ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ภาค2 บทที่21 เตรียมออกสู่นอกกำแพง



    ข่าวเรื่องที่ตัวตนแห่งภัยพิบัติหลุดเข้ามาถึงในโรงเรียนมาเกีย ถูกเก็บไว้อย่างมิดชิด มีเพียงสมาชิกสมาคมจอมเวทระดับสูงเท่านั้น ที่รับทราบเรื่องนี้ ส่วนเรื่องที่ห้องพยาบาลถูกพลังปริศนาลบล้างไปนั้น ทางโรงเรียนบอกแค่ว่าเป็นอุบัติเหตุจากลูกแก้วพลังงานเวทมนตร์ลัดวงจร...ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่มีคนเชื่อเลยสักนิด แต่ก็จำเป็นต้องเชื่อ เพราะพวกเขาไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง


    “อาจารย์เมกุมิคะ” นักเรียนสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม ขณะที่มาเบิกยาสมุนไพรกับเธอ “ห้องพยาบาลก่อนหน้านี้ที่หายไป เกิดจากอะไรหรือคะ”


    เมกุมิในตอนนี้ได้รับการแต่งตั้งจากทางโรงเรียนให้เป็นอาจารย์แล้ว โดยจะให้เธอรับผิดชอบห้องพยาบาล สอนวิชาสมุนไพรและเวทสายรักษาต่อไปในอนาคต ถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่นักเรียนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบเธอก็ทราบเรื่องนี้แล้ว และเรียกเธอว่าอาจารย์ได้อย่างไม่ลังเล


    “เอาความจริงหรือคะ” เมกุมิเอ่ยถามพลางยิ้มหวานให้อีกฝ่าย “อาจารย์บอกได้นะ แต่เธอห้ามบอกใครล่ะ”


    “ค่ะ หนูจะเหยียบให้มิดเลย...”


    ยังไม่ทันข้ามวันหลังจากที่เมกุมิบอกกล่าวกับนักเรียนคนนั้น นักเรียนกว่าครึ่งโรงเรียนก็ได้ทราบว่าสาเหตุที่ห้องสมุดระเบิดนั้น ก็เพราะมีนักเรียนในโรงเรียนบางคนแอบใช้มนตร์ดำต้องห้าม โดยเฉพาะการทำสัญญากับปีศาจ


            ส่งผลให้นักเรียนในโรงเรียนเริ่มตื่นตัว และช่วยกันสอดส่องนักเรียนด้วยกันเอง และในวันนั้นก็มีนักเรียนต้องสงสัยถูกส่งมาให้เมกุมิตรวจสอบถึงหน้าห้องพยาบาลเกือบสิบคน ทั้งโดนจับมา หรือเต็มใจมาเองก็มี



    “เหนื่อยจังเลย” เมกุมิกลาวพลางถอนใจ เพราะเธอต้องทำอะไรหลายอย่างตัวคนเดียว จนตอนนี้อาทิตย์ก็ใกล้ตกดินเสียแล้ว


            “จริงสิ เปิดชมรมห้องพยาบาลดีกว่า แบบนั้นค่อยเบามือหน่อย”


    “จะเปิดชมรมหรือคะ” โจแอนนาซึ่งเดินมาที่ห้องพยาบาลเอ่ยขึ้น โดยเธอเดินมาพร้อมกับนิโคลัส และบังเอิญได้ยินที่เมกุมิบ่น


    “คิดว่านะ คงต้องหาลูกมือและสอนวิชาให้หน่อยน่ะ” เมกุมิตอบกล่าวอีกฝ่าย “ตอนนี้ฉันต้องทำทุกอย่างคนเดียว แถมอยู่ประจำห้องพยาบาลคนเดียว แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย...จริงสิ ว่าแต่พวกเธอมานี่ จะมาเบิกยาหรือ”


    “ค่ะ” โจแอนนากล่าวก่อนจะชี้ไปที่นิโคลัส “ดันซ้อมประลองกับหมอนี่หนักไปหน่อย ทั้งฉันและเขาไม่เก่งเรื่องรักษา เลยจะมาเบิกยาค่ะ”


    “ได้สิ เอาเป็นยาเร่งการฟื้นฟูแล้วกันนะ กับเสริมการดูดซับมานาทางอากาศ”


    “ขอยาเร่งการดูดซับมานาระดับสูงสุดได้มั้ยครับ” นิโคลัสเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา ทำเอาเมกุมิประหลาดใจ


    “จะเอาไปฝึกวิชาหรือคะ ถึงต้องเร่งการดูดมานาในอากาศขนาดนั้น”


    “ใช่ครับ” นิโคลัสกล่าว “ตอนนี้เสด็จพ่อสั่งระดมพลแล้ว เนื่องจากตัวตนแห่งภัยพิบัติที่ตระกูลเราผนึกเอาไว้หลุดออกไป ผมต้องการเป็นกำลังให้กับราชวงศ์ คืนนี้เลยว่าจะเพิ่มระดับมหาเวทอีกสักหนึ่งระดับน่ะ”


    “ฉันก็ขอด้วยค่ะ” โจแอนนากล่าว “ฉันอยากเลื่อนระดับมหาเวทของฉันเช่นกัน แต่เรายังไม่เก่งพอจะดูดซับมานาในอากาศได้ดีเท่าไหร่”


    “ตัดสินใจล่ะ” เมกุมิกล่าวพลางยิ้มให้กับทั้งสองคน “เรื่องการเลื่อนระดับเวท ฉันจะช่วยพวกเธอทั้งสองคนเอง ถึงได้ยาไป แต่ถ้าไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของมานาก็สูญเปล่านะ”


    ทั้งโจแอนนาและนิโคลัสตาลุกวาวทันที ก่อนที่โจแอนนาจะสะดุดคิดชั่วครู่ ราวกับเธอนึกอะไรบางอย่างออก


    “ให้เซร่ามาด้วยได้ไหมคะ หนูคิดว่าเธอเองก็คงอยากแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน”


    “คงไม่ได้หรอกนะ” เมกุมิกล่าวค้านทันที “เพราะเรนเดลรับหน้าที่สอนเซร่าแล้ว ถ้าอยากให้ฉันสอนพรรคพวกเพิ่ม ก็ไปตามลูเธอร์มาเถอะนะ”


    “ได้ค่ะ” โจแอนนาตอบรับเสียงใสทันที ก่อนที่เธอจะเริ่มเอาใจเมกุมิ ด้วยการไปช่วยเธอเตรียมยาในห้องพยาบาล พลอยทำให้นิโคลัสต้องช่วยด้วยอีกแรง


    ทางด้านของเรนเดลตอนนี้กำลังฝึกลูกศิษยใหม่ที่เพิ่มมาอีกคน นอกจากเซร่าแล้ว ยังมีชิรายูริ คู่หมั้นของเรียวจิอีก หลังจากฟังหลักการของเรนเดล และทำตามที่เขาแนะนำ เธอก็ลดการแผ่รังสีเผาทำลายของธาตุเพลิงออกจากตัวได้ แต่เปลี่ยนมันเป็นพลังเสริมตอนโจมตีแทน


    “เพลิงนวโลกุตระขั้นแรก เพลิงอริยะ!!” ชิรายูริกล่าวร่ายคาถาระดับเริ่มต้น ก่อนที่ลำแสงสีทองจะออกจากนิ้วชี้ของเธอ มันทะลุบาเรียธาตุดินที่เรนเดลสร้างเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับกระสุนปืนทะลุกระดาษ ทำเอาชิรายูริอึ้งในพลังของตัวเอง


    “พี่เรนเดลคะ ทำไมมันรุนแรงขึ้นมากขนาดนี้ล่ะ แค่หนูลดการแผ่รังสีออกจากตัวแค่นั้นเองนะ”


    “การแผ่รังสีของเธอมันเป็นการเสียพลังโดยเปล่าอย่างมาก” เรนเดลกล่าวก่อนจะสลายโล่หินที่เขาตั้งเอาไว้ “หากเธอสำเร็จวิชาจนถึงระดับเก้าแล้วค่อยใช้ เมื่อถึงตอนนั้นรังสีที่ออกจากตัวเธอจะร้อนแรงพอๆกับการที่ต้องไปยืนอยู่กลางกองเพลิงเลยล่ะ”


    “แล้วฉันเป็นยังไงบ้างคะ” เซร่าเอ่ยถามเรนเดล ขณะที่เธอกำลังควบคุมวงมหาเวทของตัวเอง ที่ตอนนี้ขึ้นมาถึงระดับเจ็ด ซึ่งทัดเทียมกับเรนเดลแล้ว


    “เซร่า เธอน่ะไร้ที่ติ ถ้าตั้งใจฝึกฝนแบบนี้เรื่อยๆ บางทีโจแอนนาอาจจะสู้เธอไม่ได้เลยล่ะ”


    เรนเดลมองลูกศิษย์สองคนที่ยิ้มร่าด้วยความยินดี ก่อนที่เซร่าจะเดินเข้ามาใกล้เรนเดล แล้วเริ่มกล่าวอะไรบางอย่าง


    “งั้นก็หมายความว่าฉันเก่งพอจะไปช่วยเรนเดลจัดการตัวตนแห่งภัยพิบัติแล้วสินะคะ”


    “ฉันก็เหมือนกันสินะ” ชิรายูริกล่าวสมทบ “ฉันอยากสู้ด้วย”


    เรนเดลกลืนน้ำลายคำโต เขาไม่เคยบอกเซร่าเลย ว่าวันนี้ตอนดึกเขาจะเริ่มเดินทางออกไปยังเขตแดนคนตาย เพื่อสมทบกับกองกำลังของสมาคม แต่ดูเหมือนว่าเธอจะรู้มาจากใครสักคน


    “มันอันตรายนะ” เรนเดลกล่าวเสียงค่อย “ต้องออกไปนอกเขตปลอดภัย ส่วนใหญ่ที่จะไปกันก็จะมีกลุ่มอาจารย์ คนของสมาคมจอมเวท และก็สภานักเรียนน่ะ”


    เซร่ายิ้มที่มุมปากทันที เมื่อได้ยินคำว่าสภานักเรียน เรนเดลเองก็พึ่งนึกขึ้นได้ ว่าเซร่าอยู่ในสภาเรียบร้อยแล้ว ทำเอาเขาแทบกุมขมับ


    “ฉันจะไปเก็บข้าวของที่จำเป็นนะคะ และเดี๋ยวจะไปรอเรนเดลที่หน้าหอพักชาย...เพราะนี่ก็เป็นหน้าที่ของสภานักเรียน ถูกต้องไหมคะ”


    “ฉันยอมล่ะ” เรนเดลกล่าวพลางถอนใจ “ออกเดินทางตอนสองทุ่ม เราจะไปที่ประตูเมืองเมฆา ซึ่งถูกปิดตายอยู่น่ะ แค่ไปรอก่อนสองทุ่มก็พอแล้ว”


    “ทำไมต้องเป็นที่นั่นคะ” ชิรายูริเอ่ยถาม “นั่นมันฮาเร็มของพวกอันเดดเลยชัดๆนะเมืองนั้น เมืองที่เราปิดตายเพราะกู้คืนไม่ได้แล้ว”


    “เพราะมีคนของเครือจักรภพมากกว่าห้าสิบคนอยู่ที่นั่นน่ะสิ” เรนเดลกล่าว “บางคนถูกบังคับไป บางคนยอมเข้าร่วมกับอันเดดเพื่อพลังที่เหนือกว่า ทางสมาคมจอมเวท และห้าอาณาจักรต่างลงความเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องยึดเมืองนั้นคืนมาได้แล้ว”


    “พี่เรียวจิ และองครักษ์ก็จะไปด้วยสินะคะ” ชิรายูริเอ่ยถามด้วยท่าทางร่าเริง “ถ้าแบบนั้นก็น่าจะหายห่วงแล้วล่ะค่ะ”


    “ก่อนอื่นเลย” เรนเดลกล่าวพลางมองไปที่สองสาว “หากจะไปสู้จริงๆแล้วล่ะก็ มหาเวทระดับเจ็ดเพียงพอที่จะเอาชีวิตรอดได้ก็จริง แต่เราไปเพื่อที่จะชนะ ดังนั้นฉันจะให้พวกเธอฝืนเลื่อนระดับกันคนละหนึ่งขั้นนะ”


    “เอ๋...ระดับแปดหรือคะ” ชิรายูริกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ “เด็กอายุสิบสี่อย่างเรา จะเลื่อนไประดับแปดนี่มันเกินตัวนะคะ และนอกตำราเรียนด้วย”


    “ลองก็ได้ค่ะ” เซร่ากล่าว “ฉันเชื่อใจเรนเดลนะคะ”


    “งั้นก็ดี เราจะร่ายเขตแดนกันคนรบกวน และฉันจะให้พวกเธอโคจรประสานเวทร่วมกัน แน่นอนว่าการฝืนเลื่อนระดับในครั้งนี้ อาจจะไม่สำเร็จเพราะคนไม่ครบ เราจะหวังพลังเสริมจากสัตว์ภูติแทนแล้วกัน ดังนั้นเรียกสัตว์ภูติออกมาเลย”


    เซร่าเรียกจิ้งจอกสามหางของตัวเองออกมา ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นจิ้งจอกตัวสีเขียวแล้ว ส่วนเรนเดลเรียกลูกหมาสองตัวของเขาออกมาสมทบ ชิรายูริยิ้มน้อยๆ ก่อนที่เธอจะโยนเปลวไฟขึ้นไปบนฟ้า และเปลวไฟก้อนนั้นรวมตัวกันเป็นนกฟินิกซ์ตัวสีทองสวยงาม


    เจ้าดาร์คเนสและสโนว์ของเรนเดลรู้งานของมัน พวกมันช่วยกันร่ายเวทเขตแดนกันการรบกวนทันที แต่ทว่าเจ้าสองลูกสุนัขนั้นต้องหยุดการกระทำของมัน เพราะโคโตโนฮะ เรียวจิ เร็น และฮายาโตะเดินทางมาหาเรนเดลด้วย ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้แล้ว ว่าสนามบอลหน้าหอพักชาย คือแหล่งฝึกพิเศษของเขา


    “เราคิดว่าถึงเวลาที่ต้องพึ่งพานายแล้วล่ะ เรนเดล” เรียวจิกล่าว “คืนนี้จะเป็นการปฏิบัติภารกิจรอบแรกนอกเขตปลอดภัย ฉันอยากจะเลื่อนระดับเวทให้ได้มากที่สุด”


    “ยินดีเลยล่ะ” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี “เพราะพวกนายมาเสริมแท้ๆ ทำให้จำนวนคนมีเจ็ดคนพอดี ฉันจะสอนเทคนิคโคจรประสานเวทชนิดพิเศษให้ ซึ่งในอดีตเหล่าเจ็ดดารามักโคจรพลังนี้ร่วมกันบ่อยๆเชียวล่ะ”


    “ปู่ทวดของฉันก็เคยเล่าให้ท่านพ่อฟังค่ะ” โคโตโนฮะกล่าว “เรื่องการโคจรประสานเวทพิเศษ หากอยู่ด้วยกันเจ็ดคน แต่ท่านว่าเป็นนิทาน เพราะไม่มีตำราบันทึกเอาไว้”


    “ต้องพูดว่าปู่ทวดของพวกเราสิ” เรียวจิกล่าวก่อนจะหันไปมองชิรายูริด้วย และทั้งสามคนก็หัวเราะด้วยกัน


    “วัฒนธรรมสมัยนี้ย้อนยุคสินะ” เรนเดลกล่าวกับตัวเองเพียงคนเดียว “เน้นให้สายเลือดใกล้ชิดเช่นญาติแต่งงานกันเอง...คงเพราะหวังผลของพลังเวทที่เข้มข้นขึ้น หรือกลัวว่าตระกูลอื่นจะมาสืบทอดอำนาจกันแน่ๆ”


    ถึงแม้เรนเดลจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่โคโตโนฮะซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดได้ยินทุกถ้อยคำ ทำเอาเธอยิ้มกริ่มน้อยๆ


    “เพราะหวังถึงผลลัพธ์เวทที่เข้มข้นค่ะ แต่เดี๋ยวนี้พวกเราไม่ค่อยทำอย่างนั้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่นฉันยังแต่งงานกับเธอเลยนี่คะ เรนเดล” โคโตโนฮะกล่าวตอบความสงสัยของเรนเดล ทำเอาเรนเดลสะดุ้ง เพราะเขาไม่คิดว่าเธอจะหูดีขนาดนี้


    “งั้นหรือ” เรนเดลหัวเราะแห้งๆ ก่อนที่เขาจะจับมือของโคโตโนฮะและเซร่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว กลุ่มของเรียวจิจึงทำตามบ้าง จนตอนนี้ทุกคนจับมือล้อมวงกันเอาไว้ และให้สัตว์ภูติของพวกเขาทุกคนอยู่ตรงกลางวงล้อมนั้น เพื่อคอยเสริมพลังอีกแรง


    สัตว์ภูติของเร็นและฮายาโตะนั้นเป็นเสือเหมือนกับของเรียวจิ แต่เร็นนั้นเป็นเสือดำ ส่วนฮายาโตะเป็นเสือขาว พวกมันนั่งเกาะกลุ่มกันสามตัวอย่างสงบเสงี่ยม โดยมีสองจิ้งจอกและหนึ่งหมาป่าอยู่รอบนอก ส่วนนกฟินิกซ์สีทองของชิรายูริ และนกขาวสี่ปีกของโคโตโนฮะ ต่างเกาะอยู่บนหัวสัตว์ภูติของคู่หมั้นตัวเอง โดยนกของโคโตโนฮะเหยียบบนหัวของดาร์คเนสและหัวของสโนว์ ด้วยเท้าอย่างละข้าง ราวกับจะประกาศข่มขวัญว่านายของตนนั้นมีอิทธิพลเหนือผู้เป็นสามียังไงยังงั้น



    “การโคจรประสานคราวนี้ จะต่างจากทุกครั้งนะทุกคน” เรนเดลกล่าว “พวกเราทั้งเจ็ดคน ต้องโคจรต่างธาตุกัน และบังคับให้พลังโคจรไปสู่คนอื่นตามเข็มนาฬิกา ฉันจะทำหน้าที่เร่งการโคจรเอง ทุกคนห้ามฝืนหรือห้ามต้านเด็ดขาด”

    “งั้นจะให้ใครโคจรธาตุอะไรบ้าง” เรียวจิกล่าว “เพราะพวกเราทุกคนไม่ได้ถนัดโคจรเวทได้ทุกธาตุหรอกนะ”


    “ฉันจะโคจรธาตุมืด” เรนเดลกล่าว “โคโตโนฮะธาตุแสง เรียวจิธาตุดิน ฮายาโตะสายฟ้า เร็นลม ชิรายูริไฟ และเซร่าน้ำ ตกลงตามนี้นะ”


    เมื่อตกลงธาตุกันได้แล้ว ทุกคนก็เริ่มโคจรธาตุที่ตัวเองได้รับมอบหมายทันที เรนเดลต้องใช้พลังของตัวเองเร่งดันการโคจรเป็นพิเศษ รวมถึงอาศัยพลังของสัตว์ภูติช่วยเสริมด้วย เนื่องจากเขาพบว่าหลายคนในนี้ไม่เคยโคจรพลังเวทใส่วัตถุหรือคนอื่นมาก่อน จึงทำให้ร่างกายพวกเขาปฏิเสธการไหลเวียนของพลังธาตุ


    จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าชั่วโมง ในที่สุดการโคจรประสานเจ็ดธาตุก็ราบรื่น มีเพียงฮายาโตะที่เกิดอาการบาดเจ็บเล็กน้อย แต่สัตว์ภูติของโคโตโนฮะก็ช่วยรักษาจนการโคจรไม่ติดขัด


    และแล้วเรนเดลก็หยุดการโคจรประสานเวท เมื่อตัดการโคจรทุกคนนั้นดูเหนื่อยล้ากันเป็นแถว แต่ทว่าพวกเขาและเธอกลับมีพลังที่เพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้


    เรนเดลลุกขึ้นยืนคนแรก ก่อนที่เขาจะประเดิมเรียกมหาเวทสะบั้นมิติระดับเจ็ดของตัวเองออกมา เขารวมพลังทั้งหมดที่มีร่างวงเวทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง จนสุดท้ายมหาเวทของเขาก็เลื่อนไปเป็นระดับแปด แนนอนว่าไม่มีใครตกตะลึง เพราะทุกคนคาดเดาเอาไว้แล้ว ว่ามันไม่เกินความสามารถเรนเดล


    “เมื่อพลังในร่างเรามีมากเกินพอ ก็ไม่มีผลข้างเคียง” เรนเดลกล่าวอย่างสบายๆ พลางมองไปที่ทุกคน เมื่อเขาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทุกคนจึงลองทำตามบ้าง โดยเรนเดลได้คอยอธิบายหลักการ และชี้แนะทุกคนอย่างใกล้ชิด


    โคโตโนฮะและเซร่าสามารถสร้างวงเวทได้ถึงระดับแปด ส่วนเรียวจินั้นทำไม่สำเร็จ เขายังอยู่ระดับเจ็ดเท่าเดิม เช่นเดียวกับชิรายูริที่เธอยังอยู่ระดับห้า ส่วนเร็นและฮายาโตะทำท่ายอมแพ้ ทั้งสองไม่มีมหาเวท เรนเดลจึงบังคับให้พวกเขาสำเร็จเวทระดับเจ็ดที่มีทั้งหมดแทน


    “ถ้าสักเดือนนึง พวกเราอาจจะไหว” เร็นกล่าว “อย่างน้อยๆก็พอรู้หลักการแล้วล่ะนะ”


    “ใครก็ตาม ที่มหาเวทยังต่ำกว่าระดับเจ็ด หรือเวทที่ตัวเองมียังไม่เต็มทั้งหมด ฉันไม่อนุญาติให้ไป” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนที่จะมองไปยังสององครักษ์ และชิรายูริ


    “เดี๋ยวสิ เราไม่ได้ตกลงกันแบบนี้นะ” ชิรายูริกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวทันที เรียวจิพยักหน้ารับ ก่อนที่เขาจะตบบ่าชิรายูริเบาๆ


    “ยูริจ๊ะ เชื่อเรนเดลเถอะนะ งานนี้เราต้องเจอกับผู้ที่เคยเป็นจอมเวทมืออาชีพในอดีต เรนเดลกล่าวแบบนี้ ก็เพราะเขาห่วงเธอยังไงล่ะ”


    ชิรายูริถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนที่เส้นผมและดวงตาของเธอจะกลายเป็นสีแดงเพลิง เธอลองเรียกมหาเวทระดับห้าของเธออีกครั้ง ก่อนที่จะฝืนสร้างวงเวทใหม่ขึ้นมาถึงสองวง ตามเทคนิคที่เรนเดลได้อธิบายให้เธอฟัง


    วงเวททั้งสองวงเรืองแสง ก่อนจะเข้ากันได้กับวงเวทก่อนหน้านี้ ชิรายูริทำสำเร็จ เธอเลื่อนระดับมหาเวทได้ถึงระดับเจ็ดแล้ว ถึงแม้ว่าทั้งร่างของเธอจะสั่นเทิ้ม และมีเลือดออกมาจากจมูกขอเธอก็ตามที


    “ฉันยอมรับเธอ” เรนเดลกล่าว ก่อนจะร่ายเวทรักษาเพื่อประคองเธอเอาไว้ โคโตโนฮะเองก็ช่วยร่ายเวทรักษาผสมด้วยเช่นกัน


    “เรามีเวลารวมพลที่หน้าประตูอีกครึ่งชั่วโมง” เรนเดลกล่าว “ดังนั้นนั่งพักฟื้นกันก่อน แล้วค่อยเดินทางก็ยังไม่สาย”


    “ขอบคุณค่ะ พี่เรนเดล” ชิรายูริกล่าวก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น จนโคโตโนฮะต้องกอดประคองเอาไว้  และให้เธอนอนหนุนตักไปก่อน


    “ถึงจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย” เร็นกล่าวพลางก้มหัวให้เรนเดล “แต่ให้พวกเราไปด้วยเถอะนะครับ เพราะพวกเราต้องคอยคุ้มครององค์ชาย ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่เหมาะสมที่จะเป็นองครักษ์”


    “เข้าใจแล้วล่ะ” เรนเดลกล่าวพลางถอนใจ “ไปมันให้หมดนี่ล่ะ แต่ห้ามตายเด็ดขาดล่ะเข้าใจมั้ย”


            ณ ทางด้านขอเมกุมิ เธอพาทุกคนออกมาฝึกที่นอกกำแพง และกางบาเรียเวทกันอันเดดหรือปีศาจเข้ามาใกล้ในระยะหนึ่งกิโล โดยการฝึกของเธอมิลิลี่ และเบรฟ เพื่อนต่างห้องมาร่วมฝึกด้วย หลังการฝึกจบ ลิลี่ได้มอบคัมภีร์ธาตุแสงเล่มหนึ่งให้เมกุมิ มันถูกเก็บและลงอาคมคุ้มกันอย่างดี มีตราประทับของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเหยี่ยวดำปั๊มเอาไว้ด้วย บ่งบอกให้รู้ว่าเวทนี้สำคัญเพียงใด


            “นี่คือของชดเชยชิ้นสุดท้าย ที่ตระกูลเราจะมอบให้กับเธอ” ลิลี่กล่าว “มหาเวทที่่น่าจะทัดเทียมกับศรพรมาสตร์ของเธอได้ มหาเวทแสงแห่งการพิพากษา ไลท์ ออฟ จัดจ์เมนท์ นี่คืออาวุธที่พระคาดินัลของเราเคยใช้รบกับพวกเธอเมื่อสามร้อยปีก่อนเลยนะ”


            “ฉันแค่ขอยืมอ่าน” เมกิมิกล่าวขึ้น ก่อนที่เธอจะเปิดคัมภีร์เวท และจดจำมันอย่างรวดเร็ว เธอส่งคืนอีกฝ่ายภายในเวลาไม่เกินห้านาทีด้วยซ้ำ


            “ฉันท่องจำทั้งหมดได้แล้ว เอาคืนไปได้เลย” เมกุมิกล่าวพลางไหวมือให้อีกฝ่ายรับคัมภีร์คืนไป ลิลี่มีสีหน้าอึ้งสุดขีด เมื่อพบว่าอีกฝ่ายทำราวกับว่ามหาเวทของตนเป็นเพียงเวทง่ายๆ


            “เวทนี้ก็พอใช้ได้นะ” เมกุมิกล่าว “ถึงแม้จากการประเมินของฉัน มันจะมีพลังแค่สามส่วนสี่ของศรพรหมาสตร์ก็ตามที แต่ก็พอจะใช้สังหารทุกคนที่เป็นศัตรูได้ล่ะ”


            “ค่ะ” ลิลี่ตอบรับสั้นๆ ก่อนที่เธอจะรับคัมภีร์ของเธอคืนมา แล้วโอบอุ้มมันไว้อย่างดี ราวกับจะปลอบใจมัน ที่โดนอีกฝ่ายสบประมาทเสียอย่างนั้น



    คล้ายกับเรื่องถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic ที่คุณอ่าน