ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 อธิการบดีสุ่ยมู่ และพันธสัญญาประลองสามเดือน

            แสงสว่างวาบผ่านไปต่อหน้าต่อตาหลังจากอาการพร่ามัวเพียงชั่วครู่พอรู้สึกตัวอีกทีก็ต้องประจันหน้ากับเพื่อนเก่าของตัวเองเข้าอย่างจังทั้งสามคนต่างส่งเสียงฮึดฮัดใส่กันแล้วสะบัดหน้าหนีไปคนละทาง

            “ยังอาละวาดกันไม่พออีกเหรอ?”

            น้ำเสียงกังวานใสทว่าทรงอำนาจดังขึ้นทั้งสามคนรีบหันไปมองตามต้นเสียงทันที แต่พอเห็นว่าใครเป็นคนพูดสีหน้าของทั้งสามก็เคร่งขรึมลงก่อนจะรีบก้มคำนับอย่างรวดเร็ว

            “ท่านอธิการบดี!”

            เมื่ออยู่ต่อหน้านักศึกษาพวกเขาสามารถทำตัวตามอำเภอใจได้ แต่ต่อหน้าบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าท่านนี้หากยังกล้าเหลวไหลอีก ก็คงเรียกได้ว่าไม่เห็นหัวใครแล้ว

            “ทำตัวไร้ภาพลักษณ์ ลงไม้ลงมือสู้กันต่อหน้านักศึกษาพวกคุณทั้งสามคนนี่มันเหลือเกินจริงๆ...”

            ได้ยินดังนั้นคณบดีทั้งสามต่างก็แสดงสีหน้าละอายใจ

            เมื่อต้องเผชิญกับพรสวรรค์อันเหนือชั้นของเจียงจืออวี๋พวกเขาต่างยอมน้อยหน้าไม่ได้หรือปล่อยให้ใครชิงตัดหน้าไปก่อนแต่ตอนนี้พอสงบสติอารมณ์ลงได้แล้วถึงเพิ่งมารู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

            เหนือสิ่งอื่นใดต่อไปหากพวกเขาคิดจะวางมาดในฐานะคณบดีต่อหน้านักศึกษาเกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อถืออีกแล้ว

            “ไอ้เฒ่าหนังเหนียวสองคนนี้ทำฉันเสียเรื่องแท้ ๆ!”

            ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของทั้งสามคนโดยไม่ได้นัดหมาย

            “ว่ามาสิ ครั้งนี้มีเรื่องอะไรกัน”

            ชายชราหันกลับมามองทั้งสาม

            เขาสวมชุดผ้าป่านหยาบๆดูไปแล้วก็เหมือนกับคนแก่ที่ทำไร่ทำนามาตลอดชีวิตก่อนยุคมหาวิบัติไม่มีผิดเพี้ยน

            เรียบง่ายแก่ชรา แม้แต่แผ่นหลังยังค่อมเล็กน้อยจะมีก็เพียงดวงตาคู่นั้นที่ลุ่มลึกราวกับบ่อน้ำโบราณ

            ความจริงแล้วอธิการบดีท่านนี้เคยเป็นชาวไร่ชาวนาจริง ๆเขาคลุกคลีอยู่กับท้องนามาทั้งชีวิตจนกระทั่งเข้าสู่ยุคพลังฟื้นฟู

            แต่ถ้าใครเผลอไปมองว่าเขาเป็นแค่ชาวนาธรรมดาละก็ถือว่าคิดผิดมหันต์

            การที่สามารถย้ายระดับราชันยุทธ์ทั้งสามท่านมาที่นี่ได้ตามใจนึกไม่ต้องเดาก็รู้ว่าความแข็งแกร่งของท่านนี้จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

            “ท่านอธิการบดี เรื่องนี้จะโทษผมไม่ได้จริง ๆท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วยนะ”

            คณบดีจี้รีบชิงพูดก่อน“คณะวิถียุทธ์พลังเลือดของผมกว่าจะมีนักศึกษาใหม่พรสวรรค์ล้ำเลิศเข้ามาสักคน เพิ่งเปิดเรียนไม่ทันไรนักศึกษาคนนั้นก็ฝึกทักษะยุทธ์ระดับนภาจนถึงระดับกลางได้ถึงสองวิชาแต่ไอ้แก่สองคนนี้ดันคิดจะมาแย่งลูกศิษย์ไปจากผม ท่านว่าเรื่องนี้ผมจะยอมได้เหรอ?”

            “ใครว่าเป็นลูกศิษย์นาย เจียงจืออวี๋เพิ่งเข้าเรียนยังไม่ได้เลือกคณะเลยด้วยซ้ำ”

            พอคณบดีจี้พูดจบคณบดีเฉียนก็ทนไม่ไหวรีบเอ่ยขัดทันที

            “อีกอย่างพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋ไม่ได้แสดงออกมาแค่ในวิถียุทธ์พลังเลือดสักหน่อย”

            “งูเกล็ดขาวระดับสามที่มีการกลายพันธุ์ทางสายเลือดแถมยังมีกลิ่นอายเลือดมังกรนั่น นายมองไม่เห็นเลยรึไง?”

            “สำหรับฉัน พรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋เหมาะกับวิถีควบคุมสัตว์อสูรที่สุดถ้าให้คณะวิถียุทธ์พลังเลือดของพวกนายไปสอน ก็เท่ากับทำลายอนาคตเด็กเอาหยกงามไปทิ้งในบ่อโคลนชัด ๆ!”

            คำพูดนี้ทำเอาคณบดีจี้ร้อนรนเตรียมจะอ้าปากโต้กลับ แต่ถูกอธิการบดีตัดบทเสียก่อน“แล้วคุณล่ะ ทำไมถึงไปร่วมวงกับเขาด้วย?”

            ขณะพูดอธิการบดีก็หันไปมองคณบดีหลี่ “ปกติคุณเป็นคนใจเย็นที่สุดตามหลักแล้วไม่น่าจะมาแย่งชิงอะไรแบบนี้กับพวกเขา”

            “แม้แต่หลี่ฉางหมิงในตอนนั้นยังไม่ทำให้คุณเกิดความรู้สึกอยากได้ตัวขนาดนี้เจียงจืออวี๋ก็ดูไม่เหมาะกับคณะเวทมนตร์อย่างเห็นได้ชัดแล้วทำไมคุณถึงคุมสติไม่อยู่?”

            คณบดีหลี่ได้แต่ยิ้มขื่นแล้วส่ายหัว“เจียงจืออวี๋ไม่เหมือนคนอื่น”

            “เธอเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง แต่กลับมีพลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์แถมยังสามารถใช้เคล็ดวิชาลับโจมตีทางจิตในหอพิชิตดาวชั้นที่เก้าได้ด้วย!”

            “...”

            อธิการบดีนิ่งเงียบไปทันทีดวงตาที่เคยสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณเริ่มฉายแววไหววูบ

            “พวกคุณกำลังจะบอกว่า นักศึกษาปีหนึ่งคนนี้เรียนรู้ทักษะยุทธ์ระดับนภาด้วยตัวเองได้ถึงสองวิชาในขณะที่ฝึกทั้งวิถียุทธ์และควบคุมสัตว์อสูรควบคู่กันไปก็สามารถเลี้ยงงูเกล็ดขาวจนถึงระดับทหารอสูรระดับสามและมีสายเลือดมังกรแถมยังขัดเกลาพลังจิตจนถึงระดับโหวแห่งยุทธ์แถมยังแอบฝึกเคล็ดวิชาลับสายโจมตีจนสำเร็จอีกเหรอ?”

            “ผมเข้าใจไม่ผิดใช่ไหม?”

            ทั้งสามคนไม่มีใครพูดอะไรออกมาเพราะพวกเขาสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของอธิการบดี

            เมื่อสบตากันทั้งสามก็แอบถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ

            พวกเขาจะแย่งกันเองน่ะได้แต่ถ้าทำให้อธิการบดีเกิดสนใจอยากรับลูกศิษย์ขึ้นมาด้วยแล้วพวกเขาจะไปเหลืออะไรให้แย่งอีก

            ตำแหน่งคณบดีเมื่อเทียบกับอธิการบดีแล้วก็เหมือนอาจารย์ทั่วไปเทียบกับคณบดีนั่นแหละ

            คำเดิมคือถ้าเจียงจืออวี๋ไม่โง่ เธอย่อมรู้ว่าควรเลือกใคร

            “อะแฮ่ม คือว่า... ท่านอธิการบดี ผมเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วนขอตัวก่อนนะครับ”

            คณบดีจี้เอ่ยขึ้นแล้วรีบเผ่นไปทันที

            ทางด้านคณบดีเฉียนและคณบดีหลี่ก็ไม่ต่างกันต่างรีบเอ่ยลาแล้วหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

            มาเร็วไปเร็วยิ่งกว่า

            ความขัดแย้งของทั้งสามคนนั้นซับซ้อนและแก้ได้ยาก

            เพราะต่างก็เป็นถึงตัวตนระดับราชันยุทธ์แต่กลับทะเลาะกันจนถึงขั้นลงมือต่อหน้านักศึกษา แถมยังไม่มีใครยอมถอยให้ใคร

            หากเลือกเข้าข้างคนหนึ่งอีกสองคนย่อมไม่ยอม เรื่องนี้จึงยากจะลงเอยด้วยดี

            แต่ในความเป็นจริงขอเพียงใช้วิธีที่ถูกต้อง การแก้ปัญหาอาจใช้แค่เพียงสายตาเดียว

            เหมือนอย่างเมื่อครู่เขาเพียงแค่แสดงออกว่าเริ่มสนใจในตัวเจียงจืออวี๋ทั้งสามคนก็รีบเก็บเรื่องไปจัดการกันเองเป็นการภายในทันที

            ต่อจากนี้ไม่ว่าใครในสามคนจะยอมอ่อนข้อให้กัน เรื่องแบบเมื่อกี้คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

            ในเมื่อความขัดแย้งภายในแก้ไม่ได้ก็แค่หาคนที่สี่เข้ามาเพื่อกดดันให้พวกเขาต้องย้ายเป้าหมายความขัดแย้งไปที่จุดอื่น

            ดูจากตอนนี้แล้วผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว

            อธิการบดีมองส่งทั้งสามคนเดินออกจากลานบ้านหลังเล็กของตนไปก่อนจะส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายและลงมือจัดการแปลงผักของเขาต่อ

            เมื่อทั้งสามเดินออกมาจนแน่ใจว่าอธิการบดีไม่ได้ตามมาแล้วจึงหยุดฝีเท้าลง

            “ว่ามาสิ เรื่องนี้จะเอายังไง?”

            “จะเอายังไงอะไรล่ะ เส้นทางหลักที่เจียงจืออวี๋เลือก พวกนายก็เห็นแล้วเธอควรมาเป็นนักศึกษาคณะวิถียุทธ์พลังเลือดของฉัน พวกนายน่ะเลิกฝันได้แล้ว”

            “งั้นเหรอ? แต่ที่ฉันเห็นคือค่าพลังเลือดของเจ้างูเกล็ดขาวนั่นรุนแรงยิ่งกว่าตัวเจียงจืออวี๋เองเสียอีกนะแถมยังมีเลือดมังกรคอยเสริมเจียงจืออวี๋เรียนสายควบคุมสัตว์อสูรย่อมไม่มีทางได้ผลการเรียนที่แย่แน่นอน”

            “ตาแก่เฉียน นี่นายตั้งใจจะแย่งกับฉันให้ถึงที่สุดใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็มาวัดกันด้วยฝีมือ ใครชนะก็ได้เป็นอาจารย์ของเจียงจืออวี๋”

            “ได้สิ มาเลย! นึกว่าฉันจะกลัวนายรึไง?”

            เมื่อเห็นว่าทั้งคู่กำลังจะเปิดศึกกันอีกรอบคณบดีหลี่ก็เริ่มรู้สึกปวดหัวจนต้องเอามือกุมขมับ

            “พอได้แล้ว พวกนายอยากให้อธิการบดีลงมาแทรกแซงจริงๆ ใช่ไหม?”

            คำพูดนี้ทำเอาทั้งสองคนที่กำลังตั้งท่าจะปะทะกันถึงกับหงอยลงทันตา

            “ตามความเห็นของฉัน เรื่องนี้ต้องให้เจียงจืออวี๋เป็นคนตัดสินใจเอง”

            “พวกเราสามคนมาแย่งกันไปมาตรงนี้ มันไม่มีวันได้ข้อสรุปหรอก”

            “เอาแบบนี้ การประลองล่ารางวัลถูกกำหนดไว้ในอีกสามเดือนข้างหน้าใช่ไหม?”

            “ในช่วงสามเดือนนี้ พวกเราจะผลัดกันสอนเจียงจืออวี๋ โดยไม่ก้าวก่ายกันใครมีดีอะไรก็งัดออกมาใช้”

            “พอครบสามเดือน ให้เจียงจืออวี๋เลือกเองว่าอยากจะเรียนกับใคร”

            “แบบนี้ยุติธรรมที่สุด แถมเรื่องไม่ลามไปจนอธิการบดีต้องหันมาสนใจด้วยตกลงไหม?”

            คณบดีหลี่เสนอวิธีแก้ปัญหาทั้งสองคนเหลือบมองเขาแล้วนิ่งเงียบไป

            ต้องยอมรับว่านี่เป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทั้งสามคนและเป็นวิธีที่ยอมรับได้มากที่สุดในขณะนี้

            แต่ปัญหาคือใครจะเริ่มก่อน ใครจะเริ่มหลัง?

            “ง่าย ๆ จับสลาก”

            คณบดีหลี่พลิกฝ่ามือเรียกกระบอกหยกออกมาในนั้นมีกิ่งหลิวเสียบอยู่สามกิ่ง

            “เรียงตามความยาวของกิ่ง ใครได้กิ่งยาวสุดเริ่มก่อน ให้เวลาคนละสามวันส่วนฉันขอเป็นคนสุดท้าย แบบนี้คงไม่มีใครค้านแล้วนะ”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน