บทที่ 2 มีสะใภ้ที่ไหนเหมือนเธอ
เสิ่นเสี่ยวเยว่ะโด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แต่ภายในกลับหวาดหวั่น รีบหดตัวถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เหมือนลูกแมวที่ตื่นใกลัว
ศีรษะของเธอยังคงรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ อยู่บ้าง ิญญายังไม่สามารถหลอมรวมกับร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างนี้เมื่อเทียบกับร่างเดิมของเธอในชาติก่อนก็ดูอ่อนแอกว่ามาก การเผชิญหน้ากับชายคนนี้ เธอไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสรอด
สวี่หนิงอันกลับไม่ได้คิดอะไรมาก เขาแค่้าตรวจดูอาการาเ็ของเสิ่นเสี่ยวเยว่เท่านั้น แต่เมื่อเห็นภรรยาหวาดระแวงเขาขนาดนี้ ในใจอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
เขารู้ว่าก่อนหน้านี้เธอมีคนที่เธอชอบพออยู่แล้ว และได้ตกลงหมั้นหมายกันไว้แล้ว และรู้ว่าเธอไม่เต็มใจแต่งงานกับเขา
เขาฉวยโอกาสตอนที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากจึงได้แต่งงานกับเธอ
เขาได้แต่อดทนกลั้นความรู้สึกเ็ปไว้ในใจ แล้วแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
"ไม่มีอะไรหรอก แค่จะมาดูว่าคุณยังเจ็บหัวอยู่ไหม?"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่คิดว่าเขาจะห่วงใยเธอ พลันรู้สึกอึดอัดเผลอขยำนิ้วมือไปมา
"ไม่...ไม่เป็อะไรแล้ว"
"อ้อ งั้นก็ดี"
ภายในห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองดังสลับกันไปมา
สุดท้าย สวี่หนิงอันเป็ฝ่ายทำลายความเงียบลง "เสิ่นเสี่ยวเยว่ ผมไม่สนใจว่าในอดีตคุณจะเป็ยังไง แต่ตอนนี้คุณเป็คนของตระกูลสวี่แล้ว ต่อไปอย่าทำอะไรแบบนี้อีก พวกเราใช้ชีวิตคู่กันอย่างสงบเถอะ ผมรับรองว่าจะไม่ทำให้คุณต้องลำบากอย่างแน่นอน"
คำพูดของเขาจริงใจ แฝงตำหนิเบา ๆ
เห็นได้ชัดว่าเื่วันนี้ยังติดค้างในใจเขาอยู่
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกอึดอัดจนพูดไม่ออก
เธอเข้าใจความรู้สึกไม่พอใจและความโกรธแค้นในใจของเ้าของร่างเดิม รวมถึงเข้าใจความรักของแม่ที่มีต่อลูกสาว และยังเข้าใจความลำบากในการใช้ชีวิตของผู้หญิงในยุคนี้
ดังนั้น เธอจึงพยายามยอมรับความจริงที่ต้องแต่งงาน แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสามีจริง ๆ เธอก็ยังอยากจะถอยห่างจากเขา
สวี่หนิงอันเห็นเสิ่นเสี่ยวเยว่บิดผ้าห่มแต่ไม่พูดอะไร คิดว่าเธอคงยังไม่พอใจ เขาถอนหายใจเบา ๆ สมองพลันนึกถึงคำพูดคนอื่นที่ตักเตือนเขาในงานเลี้ยงฉลองเมื่อครู่
"พี่อัน ภรรยาของพี่นี่อารมณ์ร้อนเกินไปแล้ว ถ้าให้ฉันพูด พี่ไม่ควรตามใจเธอแบบนี้นะ!"
"ใช่ไหมล่ะ? ผู้หญิงคนนี้สมควรโดนทำโทษ ลองจัดการสักหน่อยคงดีขึ้น"
"ก็เป็สาวในเมืองนี่ มีทิฐิสูงก็เป็เื่ปกติ เสี่ยวอัน ลุงจะบอกวิธีให้ ตอนกลางคืนปิดไฟ แล้วจัดสักสองสามรอบ หลังจากนั้นอะไร ๆ จะง่ายขึ้นเอง!"
...
แม้ภายนอกสีหน้าของสวี่หนิงอันจะดูเรียบเฉย แต่ในใจเขาได้จดจำถ้อยคำเ่าั้เอาไว้
แต่พอมาอยู่ต่อหน้าภรรยาจริง ๆ เขากลับรู้สึกว่าวิธีเหล่านี้ใช้ไม่ได้เลยสักอย่าง
เสิ่นเสี่ยวเยว่ เป็หญิงสาววัยยี่สิบปี ที่มีดวงตาและใบหน้างดงาม ผิวขาวราวหิมะ รูปทรงองค์เอวได้สัดส่วนพอเหมาะ ดั่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นดี ทำให้คนที่ได้อยากประคองเอาไว้ในอุ้งมือ และกลัวว่าหากไม่ระวังอาจทำตกหล่นไป เธอจะมีริ้วรอยหรือบุบสลายได้ โดยเฉพาะตาคู่งามดำขลับนั้น เวลากะพริบตาดูเป็ประกายวาววับดุจอัญมณีสีนิลบริสุทธิ์
ช่างสวยงามจริง ๆ
ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าที่มีท่าทีระแวดระวังราวกับสัตว์ตัวน้อย ในหัวมีความคิดเพียงอย่างเดียว
เขาไม่อยากทำร้ายเธอเลย โชคดีที่ยังมีวิธีอื่น
สวี่หนิงอันลูบเรือนผมนุ่มของภรรยาพลางเตือนว่า
"เสิ่นเสี่ยวเยว่ คืนนี้เป็คืนแต่งงานของเรานะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่นั่งตัวตรง ตากลมโตเบิกกว้างทันที
"แต่ว่า…แต่ว่าฉันยังเวียนหัวอยู่นิดหน่อย" เสิ่นเสี่ยวเยว่เริ่มงัดมารยาหญิงออกมาทันที ใบหน้าสวยย่นเป็ปม มือแตะที่หน้าผากพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า "ฉันเหนื่อยนิดหน่อย อยากนอนพักแล้ว"
สวี่หนิงอันพยักหน้าอย่างจริงจัง "ไม่ต้องกังวล ผมจะรีบทำเร็ว ๆ เดี๋ยวคุณก็ได้นอนแล้ว"
พูดจบก็เริ่มถอดเสื้อผ้า
เสิ่นเสี่ยวเยว่แม้จะตกตะลึง แต่เธอกลับรู้สึกสะดุดหูในคำพูดของเขา
"เร็ว?"
นี่หมายความว่าเขาเื่นั้นไม่ค่อยไหวใช่ไหมนะ?
ไม่คิดว่าสวี่หนิงอันคนนี้ แม้จะดูตัวสูงใหญ่แข็งแรง แต่กลับเป็คนที่มีปัญหาไตพร่อง*[1] เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก คิดว่าเดี๋ยวคงจบเื่ได้ง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว
พูดตามตรง เธอที่มาจากโลกอนาคตหลังจากเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีมนุษย์กลายพันธุ์ราวกับเป็วันสิ้นโลก ที่นั่นทุกคนใช้ชีวิตเหมือนเป็วันสุดท้าย ความสัมพันธ์ชายหญิงจึงวุ่นวายไร้ระเบียบ
แม้เธอจะเป็คนเ็า ไม่มีประสบการณ์ แต่ถึงไม่เคยกินหมูก็เคยเห็นหมูวิ่ง*[2]
การนอนกับผู้ชายสักครั้งก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
สายตาของเธอกลับมามองที่สวี่หนิงอันอีกครั้ง เสิ่นเสี่ยวเยว่อดกลืนน้ำลายไม่ได้
ชายตรงหน้ามีผิวสีทองแดง กล้ามท้องนั้นเห็นเด่นชัดเจนราวกับถูกแกะสลักไว้ ทั้งแขนกำยำและเอวบาง ถ้าไม่นับประสิทธิภาพร่างกายที่ไม่ค่อยดีของเขาก็ถือว่าเป็คู่ครองที่ไม่เลวเลย
ในยุคที่เธอจากมา หาผู้ชายรูปร่างหน้าตาดีแบบนี้ได้ยากนัก
ดูดีกว่าแฟนเก่าสารเลวคนนั้นของเธอตั้งเยอะ
เธอจึงไม่ขัดขืนอีกต่อไป ยื่นมือปลดชุดเ้าสาวที่อยู่บนตัว "งั้นคุณก็รีบ ๆ หน่อย จะได้รีบนอนกัน"
เมื่อได้ยินคำตอบตกลงของเธอ ดวงตาของสวี่หนิงอันพลันล้ำลึกลงทันที สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว กระโจนเข้าใส่เสิ่นเสี่ยวเยว่ราวหมาป่าที่กำลังจะขย้ำเหยื่อ
ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศของคู่บ่าวสาว ค่ำคืนนั้นทั้งสองพลิกตัวสลับไปมา เสียงหอบของชายและเสียงครางของหญิงประสานกันเป็บทเพลงที่ไพเราะที่สุด ขับขานดังกังวานไม่หยุดหย่อน
ในที่สุดเสิ่นเสี่ยวเยว่ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
ก่อนจะหลับเธอหันไปมองเทียนที่ไหม้จนหมดแท่ง ในหัวมีเพียงความคิดเดียว
สวี่หนิงอันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า 'เร็ว ๆ' หรือเปล่านะ?
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่หนิงอันค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาก่อน เขามองภรรยาที่ยังคงหลับสนิทด้วยความรู้สึกรักและทะนุถนอม หัวใจของเขาพลันอบอุ่นราวแช่อยู่ในน้ำพุร้อน
รอยปูดบวมที่หน้าผากของเสิ่นเสี่ยวเยว่ยุบลงไปบ้างแล้ว ใบหน้าขาวงดงามดูนุ่มนวลชวนให้อยากประทับจูบสักหลาย ๆ ที
เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว คาดว่าน่าจะใกล้หกโมงเช้า ซึ่งเขาต้องตื่นไปทำงานแล้ว
สวี่หนิงอันปล่อยร่างอ่อนนุ่มนิ่มของภรรยาอย่างไม่เต็มใจ ค่อย ๆ แต่งตัวอย่างเบามือ ก้าวเดินอย่างเบาเท้า ก่อนออกจากประตูห้องไป
คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินกลับมาห่มผ้าให้เสิ่นเสี่ยวเยว่อีกครั้ง ด้วยเกรงว่าเธอจะหนาว พร้อมกับใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเอาผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าของเธอออก แล้วจึงออกจากห้องไปอย่างวางใจ
เมื่อเสิ่นเสี่ยวเยว่ตื่นขึ้นมา ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสูงแล้ว แสงแดดส่องห้องเล็ก ๆ นี้จนสว่างไปทั่ว
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างยากลำบาก ร่างกายปวดเมื่อยราวจะแตกเป็เสี่ยง ๆ และในห้องหอก็ไม่มีร่างของสวี่หนิงอันแล้ว
เสิ่นเสี่ยวเยว่จับเอวที่ร้าวระบม พลางก่นด่าสวี่หนิงอันอยู่ในใจ ตั้งใจแน่วแน่ว่านับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป จะไม่ให้สวี่หนิงอันขึ้นเตียงเธออีกแล้ว!
ใครจะทนวุ่นวายทั้งคืนแบบนี้ไหวกัน!
เธอรีบล้างหน้าอย่างลวก ๆ มองดูใบหน้าในกระจกที่แทบไม่ต่างจากชาติที่แล้ว เพียงแต่ดูอ่อนเยาว์กว่าอยู่หลายปี เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกอยากขอบคุณเทพเ้าขึ้นมา
อย่างน้อยในยุคนี้ก็ไม่มีซอมบี้น่ากลัว ไม่มีภัยพิบัติมากมาย และยังอยู่ใน่ก่อนเศรษฐกิจจะเฟื่องฟู
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เสิ่นเสี่ยวเยว่เดินสำรวจห้องนี้อย่างคร่าว ๆ
ดูเหมือนจะเป็บ้านเก่าแก่ บ้านที่สร้างด้วยดินเหนียวในยุคของเธอได้สูญหายไปจนหมดแล้ว นอกจากโต๊ะเครื่องแป้งและที่วางอ่างล้างหน้าที่ดูใหม่เอี่ยม เฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ก็มีแค่เตียงนอนทรงโบราณ ตู้เสื้อผ้าที่ติดรูปเป็ดแมนดารินคู่เล่นน้ำ และโต๊ะลิ้นชักสามชั้น
ที่มุมห้องมีหีบสีแดงสองใบขนาดกลาง นั่นคือ สินเดิมที่เสิ่นเสี่ยวเยว่นำมาด้วย
คงเพราะจะใช้เป็ห้องหอจึงได้ทำความสะอาดเอาไว้ก่อน ทำให้ไม่ค่อยมีฝุ่น อักษรมงคลสีแดงทำให้ห้องนี้ดูไม่ได้เรียบง่ายจนเกินไปนัก
เสิ่นเสี่ยวเยว่ถอนหายใจยาว ในยุคที่ขาดแคลนทรัพยากรและมีความวุ่นวายนี้ การที่ผู้หญิงอย่างเธอซึ่งมีปัญหาเื่ภูมิหลังครอบครัวกำลังจะหย่าร้าง และใช้ชีวิตตามลำพังนั้นยากเย็นนัก แค่การมีชีวิตรอดตามปกติก็คงเป็ปัญหาแล้ว
สำหรับเธอแล้ว การจะมีชีวิตที่ดีในยุคนี้ ยังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากตระกูลสวี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สวี่หนิงอัน
แต่เธอจะไม่มีวันเปิดใจให้กับผู้ชายคนไหนอีกเด็ดขาด
บทเรียนจากชาติที่แล้วมันก็เพียงพอแล้ว!
"พี่สะใภ้ ตื่นแล้วยังคะ? หนูหนิงจิ้งเองค่ะ" เสียงผู้หญิงที่ดูจะเรียกอย่างระมัดระวังดังมาจากนอกประตู
เมื่อเปิดประตูออกมา พบเป็เด็กสาวที่ดูขี้อายคนหนึ่ง ใบหน้ากลมป้อม ถักผมเปียสองข้าง ดูอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปี เธอคือ 'สวี่หนิงจิ้ง น้องสาวของสวี่หนิงอัน '
"พี่สะใภ้คะ พวกเราเก็บอาหารเช้าไว้ให้ พี่จะกินเลยไหมคะ?" สายตาของสวี่หนิงจิ้งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวัง
พอดีท้องของเสิ่นเสี่ยวเยว่ส่งเสียงร้องโครกครากไปหลายที เสียงไม่ดังมากแต่ทั้งสองคนได้ยินชัดเจน
เธอลูบท้องด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ ยิ้มอย่างเขิน ๆ "พอดีพี่ก็หิวแล้วเหมือนกัน จะไปกินเดี๋ยวนี้แหละ"
สวี่หนิงจิ้งได้ยินว่าพี่สะใภ้ยินดีไปทานอาหารเช้าด้วย ดวงตาของเธอก็เป็ประกายวาววับ แล้วรีบวิ่งเข้าครัวไปทันที "พี่สะใภ้ เดี๋ยวหนูจะไปอุ่นอาหารให้พี่ก่อนนะคะ"
พระเ้า! พี่สะใภ้คนใหม่ช่างสวยเหลือเกิน!
และดูเหมือนจะใจดีมากด้วย เธอคิดว่าหลังจากเื่วุ่นวายเมื่อวาน พี่สะใภ้คนใหม่คงไม่สนใจคนในบ้านพวกเธอเสียอีก
เสิ่นเสี่ยวเยว่กำลังจะออกจากห้อง แต่คิดว่าในฐานะสะใภ้ใหม่ ควรให้ของขวัญทักทายน้องสาวสามีสักหน่อย
เด็กสาวก็ต้องมีเครื่องประดับ รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวบ้าง
เมื่อเธอคิดกิ๊บติดผมอันเล็ก ๆ สวยงามก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือทันที
เสิ่นเสี่ยวเยว่ยิ้มมุมปาก เป็ไปตามคาด พื้นที่มิติของเธอก็ติดตามมาที่นี่ด้วย
ตอนนี้เธอวางใจได้อย่างสมบูรณ์แล้ว มีของพวกนี้อยู่ แม้จะอยู่ในยุคที่ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร เธอก็ไม่ต้องกังวลเื่ความหิวโหยอีกแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถง สิ่งแรกที่เห็นคือ โต๊ะไม้ที่ค่อนข้างเก่า บนผนังตรงกลางติดภาพของผู้นำ ขนมมงคล และส้มที่ใช้ในพิธีแต่งงานเมื่อคืนยังวางอยู่ที่โต๊ะ ดูเหมือนยังไม่มีใครแตะต้องมัน
เสิ่นเสี่ยวเยว่และสามีอาศัยอยู่ในห้องที่ค่อนข้างใหญ่ทางฝั่งตะวันออก มีแสงสว่างและการระบายอากาศที่ดี ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เป็ห้องที่พ่อแม่ตระกูลสวี่อาศัยอยู่ แต่ภายหลังได้ย้ายออกเพื่อใช้เป็ห้องหอต้อนรับลูกสะใภ้โดยเฉพาะ
ลานบ้านตระกูลสวี่มีกำแพงดินที่สร้างจากดินเหนียว ล้อมรอบลานบ้านเอาไว้ คงเป็เพราะยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ลานบ้านขนาดหลายสิบตารางเมตรจึงดูค่อนข้างว่างเปล่า ไม่ได้ปลูกอะไรไว้ มีแต่เครื่องมือการเกษตรเก่า ๆ วางกระจัดกระจายอยู่ และจักรยานคันหนึ่งที่ดูเก่าพอสมควร
‘ซุนหลาน’ ผู้เป็แม่สามีกำลังทำความสะอาดลานบ้าน ใช้ไม้กวาดด้ามใหญ่กวาดเศษอาหารใส่กระด้ง
เมื่อเห็นเสิ่นเสี่ยวเยว่เดินมา เธอแค่เหลือบตาขึ้นมองอย่างเรียบเฉย ทำท่าเหมือนไม่คิดจะพูดอะไร
เสิ่นเสี่ยวเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เดินไปหาแล้วเรียก "แม่คะ"
สีหน้าของซุนหลานดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่พอพูดขึ้นมาน้ำเสียงยังฟังดูห้วน ๆ "นี่จะเที่ยงแล้วถึงได้ลืมตา ลองดูสิว่ามีลูกสะใภ้บ้านไหนเป็แบบเธอบ้าง?"
"มีลูกสะใภ้บ้านไหนไม่ช่วยงานบ้านแม่สามี ในวันแรกที่แต่งเข้าบ้านสามีบ้าง?"
[1] คนที่มีปัญหาไตพร่อง เช่น หยางพร่อง หรือจิงของไตไม่เพียงพอ ก็จะมีปัญหาในเื่ของสมรรถภาพทางเพศด้วย
[2] ไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง (没吃过猪肉, 也见过猪跑) เป็สำนวนจีน หมายถึง เราอาจจะไม่เคยประสบสิ่งนั้นมาด้วยตนเอง แต่เคยได้ยินหรือเห็นมาก่อน อย่างไรก็ต้องรู้มาบ้าง (จากอีบุ๊กสำนวนจีน เล่ม 1 ของคุณณริสา)