เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 161 พัฒนา

              เกลาวิญญาณระดับห้า!

               เมิ่งฝานเพิ่งจะบรรลุมายังระดับที่สี่ได้เพียงไม่นานแต่เวลานี้กลับพัฒนาขึ้นมาอีกครั้งจนอยู่ในระดับที่ห้าของขั้นเกลาวิญญาณแล้ว

               ซึ่งความเร็วเช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงอย่างยิ่ง!

              แต่เมิ่งฝานก็ไม่ได้กังวลใดๆสำหรับจอมยุทธ์ที่การพัฒนาส่งผลต่อพื้นฐานของพลังล้วนมีสาเหตุมาจากสิ่งเดียวนั่นคือการใช้สิ่งปลุกเร้าภายนอกมาพัฒนาพลังการบำเพ็ญตน ซึ่งอาจทำให้อยู่ในขั้นพลังที่คาดไม่ถึงก็จริงแต่ก็นับเป็นการสร้างขีดจำกัดในการพัฒนาของผู้บำเพ็ญตน

              ทว่าการที่เมิ่งฝานพัฒนามาถึงขั้นนี้ได้ล้วนแต่อาศัยศักยภาพและความพยายามของตนเองทั้งสิ้น

              ทุกก้าวล้วนแต่เหยียบย่ำอย่างมั่นคงจึงไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่รากฐานแห่งพลังไม่แข็งแรงที่มากไปกว่านั้นคือเมื่อผนึกโบราณกลืนกินผลเพลิงวิญญาณเข้าไปก็ทำให้มันแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

              มันเป็นผนึกที่สุดแสนจะธรรมดาทว่ากลับทำให้เมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ก็ไม่ปานของสิ่งนี้มันช่างลึกลับเสียจริง

              เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิ ไม่นานสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปหลังจากที่พลังปราณพัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับห้าก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะหดหายไปในทางกลับกันก็คล้ายดั่งว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้นไปกว่าเดิมอีกด้วย

              “ยังมีอีกหรือ!”

              เมิ่งฝานตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังดังกล่าวนึกไม่ถึงว่าสรรพคุณที่ได้มาจากผลเพลิงวิญญาณจะมากมายเช่นนี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดคนของพรรควรยุทธ์ลือนามถึงได้เดินทางนับพันลี้มาตามหามันที่แท้ก็เป็นเพราะผลเพลิงวิญญาณมีประโยชน์มากมายเช่นนี้นี่เอง

              เมิ่งฝานนั่งนิ่งแล้วปล่อยให้พลังปราณไหลเวียนต่อไปยามนี้เมิ่งฝานไม่ได้ขยับไปที่ใดส่วนพลังปราณที่อยู่ในร่างกายก็ไหลเวียนอย่างไม่หยุดพักหลังจากที่บรรลุระดับพลังบาดแผลทุกอย่างก็สมานและหายดี ที่มากไปกว่านั้นคือมีพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

              สมุทรปราณสั่นสะท้านการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขานั้นไม่น้อยเป็นแน่ ภายใต้การทะลวงจากพลังของผลเพลิงวิญญาณนั้นทำให้มีคำๆหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวของเมิ่งฝาน บรรลุ!

              เขากัดฟันแน่นแล้วควบคุมพลังปราณของตนเองให้ทะลวงอุปสรรคกายาหลังจากที่ทะลวงหลายต่อหลายครั้งพลังในร่างกายของเขาก็ยังไม่ได้มีท่าทีว่าจะสลายลงไปแต่กลับมากขึ้นอีกด้วย!

              หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจพลังปราณภายในร่างกายของเมิ่งฝานได้ทะลวงอุปสรรคกายาหลายสิบครั้ง เมิ่งฝานพลันเกร็งไปทั้งร่างเพราะสัมผัสได้ว่าเมื่อถูกทะลวงหลายครั้งอุปสรรคกายาของตนเองจึงเริ่มจะพังลงแล้ว

              เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิพลังปราณทั้งหมดในร่างกายผสานตัวแล้วพุ่งทะลวง เขารู้ดีว่าจะสำเร็จหรือพ่ายแพ้นั้นขึ้นยู่กับครั้งนี้ขณะเดียวกันพลังปราณทั้งหมดก็ผสานตัวแล้วพุ่งทะยานไปยังอุปสรรคกายา

              อุปสรรคกายาแห่งพลังปราณคือสิ่งที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคนในทุกครั้งของการบรรลุก็คล้ายดั่งการได้ปลดพันธนาการในร่างกายของตนเองแล้วเพียงชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานพลันตวาดเสียงต่ำก่อนลมปราณมหาศาลจะแผ่ซ่านออกมา ขณะที่กลิ่นอายพลังในร่างกายเขาก็ถาโถมและมากมายขึ้นด้วยเช่นกันซึ่งมันก็คือ...การบรรลุอีกครั้ง!

              เขานึกไม่ถึงว่าเมื่อได้กลืนกินผลเพลิงวิญญาณแล้วจะมีส่วนช่วยให้เขาบรรลุระดับพลังได้ถึงสองครั้งติดกันจนได้มาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับหกเช่นนี้!

              เมื่อเขาลืมตาพลันมีแสงสว่างเปล่งประกายเมิ่งฝานสยบลมปราณที่เดือดพล่านภายในร่างกายของตนเอง การบรรลุระดับพลังสองครั้งติดกันนับว่าเป็นการพัฒนาอย่างมากลมปราณภายในร่างกายของเขาถาโถมไปพร้อมกับเส้นแขนงปราณที่ขยายตัวยิ่งเป็นพละกำลังก็ยิ่งพัฒนาขึ้นมาไม่น้อย

              เมิ่งฝานกำหมัดแน่นจนมีเสียงนิ้วลั่นดังขึ้นจากนั้นเขาก็รู้ดีว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนตนเองก็ยังมีศักยภาพที่สามารถต่อกรได้!

              แน่นอนว่าเมิ่งฝานจะต้องใช้ความสามารถและทุกกระบวนท่าที่ตนเองมีออกมา!

              โดยรอบนั้น เดิมทีก็เป็นทะเลทรายที่มีพลังแห่งฟ้าดินอยู่น้อยนิดแต่ยามนี้กลับถูกเมิ่งฝานกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว และมันได้กลายเป็นดินแดนอันไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตจริงๆ!

              เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนหลังจากนั้นเขาจึงลุกขึ้นยืนเพราะรู้ว่าตนเองไม่อาจอยู่ ณ ดินแดนแห่งเปลวเพลิงนี้ต่อไปถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้งแล้ว!

              หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพเมิ่งฝานจึงกลับมาสวมชุดเกราะอันหนักอึ้งแล้วเดินทางต่อไป

              ครั้งนี้เขาได้รับประโยชน์มาไม่น้อยแต่จุดหมายที่แท้จริงของเขาอยู่ที่สุสานสวรรค์ แม้จะเดินทางมานานถึงหนึ่งปีกว่าแต่กลับเพิ่งจะมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น

              เวลาที่เหลือก่อนจะต้องขึ้นไปยังพรรคเหมันต์สวรรค์เหลือเพียงหนึ่งปีกว่าเท่านั้น!

              หลังจากที่ครุ่นคิดขึ้นในใจเมิ่งฝานก็เดินทางต่อไปแม้จะสวมชุดเกราะอันหนักอึ้งเอาไว้บนร่างแต่ก็สามารถก้าวเดินได้อย่างอิสระเหยียบย่ำอยู่บนทะเลทรายและก้าวไปเบื้องหน้าอย่างใจเย็น

              ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเมื่อมองตามแผ่นหลังของเขาก็ให้ความรู้สึกที่โดดเดี่ยวเดียวดาย...

              ครึ่งเดือนผ่านไปเมิ่งฝานใช้เวลาทั้งหมดในการเดินทางอยู่บนทะเลทรายมันเป็นสถานที่ที่ยากต่อการเดินทาง เป็นการเดินทางจากความตายมายังสถานที่แห่งชีวิตอย่างแท้จริง

              ในระยะเวลาที่ผ่านมานี้เมิ่งฝานล้วนแต่ใช้มันไปเพื่อการสร้างรากฐานแห่งพลังของตนเองทั้งสิ้นทั้งยังฝึกฝนวิชาทะลวงธารา วิชากายามหาธาตุ และมหาหัตถ์สังหารอย่างไม่หยุดพัก

              มันเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงที่ยิ่งใหญ่ทุกวิชาล้วนแต่เป็นสิ่งที่หายากแม้แต่จอมยุทธ์ผู้ภาคภูมิดุจดั่งบุตรแห่งสวรรค์ของอาณาจักรต้าก้านก็อาจไม่มีมันไว้ในการครอบครอง  

              แต่ที่น่าเสียดายคือแม้ว่าเมิ่งฝานจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับหกแต่สามารถแสดงอานุภาพของมันออกมาได้เพียงขั้นต้นเท่านั้น ยากที่จะแสดงอานุภาพขั้นสูงของมันออกมาได้!

              เมิ่งฝานเองก็รู้ดีว่าไม่อาจเร่งรีบได้เพราะเส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนก็เป็นเช่นนี้ ทุกย่างก้าวดุจดั่งก้าวขึ้นสวรรค์ทุกย่างก้าวล้วนแต่แฝงไปด้วยอันตราย! เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าครึ่งเดือนในที่สุดจึงเดินออกจากทะเลทรายได้เสียทีและสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาของเขาในยามนี้คือเทือกเขา

              หลังจากที่เมิ่งฝานนำแผนที่ออกมาดูอย่างละเอียดก็พบว่าสถานที่แห่งนี้คือเขตพรมแดนของอาณาจักรต้าก้านโดยเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดมีนามว่าเมืองหุนต้วน!

              และเทือกเขาโดยรอบของมันก็คือเทือกเขาหุนต้วนเป็นยอดเขาที่เรียงสลับเป็นชั้นคล้ายดั่งมังกรที่นอนหมอบอยู่บนโลกมนุษย์ ซึ่งมันใหญ่ยิ่งกว่าเทือกเขาชิงหลงเสียด้วยซ้ำ

              “ดูท่าคงถึงเวลาที่ข้าจะต้องบำรุงตนเองเสียหน่อยแล้ว!”

              เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาการเดินทางท่ามกลางทะเลทรายนั้นยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง วัตถุดิบหลายอย่างหมดสิ้นไปเพราะถึงอย่างไรแล้วเมิ่งฝานก็หาใช่จอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงเหล่านั้นที่สามารถไม่กินไม่ดื่มได้เป็นเวลาหลายวัน

              ผู้กลืนกินอากาศ ทวยเทพมิสิ้นสูญ!

              มันคือความแตกต่างของตรีปราณระดับต้นและปัญจปราณระดับสูงเมื่อใดที่ได้อยู่ในขั้นปราณทะลวงขึ้นไปก็จะสามารถไม่ดื่มกินอันใดได้นานนับครึ่งปีแต่ก็ยังมากด้วยพละกำลังดุจดั่งพยัคฆ์ร้าย มีพลังมากมายเทียมฟ้า

              หลังจากที่จัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพเมิ่งฝานก็ก้าวเข้าไปในเมืองหุนต้วนเป็นเพราะที่นี่ไม่มีสงครามมานานหลายปี ฉะนั้นแล้วการป้องกันจึงไม่ได้แน่นหนาเช่นเมืองอื่น

              มีเพียงกำแพงเมืองธรรมดาและทหารอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้นแต่เมื่อเข้ามาภายในเมืองเมิ่งฝานพบว่ามันเป็นเมืองที่ดูคล้ายสงบร่มเย็นแต่ภายในกลับค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียว

              โดยรอบเต็มไปด้วยผู้คนมากมายผู้ที่สัญจรอยู่บนทางเดินมากกว่าเมืองเฟิงเลี่ยถึงสิบเท่ามีมากมายคล้ายดั่งฝูงมดก็ไม่ปาน

              เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าเมิ่งฝานพลันอ้าปากค้างมันเป็นไปได้อย่างไรกัน!

              สถานที่ตั้งของเมืองเช่นนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้คนมารวมตัวกันมากมายถึงเพียงนี้ที่มากไปกว่านั้นคือมีทหารรับจ้างที่โหดเหี้ยมอยู่อีกจำนวนมาก

              ศักยภาพของทหารรับจ้างเหล่านี้ไม่ต่างไปจากพวกกลุ่มจิ้งจอกโลหะซ้ำยังไม่ได้มีเพียงกองกำลังเดียว

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูกอย่างครุ่นคิดเพราะสามารถคาดเดาได้ว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมืองหุนต้วนแห่งนี้เป็นแน่มิฉะนั้นผู้คนมากมายคงไม่มารวมกันอยู่เช่นนี้

              “เอาเถอะ ลองไปถามดูก่อนก็แล้วกัน!”

              ว่าแล้วเมิ่งฝานก็เดินเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งแล้วเลือกสิ่งที่ตนเองต้องการจำนวนไม่น้อยเถ้าแก่ของร้านเป็นบุรุษวัยกลางคนที่เวลานี้กำลังมองไปยังผู้คนมากมายในร้านค้าของตนเองด้วยความตกตะลึงเพราะโดยปกติแล้วมีเพียงไม่กี่คนแต่วันนี้กลับมีมากมาย!

              หลังจากเลือกสิ่งที่ตนเองต้องการได้เล็กน้อยเมิ่งฝานจึงหันไปหาบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มส่งไป “ขายดีไม่น้อย?”

              “ใช่แล้วล่ะ!”

              บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเป็นมิตรไม่น้อยเขาพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มกว้าง “ตั้งแต่ที่มีข่าวว่าในเทือกเขาหุนต้วนแห่งนี้มีสมบัติปราณประสานจึงทำให้ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาที่นี่ฮ่าฮ่าฮ่า...เจ้ารู้หรือไม่สหาย กิจการของข้าดีขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่าเลยเชียวล่ะ!”

              “สมบัติปราณประสาน?”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานพลันมองบุรุษวัยกลางคนด้วยความสงสัยนัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาในทันใด

              เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งฝานบุรุษวัยกลางคนจึงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาพร้อมทั้งเอ่ยถามเสียงเบา“เจ้าไม่รู้หรือ? สหายหรือเจ้าไม่ได้มาที่เมืองหุนต้วนแห่งนี้เพราะสมบัติปราณประสาน?”

              “ก็ใช่น่ะสิ ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น!”

              เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะบอกไป

              “อ้อ มิน่าล่ะ” บุรุษวัยกลางคนพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “สหายน้อยคงจะไม่รู้สินะก่อนหน้านี้เพียงไม่นานมีข่าวหนึ่งดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองหุนต้วน บอกว่าจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานผู้หนึ่งสิ้นอายุขัยจากไปอย่างสงบแม้ว่าเขาจะหายไปจากฟ้าดินแต่ก็ทิ้งสมบัติเอาไว้มากมายซ้ำยังบอกกับผู้คนทั้งหลายอีกว่าหากผู้ใดมีความสามารถก็จะได้รับมันไปครอบครองฉะนั้นจึงทำให้ผู้คนมากมายเดินทางมายังเทือกเขาหุนต้วนแห่งนี้!”

              จอมยุทธ์ขั้นปราณประสาน!

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง เขารู้ดีว่าต่อให้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนั้นก็หาได้เป็นอมตะไม่แม้จะเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งสูงสุดของอาณาจักรต้าก้านหรืออาจถึงขั้นพรมแดนจตุทิศแต่ถึงอย่างไรอายุขัยก็มีอยู่อย่างจำกัด

              หากไม่อาจบรรลุขั้นพลังได้ในตอนที่ใกล้สิ้นอายุขัยย่อมต้องสลายหายไปจากฟ้าดินการจากไปของพวกเขาเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นข่าวสารที่ทำให้ทั่วทุกบริเวณล้วนแต่สั่นสะท้านเพราะจอมยุทธ์ที่สามารถขึ้นไปถึงขั้นพลังดังกล่าวได้มีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นแม้แต่จักรพรรดิของอาณาจักรต้าก้านก็ยังเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานเช่นกัน

              เมื่อปราณประสานใต้หล้ามิอยู่ในสายตา!

              ประโยคนี้ไม่ใช่สิ่งที่เอ่ยออกมาอย่างไร้ข้อเท็จจริงหากเป็นจอมยุทธ์ระดับนี้ต่อให้นั่งนิพพานร่างกายก็ยังมีมูลค่านับเป็นทองคำนับหมื่นเมิ่งฝานลูบปลายจมูกก่อนจะเอ่ยพลางหัวเราะเสียงเบา “สมบัติของจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานนั้นไม่อาจได้มาครอบครองโดยง่ายหรอกนะ”

              แม้ว่าแท้จริงแล้วเขาจะอยากได้มันไม่น้อยแต่ก็รู้ดีแก่ใจว่าเมื่อข่าวสารนี้แพร่ออกไปจะต้องนำมาซึ่งจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายแม้แต่จอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นปราณทะลวงก็คงจะมาด้วยเช่นกัน

              เมื่อนึกถึงการช่วงชิงอันยิ่งใหญ่นี้ผู้ที่เข้าร่วมคงไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย

              ว่าแล้วเมิ่งฝานจึงออกจากร้านค้าไปแต่ในวินาทีต่อมาเสียงของบุรุษวัยกลางคนพลันดังขึ้นจากด้านหลัง “นั่นสินะ ข้าได้ยินว่าตระกูลใหญ่ทั้งสี่ก็ส่งคนมาด้วยซ้ำยังล้วนแต่เป็นจอมยุทธ์ชั้นสูงทั้งสิ้น!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานที่เดินออกมาด้านนอกพลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

              สี่ตระกูลใหญ่ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าคนของตระกูลเมิ่งก็มาที่นี่ด้วยอย่างนั้นหรือ! รวมถึงจอมยุทธ์อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลเมิ่ง...เมิ่งอวี่หุนด้วยใช่หรือไม่?

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงกำหมัดแน่นจากนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นในองศาที่เยือกเย็น!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน