร่วมทั้งหมดสองล้านตัว
ทั้งที่เธอกับลูกน้องของเธอมีรวมกันแค่หนึ่งแสนคน แต่กลับรวบรวมอสูรมาได้มากถึงขนาดนี้
ช่างน่ากลัวจริง ๆ
“ท่านบานาครับ ทุกหน่วยต่างไปประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้วครับ”
“ดีมาก”
กองทัพที่เตรียมตัวเพื่อบุกมาเมืองหลวงนั้นมีข้า แครอท อเมริคานา และแมงโก
สี่ขุนนางกับกองทัพจำนวนสามแสนคนที่เตรียมความพร้อมเพื่อมาทำสงครามนั้น ต่างกำลังประจำการอยู่ตามแนวเทือกเขาด้านหลังเมืองหลวงของเผ่ายักษาน้อย
ส่วนอีกหนึ่งแสนคนกับยัยแครอทนั้น เธอต้องไปคุมกองกำลังอสูร ดังนั้นจึงต้องแยกตัวไปบุกโจมตีจากทางทิศเหนือ
แล้วเดียวจะมีกองทัพของขุนนางแคนตาลูปจากทางตะวันออกอีกหนึ่งแสนมาเสริมในภายหลังตามแผนการของขุนนางแอปเปิ้ลด้วย
และนี่คือแผนการที่ท่านขุนนางแอปเปิ้ลวางเอาไว้
ให้กองทัพอสูรจำนวนสองล้านตัวบุกจากทางเหนือเป็นระลอกต่อเนื่อง ทีละประมาณหนึ่งแสนถึงสองแสนตัวติดต่อกันหกวัน
พวกเราไม่รู้ว่าเผ่ายักษาน้อยยังมีอาวุธมหาประลัยซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องใช้อสูรเป็นตัวล่อเพื่อผลาญทรัพยากรณ์อาวุธของพวกมัน
และเมื่อถึงวันที่ 90 กองทัพของขุนนางแคนตาลูปกับกองกำลังอสูรที่เหลือทั้งหมดก็จะเริ่มโจมตีเข้ามาเพื่อเป็นตัวดึงความสนใจ
หากเป็นไปตามแผนการ เมืองหน้าด่านที่บอบช้ำจะต้องเรียกกำลังเสริมจากเมืองหลวงไป หรือต่อให้ไม่เรียกแล้วทิ้งเมืองหน้าด่านมารวมกำลังที่เมืองหลวง พวกมันก็ต้องเอากำลังทั้งหมดไปออกกันที่กำแพงเมืองทางทิศเหนืออยู่ดี
แล้วพวกเราที่ซ่อนตามริมผาจำนวนสามแสนนายก็จะได้โอกาสบุกจากทิศตะวันตกด้วยการโรยตัวลงไปที่เมือง
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันการตรวจจับจากเรดาร์ของศัตรู พวกเราจึงค่อย ๆ เคลื่อนไหวกันอย่างระวัง เกาะกลุ่มกันเป็นส่วนน้อยไปตามเงาของป่าและหุบเขา
การที่ยังไม่มีใครเจอตัวพวกเรานั้นคือหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็น ว่าทฤษฏีการหลบเลี่ยงเรดาร์ของขุนนางเชอรี่นั้นถูกต้อง
“อุปกรณ์พวกนี้มันยิงคลื่นและใช้การตรวจจับจากการสะท้อน… ถ้าหลบตามวัตถุที่มีมวลหนา หรือไม่เคลื่อนไหวเกาะกลุ่มผิดธรรมชาติ พวกเราก็น่าจะเคลื่อนไหวลอบโจมตีได้”
นั่นคือสิ่งที่ขุนนางเชอรี่เคยกล่าวเอาไว้จากการศึกษาเรดาร์ที่ได้มาจากเผ่าตัวจิ๋ว
ตอนนี้ที่พวกเราต้องทำคือการรอให้ถึงเวลาบุกโจมตีเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน ณ ศูนย์บัญชาการที่เมืองหลวงของเผ่ามนุษย์
“**/213ads---บานา--$$! %@#3da”
ที่ศูนย์บัญชาการซึ่งเต็มไปด้วยฐานเรดาร์และเครื่องดักฟังจำนวนมากนั้น กำลังจับบางอย่างที่ผิดปกติได้อยู่
“ท่านผู้บัญชาการครับ ดูเหมือนว่าจะมีคลื่นวิทยุแทรกแปลก ๆ มาจากทางริมผาครับ แถมเรดาร์ยังตรวจพบตำแหน่งที่ดูผิดธรรมชาติจำนวนมากกระจายไปทั่วริมผาเลยครับท่าน”
“ภาษานั้น… ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นของเผ่าไหน แต่คงเป็นของศัตรูนั่นละ”
สำหรับเผ่ายักษาที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงไม่แปลกที่จะไม่รู้ว่าเครื่องสื่อสารนั้น มันสามารถถูกดักฟังได้
และคลื่นวิทยุเจ้าปัญหาที่ว่าก็ได้แจ้งให้ฝ่ายมนุษย์รู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
“ที่เมืองหน้าด่านกำลังรับศึกหนักอยู่ ถ้าถูกโจมตีเมืองหลวงตอนนี้คงได้พินาจแน่…”
ผู้บัญชาการชาวแอฟริกาพึมพำกับตัวเอง
“อืม… ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบหรอก ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ยิงถล่มแม่งเลย! สั่งให้ปืนใหญ่ทุกกระบอกของเมืองหลวงยิงปูพรมถล่มริมหน้าผา ณ บัดนี้! ”