ตอนที่หกสิบเก้า เส้นทางของซีอีโอ
อันที่จริงที่ผมลังเลว่าจะเอามาสร้อยคอของไป่มู่หลิงหรือไม่เอาเพราะทางเทคนิคนี้มันเป็นวิชาชั้นสูงจนกระทั่งคนจากโลกเซียนกล่าวว่า
“โอ้ไม่นึกว่าจะเจอวิชาระดับในโลกเบื้องล่างนี้ทำให้ข้าสามารถดูดซับพลังปราณได้เร็วนับสิบเท่า พลังเพิ่มพูนกว่าสิบปี”
และนั่นคือความเร็วระดับคนที่กลับมาจากโลกเซียนผมไม่ได้คิดจะดูถูกแต่ประการใดแต่ประโยคต่อไปนี่สิที่ผมมองว่าเป็นปัญหา
“ฟู่ พลังธาตุเย็น หยินรุนแรงนักต้องอาศัยความร้อนเข้าสะกดข่ม...”
แน่นอน ผมเชื่อมั่นในคำกล่าวของคนโลกเซียนมากๆ
ว่าหากคนกลับจากโลกเซียนบรรยายว่าธาตุเย็นแรงก็แสดงว่าคนธรรมดาเดินพลังนี้น่าจะตายอนาถแน่นอนออกแนว
“ชีพจรโดนความเย็นเยือกแข็งจับตายอนาถโดยมีน้ำแข็งจับตามใบหน้าและตาเหลือก”
โดยมีภาพประกอบด้านหลังว่าน้ำแข็งจับเต็มตัวตาเบิกโพลงลิ่มเลือดในร่างกายแข็งตัวจนทะลุออกมาเป็นฉากประกอบการบรรยายอยู่ด้านหลังช่องคำพูดของคนจากโลกเซียน
ซึ่งนี่คือโอกาสที่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผมคิดว่าหากไป่มู่หลิงไม่ยอมมอบมา ผมก็คิดว่าจะไปหาอย่างอื่นที่ดีกว่า
เมื่อมอบมาแล้วผมก็คิดว่านี่จะเป็นหัวข้อในการวิจัยอีกแนวทางหนึ่งที่ให้โรเบิร์ตวิจัยต่อไปได้
“อะเอ่อ อ้าวป้าหม่า”
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆหลังจากที่เธอจ้องมองผมมาสักพักหนึ่ง
“นะนายไม่จำต้องหลงใหลมู่มู่ขนาดนั้นก็ได้ คะ ความรักมันฝืนกันไม่ได้”
ท่าทางเสี่ยวชุ่ยเริ่มเปลี่ยนจากมาตรการ
“ลอบสังหาร”
ที่เธอเลือกเป็นวิธีแรกนั้นล้มเหลว
กลายมาเป็นเลือกวิธีที่มนุษย์ปรกติควรจะทำกันอย่างการ
“เกลี้ยกล่อม”
ซึ่งผมก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ทำเรี่องบ้าบออย่างมากวนเวลาการพักผ่อนและการฝึกวิชาของผมล่ะนะ
มีเพียงแค่อาหู่เท่านั้นที่ยิ้มมุมปาก
หุหุหุ แสดงว่าเสี่ยวชุ่ยเริ่มหลงเสน่ห์ของนายน้อยอ้าวป้าหม่าแล้วเวลาผ่านไปสักพัก ต้องยอมขึ้นเตียงกับนายน้อยเองอย่างแน่นอน หุหุหุ
หากอ้าวป้าหม่ารู้ว่าอาหู่คิดอะไรอยู่คงได้ถีบอาหู่ตกเครื่องบินเป็นแน่
แต่เพราะไม่รู้เลยต้องตีหน้าเข้มเร้าใจ
“ไม่ว่าเรื่องราวใดในโลกนี้นะเสี่ยวชุ่ยไม่มีอะไรได้มาด้วยความง่ายดายหรอก ชั้นเจรจากับไป่มู่หลิงและเธอด้วยการเดิมพันนี้น่ะคือการทำเรื่องที่ยากลำบากอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว อย่างน้อยน้องมู่หลิงก็ได้โอกาสกุมชะตากรรมของตนเองด้วยตนเองและชั้นอาจจะได้ตัดใจได้เสียที เฮ้อ”
อ้าวป้าหม่ามองไปในท้องห้ายามราตรีจากกระจกของเครื่องบินส่วนตัว
สำเร็จเท่านี้ตามขั้นตอนการปลอบใจเรียกว่า
Bargaining การเจรจาต่อรอง
หากเราโดนปฏิเสธ เราโมโหเราเจรจาต่อรองและยอมรับได้ในที่สุด
เป็นการค่อยๆเปลี่ยนแปลงโดยคนไม่ผิดสังเกตนั่นเอง
“ดังนั้นชั้นจะไม่ยุ่งในเมืองหลวงอีก เธอกับอาหู่มีหน้าที่ดูแลกิจการและเปิดบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า โรงเรียนและโครงการต่งๆให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกนักษัตรด้วย”
อ้าวป้าหม่าชี้ไปที่พวกนักษัตร
“นายท่าน”
พวกนั้นน้ำตาซึม
“ชั้นรักษาสัญญาเสมอแต่เมื่อชั้นไปไม่ได้ พวกเจ้าไปดูแลเรื่องการก่อสร้างโรงเรียนและการซื้อข้าวของต่างๆพร้อมทั้งป้องกันเสี่ยวชุ่ยกับอาหู่ไปด้วย”
เป็นการใช้ประโยชน์ทีเดียวที่เอาพวกนักษัตรไปคุ้มครองอาหู่ที่จะส่งหินวิญญาณล็อตแรกมาให้ผม
“เฮ้อ ชั้นไม่คิดว่า เธอจะมารักนายได้หรอกนะอ้าวป้าหม่าทำไมไม่ไปหาคนอื่นที่ดีกว่าล่ะ”
อ้าวป้าหม่าก็พยักหน้าคิดในใจว่าผมก็ต้องการอย่างนั้นล่ะ
ซึ่งอาหู่ที่อยู่ด้านข้างก็คิดว่า
หุหุหุเสี่ยวชุ่ยเปิดโอกาสให้นายน้อยอ้าวแล้วอีกไม่นานต้องยอมกลายเป็นสาวใช้อุ่นเตียงแน่นอน
“ชั้นคิดว่าห่างกันสักพักคงทำให้ชั้นคิดอะไรได้มากขึ้น”
ซึ่งเป็นมุกที่ผู้หญิงมักจะใช้เวลาจะเลิกกับผู้ชายนั่นเอง
[ห่างกันสักพักเพื่อคิดอะไรให้มากขึ้น]
ผู้ชายที่เป็นควายเผือกมักจะคิดว่าให้โอกาสเพื่อรักษาความสัมพันธ์อาไว้ แต่ความจริง คือกลยุทธของผู้หญิงที่ค่อยๆห่างไป เลื่อนสถานะการเลิกกันไปเรื่อยๆนั่นเอง
มองว่าสุดท้ายก็ห่างกันไปนับว่าเป็นการเลิกกันแล้วและยังกันท่า ไม่ให้หาแฟนใหม่ได้ในช่วงเวลาที่คลุมเครือนั้นในเวลาเดียวกัน
นับว่าได้ประโยชน์ทั้งหมดของการเลิกกันและป้องกันความเสี่ยงของการเลิกกันไปได้ในทีเดียว
นับเป็นแนวคิดที่ลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
จนผมคิดเสมอว่าหากผู้หญิงเอาความคิดนี้ไปเป็นนักลงทุนแทนที่จะมายุ่งกับตำนานรักดอกเหมย ชิงรักหักสวาทพวกเธอคงกลายเป็นวอเรนบัเฟเฟตกันไปหมดแล้ว
ฮืมผมรู้สึกตนเองสกปรกมากขึ้นเมื่อใช้กลยุทธเช่นนี้ คงมีแต่พวกซีอีโอและสาวสังคมเท่านั้นสินะที่ทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างง่ายดายไม่อายตนเองหรือรู้สึกผิดน่ะ
ไม่ได้การ
ในโลกยุทธจักรผมต้องมีความคิดแบบซีอีโอให้มากขึ้น มันไม่มีช่องว่างให้น้ำใจเราอาจจะตายแทนได้ในโลกที่อันตรายใบนี้
อ้าวป้าหม่าจิบไวน์มองดูภาพทิวทัศน์เครื่องบินส่วนตัวที่บินสู่คฤหาสน์ของตนเองยามค่ำคืน