เสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดชายแดนของแคว้นฉินคึกคักเป็อย่างยิ่งลู่จื้อในยามนี้เป็เด็กน้อยอายุสามขวบปีนั่งอยู่บนท่อนแขนของบิดากวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างสนอกสนใจก็ทำอย่างไรได้สามปีที่ผ่านมานี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ออกมาข้างนอกจวนเ้าเมืองนี่นาหากไม่เป็เพราะว่าไปเยี่ยมคารวะท่านตาพร้อมกับส่งพี่ใหญ่ไปฝึกวรยุทธ์ที่ค่ายทหารก็ไม่รู้เช่นกันว่าเมื่อไหร่นางจะได้ออกมา
“จื้อเอ๋อร์อยากกินอันใดหรือไม่” เสียงอ่อนโยนที่ดังอยู่ข้างหูเรียกความสนใจของนางกลับมาที่บิดาทันที
“ไม่อยากเ้าค่ะท่านพ่อ ลูกไม่หิว” นางตอบกับพร้อมรอยยิ้มแสนหวานซึ่งส่งผลโดยตรงกับคนเป็บิดาแสนจะหลงลูกสาวให้ฝังจมูกคมลงบนแก้มนิ่ม ๆ ของนางภาพที่ชาวเมืองทั่วไปสนใจยามนี้คงไม่พ้นเ้าเมืองผู้สง่างามที่อุ้มบุตรสาวแสนน่ารักและจับจูงมือภรรยาคนงามช่างเป็ครอบครัวอบอุ่นที่ชวนอิจฉายิ่งนัก
ลู่จื้อกวาดตามองไปรอบๆก่อนจะหยุดที่เด็กชายวัยประมาณห้าขวบหน้าตามอมแมมยืนจดจ้องไปยังร้านหมั่นโถวที่ตอนนี้กำลังมีลูกค้ายืนซื้ออยู่เมื่อลูกค้ายื่นเงินให้แม่ค้าเรียบร้อย ขณะที่แม่ค้ากำลังจะยื่นหมั่นโถวให้เด็กชายก็ออกวิ่งไปคว้าหมั่นโถวมาทันทีและวิ่งเข้าไปในซอกซอยก่อนจะหายไปอย่างชำนาญแม้จะเกิดขึ้นเร็วมากแต่ลู่จื้อที่มองเหตุการณ์มาั้แ่ต้นสามารถมองเห็นได้อย่างละเอียดนางหันไปหาท่านพ่อที่เริ่มสังเกตเห็นความวุ่นวายก่อนจะร้องเรียกเบาๆ
“ท่านพ่อเ้าคะ ลูกเห็นขโมยเข้าไปในตรอกนั้นเ้าค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นด้วยตำแหน่งเ้าเมืองความทุกข์ร้อนของชาวเมืองจึงไม่อาจปล่อยผ่านได้สองขายาวเลี้ยวเข้าไปในซอยพร้อมฮูหยิน บุตรสาวและทหารประจำเมืองจำนวนหนึ่งที่มาถึงแทบจะทันที
เมื่อเข้าไปถึงลู่จื้อก็สังเกตเห็นว่าตรอกนี้ไม่ได้ทะลุผ่านไปอีกถนนได้ทั้งด้านในยังมีกองขยะที่ไม่ใช้แล้วกองขวางอยู่ตามทางเช่นนั้นเด็กคนนั้นคงหลบอยู่ในตรอกนี้แน่นางเริ่มจากกวาดสายตามองหาสิ่งเล็กน้อยที่ผู้ใหญ่อาจละเลยในตอนนั้นเองลมสายหนึ่งพัดมาเบาๆ นอกจากกลิ่นอับยังมีกลิ่นหอมแป้งหมี่หมั่นโถวลอยมาด้วยนางเป็เชฟกลิ่นต่างกันเพียงเล็กน้อยย่อมแยกออกได้อย่างชัดเจนเมื่อมองตามกลิ่นที่ลอยมาก็เห็นซอกเล็ก ๆระหว่างกำแพงที่เล็กเพียงไม่ถึงหนึ่งเซี้ยะเท่านั้นหากจะเข้าไปได้คงต้องตัวเล็กมากทีเดียว
“ท่านพ่อเ้าคะ ลูกเห็นคนอยู่ในนั้น” นางร้องบอกบิดาทันทีที่แน่ใจเหล่าทหารที่ได้รับการส่งสัญญาณจากเลี่ยงหวงเข้าไปตรวจสอบทันทีและไม่นานก็พบและลากตัวเด็กชายคนนั้นออกมาได้
“เ้าเป็ลูกเต้าเหล่าใคร เหตุใดจึงมาเป็ขโมยน้อยเช่นนี้” เลี่ยงหวงไม่รอช้ารีบสอบสวนเอาความ เสียงเรียบนิ่งแฝงแววคาดคั้นที่ไม่เคยได้ยินจากปากของบิดารวมถึงใบหน้าที่เรียบเฉยทั้งยังขมวดคิ้วนิดๆ ทำให้ลู่จื้อแอบยกนิ้วให้ในใจ นางไม่เคยเห็นบิดาในมุมนี้หล่อไปอีกแบบ
“ข้าไม่มีพ่อแม่” เสียงเรียบไม่มีความสั่นกลัวของเด็กคนนั้นทำให้ลู่จื้อหันไปขมวดคิ้วมองอย่างสงสัยอายุเพียงเท่านี้กลับไม่เกรงกลัว ทั้งยังมีความแข็งขืนในน้ำเสียงต้องผ่านอะไรมานะถึงได้ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดเช่นนี้
“เช่นนั้นเ้าชื่ออะไร” เลี่ยงหัวถามต่อ
“ข้าไม่มีชื่อ” เมื่อพูดจบเด็กชายก็เงยหน้าขึ้นสบตาคนถามอย่างหงุดหงิดทันทีเขาไม่ชอบให้ใครมาถามถึงอดีต เขาไม่สามารถจำอะไรได้ทั้งสิ้นั้แ่จำความได้เขาก็ไม่มีใครมานานแล้วอาศัยอาหารจากตลาดที่มีคนทิ้งไว้ประทังชีวิตมาตลอดจะรู้ได้หรือว่าตนชื่อเสียงอะไร
“เหตุใดเ้าต้องขโมยของ ไม่รู้หรือขโมยผิดกฎหมาย” เสียงเล็กเรียกให้เขาหลุดจากภวังค์แล้วหันไปหาเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนชายที่ซักถามเขาทันที
“คุณหนูเช่นเ้าจะเข้าใจอะไรกัน รู้หรือว่าความลำบากเป็เช่นไร!” เสียงที่ะโสวนกลับมานั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจอย่างคาดไม่ถึงเด็กคนนี้ทำให้นางเห็นภาพตัวเองในอดีตซ้อนทับอยู่นางเองก็ไม่ต่างไปจากนี้เท่าใดนักถูกทอดทิ้งจนแม้กระทั่งตัวเองยังไม่อยากจดจำ
“คืนหมั่นโถวนั่นมาสิ แล้วข้าจะทำให้เ้าไม่ลำบากถึงเพียงนั้นอีก” นางตอบกลับทั้งยังสบตาแข็งกร้าวนั่นด้วยความแน่วแน่นางเคยอยู่ตรงนั้นย่อมรู้ดีว่ามืดมิดเพียงใดหากมีแสงสว่างแม้เพียงน้อยนิดย่อมไม่ลังเลจะรับไว้
แม้ไม่อยากจะเชื่อใจใครหากแต่แววตาจริงใจของเด็กน้อยคนนั้นกลับทำให้เขาค่อยๆ ยืนขึ้นและส่งหมั่นโถวในมือให้นางราวกับถูกสะกดสะกดไว้ด้วยดวงตาคู่นั้นจนมิอาจเอ่ยปฏิเสธได้เมื่อได้รับหมั่นโถวไปแล้วนางก็ส่งยิ้มบางเบามาให้เขาราวกับจะยืนยันว่าเขานั้นเลือกถูกแล้ว
“ท่านพ่อเ้าคะ พาเขาไปกับเรานะเ้าคะ” นางหันอ้อนวอนบิดาด้วยแววตาสุกใสอันเป็เอกลักษณ์ประจำตัวทันที
“จื้อเอ๋อร์เช่นนั้นหาได้ไม่ เด็กคนนี้นับว่ามีคดีติดตัวหากจะพาเข้าจวนย่อมต้องจัดการคดีให้เรียบร้อยและจะต้องลงโทษตามกฎหมาย” ท่านพ่อเอ่ยบอกนางเบาๆ ด้วยน้ำเสียงหนักใจ เขาเป็เ้าเมืองก็จริงหากแต่กฎหมายบ้านเมืองย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงละเว้นเฉพาะคนได้ไม่เช่นนั้นคงมีคนมาขอให้เขาละเว้นไม่เว้นแต่ละวันเป็แน่
“เช่นนั้นหากเ้าทุกข์ยอมความก็ย่อมไม่มีปัญหามิใช่หรือเ้าคะ” ซินเหลียนที่เห็นหน้าบุตรสาวหมองลงประกอบกับถูกชะตากับเด็กชายตรงหน้าไม่น้อยเอ่ยปากช่วยขึ้นมาบ้าง
“ช่วยคนกุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นท่านพ่อเคยสอนลูกไว้ไม่ใช่หรอเ้าคะ” ดวงตางดงามไหวระริกอย่างอ้อนวอนนางต้องช่วยเด็กคนนี้ให้ได้ นางถูกชะตากับเขานักยิ่งมองก็ราวกับเห็นตัวนางในอดีตซ้อนทับมาราวกับเป็คนเดียวกัน นางอยากช่วยเขามากไม่อยากให้เขาเป็เหมือนนาง ไม่มีตัวตน ไม่มีใคร ไม่ต่างจากสุนัขจรจัด
เลี่ยงหวงที่ปกติก็ยากจะทานทนแววตาของบุตรสาวอยู่แล้วเมื่อใบหน้าเล็กนั่นมีทั้งแววตาอ้อนวอนทั้งยังแฝงความออดอ้อนไว้อย่างเต็มเปี่ยมความคาดหวังที่ฉายชัดนั่นยิ่งทำให้เขาไม่อาจแม้แต่คิดจะปฏิเสธได้
“ก็ได้จื้อเอ๋อร์ พ่อจะลองคุยกับเ้าทุกข์ดูก่อนแม้ไม่อาจรับปากว่าจะไม่ถูกลงโทษแต่พ่อรับปากเ้าว่าจะรับเด็กคนนี้ไว้ตามที่เ้า้า” เลี่ยงหวงแอบถอนหายใจแ่เบาบุตรสาวแสนฉลาด นางรู้ดีว่าจุดอ่อนเขาอยู่ตรงไหนทั้งยังยกเหตุผลที่หากปฏิเสธย่อมหมายความว่าเขาสามารถสอนนางได้แต่ไม่อาจทำได้นับว่าเล่นงานได้ถูกจุด!
เลี่ยงหวงหันไปพยักหน้าให้ทหารที่คุมตัวเด็กชายให้ปล่อยตัวแล้วเดินนำออกไปหาแม่ค้าขายหมั่นโถวเพื่อเจรจาหากได้ดังบุตรสาว้าเด็กคนนี้ก็จะไม่ถูกลงโทษแต่ถ้าไม่เด็กคนนี้อาจถูกโบยถึงสิบไม้ ด้วยร่างกายนั่นนับว่ายากจะทนไหว แต่อย่างไรเขาก็รับปากจื้อเอ๋อร์แล้วย่อมต้องดูแลเด็กคนนี้แน่
เมื่อมาถึงสิ่งที่เห็นคือแม่ค้าหมั่นโถวที่ยืนรอด้วยใบหน้าที่แดงก่ำคาดว่าน่าจะเป็เพราะโมโหจนเกินไปหน้าจึงแดงราวถูกเืสาดเช่นนั้น
“เด็กคนนี้แหละเ้าค่ะ มันขโมยหมั่นโถวข้าแทบทุกวันจนข้าแทบทนไม่ไหวอยู่แล้ว”เมื่อเห็นหน้าเลี่ยงหวงแม่ค้าคนนั้นก็เริ่มตบอกร้องทุกข์ทันที
“ใจเย็นลงก่อนเถิด ข้ามาเพื่อถามว่าเ้าอยากให้จัดการเช่นไร” เลี่ยงหวงใช้เสียงเรียบ ๆ เข้าควบคุมสถานการณ์แม้คนขายหมั่นโถวจะมีอายุมากกว่าเขาไม่น้อยแต่ด้วยตำแหน่งย่อมไม่ควรถ่อมตนมากจนเกินไปและยิ่งไม่ควรไว้ตัวเกินเหตุ
“ลงโทษตามกฎหมายเลยเ้าค่ะ มันไม่ได้ทำครั้งนี้เป็ครั้งแรกเที่ยวขโมยของมาหลายต่อหลายร้านแล้วช่างขี้ขโมยนัก” ทันทีที่จบประโยคเสียงพ่อค้าแม่ค้าหลายคนก็ร้องรับขึ้นมาเบาๆ
ลู่จื้อที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเมื่อหันไปมองเด็กชายข้างหลังก็เห็นเพียงเขาก้มหน้าหลับตาแน่นคล้ายพยายามข่มความกลัวในใจ เฮ้อเื่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นนั้นก็ยากแล้วที่จะรอดจากการลงโทษนางคงได้แต่ช่วยให้โทษไม่แรงมากแล้ว
“ลู่จื้อขอถามทุกท่าน พี่ชายผู้นี้ขโมยอะไรไปบ้างจำนวนเท่าไหร่และกี่ครั้งเ้าคะ” น้ำเสียงเรียบนิ่งผิดวิสัยเด็กวัยสามขวบเรียกความสนใจจากทุกคนได้เป็อย่างดี
“ข้าถูกขโมยผิงกั่ว (แอปเปิล) ไปสามครั้ง ครั้งละลูกขอรับ” “ข้าโดนเด็กนี่ขโมยโร่วจ้ง (บ๊ะจ่าง) หนึ่งชิ้นไปหนึ่งครั้งเ้าค่ะ” และยังมีอีกหลายเสียงแต่ล้วนถูกขโมยไปหนึ่งชิ้นต่อครั้งทั้งสิ้น
“ตามที่ทุกท่านกล่าว พี่ชายท่านนี้ขโมยเพียงครั้งละหนึ่งชิ้นเท่านั้นลู่จื้อพิจารณาดูแล้ว เขาคงขโมยเพียงเพื่อหาอาหารประทังชีวิตเท่านั้นหาได้หวังจะขโมยไปขายเพื่อเอาเงินไม่ เพียงแต่ทำไปเพื่อต่อชีวิตท่านป้าท่านอาทั้งหลายได้โปรดช่วยให้อภัยเขาด้วยได้หรือไม่เ้าคะ” ลู่จื้อพยายามหาเหตุผลมาประกอบให้ดูน่าสงสารและเวทนาให้ได้มากที่สุดซึ่งถือว่าได้ผลพอสมควรผู้เสียหายหลายคนไม่ได้อยากเอาเื่เอาราวอันใดต่อ
“ถึงจะเช่นนั้นอย่างไรเสียข้าก็ไม่ยอมมันขโมยข้าหลายครั้งหลายคราเหตุใดต้องอภัยให้มันด้วยเช่นนั้นมันคงไม่ยอมเลิกราเป็แน่ข้า้าให้ลงโทษตามกฎหมาย!” แต่กับบางคนเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดไม่มีผลใดใดทั้งสิ้นแม่ค้าขายหมั่นโถวผู้เป็เ้าทุกข์ในคดีกับทำท่าไม่ยอมท่าเดียวคงได้แต่ยอมรับโทษแล้ว ยังไม่ทันได้มีใครพูดอะไรต่อเด็กชายคนนั้นกลับเดินออกมาข้างหน้าแล้วคุกเข่าลงอย่างแรง
“ข้าขอรับโทษตามกฎหมายและขออภัยทุกท่านด้วยข้าขอสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก” น้ำเสียงของเขาแม้จะดูสั่นกลัวหากแต่กลับหนักแน่น หากเลี้ยงให้ดีย่อมเติบโตเป็บุรุษที่สง่าผ่าเผยผู้หนึ่งเลี่ยงหวงแม้ประทับใจในความกล้าหาญของเด็กชายคนนี้แต่อย่างไรหน้าที่ย่อมเป็หน้าที่ เขาหันไปส่งสัญญาณให้ทหารที่อยู่ไม่ไกลเพียงไม่นานโต๊ะยาวก็ถูกวางลงตรงหน้าเด็กชายคนนั้นแต่ละก้าวเดินของเด็กน้อยยังดูสั่นกลัวหากแต่ไม่มีแววจะถอยก่อนจะนอนคว่ำหลับตายอมรับชะตากรรม
“ความผิดฐานขโมยสิ่งของที่มีราคาไม่ถึงก้วนเหรียญทองแดงมีโทษโบยสิบครั้งแต่ด้วยเห็นว่าผู้กระทำผิดยังเป็เด็กไม่รู้ความจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง โบยห้าครั้งเริ่มลงโทษ” สิ้นเสียงเลี่ยงหวงเสียงไม้กระทบกับเนื้อก็ดังต่อมาทันทีหากแต่ที่น่าแปลกใจคือไม่มีเสียงร้องโอดโอยเ็ปดังขึ้นแม้แต่นิดเดียวเมื่อการลงโทษเสร็จสิ้นเด็กชายตัวน้อยทนความเ็ปไม่ไหวจึงสลบไปชาวบ้านส่วนใหญ่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรอีกก็แยกย้ายกลับไปทำงานของตนเลี่ยงหวงเรียกทหารที่อยู่ใกล้มาสั่งการบ้างเื่เขาไม่อาจพาเด็กชายนี่กลับด้วยตัวเองได้นั่นจะเป็จุดสนใจเกินไปต้องอาศัยทหารประจำเมืองอุ้มไปส่งไว้ที่จวน
หลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ทั้งหมดสามคนพ่อแม่ลูกก็ตรงกับจวนทันทีด้วยไม่มีใครมีอารมณ์จะเดินเที่ยวเล่นต่อลู่จื้อเองแม้จะเสียดายที่การออกมานอกจวนครั้งแรกของนางไม่ได้สนุกสนานหรือเปิดหูเปิดตามากอย่างที่คิดแต่กลับต้องเจอเหตุการณ์การะเืใจหากแต่การได้ช่วยชีวิตเด็กที่ถูกชะตาสักคนนั้นคุ้มค่าเหลือเกินเมื่อนึกถึงเด็กชายคนนั้นความกังวลก็เข้ามาสู่จิตใจ นางเป็ห่วงเด็กคนนั้นมากโดนโบยแรงขนาดนั้นร่างกายที่ไม่ได้แข็งแรงมากมายย่อมมีผลกระทบไม่น้อย
เมื่อกลับถึงจวนพ่อบ้านก็เข้ามารายงานท่านพ่อทันที“เรียนนายท่านเด็กที่ทหารพามาส่งตอนนี้นอนพักอยู่ที่เรือนบ่าวชายที่ท้ายจวนขอรับข้าน้อยเช็ดตัวและส่งคนไปเรียกท่านหมอมาตรวจแล้วอีกสักครู่คงมาถึงขอรับ”
“ยังไม่ฟื้นอีกหรือ? อาการเป็เช่นไรบ้าง” เป็นางที่ถามกลับ
“าแเป็รอยช้ำเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีิัแตกเืซิบบางส่วนขอรับร่างกายของเขาอ่อนแอทั้งยังผอมแห้งคาดว่าเพราะเหตุนี้จึงไม่อาจทนกับความเ็ปได้จนตอนนี้จึงยังไม่ฟื้นขอรับ”นางเพียงพยักหน้ารับคำเท่านั้นเขาอ่อนแออย่างที่นางคิดไว้ไม่มีผิดโดนโบยไปห้าทีร่างกายก็ไม่อาจรับไหวเสียแล้วคงต้องบำรุงกันอีกมาก
นึกถึงของบำรุงย่อมต้องเป็อาหารอยู่แล้ว นางหันก็ชวนมารดาไปเรือนครัวทันที ท่านแม่เห็นอยู่ ๆนางก็อยากไปเรือนครัวก็ใไม่น้อย แน่ล่ะนางอายุเพียงสามขวบปีเท่านั้นกลับอยากเข้าครัวเสียแล้ว หากแต่เมื่อเจอแววตาออดอ้อนของนางเข้าไปย่อมไม่อาจปฏิเสธได้จึงจูงมือนางเดินไปโรงครัวทันที
เลี่ยงหวงที่เห็นบุตรสาวจู่ๆ ก็ชวนภรรยาไปเรือนครัวก็ให้แปลกใจด้วยก่อนหน้านั้นบุตรสาวยังดูสนใจเื่เด็กชายผู้นั้นอยู่เลยตอนนี้กลับเปลี่ยนความสนใจเสียแล้ว หากก่อนหน้านี้บุตรสาวมีนิสัยเมื่อเด็กทั่วไปเขาย่อมไม่แปลกใจนักแต่ั้แ่นางเริ่มรู้ความนางก็แทบไม่แสดงอาการเหมือนเด็กสามขวบที่อยากเล่นสนุกหากแต่กลับชื่นชอบที่จะร่ำเรียนเขียนอ่าน จนอ่านเขียนได้เทียบเท่ากับเด็กวัยแปดขวบนับเป็อัจฉริยะผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็เด็กมีสมาธิดีเยี่ยมและโตเกินกว่าวัยไปมากแต่ครานี้กลับเปลี่ยนใจง่าย ๆ เสียอย่างนั้น หรือนางจะเบื่อแล้ว? เมื่อบุตรสาวและภรรยาเดินจากไปเลี่ยงหวงก็หันไปสั่งพ่อบ้านให้ดูแลเด็กคนนั้นเป็อย่างดีอย่างไรจื้อเอ๋อร์ก็รับปากจะให้ชีวิตใหม่แล้วเขาย่อมต้องทำตามคำของนางให้สำเร็จ
ลู่จื้อที่เดินจูงมือกับมารดามาถึงยังเรือนครัวฝั่งปีกซ้ายของจวนทันทีที่เดินเข้าไปกลิ่นอาหารก็ลอยเข้ามาปะทะจมูกปลูกสัญชาตญาณของนางที่หลับใหลไปนานสามปีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อความรู้สึกเืสูบฉีดขนลุกทั่วร่างทั้งยังตื่นเต้นราวกับกำลังจะะโบันจี้จัมป์นางอยากเดินเข้าไปบรรเลงเมนูอาหารหลากหลายใจจะขาดแต่ถ้าทำอย่างนั้นท่านแม่และบ่าวไพร่คงได้ตื่นใก็นางเป็เพียงเด็กสามขวบที่ไม่อาจทำอะไรได้ตามใจ้า คงต้องค่อย ๆแสดงฝีมือกันไป
ลู่จื้อกระตุกมือมารดาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนใ “ท่านแม่เ้าคะ ลูกอยากลองทำอาหารเ้าค่ะ” นางจับสีหน้าตกอกใของมารดาและทุกคนได้แต่เมื่อเตรียมเหตุผลดีดีไว้ในใจแล้วไยต้องกลัว “เมื่อวันก่อนลูกบังเอิญเจอตำราอาหารบำรุงที่ห้องหนังสือของท่านพ่อเห็นว่าน่าสนใจเลยอยากลองทำดูเ้าค่ะ”
“จื้อเอ๋อร์ลูกยังเด็กอยู่ ไว้โตกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยลองนะลูก ตอนนี้ดูแม่กับพี่ๆ ป้า ๆ ทำก่อนดีหรือไม่” สำหรับคนเป็แม่อย่างไรก็ย่อมเป็ห่วงบุตรนางจะปล่อยบุตรสาวที่ยังเล็กนักของนางทำงานครัว ทั้งต้องจับมีดทั้งต้องเข้าใกล้ไฟได้อย่างไรแต่ถึงจะนึกอย่างนั้นแววตาออดอ้อนที่ดูหม่นแสงลงทันทีที่นางปฏิเสธกลับดูน่าสงสารยิ่งดวงตากลมโตนั่นหยาดคลอไปด้วยหยดน้ำยิ่งดูยิ่งน่าสงสารจนอยากกอดปลอบเมื่อสบสายตาของบุตรีนานเข้าใจที่แต่เดิมใช่ว่าจะแข็งก็อ่อนแทบเหลวเป็น้ำกลับคำแทบไม่ทัน
“หากลูกอยากลองทำดู เช่นนั้นก็ลองเถิดแต่ต้องอยู่ในสายตาแม่เข้าใจหรือไม่”แม้นางจะปล่อยให้บุตรสาวทำตามใจหากแต่ความปลอดภัยของนางต้องมาก่อนเสมอซินเหลียนจึงย่อตัวลงมาย้ำกับบุตรสาวเพื่อความแน่ใจ
ลู่จื้อเมื่อได้ยินดังนั้นก็ร้องเยส! ในใจออกมาทันที แน่ล่ะนางสู่อุตส่าห์ทั้งทำหน้าตาน่าสงสารทั้งบีบน้ำตาจะไม่สำเร็จให้มันรู้ไปเมื่อได้ดังใจลู่จื้อไม่ลืมที่จะยื่นหน้าไปหอมแก้มนิ่มของมารดาเบา ๆแล้วเดินตรงไปเลือกวัตถุดิบทันที
ทุกคนในห้องครัวให้รู้สึกแปลกใจเป็อย่างยิ่งที่เด็กวัยเพียงสามขวบเศษกับหยิบจับสิ่งของวัตถุดิบได้อย่างคล่องตัวราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ววัตถุดิบทุกอย่างที่เลือกมาก็เข้ากันได้ดี คนที่พอจะทำอาหารเป็ย่อมเดาออกว่านางจะทำอะไร
ลู่จื้อไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวนางมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ได้รับรู้สายตาของผู้ใดในโลกก่อนนางเองก็มักจะเป็แบบนี้เวลาทำอาหารเป็ความรู้สึกทั้งสงบตื่นเต้นและสบายใจในเวลาเดียวกัน มีความสุขเหลือเกิน!นางเริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบ กวาดตาดูเพียงครู่เดียวจากวัตถุดิบที่เห็นนางจึงตัดสินใจทำข้าวต้มไก่ฉีกข้อแรกเพราะเด็กคนนั้นร่างกายยังไม่ได้แข็งแรงมากและยังไม่แน่ใจว่ากินอาหารครั้งสุดท้ายเมื่อใดหากทำอะไรที่ย่อยยากเกินไปเกรงจะอาเจียนออกมาเสียหมดอาหารอ่อนจึงเหมาะกว่า และข้อสองเพราะข้าวต้มไก่ฉีกทำง่ายมากเมื่อทำเสร็จออกมาแล้วก็จะไม่เป็ที่สงสัยมากนักนางกลัวว่าถ้านางทำอาหารที่ยากเกินไปท่านแม่ได้มาคาดคั้นจากนางแน่ว่านางไปรู้วิธีทำมาจากไหน
ตัดสินใจได้แล้วนางก็เริ่มจากการสั่งให้คนนำผักกาดขาวกระเทียม รากผักชี ขิงแก่หั่นเป็แว่นบาง พริกไทยขาวทุบหยาบ เกลือ น้ำตาลกรวดซีอิ๊วเล็กน้อยนางเองก็พึ่งรู้ว่าที่นี่มีการหมักซีอิ๊วใช้แล้วเหมือนกันจากนั้นใส่น้ำให้มากหน่อยต้มรวมกันในหม้อใบใหญ่ใช้ไฟแรงโดยที่ไม่ต้องปิดฝาหม้อราวๆ สองเค่อระหว่างนั้นนางก็หันไปสั่งให้บ่าวแก่คนหนึ่งหั่นไก่แยกส่วนเตรียมไว้รอจนเวลาผ่านไปครบสองเค่อจึงใส่เนื้อไก่ที่หันไว้ลงไปก่อนจะลดไฟเป็ไฟอ่อนต้มไปเรื่อยๆ รอจนกว่าจะเดือดอีกครั้งซึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามระหว่างนั้นต้องคอยช้อนเอาฟองออกเพื่อให้น้ำซุปใสน่ากิน
เมื่อครบเวลาเนื้อไก่สุกพอดีแล้วนางก็สั่งให้คนตักเนื้อไก่ออกจากหม้อแยกไว้แล้วกรองทุกอย่างด้วยผ้าขาวบางได้น้ำซุปใสที่แสนหอมหวนชวนน้ำลายไหลเป็อย่างยิ่งเมื่อได้ทั้งน้ำซุปและเนื้อไก่เป็ที่เรียบร้อยแล้วนางจึงแบ่งคนออกเป็สองกลุ่มกลุ่มแรกให้ช่วยกันฉีกไก่ร้อนออกเป็เส้นเล็ก ๆ จนหมดกลุ่มที่สองคอยช่วยนางต้มข้าวต้ม ซึ่งง่ายมากเพียงแค่ตักน้ำซุปไก่ที่ต้มไว้มาปรุงรสเพิ่มเติมด้วยเกลือและน้ำตาลด้วยปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากนั้นจึงใส่ข้าวที่หุงสุกแล้วลงไปต้มจนเปื่อยเล็กน้อยก่อนจะตักใส่ถ้วยโรยด้วยขิงและต้นหอมผักชีเป็อันเสร็จสิ้น
อาหารที่นางเป็ผู้สั่งให้บ่าวทำตามที่บอกนั้นออกมาหน้าตาดูดียิ่งแต่ถ้านางเป็คนทำเองทุกขั้นตอนข้าวต้มไก่ถ้วยนี้ย่อมต้องอร่อยและดูดีกว่านี้มากแต่เด็กสามขวบเพียงเท่าที่ทำก็มากเกินไปแล้วดูเอาเถิดแม้นางจะเพียงแค่ยืนสั่งทุกคนยังมองนางด้วยแววตาตกตะลึงถึงเพียงนี้หากนางไปทำเองทั้งหมดท่านแม่นางคงเป็ลมเป็แน่!
ลู่จื้อย่อมไม่รู้ว่าตอนนี้แม่ของนางใมากกว่าที่นางคาดเดาไปหลายเท่าแล้วภาพตอนที่บุตรสาวสั่งงานให้บ่าวทั้งหลายทำตามนั้น แม้นางจะตัวเล็กแต่น่าเกรงขามทั้งยังแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจมีผู้ใดกล้าขัดดูราวกับลูกเสือตัวน้อยกำลังหัดข่มขู่ ไม่ได้ทำให้เกรงกลัว แต่ก็ทำให้รู้สึกครั่นคร้ามน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง! กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากอาหารยังเป็กลิ่นที่ชวนให้น้ำลายไหลทั้งหน้าตาและกลิ่นก็สามารถบอกได้แล้วว่าอาหารจานนี้เลิศรสเป็อย่างยิ่งซินเหลียนทั้งตกตะลึงทั้งภูมิใจกว่านางจะหาเสียงของตัวเองเจอก็ต่อเมื่อกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไป
“จื้อเอ๋อร์ ลูกอ่านมาจากตำราจริงหรือ เหตุใดจึงดูชำนาญเช่นนี้ล่ะลูก”ลู่จื้อที่คาดการณ์ไว้แล้วว่ามารดาจะถามคำตอบของนางที่ถูกเตรียมขึ้นมาเพื่อหลบเลี่ยงจึงถูกนำมาใช้ทันที “ลูกอ่านมาจากในตำราจริง ๆ เ้าค่ะนอกนั้นก็เพียงแต่ทำไปตามที่ควรทำเท่านั้น ไม่อาจรู้ได้ว่าจะออกมาเป็เช่นไรที่ออกมาดีเพียงนี้คงเป็เพราะคนครัวที่จวนเรามีฝีมือมากกว่าเ้าค่ะท่านแม่เ้าขาลูกเอาข้าวต้มถ้วยนี้ไปให้เด็กผู้นั้นได้หรือไม่เ้าคะ” เมื่อบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยงทั้งยังโยนความดีความชอบไปใส่คนครัวทั้งหลายเรียบร้อยแล้วนางจึงเปลี่ยนประเด็นทันที
“จื้อเอ๋อร์เป็สตรีจะไปถึงเรือนบุรุษนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำนะลูกแม้ทั้งลูกและเด็กคนนั้นจะยังเด็กทั้งคู่แต่อย่างไรนั่นก็เป็เรือนบุรุษทั้งยังเป็บ่าวหากเื่นี้ถูกพูดออกไปลูกจะเสื่อมเสียเอาได้” ซินเหลียนเอ่ยตักเตือนบุตรสาวกลับทันทีที่ได้ยินแม้จะเป็เพียงเรือนบ่าวในจวนแต่นาง้าสอนให้ลูกรู้ว่าสตรีไม่ควรเข้าใกล้บุรุษหรือที่พักบุรุษโดยไม่มีเหตุอันควร
“แต่ท่านแม่เ้าคะลูกเป็คนที่เอ่ยปากรับเขามาดูแลหากไม่ไปดูด้วยตัวเองลูกคงดูเป็คนไร้ความรับผิดชอบนะเ้าคะ”ลู่จื้อวัยสามขวบเอ่ยพูดอย่างมีหลักการตอบกลับไป
“เช่นนั้นไปด้วยกันเถิด” เสียงทุ้มนุ่มของนายท่านประจำจวนดังขึ้นที่ประตูของเรือนครัวทำให้ทุกคนหันไปมองก่อนจะพบเลี่ยงหวงยืนกอดอกพึ่งกรอบประตูมองบุตรสาวด้วยแววตารักใคร่ในตอนแรกเขานึกว่าบุตรสาวหมดความสนใจในเด็กชายคนนั้นแล้วแต่คาดไม่ถึงนางกลับคิดจะดูแลเป็อย่างดีขนาดลงมือทำอาหารให้เองเช่นนี้เขาเดินตามมาั้แ่สั่งการพ่อบ้านและหมอที่พึ่งมาถึงเสร็จแล้วตอนที่มาถึงเขาก็เห็นบุตรสาวตัวน้อยยืนสั่งบ่าวทำอาหารแล้วนางเป็อัจฉริยะอย่างที่เขาคาดไม่ผิดจริง ๆ วัยเพียงสามขวบนางทั้งอ่านออกเขียนได้ทั้งยังทำอาหารเป็อีก จากกลิ่นเขาก็สามารถบอกได้แล้วว่านางมีฝีมือเป็เลิศ!
เมื่อเห็นบิดามาลู่จื้อก็วิ่งเข้าหาอ้อมแขนบิดาทันทีซึ่งเลี่ยงหลงเองก็รับนางอุ้มไว้บนแขนอย่างพอเหมาะพอเจาะ“หากมีพี่ไปด้วยย่อมไม่น่าเกลียดอีกอย่างบ่าวไพร่ในจวนเราย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรพูด” เขาหันไปบอกซินเหลียนก่อนที่นางจะพยักหน้ารับทราบแล้วหันไปสั่งบ่าวยกข้าวต้มตามไปที่เรือนบ่าวชายแล้วเดินไปเคียงข้างสามีออกไปด้วยกัน
……….
วันนี้เอาไปอีกตอนนะคะ ขอให้สนุกและลืมเื่ที่ไม่ดีไปนะคะ อย่าลืมคอมเมนต์น้า
1 คอมเมนต์ = 1 กำลังใจ
หอมราตรีกาล