*หมอกหลอนย้อนอดีต*
EP10: ทฤษฎีการเดินทางของมิติ
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของคืนนั้นในการวิเคราะห์ภาพถ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใต้แสงไฟสลัว ๆ ในห้องของลุงเชียร ผมพยายามวาดภาพสเก็ตช์ของ ตราสัญลักษณ์ ที่ติดอยู่บนรถกระบะสีดำ รวมถึงรูปทรงของ เศษโลหะ ที่อยู่ในรอยไหม้บนพื้นดิน
เช้าวันรุ่งขึ้น (17 พฤศจิกายน 2533) ผมแสร้งทำเป็ว่าอาการดีขึ้นแล้ว และเตรียมตัวจะออกจากบ้านอีกครั้ง
“พี่เชียรจะไปไหนคะวันนี้?” นิดถามด้วยความเป็ห่วงตามปกติ
“ลุงจะไปหาไอ้ดอนที่ร้านหน่อยน่ะ” ผมตอบอย่างเปิดเผย “จะไปให้มันช่วยซ่อมรถฮอนด้าวิงให้ดีกว่านี้หน่อย ล้มรถคราวนี้ทำให้ลุงรู้สึกไม่มั่นใจเลย”
การบอกว่าจะไปหาไอ้ดอนอย่างเปิดเผยเป็การป้องกันตัวอย่างหนึ่ง ถ้า น้าฉัตร หรือ พวกเขา กำลังจับตาดูอยู่ การไปพบเพื่อนสนิทและช่างซ่อมรถถือเป็เื่ปกติวิสัยของ ‘เชียร ขจรเดช’
เมื่อไปถึง อู่ดอนพังพอน ผมรีบตรงเข้าไปยังส่วนที่ปิดมิดชิดของร้านทันที โดยที่ไอ้ดอนกำลังง่วนอยู่กับงานซ่อม
“มึงมาแล้วเหรอเชียร... หรือว่า... เกล้า” ไอ้ดอนทักด้วยเสียงกระซิบ
“เกล้า” ผมยืนยัน “ผมมีเื่ที่ต้องคุยอย่างเร่งด่วนที่สุด”
ผมวางกล้อง Rolleiflex และซองรูปถ่ายลงบนโต๊ะทำงานที่มีน้ำมันเครื่องเปรอะเปื้อน ก่อนจะเลื่อนภาพถ่ายสามภาพสำคัญไปให้เขาดู
“นี่คือสิ่งที่ลุงเชียรทิ้งไว้ให้” ผมชี้ไปที่ภาพ รถกระบะสีดำ “คุณรู้จักตราสัญลักษณ์นี้ไหมดอน? และพวกนี้คือใคร?”
ไอ้ดอนหยิบภาพขึ้นมาดูอย่างละเอียด สีหน้าของเขาซีดเผือด
“กูเคยเห็นรถพวกนี้มาก่อน ตอนที่กูไปตกปลาแถวมาบดงงู” ไอ้ดอนพูด “มันเป็รถรุ่นใหม่มากสำหรับยุคนี้ และไอ้สัญลักษณ์นี่... กูไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่กูเคยเห็น คนใหญ่คนโต ในอำเภอใส่ชุดที่มีปักสัญลักษณ์คล้าย ๆ แบบนี้”
“คนใหญ่คนโต? ในหน่วยงานราชการ?” ผมถามอย่างเร่งรัด
“ไม่เชิงราชการว่ะ... มันเหมือนเป็ องค์กร บางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น พวกมันดูมีอำนาจมาก และพวกมันมาพร้อมกับอุปกรณ์ที่โคตรจะไฮเทค” ไอ้ดอนชี้ไปที่ภาพเศษโลหะ
“เศษนี่... ผมเชื่อว่ามันคือส่วนประกอบของ เทคโนโลยี บางอย่างจากโลกของผม... ปี 2568” ผมหยิบภาพเศษโลหะขึ้นมาอธิบายทฤษฎีของผม “ผมมาจากอนาคต... และผมเข้ามาอยู่ในร่างลุงเชียรในปี 2533 นี่หมายความว่า พวกเขา มีเทคโนโลยีในการบิดเบือนมิติเวลา หรือสร้าง รอยแยกมิติ ขึ้นมาที่ มาบดงงู”
ไอ้ดอนจ้องมองผมด้วยความหวาดกลัว “บิดเบือนเวลา... รอยแยกมิติ... มึงกำลังบอกว่า หมอกสีเหลือง ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ แต่เป็ ประตู ที่พวกมันสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรบางอย่าง?”
“ใช่! และผมเชื่อว่ามันคือ ประตูที่ลุงเชียรถูกดูดออกไป” ผมอธิบายต่อ “ลุงเชียรคงไปขวางทางพวกมัน หรือรู้ความลับของพวกมันมากเกินไป พวกมันเลยจัดการ กำจัด ลุงเชียรด้วยวิธีนี้ และสลับผมเข้ามาแทนที่เพื่ออำพรางการหายตัวไปของลุงเชียร”
ไอ้ดอนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึก ๆ
“ถ้าเป็อย่างนั้น... พวกมันกำลังทำอะไรอยู่? ทำไมต้องมาทำที่ มาบดงงู?”
ผมหยิบแผนที่แบบร่างของลุงเชียรขึ้นมา
“จากบันทึกของลุงเชียร มาบดงงู เป็จุดที่มี สนามแม่เหล็กผิดปกติ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้จุดนั้นเป็ จุดที่อ่อนแอที่สุด ของมิติเวลา” ผมชี้ไปยังพื้นที่ในแผนที่
“แล้วตอนนี้... มึง้าอะไรจากกู?” ไอ้ดอนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผม้าให้คุณช่วยผม แกะรอย องค์กรนี้ และ ตราสัญลักษณ์ นี้” ผมตอบอย่างหนักแน่น “คุณต้องลองถามไถ่ คนในพื้นที่ อย่างลับ ๆ ถึงกลุ่มคนที่มีรถกระบะสีดำ มีสัญลักษณ์นี้ และมีอำนาจมากในยุคนี้ ส่วนผม... ผมจะพยายามใช้ความรู้จากอนาคตของผม เพื่อแกะรอยเศษเทคโนโลยีชิ้นนี้ และหาทาง เปิดประตู กลับไปที่มาบดงงูอีกครั้ง”
ไอ้ดอนมองหน้าผมอย่างจริงจัง ก่อนจะยื่นมือมาจับไหล่ผม
“เอาเถอะ... ไอ้เชียรมันเป็เพื่อนกู... ไม่ว่ามึงจะเป็ไอ้เกล้าจากอนาคตหรือใครก็ตามที่อยู่ในร่างมัน... กูจะช่วยมึงหาความจริง”
ขณะที่ผมกำลังวางแผนขั้นต่อไปอยู่ เสียงโทรศัพท์บ้านในร้านของไอ้ดอนก็ดังขึ้น
ไอ้ดอนรับสาย และสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็กังวลทันที
“ครับ... อ้าว... คุณฉัตร! ครับ... เชียรมันมาซ่อมรถอยู่นี่ครับ... อ๋อ... ครับ ๆ ไม่เป็ไรครับ”
ไอ้ดอนวางสายลง และมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“ไอ้ฉัตร... โทรมาถามว่ามึงอยู่ที่ร้านกูจริงไหม...” ไอ้ดอนกระซิบเสียงต่ำ “มันบอกว่า... มันเป็ห่วงอาการของมึง... และมันเตือนว่ามึงควรจะระวังเื่ คนแปลกหน้า ในตำบลให้มาก...”
รอยยิ้มของน้าฉัตรที่ตลาดนัด... คำเตือนของเขา... ตอนนี้มันคือการ ยืนยัน ว่า น้าฉัตรกำลังจับตาดูผมอยู่ทุกฝีก้าว และเขาอาจจะรู้แล้วว่าผมกำลังตามหา ไอ้ดอน
การสืบสวนนี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว และผมกำลังเป็ เป้าหมายหลัก ของ พวกเขา...!
*โปรดติดตามตอนต่อไป*