พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 98 ลางสังหรณ์ของทุกคน

    บทที่ 98 ลางสังหรณ์ของทุกคน

     


    สนามประลองที่หนึ่งในเวลานี้ ทุกคนต่างนิ่งค้างจากการประลองเมื่อครู่อยู่ แต่อีกไม่กี่ลมหายใจต่อมาทุกคนจึงได้สังเกตว่าชายหนุ่มได้หายไปจากสนามประลองแล้วและเวลานี้สนามประลองก็ค่อยๆ เลือนหายไป ในด้านของชายไร้หน้าผู้นั้นก็ได้ค่อยๆ เลือนหายไปด้วยเช่นกัน

     

     


    “เวลานี้ร่างต้นของข้าไปอยู่ที่ใดแล้วนะ”

     

     


    ชายผู้นั้นเอ่ยกับตัวเองอย่างแผ่วเบาก่อนที่ร่างของเขาและสนามประลองจะหายไปอย่างสมบูรณ์

     

     


    ไม่กี่ลมหายใจต่อมา เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้นอย่างกับพลุแตก

     

     


    “การต่อสู้เมื่อครู่นี้นั่นใช่การต่อสู้ของราชันย์ยุทธ์จริงๆ งั้นรึ”

     

     


    “ข้าไม่เคยเห็นวิชามรรคไหนทรงพลังขนาดนั้นมาก่อนเลย โดยเฉพาะของชายไร้หน้าผู้นั้น แม้พี่หลินจะใช้วิชาทั้งหมดของเขาไว้แต่ก็ทำได้เพียงรักษาชีวิตจากวิชานั้นได้เท่านั้นต้องอย่าลืมว่าวิชามรรคห้าจักรพรรดิสี่ทิศคือวิชาหลักของตระกูลหลินหนึ่งในสิบขุมอำนาจใหญ่ในอดีตซึ่งระดับของวิชานี้ก็คงไม่ได้น้อยไปกว่าวิชาประจำขุมอำนาจใหญ่แน่ หากเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่ใช่ว่าวิชาของชายผู้นั้นจะเหนือกว่าวิชาประจำสำนักหรือขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ หรอกรึ”

     



    ศิษย์ของสำนักหัตถ์ทองคำผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

     

     


    เมื่อได้ยินที่ศิษย์ผู้นั้นกล่าวทุกคนต่างพากันเงียบงั้น

     

     

    ทว่าไม่นานนักก็มีเสียงของศิษย์อีกคนแทรกขึ้นมา

     



    “สรุปแล้วพี่หลินผ่านบททดสอบเมื่อครู่ใช่หรือไม่ ก่อนที่เขาจะล้มลงกับพื้นได้มีพลังปราณสายหนึ่งมาพาพี่หลินหายไป”

     

     



    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างมองไปรอบตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าชายหนุ่มนั้นได้ผ่านสนามประลองที่หนึ่งไปแล้วจริงๆ

     

     


    ไม่นานนัก ทุกคนก็มั่นใจแล้วว่าชายหนุ่มนั้นผ่านไปได้จริงๆ เพราะโดยปกตินั้นหากไม่ผ่านในสนามประลองใดคนผู้นั้นก็จะถูกส่งออกมายังจุดนั้นๆ

     

     


    ไม่นานนัก ข่าวเรื่องการต่อสู้ของชายหนุ่มก็ถูกแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งตำหนักขัดเกลาที่สอง ผู้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวนั้นก็แสดงท่าทีตกตะลึงออกมาตามๆ กัน

     

     


    ในประตูฝึกฝนกายหยาบ ในด่านฤดูลงทัณฑ์หญิงสาวที่ฝ่าฟันสภาพอากาศที่เปลี่ยนผันไปมาและเต็มไปด้วยพลังธาตุที่โจมตีร่างกายมาหลายวัน ร่างกายของนางนั้นปรากฏบาดแผลน้อยใหญ่อยู่หลายส่วน แต่เมื่อนางได้รับรู้ถึงความสำเร็จและความแข็งแกร่งของชายหนุ่มดวงตาที่เหนื่อยล้าของนางก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นดวงตามุ่งมั่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

     

     


    “ข้าจะตามหลังเจ้าไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

     

     



    หญิงสาวผู้นี้ก็คือหลี่เฟยนั่นเองสิ้นเสียงของนาง นางก็ได้เริ่มก้าวเดินอีกครั้งท่ามกลางพลังธาตุที่กำลังถาโถมจู่โจมนาง

     

     


    ในด้านของชายหนุ่ม สติของเขานั้นเลือนรางในห้วงจิตของเขาในตอนนี้นั้นมีแต่ความมืดมิดไร้แสงใดๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสติของชายหนุ่มก็ได้เริ่มกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง พร้อมกับที่มีเสียงสนทนากำลังดังอยู่รอบๆ ตัวชายหนุ่ม

     



    เมื่อรับรู้เช่นนั้น ชายหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่เมื่อครู่ก็เบิกตาโพลง ก่อนจะรีบลุกขึ้นและสังเกตสิ่งรอบตัว

     

     

     

    ในตอนนี้นั้นชายหนุ่มก็รับรู้ได้ว่าตัวเขานั้นได้นอนอยู่กลางห้องโถงแห่งหนึ่ง และกำลังถูกจับจ้องมาโดยชายชราสามคน ซึ่งสองคนในนั้นก็คือชายชราจิตวิญญาณอาวุธและผู้อาวุโสหยินหยาง ส่วนชายชราอีกคนนั้นเป็นชายชราเคราขาวหน้าตาจริงจังผู้หนึ่งชายหนุ่มไม่คุ้นหน้าเลยชายชราผู้นี้สวมชุดคลุมขาวที่ปักลวดลายสายฟ้าสีม่วงเอาไว้ เมื่อใบหน้าที่จริงจังผสมกับชุดคลุมนี้แล้วทำให้ผู้ที่พบเจอชายชราล้วนแต่รู้สึกกดดันอยู่ไม่มากก็น้อย

     

     


    ถึงจะไม่คุ้นหน้า แต่ชายหนุ่มก็พอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าชายชราผู้นี้เป็นใคร และที่ที่เขาอยู่ตอนนี้คงจะเป็นด่านสุดท้ายในประตูฝึกฝนกายหยาบ ด่านอัสนีชำระกายเป็นแน่

     

     



    “ตาเฒ่านี่คือเผ่ามังกรอัสนี ในสมัยที่สำนักวิถีสวรรค์ยังอยู่เหล่าศิษย์ทุกคนต่างเรียกตาเฒ่านี่ว่าอาวุโสอัสนีม่วง แต่ชื่ออย่างไม่เป็นทางการที่เหล่าผู้อาวุโสด้วยกันเรียกก็คือมังกรเฒ่าน่ะนะ ฮ่าๆๆ”

     

     



    เสียงของชายชราจิตวิญญาณอาวุธเอ่ยแนะนำชายชราตรงหน้าให้ชายหนุ่ม

     

     


    “คารวะผู้อาวุโส”

     

     


    ชายหนุ่มคำนับไปให้ชายชราด้วยท่าทีสุภาพ

     

     


    ในด้านของชายชราเมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่ม จึงพยักหน้ารับพร้อมเอ่ย

     



    “เจ้าเก่งมากที่สามารถผ่านคนผู้นั้นมาได้ หากเป็นตอนที่สำนักวิถีสวรรค์ยังอยู่เจ้าสามารถนำเรื่องนี้ไปคุยโวทั่วสำนักได้อีกนานเลยล่ะ”

     

     

     


    สิ้นเสียงของผู้อาวุโสอัสนีม่วง เสียงของผู้อาวุโสหยินหยางก็ดังตามมา

     

     


    “นานมากแล้วที่พวกข้าไม่ได้เห็นร่างจำแลงของชายผู้นั้นลงมือ”

     



    “หลังจากเห็นวิชามรรคของคนผู้นั้น ข้าก็รู้แล้วว่ามรรควิถีของเจ้าหนูนั่นขาดสิ่งใดไป”

     

     


    เมื่อได้ยินผู้อาวุโสหยินหยางเอ่ยเช่นนั้น ชายชราจิตวิญญาณอาวุธจึงเอ่ยขึ้นทันควัน

     

     


    “การหลอมสร้าง เจ้าหนูนั่นขาดวิถีมรรคแห่งการหลอมสร้างสรรพสิ่ง”

     



    “เจ้าหนูนั่นมีเพียงวิถีมรรคโชคชะตาที่คล้ายคลึงกับชายผู้นั้นเท่านั้น”

     

     



    สิ้นเสียงของชายชราจิตวิญญาณอาวุธ ทั้งห้องก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงของผู้อาวุโสอัสนีม่วงจะดังขึ้น

     

     


    “พวกเจ้ากำลังคุยเรื่องอะไรกันงั้นรึ”

     

     



    เมื่อชายชราทั้งสองได้ยินเช่นนั้น จึงได้เล่าเหตุการณ์ของเจียงเป่าให้ผู้อาวุโสอัสนีม่วงฟัง

     



    “เป็นเช่นนี้เอง ข้ามั่นใจได้เลยในมหาพิภพแห่งนี้หากเป็นวิถีมรรคเกี่ยวกับโชคชะตาไม่ว่าจะทางใด จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นอยู่ไม่มากก็น้อย แต่เพราะเหตุใดกันนะเจ้าหนูนั่นถึงได้มีวิถีมรรคนั้นแบบครึ่งๆ กลางๆ”

     

     


    ชายหนุ่มที่ฟังมาถึงตรงนี้ก็พอจะเดาได้ว่าผู้อาวุโสทั้งสามคนนี้กำลังพูดถึงเจียงเป่า ทว่าเรื่องอื่นๆ ชายหนุ่มก็ไม่รู้เลยว่าทั้งสามคุยอันใดกัน

     

     



    “เอ่อผู้อาวุโสขอรับ ข้าจะสามารถรับการทดสอบของด่านอัสนีชำระกายนี้ได้เลยไหมขอรับ”

     

     


    ผู้อาวุโสอัสนีม่วงที่ได้ยินเช่นนั้น จึงหันกลับมาจ้องมองชายหนุ่มก่อนจะเอ่ย

     

     



    “สภาพเจ้าเช่นนี้เนี่ยนะ ขืนรับสายฟ้าของข้าในตอนนี้เจ้าคงจะเป็นผู้มีกายเซียนบรรพกาลที่ตายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์แน่ๆ”

     

     



    “ข้าให้เวลาเจ้าสามวันไปฟื้นฟูร่างกายและพลังของเจ้าให้สมบูรณ์ซะ”

     

     


    สิ้นเสียงชายชราได้โบกมือไปทางชายหนุ่มก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะถูกลมปราณสายหนึ่งซัดตัวเขาออกไปจากห้องโถงแห่งนี้และออกนอกตำหนักไป เมื่อชายหนุ่มมองออกไปนอกตำหนัก ปรากฏว่ามิติในที่แห่งนี้คือท้องนภาที่เต็มไปด้วยเกาะลอยฟ้ามากมาย

     

     

     

    ตำหนักที่ชายหนุ่มอยู่เมื่อครู่เหมือนจะเป็นเกาะลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุด ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังมองดูตำหนักที่ตนพึ่งอยู่ อยู่นี่เอง ร่างของชายหนุ่มก็ได้ร่วงลงกระแทกไปยังเกาะเกาะหนึ่ง

     

     


    “อั๊ก...หัวข้า ระยะห่างของแต่ละเกาะก็ไม่ได้ใกล้ แต่เหตุใดตัวข้าถึงมาถึงที่หมายเร็วนักล่ะ”

     

     



    ชายหนุ่มบ่นออกมาทันที แต่ในตอนนั้นเองเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

     

     



    “หลินตง!!!!”

     

     



    เจ้าของเสียงก็คือดำน้อยที่กำลังพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่มนั่นเอง ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มให้กับก้อนพลังธาตุสีดำทมิฬด้านหน้าเขา

     

     



    “ว่าไงเจ้าดำน้อย ไม่ได้เจอกันหลายวันเลยนะ”

     

     


    “อย่าเรียกข้าว่าดำน้อยนะ”

     

     



    ดำน้อยเอ่ยตอบกลับชายหนุ่มทันควัน และต่อจากนั้นนางก็ได้บ่นถึงความลำบาก (สำหรับนาง) ที่ได้พบเจอในที่แห่งนี้ให้ชายหนุ่มฟัง รวมถึงถามเรื่องราวของชายหนุ่มด้วยเช่นกัน

     

     


    ในด้านของชายชราทั้งสามตอนนี้พวกเขานั้นกำลังสนทนาพลางคาดเดาอะไรบางอย่างอยู่

     

     

     

    “ข้าว่าเราไปรอเจ้าหนูที่ชื่อเจียงเป่านั่น ออกจากการทำความเข้าใจมรรควิถีกันเลยดีรึไม่ จากนั้นเราจะได้ถามสิ่งที่เราอยากรู้จากเจ้าหนูนั่นเลย ข้าไม่อยากมานั่งคาดเดาเช่นนี้แล้ว”

     



    ชายชราจิตวิญญาณอาวุธเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงรีบร้อน

     

     


    “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

     

     


    ผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยเสริม

     

     


    และแล้วลมหายใจต่อมาทั้งสามคนก็ได้หายไปจากที่แห่งนี้

     

     

     


    ในสำนักล้างแห่งหนึ่ง ที่อาคารภายนอกนั้นเผยให้เห็นถึงร่องรอยแห่งกาลเวลา

     

     


    “เจ้าคนหื่นนั่นจะเป็นเช่นไรบ้างนะ”

     

     


    เสียงของสตรีเสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

     

     


    “เจ้าคิดถึงเขางั้นรึ หลิงเอ๋อ”

     



    ผู้เอ่ยประโยคหลังก็คือหวงเซียนเซียน นั่นเอง

     



    “ข้าว่าเจ้าควรจะขยันฝึกฝนให้มากกว่านี้นะ จากความรู้สึกของข้าหากเราไม่สามารถมีพลังที่จะยืนเคียงข้างหรือแม้แต่จะตามหลังชายผู้นั้นได้ เมื่อวันนั้นมาถึงพวกเราและเขาก็จะเดินคนละเส้นทางกันอย่างสิ้นเชิง”

     

     


    “ระ...หรือว่าท่านพี่จะชอบเจ้าคนหื่นนั่น”

     

     


    “เจ้าอย่าพูดเหลวไหล ไปเตรียมตัวตัดผ่านได้แล้ว”

     

     


    บนภูเขาสูงตระหง่านที่เต็มไปด้วยพฤกษาและบ่อน้ำพุพิษมากมาย บนยอดเขานั้นมีบ่อน้ำพุเพียงหนึ่งเดียวและถูกรายล้อมไปด้วยพฤกษาพิษหน้าตาประหลาดหลายชนิด ในบ่อน้ำพุนั้นชายผู้หนึ่งกำลังแช่ตัวอยู่สีของน้ำพุนั้นเป็นสีม่วงเข้มที่เต็มไปด้วยพิษต่างๆ มากมายเกินจะนับ

     

     

     


    ภายในมิติลับแห่งหนึ่ง จอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งกำลังพรางตัวเพื่อลอบสังหารอะไรบางอย่าง อย่างเงียบเชียบ

     

     

     


    ในมุกฟ้านิรันดร์เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธ์ของขุมอำนาจใดล้วนแต่กำลังฝึกฝนเพิ่มระดับพลังและวิชามรรคของตัวเองอย่างสุดกำลัง ไม่ว่าจะเป็นแดนลับ โบราณสถาน ตำหนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดที่สามารถช่วยในการฝึกยุทธ์ได้และถูกค้นพบ ล้วนแต่เต็มไปด้วยจอมยุทธ์ที่มาจากทั่วสารทิศ

     

     

     



    ทุกคนต่างมีลางสังหรณ์ว่าอีกไม่นานเวลาที่จะมีผู้บรรลุและตัดผ่านไปยังระดับจ้าวดินแดนเป็นคนแรกในมุกฟ้านิรันดร์แห่งนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว

     



    จากผู้เขียน:ช่วงใกล้ปีใหม่นี้ นักอ่านท่านใดเดินทางกลับบ้านหรือไปฉลองต่างจังหวัด ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ

     

     


    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน