ตอนที่ 49 :ให้หลินอี้เป็นอาจารย์ของข้า
“พวกเจ้าอยากพบผู้อาวุโสท่านนี้หรือ”
คำพูดของเจิ้งจือชิว ทำให้บัณฑิตทั้งหมดต่างเงียบเสียงลง พวกเขาต่างก็ส่งสายตาร้อนแรงไปทางเขา
มีบัณฑิตผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ท่านคณบดีหมายความว่า... พวกข้าสามารถไปพบได้หรือขอรับ”
ฮือฮา
ฝูงชนอยู่ในความโกลาหลอีกคราว แต่ละคนต่างก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น
พวกเขาไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร แต่ก็อยากจะทราบเช่นกัน ว่าเขานั้นมีความเป็นอยู่เช่นไร
อันดับแรก ท่านอาวุโสผู้นี้มีสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ
ต่อมา เมื่อมีสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพในครอบครอง อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับเดียวกับคณบดีสำนักศึกษาเช่นกัน
สุภาพชนระดับสี่
ไม่
ควรจะเป็นราชบัณฑิตขั้นสาม
เพราะคณบดีเจิ้งจือชิวของพวกเขา เป็นปัญญาชนระดับเขตแดนสุภาพชนระดับสี่แต่เขาก็มิสามารถมาถึงจุดนี้ได้
“ราชบัณฑิตขั้นสาม”
“จะต้องเป็นราชบัณฑิตขั้นสามอย่างแน่นอนมิฉะนั้นจะสามารถมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร...”
มีบัณฑิตผู้หนึ่งคาดเดาถึงสถานะของผู้อาวุโสท่านนี้ขึ้นมา ก็ทำให้บัณฑิตคนอื่นขนลุกขนชันขึ้นมาในทันที
ไม่คาดคิดว่าจะเป็นถึงราชบัณฑิตขั้นสาม
พวกเขาจะมีคุณสมบัติได้พบกับผู้อาวุโสท่านนี้ไหม
“โชคดีที่ข้าได้มาเป็นสักขีพยานของบทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้ไม่เพียงแต่บ่มเพาะพลังวรรณกรรม ทั้งยังมีโอกาสได้เข้าพบและคำนับราชบัณฑิตขั้นสามผู้หนึ่งอีกด้วย...ข้าคือศิษย์ลำดับที่สามแห่งสำนักศึกษา ท่านคณบดีจะต้องคำนึงถึงข้าเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน”
ท่ามกลางฝูงชน หลี่เหวินโป๋ที่ถือกล่องข้าว ตื่นเต้นจนตัวสั่นไปทั้งร่างและลอบนึกคิดอยู่ภายในใจ
“หากว่าสามารถพบเจอผู้อาวุโสท่านนี้ได้...เยี่ยงนั้นก็จะเป็นเกียรติไปถึงสามรุ่นเลย”
“ใช่แล้ว”
“ท่านคณบดี พวกข้าสามารถเข้าพบท่านผู้อาวุโสได้หรือไม่? ”
เหล่าบัณฑิตต่างก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่ละคนต่างก็จ้องมองเจิ้งจือชิวด้วยสีหน้าคาดหวัง
พวกเขาสัมผัสได้
ว่ามีโอกาสอย่างมากที่จะได้พบเจอกับผู้อาวุโสท่านนี้
ราชบัณฑิตขั้นสามเชียวนะ
ก็มากพอให้พวกเขาเอาไปโอ้อวดได้ทั้งชีวิตนี้แล้ว
“มิใช่ราชบัณฑิตขั้นสามแต่อย่างใด”
ทันใดนั้นเอง เฉินจิ้นเป่ยที่อดรนทนไม่ไหว ก็ลุกออกไปด้านหน้าและกล่าวว่า“พวกเจ้ารู้จักคนผู้นี้ และเคยพบเจอมาก่อนแล้วด้วย...”
เฮือก !
ร่างของหลี่เหวินโป๋สั่นสะท้านไปชั่วครู่
เคยเจอแล้วหรือ
พรึบ
ภายในหัวของเขาปรากฏภาพของหลินอี้ขึ้นมาโดยเร็ว รู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งกายเหมือนกับกล่องอาหารในมือของเขา
“มิมีทาง บางที...ท่านคณบดีของสำนักศึกษาจวินจี๋หรือ” หลี่เหวินโป๋ยังคงลอบปลอบใจตนเอง
“เคยพบเจอแล้วหรือ”
บัณฑิตทุกคนต่างก็ชะงักงัน ต่างก็มองหน้ากันไปมา และรู้สึกสับสนกันเป็นอย่างมาก
ราชบัณฑิตขั้นสามมาเยือนสำนักศึกษา ก็ต้องมีพิธีการต้อนรับที่เคร่งครัดอยู่เช่นกัน
มิมีทางขาดพิธีการนี้ไปได้
มิฉะนั้นจะถือว่าไม่เคารพราชบัณฑิต ไม่เคารพเส้นทางวรรณกรรม ท่านคณบดีมิมีทางทำพลาดในเรื่องนี้เป็นแน่
ดวงตาของอาจารย์หลายคนต่างก็ถลึงโตเช่นกัน
ทำไมพวกเขาถึงไม่รู้กัน
บุคคลอื่น ๆ ที่พวกเขาได้พบเจอในระยะนี้ นอกจากหลินอี้กับซูหวายจื้อที่มาใหม่แล้วก็มิมีผู้ใดแล้ว
มิมีทางเป็นไปได้... ผู้อาวุโสที่ประพันธ์กวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้ คือหลินอี้อีกแล้วหรือ
มิมีทางเป็นไปได้เลย
ประการที่หนึ่ง หลินอี้มิมีสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ
ประการที่สอง หลินอี้มิมีทางประพันธ์บทกวีระดับทะลวงแดนและกู่ก้องแดนพรสวรรค์ออกมาติดต่อกันถึงสามครั้งได้
เพราะโลกใบนี้มิมีการดำรงอยู่ของบุตรรักของเทพเซียนเยี่ยงนั้นอยู่
“เหอเหอ อาจารย์เฉินมีความเข้าใจเกี่ยวกับกวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้มากยิ่งกว่าผู้ใด...ให้เขาบอกแล้วกัน”
คณบดีเจิ้งจือชิวเอาแต่ยิ้มและไม่กล่าวอะไร ส่งสัญญาณให้เฉินจิ้นเป่ยเปิดเผยออกมาเผยก็พอ
พรึบ
ทุกสายตา ต่างก็มองไปทางเฉินจิ้นเป่ย และจดจ้องเขาอย่างแน่วแน่
“หลินอี้”
เฉินจิ้นเป่ยกล่าวออกมา ทั้งยังจงใจลงน้ำเสียงหนักแน่น และกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า“เป็นหลินอี้ บทกวีที่สลักบทแผ่นป้ายเหล็กนี้ เป็นฝีมือการประพันธ์ของเขา”
“ …… ” (°ヘ°)
ชิ้ง !
ทั่วทั้งโถงใหญ่ของสำนักศึกษา เงียบสงัดราวกับคนตายขึ้นมาในพลัน บรรยากาศหนักอึ้งได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก
ตุบ !
ทันใดนั้น กล่องอาหารในมือของหลี่เหวินโป๋ก็ลร่วงตกลงพื้น จนทำลายความเงียบในห้องโถง
เขาอ้าปากค้างเล็กน้อย น้ำตาไหลอาบ ภายในหัวส่งเสียงร้องระงม
เขา... ทำไมไม่นำอาหารไปส่งหลินอี้กัน
ทำไมจะต้องอยากจะชมความสนุกที่นี่ด้วย
ไม่มาแล้วจะเสียใจไปทั้งชีวิตงั้นรึ !
ไม่ !
เป็นเพราะเขามาที่นี่ ตอนนี้เขาจึงรู้สึกเสียใจไปชั่วชีวิตแล้ว
ผ่านไปชั่วครู่
“มิมีทาง”
บัณฑิตหน้าขาวผู้หนึ่งลุกออกมา
เขาเป็นคนแรกที่คัดค้าน และกล่าวอธิบายว่า “พวกข้ามีความรู้ความเข้าใจในด้านวรรณกรรมและด้วยกวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้จะต้องได้รับพรจากสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ”
“พวกศิษย์จำนนต่อความสามารถทางบทกวีของหลินอี้แต่ว่า... อาจารย์เฉินกล่าวว่ากวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้เป็นของหลินอี้ ศิษย์มิคิดเยี่ยงนั้น”
“มิผิด หลินอี้เป็นผู้เบิกเนตรขั้นเก้ามิมีแม้แต่สมญานามทางเส้นทางวรรณกรรมด้วยซ้ำ แล้วเขาจะเป็นเจ้าของสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพได้หรือน่าขัน”
“ท่านอาจารย์เฉินเรื่องหยอกล้อเยี่ยงนี้มิน่าขันเลยขอรับ...”
บัณฑิตผู้อื่นที่เรียกสติกลับมาได้ ก็แสดงความคิดเห็นของพวกเขาออกมาเช่นกันมิมีผู้ใดเชื่อว่าเป็นหลินอี้ที่ประพันธ์บทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้ขึ้นมา
มิมีทาง
มิมีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
กวีที่ได้สลักป้ายโลหะจำต้องประพันธ์ขึ้นด้วยสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ กับแค่จุดนี้ก็สามารถตัดหลินอี้ออกไปได้โดยสมบูรณ์
“เหอ... เหอ...”
หลี่เหวินโป๋ในยามนี้อดที่จะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
จนถึงขั้นหัวเราะจนดูบ้าคลั่งเล็กน้อย “ฮ่าฮ่าฮ่า...”
“ทำอะไร หลี่เหวินโป๋เจ้ากำลังหัวเราะเรื่องอันใดกัน”
“เกรงว่าการเป็นเด็กรับใช้จะทำให้เขาเสียสติไปเสียแล้ว...”
เหล่าบัณฑิตต่างก็หวาดกลัวจนขนหัวลุกกับเสียงหัวเราะของหลี่เหวินโป๋ เขาหัวเราะร่าแบบไร้สาเหตุน่าหวาดกลัวเกินไปแล้วจริง ๆ
เฉินจิ้นเป่ยมองไปทางหลี่เหวินโป๋
“ผิดแล้ว พวกเจ้าผิดทั้งหมด”
หลี่เหวินโป๋คุกเข่าลงไป เก็บกล่องอาหารขึ้นมา ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาเปิดกล่องอาหารออกด้วยมือที่สั่นเทา
หลังจากเห็นว่าอาหารด้านในยังปลอดภัยดี จึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เหล่าบัณฑิตต่างสบสายตากัน จ้องมองการกระทำที่ผิดแปลกไปของหลี่เหวินโป๋ด้วยสีหน้าสับสนและนึกสงสัยไม่คลาย
ทันใดนั้นเอง
หลี่เหวินโป๋เลิกชุดบัณฑิตออก จากนั้นก็จัดเก็บกล่องอาหารอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาอุณหภูมิจากนั้นจึงมองไปทางบัณฑิตทุกคนและกล่าวว่า “สมบัติสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นของสำนักศึกษาของเราพู่กันหมาป่าน้ำเงิน... ได้ยอมรับหลินอี้เป็นเจ้าของแล้ว”
ทันทีที่กล่าวจบ
ทุกสิ่งต่างก็ตกอยู่ในความเงียบเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อจากนั้น...
ฮือฮา !
เกิดเสียงโหวกเหวกดังปะทุทั่วทั้งโถงใหญ่สำนักศึกษา บัณฑิตและอาจารย์ทุกคนต่างก็ตื่นกลัวกันจนขนลุกไปทั่วร่าง
“พู่... พู่กันหมาป่าน้ำเงินยอมรับเขาเป็นเจ้าของแล้วหรือ”
“เป็นหลินอี้หรือบรรพบุรุษสำนักศึกษามิ... มิใช่บอกว่า... กึ่งปราชญ์... ผู้มีคุณสมบัติกึ่งปราชญ์เท่านั้นที่จะสามารถเป็นเจ้าของได้มิใช่หรือ”
“ไม่... ไม่มีทางหรอก”
เหล่าบัณฑิตและอาจารย์ ต่างก็ตกใจจนแตกตื่น มิมีทางเชื่อได้เลยว่านี่คือความจริง
สำนักศึกษาผิงโจวมีสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพในครอบครอง
แต่ว่า... แม้แต่คณบดีทั้งชีวิตนี้ก็สามารถใช้ได้เพียงสามครั้งเท่านั้นมีเพียงแต่จะต้องตามหาลูกศิษย์ที่มีคุณสมบัติกึ่งปราชญ์เท่านั้น ที่คู่ควรจะครอบครอง
หมายความว่า
หลินอี้มีคุณสมบัติของกึ่งปราชญ์หรือ
พวกเขาตกใจอย่างยิ่ง ต่างก็หันหน้ามองไปทางคณบดีเจิ้งจือชิว
มีอาจารย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเทา “ท่านคณบดี ที่หลี่เหวินโป๋และอาจารย์เฉินพูดออกมาคือความจริงใช่หรือไม่ ? ”
“ใช่”
เจิ้งจือชิวพยักหน้าอย่างจริงจัง และกล่าวว่า “บทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้เป็นหลินอี้ที่ประพันธ์ขั้นมาด้วยพู่กันหมาป่าน้ำเงินโดยแท้จริง สมบัติวรรณกรรมชุดหมาป่าน้ำเงินชุดนั้น...ได้ยอมรับเขาเป็นเจ้าของแล้ว”
“อะไรนะ”
“หนึ่ง... หนึ่งชุดหรือมิใช่เพียงแค่พู่กันหมาป่าน้ำเงินอย่างนั้นรึ”
ขนทั่วทั้งร่างของเหล่าบัณฑิตและอาจารย์ทุกคนต่างตั้งชัน ร่างกายสั่นเทามิมีทีท่าจะหยุดลง
อาการเหน็บชาลามไปจนถึงศีรษะ
พู่กันหมาป่าน้ำเงินที่ยอมรับเจ้าของ ก็สามารถทำให้ตกตะลึงได้แล้ว
คาดไม่ถึงว่าจะมิใช่เพียงพู่กันหมาป่าน้ำเงิน ยังรวมไปถึงแท่นฝนหมึกและน้ำหมึกหมาป่าน้ำเงินอีกด้วย...ต่างก็ถูกส่งต่อให้กับหลินอี้แล้ว
“ยังไม่สายเกินไปยังมิได้เย็นสนิททั้งหมด...”
หลี่เหวินโป๋รู้สึกเพียงวิงเวียนศีรษะ เพิกเฉยต่อภาพลักษณ์ของตนเอง โอบอุ้มกล่องอาหารและวิ่งไปทางเรือนนอนอย่างทุลักทุเล
ในตอนนี้ ในเวลานี้ เขาได้ยอมจำนนโดยแท้จริงแล้ว
บทกวีที่ได้สลักจารึกสองบท บทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะหนึ่งบท...นี่เป็นเพียงพลังที่แสดงออกมาในยามที่หลินอี้ยังอยู่เขตแดนผู้เบิกเนตรระดับเก้าเท่านั้น
เยี่ยงนั้นผู้รับชะตาระดับแปดเล่า
แล้วผู้มีเมตตาระดับเจ็ด ปัญญาชนระดับหกและผู้มีคุณธรรมระดับห้าเล่า...
บางที
บั้นปลายของเขาที่เป็นเด็กรับใช้ของหลินอี้ ก็สามารถได้เห็นการปรากฏตัวของบทกวีระดับระดับเจ็ดทะลวงจังหวัดด้วยตาของตนเองจนถึงขั้น... พรสวรรค์กู่ก้องแคว้น
“เป็นหลินอี้ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นหลินอี้จริงๆ ”
“ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแต่โดยดีแล้ว...”
“วันนี้เขาทำให้พวกข้าตระหนักถึงขุมพลังวรรณกรรมเหมือนกับที่พวกข้าได้กล่าวเมื่อครู่... ให้หลินอี้เป็นอาจารย์ของข้า ข้าจะคารวะโดยคุกเข่าสามคราวและโขกศีรษะถึงเก้าครั้ง”
“ในหมู่คนมากมายจะต้องมีอาจารย์ของข้าอยู่ด้วย ให้หลินอี้เป็นอาจารย์ของข้า เป็นอาจารย์ของข้า”
บัณฑิตทุกคนต่างก็เห็นท่าทางเสียสติของหลี่เหวินโป๋ ก็เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ในพลังของหลินอี้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในชั่วพริบตา
พวกเขาหาได้สนใจเรื่องอื่นไม่ ทำเพียงไล่ตามหลี่เหวินโป๋ไปติด ๆ เพื่อที่จะได้เข้าไปคารวะหลินอี้ที่ทำให้พวกเขาตระหนักถึงขุมพลังวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่