ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 กระทืบมันให้เละ!

            ภายในห้องตอนนี้เงียบยิ่งกว่าป่าช้า

            ไม่มีใครกล้าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้เลย

            เจ้าชายของอาณาจักรคนนั้นเพิ่งถูกด่าอย่างกับหมูกับหมาไป

            หลินหยางดีดตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเฉินเฉาเกอที่กำลังยืนอึ้งอยู่นั่น

            “ตระกูลเวินไม่ต้อนรับหมาบ้าที่ไล่กัดคนไปทั่วแบบนี้ ให้เวลาหนึ่งนาที รีบไสหัวออกไปเองเสียไม่อย่างนั้นข้าจะถีบเจ้าออกไปแทนพี่ของเจ้าเอง!!”

            ไอ้หยา

            คำพูดนี้ทำเอาหลินเวยถึงกับหน้าถอดสีไปแล้ว

            ทำไมเขารู้สึกว่าเจ้าหลินอี้นี่ดูสมเป็นเจ้าชายยิ่งกว่าตัวเขาเองอีกนะแรงกดดันนั่นทำให้เขารู้สึกอีกครั้งว่า หลินอี้นี่เหมือนกับพ่อของเขาหลินเฮ่ายวนเสียจริงๆ

            เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายเองก็อึ้งไปเช่นกัน

            ผู้อาวุโสหลินผู้นี้อายุน้อยแต่ห้าวหาญสุดแสนสมคำร่ำลือจริงๆตอนงานเทศกาลก็เปิดฉากสังหารอย่างอุกอาจโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงมาแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะถึงขั้นกล้าด่าคนที่มีศักดิ์เป็นเจ้าชายของอาณาจักรด้วย!!

            นั่นมันเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของอาณาจักรชูอวิ๋นเลยนะ!!

            ไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดว่าท่าทีของหลินหยางนั้นจะดูสามหาวเกินไปเพราะพวกเขายังไม่รู้ว่าตระกูลเวินนั้นมีสุดยอดสมบัติวิเศษเก็บซ่อนเอาไว้อยู่พวกเขาตอนนี้ยังคงคิดแค่ว่าตระกูลเวินเป็นแค่ตระกูลที่ได้รับเกียรติจากราชวงศ์โดยบังเอิญเท่านั้น

            หลังจากที่เฉินเฉาเกออึ้งไปได้สักพัก ก็ยิ้มขึ้นมาทันที

            แต่คราวนี้รอยยิ้มของเขานั้นดูอำมหิตจนไม่ว่าใครก็ดูออก

            “หลินอี้...เจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ?” น้ำเสียงของเฉินเฉาเกอเริ่มสั่นเล็กน้อย ซึ่งเป็นการสั่นที่เกิดจากการที่เขาพยายามสะกดจิตสังหารเอาไว้อย่างสุดกำลังอยู่

            เขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลินอี้จะเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องก่อนแบบนี้เป้าหมายหลักของเขาที่มาในวันนี้คือหลินเวย แต่ถ้าหลินอี้มันกล้าลงมือกับเจ้าชายจริงๆละก็ อย่างนั้นก็เข้าทางเขาพอดีเขาจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการสังหารศัตรูที่ฆ่าบิดาของตนได้

            เขามองไปทางหลินอี้ด้วยสีหน้าหาเรื่องสุดขีด “หลินอี้ เจ้ามันก็แค่ชาวบ้านธรรมดาๆแค่สิทธิที่จะพูดกับข้าเจ้ายังไม่มีเลย อย่างเจ้านี่นะจะมาทำร้ายข้า? บอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าเจ้าบังอาจลงมือทำร้ายข้าแม้แต่ปลายเล็บละก็จะถือว่าเจ้าคิดกบฏต่อราชสำนัก ต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!!”

            ดูภายนอกเหมือนเขากำลังข่มขู่หลินหยางอยู่แต่ภายในใจกลับกำลังร่ำร้องว่า

            มาสิหลินอี้ ลงมือเลยสิ!!

            ถ้าเจ้าลงมือละก็ข้าจะได้ฆ่าแกทิ้งให้คนเหล่านี้ได้เห็นกันซึ่งๆ หน้าไปเลย!!

            เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในห้องตอนนี้กำลังงงกับพฤติกรรมของเฉินเฉาเกอในวันนี้มากเขาดูแตกต่างจากตอนปกติที่เป็นองค์ชายเก้าแสนอ่อนโยนและองอาจคนนั้นอย่างกับคนละคน

            แต่คงไม่มีใครในที่นี้รู้เลยว่า หลินหยางอยากเปิดศึกยิ่งกว่าเฉินเฉาเกอเสียอีก!!

            ในใจของหลินหยางตอนนี้กำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการฆ่าฟัน

            แม่มันเถอะ

            ข้ารอวันนี้มานานแสนนานแล้ว!!

            ข้ารู้ว่านี่เป็นแผนลวงของเจ้า เฉินเฉาเกอคิดจะให้ข้าลงมือก่อนจะได้มีข้ออ้างในการสังหารคนได้อย่างถูกต้องสินะ

            ข้ารู้ว่าเจ้าแอบซ่อนพลังบางอย่างที่ทรงพลังเอาไว้!!

            แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถลงมือฆ่าคนต่อหน้าคนจำนวนมากแบบนี้ได้

            แต่ข้าหลินหยางไม่ชอบท่าทางโอหังแบบนั้นของเจ้าเสียเลยตระกูลเวินผู้นำหายนะอะไรของเจ้า อำนาจของราชสำนักอย่างนั้นหรือ?

            ไร้สาระ วันนี้ข้าจะกระทืบเจ้าให้ต้องหนีกลับไปนอนซมรอความตายเป็นหมาเน่าๆตัวหนึ่ง!!

            ในใจของทั้งสองนั้นไม่รู้ว่าฆ่าอีกฝ่ายในจินตนาการไปแล้วกี่หมื่นครั้งเปลวเพลิงแห่งความกระหายการต่อสู้กำลังลุกโชนได้ที่

            หลินหยางเดินไปทางประตูของห้องเมฆาร่วงโรยพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งว่า“เก็บแรงไว้เถอะไม่ต้องพูดเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นหรอก ถ้าเจ้าไม่คิดจะไสหัวออกไปเอง อย่างนั้นก็มาเถอะข้าจะถีบเจ้าออกไปให้เอง!!”

            พอพูดจบ หลินหยางก็เดินออกไปนอกห้องก่อนทันที

            เฉินเฉาเกอเองก็พยายามเก็บความตื่นเต้นและจิตสังหารของตัวเองเอาไว้สุดชีวิตพร้อมกับเดินตามหลินหยางออกไปข้างนอกห้อง

            เขาตอนนี้กำลังร่ำร้องอยู่ในใจว่า ‘ท่านพ่อ ลูกกำลังจะแก้แค้นให้ท่านแล้ว!!’

            ‘ลูกจะฆ่าไอหลินอี้นี่ซะ!!’

            เหล่าผู้อาวุโสที่เหลืออยู่ในห้องมองตามหลังพวกเขาทั้งสองเดินออกไปโดยที่ตัวพวกเขาเองก็ไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องราวมันจะเลยเถิดมาถึงขนาดนี้

            “องค์ชายสอง เรื่องนี้มัน... ท่านว่า....”

            ทุกคนต่างหันสายตากลับมาจับจ้องไปทางหลินเวย อย่างไรเขาก็เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงสุดในห้องแห่งนี้แล้ว

            แววตาของหลินเวยสั่นวูบถึงเขาเองก็อยากจะใช้โอกาสนี้ในการกำจัดท่าทีของหลินหยางที่อยู่ๆ ก็เกิดเป็นบ้าขึ้นมาก็ตาม

            เขามองไปทางเวินติ่งเทียนพร้อมกับพยักหน้าว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผู้อาวุโสหลินเป็นคนสั่งสอนน้องชายของข้าสักหน่อยก็แล้วกัน”

            ซึ่งทุกคนก็ล้วนเห็นด้วยกับความคิดนี้

            เวินติ่งเทียนจึงโบกมือสั่งการออกไปว่า “งานเลิกแล้ว ส่งแขก!!”

            ..................................

            หลังจากผ่านไปไม่นาน

            ณ ลานกว้างด้านหน้าห้องเมฆาร่วงโรยแห่งนี้เหลือแค่เพียงขุนนางข้าราชการระดับที่สูงที่สุดสองคนกับเจ้าชายลำดับที่สองหลินเวยเท่านั้น

            แม้แต่รัฐมนตรีทั้งหกหน่วยยังต้องถูกเชิญให้กลับไปไม่มีโอกาสได้เห็นการประลองอันแสนดุเดือดที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย

            ผู้อาวุโสตระกูลเวินผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองอวิ๋นเฉิงในตอนนี้หลินอี้

            เจ้าชายผู้เป็นบุตรของโอรสสวรรค์แห่งราชสำนักอาณาจักรชูอวิ๋นหลินหยาง

            ตอนที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่บนสนามประลองพร้อมกันนั้น ภาพที่เห็นราวกับเทพแห่งแสงสว่างและอสูรแห่งความมืดมิดกำลังยืนเผชิญหน้าอยู่ก็มิปานทั้งสองนั้นดูคล้ายกันเป็นอย่างมาก ต่างกันแค่กลิ่นอายและบรรยากาศรอบตัวเท่านั้น

            เทพแห่งการสังหารอันเลือดเย็น

            อสูรโลหิตสุดโหดเหี้ยมไร้เมตตา

            หลินหยางที่ได้รับสืบทอดพลังอำนาจสูงสุดของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วมาด้วยนั้นหลักจางฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัส ในที่สุดก็ได้มีโอกาสประมือกับศัตรูคู่อาฆาตของตัวเองแล้ว

            จิตสังหารอันเยือกเย็นอำมหิตของเขานั้นถึงขนาดทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาประมาณสิบกว่าเมตรแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง

            ส่วนในใจของเฉินเฉาเกอนั้นเต็มไปด้วยความแค้นที่อีกฝ่ายฆ่าพ่อ ล้างตระกูลของเขาทำให้เขามีความคิดที่อยากจะฆ่าหลินอี้ได้มากขนาดนี้

            ความกระหายเลือดของเขานั้นราวกับจะสามารถเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบให้กลายเป็นทะเลเลือดที่ต้องการจะกลืนกินใส่หลินหยาง

            ถึงแม้คนที่ยืนอยู่ในลานกว้างตอนนี้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มสองคนที่มีอายุยังไม่ถึงสิบหกปีดีแต่พวกเขากลับสามารถระเบิดแรงกดดันอันรุนแรงออกมาได้มหาศาลมากจนแม้แต่เหล่ายอดฝีมือระดับสูงสุดของอาณาจักรชูอวิ๋นยังต้องเปลี่ยนสีหน้า

            แม้แต่หลินเวยที่ถูกเรียกว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่วัยรุ่นและเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มสี่ยอดมังกรน้อยนั้นยังต้องรู้สึกใจสั่น

            ที่แท้น้องเก้าคนนี้มีพลังมากขนาดนั้นซ่อนอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือนี่!!

            ส่วนหลินอี้ผู้อาวุโสตระกูลเวินคนนี้เองก็เป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจไม่แพ้ผู้ใดเลยเหมือนกัน!!

            จิตสังหารของทั้งสองคนได้พุ่งไปถึงจุดสูงสุดแล้ว หลินหยางและเฉินเฉาเกอไม่พูดอะไรไร้สาระอีกเปิดฉากเข้าปะทะกันทันที

            “ตาย!!”

            เฉินเฉาเกอเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน

            ความแค้นที่ฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำของเขานั้นจะต้องใช้กระบวกท่าสังหารที่อำมหิตที่สุดในการฆ่าไอ้สวะนี่เพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้ให้วิญญาณของเฉินเย่เซิงผู้เป็นพ่อของเขาที่อยู่บนสรวงสวรรค์

            ดาบยาวเล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาอยู่บนมือของเฉินเฉาเกอราวกับมังกรวารีที่โผล่พ้นออกมาจากทะเลเลือด

            “นั่นมัน ‘ดาบมังกรโลหิต’!!” หลินเวยตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ

            หนึ่งในสมบัติชาติของอาณาจักรชูอวิ๋น ดาบมังกรโลหิตเล่มนี้เป็นอาวุธระดับวิญญาณขั้นสูง หลินเฮ่ายวนกลับมอบมันให้กับเฉินเฉาเกอ

            ดาบเล่มนี้เป็นดาบเลื่องชื่อของอาณาจักรชูอวิ๋นเป็นดาบที่หลินเฮ่ายวนเคยใช้ในสมัยที่ยังเป็นผู้สืบทอดราชบัลลงก์อยู่ ซึ่งดาบเล่มนี้เคยทิ่มแทงอริร้ายบนสนามรบมานับหมื่นคนแล้วคมดาบของมันถึงกับถูกคราบเลือดเปรอะเปื้อนจนกลายเป็นสีแดงส่องประกายแวววับ

            ซึ่งตอนนี้ดาบมังกรโลหิตเล่มนั้นได้กลับมาโลดแล่นอยู่บนสนามต่อสู้อีกครั้งราวกับหลินเฮ่ายวนมาเองผลจากการฝึกวิชานับครึ่งปีของเฉินเฉาเกอถูกเผยออกมาโดยที่มันไม่คิดจะปิดบัง ประกายแสงสีแดงฉานดุจโลหิตพุ่งทะลวงเข้าใส่หลินหยาง

            เพลงดาบยอดเยี่ยม!!!!

            ถึงแม้ว่าพฤติกรรมของเฉินเฉาเกอในวันนี้จะดูโอหังจนเป็นที่น่ารังเกียจของผู้คนก็ตามแต่พวกเขาก็ไม่อาจสะกดความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อเพลงดาบนี้ได้เลยแม้แต่หลี่จิ้งยังรู้สึกยกย่อง

            ส่วนหลินเวยนั้นถึงกับแอบดีใจอยู่เบื้องหลังรู้สึกโชคดีที่ตัวเขาไม่ได้เป็นคนลงไปประลองกับน้องชายลำดับที่เก้าของตัวเองเพราะลำพังแค่เพลงดาบกระบวนท่านี้ก็มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้วถ้าหากตัวเองต้องไปรับดาบนี้เกรงว่าคงต้องทุ่มพลังสุดตัวถึงจะรับไหว

            แล้วผู้อาวุโสหลินอี้จะรับมือมันอย่างไรเล่า?

            สายตาของผู้คนล้วนจับจ้องไปที่หลินอี้

            ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถด้านการต่อสู้ของหลินอี้ที่พวกคนรอบข้างรู้นั้นมีแค่เรื่องที่หลินอี้สามารถเอาชนะหัวหน้าองครักษ์แห่งเชื้อพระวงศ์ซูหมิงชุนได้แค่นั้นส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้กันในคฤหาสน์เวินนั้นทั้งหมดล้วนถูกปกปิดเป็นความลับอย่างแน่นหนาดังนั้นพวกเขาจึงคาดเดากันว่าความสามารถของหลินหยางน่าจะอยู่ในระดับประมาณเซียนเทียนขั้นท้าย

            เพลงดาบกระบวนท่านี้ หลินหยางไม่น่าจะรับไหว

            แต่หลินหยางกลับไม่ได้คิดแบบนั้น

            คนอื่นล้วนคิดว่าการต่อสู้ระหวังเขาและเฉินเฉาเกอจะต้องเป็นไปอย่างยากลำบากแน่นอนแต่วันนี้หลินหยางยังไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นกับเจ้าโจรชั่วนี่หรอก

            สิ่งที่เขาต้องการก็คือการทำให้มันอับอายจนถึงที่สุด

            เมื่ออยู่ต่อหน้าเพลงดาบอันร้ายกาจของเฉินเฉาเกอนั่นหลินหยางเพียงแค่ยกมือข้างซ้ายของตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็พูดออกมาเบาๆ ว่า

            “วิชาอัญเชิญ... มหาภูผา!!”

            กระบวนท่าอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

            วิชาอัญเชิญภูผายักษ์ที่เคยเกือบจะทำให้เฉินผิงคลั่งตายไปแล้วนั่นปรากฏขึ้นอีกครั้ง

            เพียงแต่ว่าครั้งนี้หลินหยางได้ทำการจัดเตรียมอุปกรณ์เอาไว้พร้อมกว่าครั้งก่อนมากภูเขายักษ์ที่ถูกเรียกออกมานั้นจึงทั้งใหญ่กว่าและหนักกว่าจนน่าสิ้นหวัง

            ตูม

            ตรงเบื้องหน้าของหลินหยางพลันมีก้อนหินสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นขนาดของมันเท่ากับบ้านสองชั้น หินก้อนนี้คือวัตถุดิบระดับสามสุดแข็งแกร่ง “เหล็กไหลนิลกาฬ”โดยมันมีทั้งความแข็งและน้ำหนักที่มากจน่าใจหาย

            ทั่วทั้งสนามถึงกับตกตะลึง

            ไม่มีใครรู้เลยว่านี่มันคือวิชามารสุดพิสดารของสำนนักไหน มีแค่คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่รู้ถึงการมีอยู่ของ“แหวนพระสุเมรุ” เท่านั้นถึงจะรู้ว่าหลินหยางกำลังใช้ความสามารถของอุปกรณ์เสริมในการกลั่นแกล้งผู้คน

            เกร้ง

            เสียงเหล็กกระทบเสียดสีกันดังขึ้น

            เฉินเฉาเกอยืนมองดาบมังกรโลหิตของตัวเองที่เสียบเข้าไปในภูเขาขนาดย่อมที่อยู่ๆก็โผล่พรวดออกมานี่ ในสมองพลันสับสนมึนงงไปหมด

            นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!

            มีวิธีต่อสู้กันแบบนี้ด้วยหรือ!!

            นี่กะจะเล่นให้ตายเลยใช่ไหม!!

            หลินหยางมองเข้าไปในดวงตาของเฉินเฉาเกอที่ตอนนี้กำลังจ้องเขม็งมาทางเขาจนลูกตาแทบจะถลนออกมาแล้วจากนั้นเขาก็ยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา

            ใช่แล้ว วันนี้จะเล่นเจ้าให้ตายไปเลย

            มหาภูผา เก็บ!!

            วูบ

            เหล็กไหลนิลกาฬขนาดมหึมานั่นถูกเรียกเก็บเข้าไปในแหวนพระสุเมรุแม้แต่ดาบมังกรโลหิตที่เฉินเฉาเกอยังไม่ทันดึงออกไปนั่นก็ถูกเก็บเข้าไปด้วย

            โอ้

            ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง

            เฉินเฉาเกอระเบิดความโมโหออกมาทันที

            “หลินอี้!!!! ไอ้หน้าไม่อาย!!!!”

            หลินหยางใช้คางชี้ไปที่เฉินเฉาเกอ พร้อมกับยิ้มอย่างดูถูก “แค่นี้ก็เรียกว่าหน้าไม่อายแล้วหรือ ยังมีหนักกว่านี้อีกนะถ้าเจ้ายังไม่ไสหัวไปอีกละก็ ข้าจะทุบเจ้าให้ตายเสีย!!”

            “ไสหัวแม่เจ้าสิ!!”

            เฉินเฉาเกอคลั่งขึ้นมาแล้ว

            แต่เดิมเขาก็อยากจะฆ่าไอ้หลินอี้นี่เต็มทนอยู่แล้วตอนนี้ยังถูกมันยั่วโมโหอีก

            เขาเร่งความเร็วของตัวเองขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดท่าร่างรวดเร็วดุจสายลม กระโดดสูงขึ้นไปบนฟ้า

            เมื่อครู่เขากะขนาดของภูเขาที่หลินหยางเรียกออกได้แล้วจึงสามารถข้ามเขาลูกนี้ได้สบายๆ พร้อมกับพุ่งเข้าไปหมายจะสังหารศัตรู

            ทวนยาวเล่มหนึ่งถูกเรียกออกมาอยู่ในมือเขา แน่นอนว่ามันเป็นอาวุธวิญญาณขั้นสูงเช่นเดียวกัน

            สมกับเป็นผู้ที่มีฐานะของเจ้าชายจริงๆอาวุธวิญญาณชั้นสูงที่คนปกติแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นเลยในชีวิตของพวกเขามันกลับมีในครอบครองมากกว่าหนึ่งชิ้น

            และที่ยิ่งน่าตกใจกว่าก็คือ เพลงทวนกระบวนท่าที่เฉินเฉาเกอใช้ออกมานั้นเป็นท่าที่หลินหยางคุ้นเคยกลับมันมาก...

            เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับล่าง กระบวนท่า คลื่นมังกรสวรรค์!!

            หนึ่งในวิชาทวนสุดแข็งแกร่งของหัวหน้าองครักษ์ซูหมิงชุนแม้มันถูกใช้ออกโดยเฉินเฉาเกอ แต่พลังอำนาจของมันก็ไม่ได้ด้อยกว่าซูหมิงชุนเลยหรือบางทีอาจจะเหนือกว่าไปแล้วด้วยซ้ำ

            เฉินเฉาเกอนี่นับเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์โดยแท้จริงนอกจากจะมีฝีมือดาบที่ยอดเยี่ยมแล้ว เพลงทวนของมันเองก็น่ากลัวไม่แพ้กันเลย

            ผู้คนต่างก็รู้สึกหวั่นเกรงในความสามารถของเฉินเฉาเกออีกครั้งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนถึงได้รักใคร่เอ็นดูเขาขนาดนี้เพราะเขาเป็นคนที่มีความสามารถมากพอที่จะฝากความหวังไว้ได้จริงๆ

            แต่ว่า คู่ต่อสู้ที่มันเจออยู่ตอนนี้ดันเป็นหลินหยาง

            หลินหยางผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็นคนกระทืบเฉินเฉาเกอ

            ที่ขาของเขาตอนนี้สวมใส่รองเท้าคู่หนึ่งเอาไว้แล้วเป็นรองเท้าที่มาจากส่วนหนึ่งของชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬโดยรองเท้านี้มีความสามารถที่จะทำให้แรงกระโดดของหลินหยางเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมถึงห้าเท่าพอออกแรงถีบ พื้นเบื้องล่างของเขาก็พันแหลกเละทันทีจากนั้นหลินหยางก็พุ่งขึ้นไปอยู่บนฟ้าที่สูงยิ่งกว่าเฉินเฉาเกอเสียอีก

            เขามองลงมาที่เฉินเฉาเกอด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่กลับลงมือด้วยวิธีสุดอำมหิตจนชวนให้สิ้นหวัง

            บนมือของเขานั้นสวมแหวนพระสุเมรุเอาไว้สามวงแล้วเรียบร้อย

            จำนวนหินแร่ขนาดยักษ์ที่เก็บเอาไว้ในแหวนนั้นมีมากพอที่จะทำให้เฉินเฉาเกอร้องไห้งอแงเรียกหาแม่แน่นอน

            หลินหยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสุดเย็นชาว่า “ยกระดับวิชาอัญเชิญ... อัญเชิญมวลมหาภูผา!!”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน