Age of war

    ตอนที่ 85 เอรีสปะทะคลื่นมอนสเตอร์

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “ทุกคนหนีไปที่เมืองหลวงด่วน! เดียวที่นี่พวกทหารอย่างเราจะรับมือเอง! ”

    แอร์บาสร์กรีดเสียงก้องไล่พวกชาวบ้านที่ตื่นตระหนกให้ไปรวมกลุ่มบนถนนทางทิศใต้ของเมือง

    ฉันยืนมองกองทัพที่ประจำการอยู่ ณ เวลานี้

    ป้อมปืนใหญ่ที่แสนภาคภูมิใจบนยอดกำแพงสูง ดูแล้วคงมีเพียงแค่หกป้อมที่ยังใช้งานได้

    ทหารในเมือง มีเพียงแค่ราวครึ่งแสนเมื่อประเมินจากสายตาที่เห็น

    และเมืองหน้าด่านอีกสองแห่งในทิศเหนือคงมีสภาพไม่ต่างจากที่นี่เช่นกัน

    มันคงเป็นศึกที่ยากลำบาก แต่ศัตรูในคราวนี้คือพวกมอนสเตอร์สุดแสนจะแฟนตาซี ฉันเลยรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ต่อสู้มากกว่าตื่นกลัว

    “เอรีส เธอเองก็หนีไปเมืองหลวงพร้อมกับเจ้ามิลเลอร์ด้วย! ”

    “เอ๊~…”

    อยากอยู่ต่อสู้มากกว่าอ๊ะ

    “ปี๊! ”

    เจ้ามังกรวัยรุ่นมิลเลอร์ส่งเสียงน่ารัก พร้อมกับจับจ้องมาที่ฉัน

    มันย่อตัวลงแล้วหันหน้าตรงไปทางฝูงมอนสเตอร์ที่นอกเมือง

    แกเองก็อยากที่จะต่อสู้เหมือนกันสินะ?

    ฉันเข้าใจมันดี

    แม่ของมันตายไปต่อหน้ามัน จึงไม่แปลกที่รู้สึกอยากเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม

    อยากแข็งแกร่งกว่านี้เพื่อที่จะไม่ต้องสูญเสียใครอีก

    ดวงตาของมันบอกฉันเช่นนั้น

    “ดีละ งั้นลุยกันเลย! ”

    “ปี๊! ”

    ฉันขึ้นขี่เจ้ามังกรวัยรุ่นพร้อมกับชักปืนไรเฟิลกระบอกโตออกมาพาดบนหลังของมัน

    กระสุนปืนขนาด 0.5 cal ที่เหลืออีกเพียงยี่สิบนัดถูกนำออกมาถือเตรียมบรรจุลงไป

    ไม้พลองเหล็กกล้าสีดำซึ่งมีสภาพทรุดโทรมถูกนำมาถือแนบข้างตัวเอาไว้ด้วยมือซ้ายที่สวมสนับมือเหล็ก

    ที่เอวทั้งสองข้างมีมีดหนึ่งเล่ม ระเบิดมืออีกสองลูก และกระเป๋าย่ามใบเล็ก

    นี่คืออาวุธทั้งหมดที่ฉันมีเหลือหลังจากผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน

    “ฉันไปก่อนนะแอร์บาสร์”

    “... นั่นเธอจะไป---”

    ฉันทิ้งแอร์บาสร์ไว้ข้างหลังโดยไม่ฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูดออกมา

    “เริ่มยิงแล้ว ระวังโดนลูกหลงนะมิลเลอร์! ”

    กระสุนปืนใหญ่สิบหกนัดถูกยิงลอยข้ามเหนือหัวของฉันไป

    เสียงกระหึ่มของระเบิดที่ดังต่อเนื่องนั้น ทำให้หัวใจของฉันกรีดร้องลั่นไปด้วยความตื่นเต้น

    ควันสีดำพวยพุ่งเป็นม่านที่บดบังร่างของเหล่ามอนสเตอร์ผู้น่าเกรงขาม

    แต่เพียงชั่วพริบตา ม่านสีดำก็ถูกคลี่ออกด้วยร่างอันใหญ่โตของพวกมัน

    “ยี่สิบ... ยี่สิบเอ็ด”

    ฉันกำลังนับเวลาเพื่อให้ทราบถึงจังหวะของการยิงปืนใหญ่ปูพรมในแต่ละครั้ง

    “สามสิบ”

    *บรึ๊ม! *

    เสียงปืนใหญ่ระลอกสองดังกระหึ่มขึ้นก้องกังวาล

    ม่านสีดำกับเปลวไฟที่ลุกไหม้ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งที่ระยะห่างออกไปราวสองร้อยกิโลเมตร

    ยิงทุกสามสิบวินาทีสินะ?

    พวกเราทั้งคู่ต่างบินทะยาน แหวกท้องฟ้าไปด้วยความรวดเร็ว

    กระสุนปืนใหญ่ยังคงยิงโหมกระหน่ำ ส่วนที่ด้านหลังก็มีกองทัพโดรนรถถังกับเครื่องบินจำนวนหนึ่งเริ่มวิ่งเข้าประจำแนวรบ

    เมื่อประเมินด้วยสายตาแล้ว พวกมันคงมีเหลือไม่ถึงห้าพันตัว

    จะบอกว่าเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของมนุษย์ก็ได้ เพราะในเวลานี้แทบจะไม่เหลือโดรนสงครามเอาไว้สำหรับปกป้องเมืองอีกต่อไปแล้ว

    แถมเมื่อเทียบกับจำนวนของฝูงมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ตรงหน้า ก็จะทราบได้ทันทีว่าปืนใหญ่และรถถังของพวกเราที่เมืองหน้าด่านนั้นมีไม่พอรับมือ

    “มิลเลอร์! ”

    “ปิ! ”

    ดังนั้นฉันจึงต้องทำมัน

    “เอรีส มิลเลอร์ นั่นพวกเธอจะทำบ้าอะไร!? จะไปตายเปล่าหรือยังไง! ”

    เสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของแอร์บาสร์ได้ดังผ่านวิทยุสื่อสารของฉัน

    “ไม่เป็นไรแอร์บาสร์ เดียวฉันจะไล่พวกมันกลับไปให้ได้ดูเอง”

    “พูดบ้าอะไรของเธอออกมากันเนี่ย! ”

    หากมีใครสักคนมองขึ้นมาดู ตัวฉันในเวลานี้คงเป็นที่น่าขบขันมาก

    สตรีขี่มังกรวัยรุ่นตัวคนเดียวที่หาญกล้าเข้าเผชิญหน้ากับคลื่นมอนสเตอร์อย่างบ้าบิ่น

    ขนาดปืนใหญ่ยังหยุดไม่อยู่ แล้วทหารกับมังกรตัวคนเดียวจะไปหยุดได้เช่นไรกันละ?

    หากเป็นตัวฉันเมื่อก่อนคงไม่กล้าทำแบบนี้

    แต่ตัวฉันในตอนนี้ ผู้ที่ผ่านการผจญภัยมามากมายต้องสามารถหยุดพวกมันได้แน่นอน!

    ฉันนะแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วนะจะบอกให้~

    “มิลเลอร์พ่นไฟ! ”

    “ปู้ว! ”

    เปลวไฟหนึ่งพันองศาอันร้อนแรงของมังกรน้อยได้พวยพุ่งออกจากริมฝีปากของมัน

    เบฮีมอธตรงหน้าถูกไฟที่ร้อนแรงแผดเผาใบหน้าจนมอดไหม้

    ไฟนั้นกรีดผิวหนัง กินลึกลงไปสู่สมองจนแน่นิ่งไป

    “ฮ่ะ! ”

    ส่วนฉันกระโดดตัวลงมาจากเจ้ามิลเลอร์ ลงสู่พื้นหิมะเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์อันบ้าคลั่ง

    ฉันเหนี่ยวไกปืนที่หนักอึ้ง ยิงทะลุแกนของสไลม์ยักษ์ตัวหนึ่งที่อยู่จุดลงจอด

    กระสุนพุ่งตรงทะลวงร่างของศัตรูจนสิ้นชีพและกลายเป็นเบาะน้ำที่แผ่ขยายบนพื้นสีขาว

    ฉันใช้มันเป็นที่ลงจอดร่างของตัวเองซึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วง

    “ฮึบ! ”

    ฉันไม่เสียเวลาลุกขึ้นยืน แต่ใช้การม้วนหน้าเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งจากการถูกมอนสเตอร์เหยียบ แล้วสวนโจมตีด้วยไม้พลองเหล็กในมือซ้าย

    ไม้เหล็กที่ทรงพลังถูกหวดเข้าใส่ใบหน้าของหมาป่าขาวขนาดห้าเมตรเต็มแรงจนสิ้นชีพไปในทันที

    ส่วนเจ้ามิลเลอร์บินทะยานลงมายืนข้างฉัน พร้อมกับใช้กรงเล็บอันทรงพลัง คว้าศพของหมาป่าขาวทุ่มใส่ร่างของอสรพิษยักษ์ที่อยู่ทางซ้าย

    อสรพิษตัวนั้นเสียจังหวะการเลื้อย และกลายเป็นสิ่งกีดขวางเส้นทางของฝูงมอนสเตอร์ที่วิ่งไล่ตามหลังมา

    ลำตัวที่ยาวถึงยี่สิบเมตรนั้นทำให้มอนสเตอร์ล้มกลิ้งต่อเนื่องราวกับโดมิโน่

    “คู่ต่อสู้ของแกอยู่ตรงนี้! ”

    “ปี๊! ”

    นี่คือแผนการหยุดคลื่นมอนสเตอร์ของฉัน

    เป็นแผนที่ไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย เพียงแค่บุกเข้าใจกลางฝูงเพื่อก่อความวุ่นวายและดึงความสนใจของพวกมันก็พอแล้ว

    พวกมอนสเตอร์จะต้องหันมาสหบาทาใส่ฉันแทนตัวเมืองอย่าง---

    “โกรวว! ”

    “ฮูมมมม! ”

    ---ดันเสือกไม่สนใจฉันซะงั้น...

    พวกมันพากันวิ่งแยกออกเป็นซ้ายขวาดุจมีก้อนหินขนาดยักษ์มาขวางเส้นทางผ่านของแม่น้ำ

    ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ในสายตาของมันจะมีเพียงตัวเมืองตรงหน้าเท่านั้น

    “มิลเลอร์! ”

    “ปิ! ”

    ฉันขึ้นขี่มังกรอีกครั้ง และสั่งให้พ่นไฟเป็นเส้นทางยาวแผดเผาดินแดนสีขาวจนลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ

    ใช้ปืนในมือลั่นกระสุนขัดขาพวกมอนสเตอร์ยักษ์ให้มันล้มตัวลงมาขัดขวางเส้นทางวิ่ง

    แต่ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นได้เพียงแค่แมลงอันน่ารำคาญที่ไม่ต้องใส่ใจมาตั้งแต่แรก

    พวกมันไม่สนใจฉันเลย

    ฉันสั่งให้มิลเลอร์บินทะยานขึ้นท้องฟ้าเพื่อหลบการโจมตีจากปืนใหญ่ปูพรมที่กำลังมาอีกระลอก แล้วโผบินลงมาก่อกวนพวกมันอีกครั้งหลังจากที่กระสุนได้ร่วงโรยสู่แผ่นดินสีขาว

    แต่คลื่นมอนสเตอร์ก็ยังคงเพิกเฉยตัวตนของฉันเช่นเดิม

    ระเบิดมือ กระสุนทั้งยี่สิบนัด มีด ทุกสิ่งที่ฉันมีถูกใช้ออกไป

    แต่ตัวตนเล็ก ๆ อย่างฉันก็ทำได้เพียงแค่ฆ่าพวกมันเพียงสิบห้าตัวเท่านั้น

    ไม่อาจเรียกว่าสามารถก่อภัยอันตรายใด ๆ ให้กับฝูงของพวกมันได้

    “ไล่ตามไป! ”

    สุดท้ายก็ถูกทิ้งอยู่รั้งท้ายขบวน

    ฉันให้มิลเลอร์บินแทรกระหว่างฝูง

    มือทั้งสองกำลังควงอาวุธสีดำที่ยาวเมตรครึ่งสลับไปมาซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว

    วาดลวดลายอันงดงาม กระหน่ำลงกลางกระหม่อมของพวกมอนสเตอร์ยักษ์ พร้อมกับหลบคมเขี้ยวร้ายที่โจมตีเข้ามา

    ใช้ขาทั้งสองวิ่งโลดแล่นบนผิวเกล็ดน้ำตาลอันน้อยนิด กระโดนกายกรรมกลางนภาไปพร้อมกับคู่หูมังกรน้อย แล้วใช้ไม้พลองแทงสวนดุจห่าฝนใส่ไทฟอนตรงหน้า

    “อะไร!? พวกมันเข้าประชิดเมืองได้แล้วเรอะ! ”

    ระหว่างที่ทำการต่อสู้ระยะประชิด พอรู้ตัวอีกที คลื่นมอนสเตอร์ก็กรีธาทัพมาประชิดเมืองหน้าด่านทั้งสามไปแล้ว

    มีการต้อนรับของลูกปืนกล กระสุนครก และปืนใหญ่ของรถถังออกมาเป็นจำนวนมาก

    ส่วนฝั่งมอนสเตอร์เองก็กระจายตัวเพื่อลดความเสียหาย

    มอนสเตอร์ที่โจมตีระยะไกลได้อย่างเบฮีมอธเริ่มยิงบอลไฟสวนกลับไปที่ป้อมปราการปืนใหญ่

    มอนสเตอร์ที่เร้นกายไปกับสภาพแวดล้อมได้อย่าสไลม์กับอสรพิษ ต่างกลืนหายตัวไปกับหิมะขาว

    ส่วนพวกที่เข้าปะทะตรง ๆ ก็วิ่งเข้าใสกองทัพอย่างคุ้มคลั่ง

    รถถังถูกยกพลิกคว่ำทั้งคัน

    เครื่องบินรบถูกเบฮีมอธยิงร่วงโรย

    เหล่าทหารถูกคมเขี้ยวของไทฟอนไล่ล่าสังหาร

    และภายในเมืองที่ถูกถมเต็มไปด้วยฝูงมอนสเตอร์อย่างสไสลม์กับอสรพิษยักษ์

    “หน่อย! ”

    ฉันกับมิลเลอร์เข้าร่วมการต่อสู้ตะลุมบอนอันวุ่นวายนั้นด้วย

    พวกเราสู้จนเลือดท่วมกาย ต่อสู้ขาดใจดิ้นสุดชีวิต สู้จนซากศพทับถมนองทับแผ่นดินจนไร้ที่ยืน

    เวลาได้ร่วงโรยมาถึงช่วงเย็นพร้อมกับมอนสเตอร์ตัวสุดท้ายที่จบชีวิตลง

    ถึงจะเอาชนะมาได้ แต่ตอนนี้พวกเราไม่เหลือป้อมปราการปืนใหญ่ในทิศเหนืออีกต่อไปแล้ว

    หุ่นโดรนรถถังกับเครื่องบินในส่วนของกองทัพภาคเหนือเองก็แทบจะสูญสิ้นพังพินาศไปเช่นกัน

    แถมราวกับว่าจะเยาะเย้ยความพยายามของพวกเรา---

    [พบคลื่นมอนสเตอร์ฝูงใหม่อีกแล้ว!]

    ---ระลอกคลื่นมอนสเตอร์ฝูงใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง

    มันจะมีเยอะเกินไปแล้วนะ…



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    ข้าและหน่วยของข้ากำลังยืนประจำการอยู่ที่ริมผา ณ ข้างหลังเมืองหลวงของเผ่ายักษาน้อย

    ถึงจะไม่มีอะไรมายืนยันว่าที่นี่คือเมืองหลวง แต่เมืองที่ใหญ่โตและเจริญขนาดนี้คงไม่มีพลาดเป็นอย่างอื่นไปได้หรอก

    “ว่าแต่ยัยแครอทนี่เหนือสามัญสำนึกไปแล้วแฮะ”

    ข้าพึมพำให้กับตัวเองพร้อมกับส่องไปที่การรบในทิศเหนือด้วยกล้องส่องทางไกล

    กองทัพอสูรที่ยัยแครอทรวบรวมมาฝึกตลอดเวลาช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมานี้ มีร่วมทั้งหมดสองล้านตัว

    ทั้งที่เธอกับลูกน้องของเธอมีรวมกันแค่หนึ่งแสนคน แต่กลับรวบรวมอสูรมาได้มากถึงขนาดนี้

    ช่างน่ากลัวจริง ๆ

    “ท่านบานาครับ ทุกหน่วยต่างไปประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้วครับ”

    “ดีมาก”

    กองทัพที่เตรียมตัวเพื่อบุกมาเมืองหลวงนั้นมีข้า แครอท อเมริคานา และแมงโก

    สี่ขุนนางกับกองทัพจำนวนสามแสนคนที่เตรียมความพร้อมเพื่อมาทำสงครามนั้น ต่างกำลังประจำการอยู่ตามแนวเทือกเขาด้านหลังเมืองหลวงของเผ่ายักษาน้อย

    ส่วนอีกหนึ่งแสนคนกับยัยแครอทนั้น เธอต้องไปคุมกองกำลังอสูร ดังนั้นจึงต้องแยกตัวไปบุกโจมตีจากทางทิศเหนือ

    แล้วเดียวจะมีกองทัพของขุนนางแคนตาลูปจากทางตะวันออกอีกหนึ่งแสนมาเสริมในภายหลังตามแผนการของขุนนางแอปเปิ้ลด้วย

    และนี่คือแผนการที่ท่านขุนนางแอปเปิ้ลวางเอาไว้

    ให้กองทัพอสูรจำนวนสองล้านตัวบุกจากทางเหนือเป็นระลอกต่อเนื่อง ทีละประมาณหนึ่งแสนถึงสองแสนตัวติดต่อกันหกวัน

    พวกเราไม่รู้ว่าเผ่ายักษาน้อยยังมีอาวุธมหาประลัยซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องใช้อสูรเป็นตัวล่อเพื่อผลาญทรัพยากรณ์อาวุธของพวกมัน

    และเมื่อถึงวันที่ 90 กองทัพของขุนนางแคนตาลูปกับกองกำลังอสูรที่เหลือทั้งหมดก็จะเริ่มโจมตีเข้ามาเพื่อเป็นตัวดึงความสนใจ

    หากเป็นไปตามแผนการ เมืองหน้าด่านที่บอบช้ำจะต้องเรียกกำลังเสริมจากเมืองหลวงไป หรือต่อให้ไม่เรียกแล้วทิ้งเมืองหน้าด่านมารวมกำลังที่เมืองหลวง พวกมันก็ต้องเอากำลังทั้งหมดไปออกกันที่กำแพงเมืองทางทิศเหนืออยู่ดี

    แล้วพวกเราที่ซ่อนตามริมผาจำนวนสามแสนนายก็จะได้โอกาสบุกจากทิศตะวันตกด้วยการโรยตัวลงไปที่เมือง

    แน่นอนว่าเพื่อป้องกันการตรวจจับจากเรดาร์ของศัตรู พวกเราจึงค่อย ๆ เคลื่อนไหวกันอย่างระวัง เกาะกลุ่มกันเป็นส่วนน้อยไปตามเงาของป่าและหุบเขา

    การที่ยังไม่มีใครเจอตัวพวกเรานั้นคือหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็น ว่าทฤษฏีการหลบเลี่ยงเรดาร์ของขุนนางเชอรี่นั้นถูกต้อง

    “อุปกรณ์พวกนี้มันยิงคลื่นและใช้การตรวจจับจากการสะท้อน… ถ้าหลบตามวัตถุที่มีมวลหนา หรือไม่เคลื่อนไหวเกาะกลุ่มผิดธรรมชาติ พวกเราก็น่าจะเคลื่อนไหวลอบโจมตีได้”

    นั่นคือสิ่งที่ขุนนางเชอรี่เคยกล่าวเอาไว้จากการศึกษาเรดาร์ที่ได้มาจากเผ่าตัวจิ๋ว

    ตอนนี้ที่พวกเราต้องทำคือการรอให้ถึงเวลาบุกโจมตีเท่านั้น



    ในเวลาเดียวกัน ณ ศูนย์บัญชาการที่เมืองหลวงของเผ่ามนุษย์

    “**/213ads---บานา--$$! %@#3da”

    ที่ศูนย์บัญชาการซึ่งเต็มไปด้วยฐานเรดาร์และเครื่องดักฟังจำนวนมากนั้น กำลังจับบางอย่างที่ผิดปกติได้อยู่

    “ท่านผู้บัญชาการครับ ดูเหมือนว่าจะมีคลื่นวิทยุแทรกแปลก ๆ มาจากทางริมผาครับ แถมเรดาร์ยังตรวจพบตำแหน่งที่ดูผิดธรรมชาติจำนวนมากกระจายไปทั่วริมผาเลยครับท่าน”

    “ภาษานั้น… ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นของเผ่าไหน แต่คงเป็นของศัตรูนั่นละ”

    สำหรับเผ่ายักษาที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงไม่แปลกที่จะไม่รู้ว่าเครื่องสื่อสารนั้น มันสามารถถูกดักฟังได้

    และคลื่นวิทยุเจ้าปัญหาที่ว่าก็ได้แจ้งให้ฝ่ายมนุษย์รู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว

    “ที่เมืองหน้าด่านกำลังรับศึกหนักอยู่ ถ้าถูกโจมตีเมืองหลวงตอนนี้คงได้พินาจแน่…”

    ผู้บัญชาการชาวแอฟริกาพึมพำกับตัวเอง

    “อืม… ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบหรอก ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ยิงถล่มแม่งเลย! สั่งให้ปืนใหญ่ทุกกระบอกของเมืองหลวงยิงปูพรมถล่มริมหน้าผา ณ บัดนี้! ”

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน