รอยยืนคิดอยู่พักใหญ่แต่ก็เลือกที่จะไม่เข้าไปทดสอบภารกิจที่ 5 เพราะรอยต้องการที่จะเพิ่มระดับของประตูนักสู้ขึ้นให้มากกว่านี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวรอยเอง เพราะรอยคิดว่าภารกิจที่ 5 ที่มีระดับดาวแล้วคงไม่ง่ายเหมือนภารกิจของผู้เริ่มต้นที่ผ่าน ๆมาแน่ ไหนจะตอนนี้อีกที่เรามาอยู่ในสำนักอินซาของอาจารย์ไม่รู้ว่าถ้าเราเข้าไปทดสอบแล้วจะออกมาอีกทีตอนไหนอีกด้วย ถ้าอยู่ในสภาพที่ไร้จิตสำนึกมองดูยังไงก็เหมือนกับคนตายไม่มีผิด
“ในเมื่อผู้ทดสอบเลื่อนระดับประตูนักสู้มาเป็น 1 ดาวแล้วแท่นบูชาก็จะมอบของรางวัลการเลื่อนระดับให้กับผู้ทดสอบด้วย เชิญผู้ทดสอบออกจากประตูนักสู้แล้วมารับรางวัลได้ที่ข้างนอกเลย”
รอยรีบออกจากประตูนักสู้เพื่อมารับรางวัลทันที
แท่นบูชาแห่งฝันร้ายปรากฏขึ้นมาพร้อมกับกล่องรางวัลที่เป็นตราสัญลักษณ์ของอาชีพนักสู้ รางวัลการเลื่อนระดับอาชีพไม่ใช่แบบสุ่มแต่ให้เป็นของรางวัลชิ้นใหญ่มาเพียงกล่องเดียว รอยเอามือไปคว้าที่กล่องรางวัลเหมือนอย่างเคย ทันทีที่รอยเอามือไปสัมผัสโดนที่กล่องก็แตกสลายกลายเป็นก้อนแสงสีทองพุ่งเข้ามาหารอย
อาวุธนักสู้ 4 รูปแบบ ระดับ 1 ดาว
หนังสือทักษะ ออร่าแห่งยักษา
ทักษะใช้งาน สร้างออร่าเพิ่มพลังการโจมตีทางกายภาพและพลังการป้องกันการโจมตีทุกประเภทมากขึ้น 30 %
“ได้ของรางวัลอาชีพนักสู้มาทั้งอาวุธและทักษะเลยหรือเนี่ย ทักษะออร่าแห่งยักษามันเพิ่มทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันของเรามากขึ้นถึง 30% นี่ก็ถือว่าเป็นของดีมากระดับหนึ่งเลยนะ ถ้าใช้ทักษะนี้พร้อมกับเปิดใช้ประตูนักสู้ความสามารถในการโจมตีและป้องกันของเราก็เพิ่มขึ้นมาถึง 50 % เลยนะนั่น”
รอยมองดูก้อนหินสีดำขนาดเล็ก ที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่อาวุธเลยถ้าไม่มีคำอธิบายบอกเอาไว้ว่าจะต้องสร้างรูปแบบของอาวุธที่ 1 ขึ้นมาซะก่อนมันถึงจะกลายมาเป็นอาวุธ รอยลองคิดให้มันกลายสภาพมาเป็นดาบคาตานะ พอรอยคิดออกไปแล้วหินที่อยู่ในมือก็กลายสภาพไปเป็น ดาบคาตานะ ตามที่รอยคิดเอาไว้จริง ๆสภาพโดยรวมของมันเหมือนกับรูปลักษณ์ดาบวิญญาณไร้รูปไม่มีผิด ซึ่งรอยคิดเอาไว้แล้วว่าถึงของจริงจะสัมผัสไม่ได้ตอนนี้ แต่ถ้าได้ซ้อมมือกับของเลียนแบบก็เพิ่มความชำนาญมันไปได้เรื่อย ๆพอได้จับของจริงขึ้นมาจะได้ถนัดมือ
จากนั้นรอยก็สร้างรูปแบบที่ 2 ของอาวุธขึ้นมาอีกนั่นก็คือ หอกเหล็ก รอยคิดไว้เพียงแค่ 2 รูปแบบเท่านั้นเพราะยังไม่รู้ว่าอีก 2 รูปแบบจะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นอาวุธอะไรดี เพราะอาวุธที่รอยคิดว่าคุ้นมือมากที่สุดตอนนี้ก็มีแค่ 2 สิ่งนี้เท่านั้น
รอยลองนำอาวุธมาใช้งานและสลับเปลี่ยนไปมาระหว่างดาบคาตะนะกับหอก ซึ่งมันใช้งานได้ง่ายมากเพียงแค่สัมผัสและนึกคิดเท่านั้นมันก็เปลี่ยนรูปร่างไปในแบบที่เราสร้างเอาไว้ก่อนหน้านี้แต่ระยะเวลาในการเปลี่ยนรูปร่างก็ใช้เวลาถึง 3 วินาที ถ้าไปใช้งานในการต่อสู้จริงคงต้องระมัดระวังเอาไว้ให้ดีเลยเพราะถ้าคู่ต่อสู้รู้และใช้จักหวะนั้นโจมตีก็คงจะไม่มีอาวุธอะไรมาป้องกันในช่วงเวลานั้นเป็นแน่ จากนั้นรอยก็ฉีกหนังสือออร่าแห่งยักษาเพื่อเรียนรู้ทักษะและออกจากภายใต้จิตสำนึกไป
ซึ่งพอรอยลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าปรมาจารย์บีโฮกำลังนั่งจ้องหน้ารอยอยู่อย่างใกล้ชิด รอยผวาและรีบถอยหนีออกมาด้วยความตกใจ
“เห้ยย! ท่านอาจารย์ ท่านทำอะไรหน่ะ?”
“เป็นอะไรของเจ้ากัน อาจารย์เรียกเจ้าตั้งนานก็ไม่ยอมตอบสักทีนี่ก็นึกว่าเจ้าตายไปแล้วซะอีก เลยเข้ามาดูลมหายใจของเจ้าใกล้ ๆเท่านั้นเอง ทำเป็นตกอกตกใจไปได้คิดว่าอาจารย์จะไปทำมิดีมิร้ายกับเจ้าหรืออย่างไรกัน?”
“โถ่ท่านอาจารย์ ท่านก็คิดมากเกินไปข้าก็แค่เผลอหลับไปเท่านั้นเอง แฮะ ๆ”
“ไหนส่งมือข้อมือของเจ้ามาหน่อยอาจารย์จะตรวจดูว่าเจ้ารวบรวมปราณก่อกำเนิดได้ถึงไหนแล้ว”
รอยส่งข้อมือให้ปรมาจารย์บีโฮตรวจดูอย่างว่าง่าย เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าที่เขาดูดกลืนพลังปราณในประตูนักสู้และสร้างลูกแก้วพลังปราณขึ้นมา 2 ชั้นมันจะอยู่ระดับไหนของผู้ฝึกยุทธแล้ว
ปรมาจารย์บีโฮที่ตรวจสอบจุดตันเถียนของรอยแล้วก็ได้แต่ทำหน้าสงสัยว่าทำไมรอยถึงได้สร้างลูกแก้วพลังปราณชั้นที่ 2 ขึ้นมาได้โดยที่เขายังไม่ได้สอนเลยล่ะ แถมเจ้าเด็กนี่มันใช้พลังปราณจากที่ไหนมาสร้างลูกแก้วพลังปราณชั้นที่ 2 กัน
ปรมาจารย์บีโฮมองหน้ารอยและคิดในใจ “หรือว่าเป็นเพราะพลังปราณที่เราส่งไปให้จนเกือบหมดตัวนั่นกันนะ แต่เจ้าเด็กนี่ก็ไม่น่าจะคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้เองได้ซิ ลองถามกับเจ้าตัวเองเลยก็แล้วกัน”
“นี่เจ้าหนูลูกแก้วพลังปราณชั้นที่ 2 เจ้าสร้างมันขึ้นมาเองได้อย่างไร?”
“ก็ลูกแก้วพลังปราณลูกแรกของศิษย์มันเต็มจนเติมพลังปราณเข้าไปไม่ได้อีกแล้ว ศิษย์ก็เลยมีแนวคิดเดียวกันกับการสร้างลูกแก้วพลังปราณลูกแรกขึ้นมา ก็เลยทำให้เกิดลูกแก้วพลังปราณลูกที่ 2 ขึ้นเพื่อที่จะดูดซับพลังปราณที่มหาศาลมาไว้กับตัวศิษย์ให้ได้มากที่สุด แต่จุดนี้มันก็ยากพอสมควรเลยเพราะศิษย์เหมือนกับว่าต้องควบคุมลูกแก้วทั้งสองพร้อม ๆกัน ลูกแรกจะต้องป้องกันการดูดซับพลังปราณส่วนลูกที่สองจะต้องดูดซับพลังปราณและควบแนนพลังให้มันไม่รั่วไหลออกไป แต่อยู่ ๆก็ไม่รู้ว่าทำไมลูกแก้วพลังปราณลูกแรกที่ศิษย์สร้างขึ้นมาจะดูดกลืนลูกแก้วพลังปราณลูกที่ 2 ของศิษย์เข้าไปแบบนั้นเหมือนกัน ศิษย์ที่ทำอะไรไม่ถูกก็ได้แต่เติมพลังปราณที่เหลืออยู่เข้าไปจนทำให้มันเกิดเป็นชั้นที่ 2 ขึ้นมาเองแบบที่ท่านอาจารย์ว่ามาเลย”
ปรมาจารย์บีโฮพอรู้แบบนั้นแล้วก็ถอนมือออกแล้วก็อธิบายให้กับรอยฟัง
“ตอนนี้เจ้าได้กลายมาเป็นผู้ฝึกยุทธปราณก่อกำเนิดขั้นกลางแล้ว ถ้าเจ้าสร้างลูกแก้วพลังปราณชั้นที่ 3 ขึ้นมาได้เจ้าก็จะกลายไปเป็นผู้ฝึกยุทธปราณก่อกำเนิดขั้นสูง ต่อจากนั้นก็ทำการหลอมรวมลูกแก้วพลังปราณทั้ง 3 ชั้นให้เป็นหนึ่งเดียวก็จะทำให้เจ้าเลื่อนระดับขั้นกลายไปเป็นผู้ฝึกยุทธปราณนักสู้และสีของลูกแก้วของเจ้าก็จะเปลี่ยนไปตามปราณธาตุประจำตัวของเจ้า ซึ่งขั้นตอนการเลื่อนระดับขั้นนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนทำการเลื่อนระดับขั้นของตัวเองเป็นอันขาด เพราะการเลื่อนระดับขั้นในช่วงเวลานั้นจะต้องไม่มีอะไรมารบกวนสมาธิเจ้าเป็นอันขาดเพราะไม่อย่างงั้นมันจะเป็นอันตรายถึงชีวิตของเจ้าได้ เมื่อลูกแก้วพลังปราณชั้นที่ 3 ของเจ้าใกล้เต็มเมื่อไหร่ก็ให้รีบมาหาจารย์ทันที เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วครับอาจารย์ แต่ผมขอถามอีกสักเรื่องได้หรือเปล่าครับ”
“ว่ามาซิ”
“แล้วจุดรวมพลังของผู้มีพลังพิเศษอยู่ตรงไหนหรือครับ?”
“ถามแบบนี้เจ้าคิดที่จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธและผู้มีพลังพิเศษเลยหรืออย่างไร?”
“อาจารย์นี่ช่างรู้ใจศิษย์จริง ๆ”
“จุดรวมพลังของผู้มีพลังพิเศษอยู่ที่หัวใจแต่การที่จะสร้างจุดรวมพลังขึ้นมาได้นั้นอาจารย์ไม่สามารถสอนเจ้าได้ เพราะอาจารย์ไม่ใช่ผู้มีพลังพิเศษที่เข้าใจพลังพิเศษมากถึงขั้นสอนคนอื่นได้หรอกนะ ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องจุดรวมพลังผู้มีพลังพิเศษเลย อาจารย์อยากจะให้เจ้าจดจ่ออยู่กับการเป็นผู้ฝึกยุทธและเลื่อนระดับให้กลายเป็นปราณนักสู้โดยเร็ว เพราะอีก 2 อาทิตย์เจ้าก็จะทำการทดสอบแล้ว” อยู่ ๆสีหน้าของปรมาจารย์บีโฮก็ดูจริงจังขึ้นทันที
“เพราะถ้าอาจารย์เห็นเจ้าแพ้ให้กับศิษย์ของสำนักอื่นเมื่อไหร่ อาจารย์จะเพิ่มน้ำหลักของลูกเหล็กขึ้นเป็น 3 เท่าทันทีและเพิ่มลูกเหล็กที่ขาของเจ้าด้วยอีก 2 ลูก หวังว่าเจ้าคงจะไม่ทำให้อาจารย์คนนี้ผิดหวังหรอกนะ”
อึก!!
รอยได้แต่กลืนน้ำลายพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่ายทันที
“ส่วนกำไลข้อมือกับข้อเท้านี้เจ้าสามารถถอดมันออกด้วยตัวเองได้แล้ว”
รอยพอได้ยินแบบนั้นก็รีบเอามือไปขวาคว้าที่กำไลมือซ้ายแล้วกระชากออกทันทีแต่ก็ไม่เป็นผลเลยหันหน้ามามองปรมาจารย์บีโฮด้วยความสงสัย
ปรมาจารย์บีโฮก็เขกหัวรอยไปหนึ่งที
โป๊ก!
“โอ๊ย! อาจารย์ข้าเจ็บนะ”
“ข้าเพิ่งชมเจ้าไปเมื่อครู่ว่ามีความสามารถ แต่ใครจะคิดล่ะว่าเรื่องง่าย ๆแบบนี้กลับทำตัวโง่งมขึ้นมาซะได้ ใช้พลังปราณของเจ้าซิเจ้าศิษย์โง่!!”
“อ่อ! แบบนี้นี่เอง ฮ่า ๆ ไอเราก็ดันลืมตัวไปซะได้ว่าเราเป็นผู้ฝึกยุทธแล้ว” รอยตอบรับอย่างเข้าใจและรวบรวมพลังปราณมาไว้ที่มือขวาแต่การจะทำมันก็ไม่ง่ายอย่างที่พูดเลย รอยรวบรวมสมาธิอยู่นานกว่าพลังปราณจะมารวมตัวกันอยู่ที่มือข้างขวาได้ จากนั้นรอยก็ใช้แรงบีบกำไลข้อมือจนยุบและหักออกจากกันอย่างง่ายดาย
“ทำไมมันถึงง่ายอย่างนี้ล่ะ? ขนาดต้าที่ใช้พลังปราณโจมตีลูกเหล็กก็ยังไม่สามารถทำความเสียหายให้กับมันได้เลย แต่นี่เราแค่เอามือไปบีบมันก็เปลี่ยนรูปไปแล้ว”
“เจ้าคงสงสัยซินะว่าทำไมมันถึงได้ถูกทำลายง่าย ๆเช่นนี้”
“ใช่ครับอาจารย์เป็นเพราะอะไรกัน?”
“แท้จริงแล้วกำไลเหล็กที่เจ้าสวมใส่อยู่ทุกวันมันก็เป็นเพียงแค่แร่เหล็กธรรมดาทั่วเท่านั้น แต่ที่ทำให้มันไม่ธรรมดาก็เป็นเพราะว่าอาจารย์ได้ให้ช่างตีเหล็กลงวงเวทย์ป้องกันพิเศษเอาไว้และผู้ที่ลายมันได้ก็ต้องทำตามเงื่อนไขที่ถูกสร้างขึ้นมา นั่นก็คือผู้สวมใส่จะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธปราณก่อกำเนิดเท่านั้นถึงสามารถทำลายมันได้”
“วงเวทย์สามารถทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ?”
“อาจารย์รู้นะว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ช่างตีเหล็กคนนี้ได้รับพลังพิเศษแบบเฉพาะตัวมาเจ้าอย่าได้หวังที่จะเรียนรู้จากเขาเลย”
ทันทีที่รอยเอากำไลเหล็กทั้งหมดออกจากตัวไปแล้วก็รู้สึกโล่งโปร่งสบายอย่างบอกไม่ถูก เพราะนับจากนี้ไปเขาจะได้เดินไปไหนมาไหนเหมือนกับคนปกติทั่วไปกับเขาสักทีและรอยก็นึกเรื่องของคาร่าขึ้นมาได้แต่ไม่รู้จะพูดกับอาจารย์ยังไงดี เพราะเขาเองก็เพิ่งจะมาเป็นลูกศิษย์ได้ไม่นานก็เลยไม่กล้าที่จะเอ่ยปากข้อร้องจริง ๆ
ปรมาจารย์บีโฮเห็นว่าอยู่ดี ๆรอยก็ทำหน้าตาแปลก ๆเลยกล่าวถามขึ้นมา
“มีอะไรรึเปล่าเจ้าหนู สงสัยเรื่องของช่างตีเหล็กคนนั้นหรืออย่างไร?”
เอาวะถาม ๆไปเลยก็แล้วกัน
“เอ่อ! ท่านอาจารย์รู้จักองค์กรเมฆทมิฬรึเปล่าครับ?”
“รู้จักซิ ว่าแต่เจ้าพูดถึงองค์กรนี้ขึ้นมาทำไมกัน?” ถึงปรมาจารย์บีโฮจะแอบสืบเรื่องของรอยจนทำให้รู้เรื่องราวต่าง ๆที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอยากที่จะฟังมันจากปากของรอยเล่าด้วยตัวเองอยู่ดี
รอยก็ได้เล่าเรื่องตั้งแต่ถูกลักพาตัวและการที่เข้ามาอยู่โรงเรียนนี้เพราะหลบซ่อนการตามล่าของพวกองค์กรเมฆทมิฬให้ฟังรวมถึงเรื่องที่คาร่าขอร้องให้ช่วยเหลือเมื่อตอนช่วงเช้านี้ด้วย
“เรื่องของคนเหล่านั้นอาจารย์ก็พอรู้มาบ้างแล้ว อาจารย์ขอใช้เวลาเพื่อตรวจสอบเรื่องราวให้แน่ชัดซะก่อนว่าจะทำยังไงต่อไปดี”
รอยก็เข้าใจดีว่าปรมาจารย์บีโฮเองก็ไม่ได้ไว้ใจพวกเขา เพราะยังไงรอยก็ทำได้เพียงแค่ขอร้องให้ช่วยได้เท่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าปรมาจารย์บีโฮจะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ท่าน
รอยกลับมาที่หอพักด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสจนเรียกได้ว่ากลายเป็นคนบ้าไปก็ไม่ผิด จนทำให้เพื่อน ๆในหอพักอยากที่จะเตะใบหน้านั้นเข้าสักทีเหมือนกัน
รอยเปิดประตูเข้าไปที่หอพักห้อง 203 พร้อมกับกล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี
“เป็นไงเพื่อนเห็นอะไรแปลก ๆที่หายไปในตัวฉันบ้าง?”
“อื้มดีใจด้วย” ทั้ง 3 คนหันมาตอบรับอย่างขอไปที เพราะข่าวที่รอยไม่ได้สวมกำไลเหล็กตั้งแต่เดินเข้ามาที่หอก็ถูกส่งต่อในกลุ่มแชทกันหมดแล้ว
“ปฏิกิริยาแค่เนี้ย!”
“เอาหน่าเลิกแกล้งได้แล้ว” เป็นต้าเองที่อดทนไม่อยู่เดินเข้ามากอดคอรอยพร้อมกับยิ้มยินดีด้วย
“เอาล่ะดีใจพอแล้วฉันรวบรวมข้อมูลการต่อสู้ต่าง ๆของรุ่นพี่สำนักหมัดเหล็กส่งให้ไว้ในอีเมลของนายแล้วนายเข้าไปดูได้เลย แต่คู่ต่อสู้จะเป็นใครหรือมีพลังแบบไหนนายต้องไปตามหาเอาเองนะ เรื่องนี้ฉันช่วยเหลือนายไม่ได้จริง ๆเพราะฉันเองก็ยังตามหารุ่นพี่ที่จะต่อสู้ด้วยยังไม่เจอเลย ไม่รู้ว่ารุ่นพี่คนนั้นไปแอบอยู่ที่ไหน น่าหมั่นไส้จริง ๆ”
“ขอบใจมาก”
และวันเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหกและวันนี้ก็ถึงวันทดสอบของสาขาผู้ฝึกยุทธแล้ว นักเรียนม.ปลายชั้นปีที่ 4 เข้ารับการทดสอบมีทั้งหมด 657 คน สำนักที่เป็นผู้ทำการทดสอบมีเพียงแค่ 10 สำนักจากทั้งหมด 30 สำนักที่ทางโรงเรียนได้จับฉลากเลือกไว้ให้ สำนักที่ได้รับเลือกได้แก่
สำนักเส้าหลิน เป็นสำนักที่อยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์ของประเทศจีนมาอย่างช้านานและมีความเป็นมาที่ยาวนานที่สุดสำนักหนึ่งเลย ทุกโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ในแถบเอเชียต่างก็ต้องมีสำนักเส้าหลินเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนวิชากังฟูรวมอยู่ด้วยทั้งนั้น ศิลปะการต่อสู้ของสำนักเส้าหลินจะเน้นไปที่การฝึกฝนพละกำลังภายในและค่ายกลที่ฝึกร่วมกันเป็นหมู่คณะสำนักบู๊ตึ๊ง เป็นอีกสำนักที่อยู่กับประเทศจีนมาอย่างช้านานไม่ต่างกับสำนักเส้าหลิน ศิลปะการต่อสู้ของสำนักบู๊ตึ๊งจะเน้นไปที่การรักษาสมดุลทางจิตใจและร่างกายให้สม่ำเสมอกันส่วนวิชาการต่อสู้ของสำนักบู๊ตึ๊งจะมีการเรียนการสอนอยู่ด้วยกัน 2 วิชาคือ กระบี่ไท่เก๊กและมวยไทเก๊ก สำนักหมัดเหล็ก เป็นสำนักที่ใช้กำลังภายในเปลี่ยนหมัดธรรมดาของผู้ฝึกให้กลายเป็นหมัดที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าจนแม้แต่อาวุธหรือของมีคมก็ไม่สามารถฟันแทงได้ เป็นอีกสำนักที่มีวิชาหมัดที่ทรงพลังสำนักหนึ่งเลยสำนักทลายฟ้า เป็นอีกสำนักที่เลือกลูกศิษย์ที่มีปราณสายฟ้าเข้าร่วมกับสำนักได้เท่านั้น เพราะวิชาการต่อสู้ต่าง ๆล้วนเป็นวิชาการต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับสายฟ้าแทบทั้งสิ้นสำนักสักยันต์อาคม เป็นสำนักเก่าแก่สำนักหนึ่งในประเทศT ที่ลูกศิษย์ในสำนักต่างก็ต้องมีวิชาอาคมที่แกร่งกล้าถึงสามารถเข้าร่วมกับสำนักได้ วิชาการต่อสู้ของสำนักสักยันต์อาคมขึ้นอยู่กับลายสักยันต์ที่สักลงบนร่างกาย เช่นถ้าคนสักลายรูปเสือก็จะสามารถเรียกเสือที่สักยันต์อาคมออกมาต่อสู้ร่วมกันได้ ซึ่งวิชาการต่อสู้ไม่ต่างอะไรกับการอัญเชิญเลยสำนักหอกวายุ เป็นสำนักที่ใช้วิชาหอกเป็นอาวุธหลักของสำนักและศิษย์ที่สามารถเข้าร่วมได้ก็ต้องมีปราณธาตุลมเท่านั้นสำนักมวยไทย เป็นสำนักที่ใช้วิชาการต่อสู้โจมตีระยะประชิดด้วย หมัด เท้า เข่า ศอก ตั้งแต่ผู้คนเริ่มใช้พลังปราณได้ก็ทำให้สำนักมวยไทยมีความอันตรายเพิ่มมากขึ้นจนถูกห้ามไม่ให้คนที่เรียนรู้ทักษะมวยไทยไปต่อสู้กับบุคคลธรรมดาทั่วไปอีกสำนักมีดบิน เป็นสำนักที่ฝึกสอนการต่อสู้ด้วยอาวุธลับที่เป็นมีดสั้น ทักษะส่วนใหญ่ล้วนเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการสังหารทั้งสิ้นสำนักเกาทัณฑ์มายา เป็นสำนักที่เน้นการใช้ธนูและการเคลื่อนที่เป็นหลัก คนที่มาเป็นศิษย์สำนักเกาทัณฑ์มายาได้ก็ต้องมีความชำนาญในด้านธนูระดับหนึ่งเลยสำนักยองวอน เป็นสำนักยุทธที่อยู่ในประเทศเกาหลี วิชาการต่อสู้ส่วนใหญ่จะเป็นทักษะเพลงเตะที่มีทั้งความรวดเร็วและความทรงพลังในเวลาเดียวกัน
การทดสอบกับรุ่นพี่สำนักทั้ง 10 นี้ดูเหมือนจะกินเวลาไม่ใช่น้อย เพราะด้วยจำนวนผู้เข้าสอบที่มากอยู่พอสมควรและสำนักที่รอยเลือกมาเป็นคู่ต่อสู้คือสำนักยองวอน ที่รอยไม่ได้เลือกเองเลยแต่เป็นปรมาจารย์บีโฮบังคับให้เลือก เพราะดูเหมือนว่าทั้ง 2 สำนักนี้จะไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่ รอยเองก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้และจะต้องชนะรุ่นพี่ของสำนักยองวอนให้ได้เท่านั้น เพราะถ้าชนะไม่ได้ก็จะถูกลงโทษจากปรมาจารย์บีโฮโดยตรง แถมยังมีบทลงโทษจากภารกิจโลกแห่งความเป็นจริงเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย เพราะทันทีที่รอยเดินเข้ามาที่สนามสอบก็มีภารกิจเด้งขึ้นมาตรงหน้าทันที
ภารกิจของโลกแห่งความจริงบททดสอบที่ 2 ภารกิจบททดสอบการต่อสู้ประจำเดือน
ประเภทภารกิจ ต่อสู้ให้ชนะรุ่นพี่สำนักยองวอนเพื่อสร้างความเชื่อมันให้กับปรมาจารย์บีโฮที่รับท่านเป็นศิษย์สายตรง
ด้วยเนื่องมาจากสำนักอินซากับสำนักยองวอนมีความบาดหมางกันมาตั้งแต่อดีต ซึ่งปัจจุบันก็มีการกระทบกระทั่งกันมาตลอดเวลาแต่ก็ไม่ถึงกับฆ่ากันอยากเปิดเผย ซึ่งทุกการแข่งขันหรือการทดสอบที่มีสองสำนักนี้เกี่ยวข้องจะต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นจึงทำให้เกิดบททดสอบภารกิจนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ทดสอบเข้าใจถึงผลกระทบการเป็นศิษย์ของสำนักอินซา
รางวัลสำเร็จภารกิจ ??
บทลงโทษถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ สุ่มลบพลังอาชีพของผู้ทดสอบ
พอรอยได้อ่านภารกิจจนจบก็ถึงกลับอ้าปากค้างเพราะบทลงโทษมันช่างร้ายแรงซะเหลือเกิน ไหนจะเรื่องราวที่บอกว่ามีความบาดหมางกันมาตั้งแต่อดีตแล้วทำไมต้องตูจะต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องบ้าบอคอแตกแบบนี้ด้วยล่ะเนี่ยและบอกได้คำเดียวเลยว่าการต่อสู้ครั้งนี้ห้ามแพ้เด็ดขาด ถ้าเกิดแพ้แล้วถูกสุ่มลบไปที่ประตูนักสู้ขึ้นมารอยนี่ไม่อยากจะคิดต่อเลย เพราะต้องเสียทั้งแรงกายแรงใจกว่าจะทำให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ก็เล่นเอาซะรอยนอนฝันร้ายไปหลายคืนและบททดสอบทางโรงเรียนก็ให้นักเรียนได้รู้ก็มีแค่ชื่อสำนักกับชื่อรุ่นพี่ที่จะเป็นคู่ต่อสู้เท่านั้น ข้อมูลที่เหลือนักเรียนที่เข้ารับการทดสอบจะต้องไปสืบหาเอาเองและนำข้อมูลเหล่านั้นมาส่งเพื่อที่จะยืนยันการทดสอบและนี่ก็เป็นเหมือนกับเกมไล่จับไม่มีผิด เพราะรุ่นพี่ที่เข้ารับการทดสอบเองก็รู้ตัวว่ามีรุ่นน้องต้องการข้อมูลและรูปถ่ายของตน พวกเขาต่างก็ซ่อนตัวปิดบังตัวตนกันเป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อห้ามที่พวกรุ่นพี่ไม่สามารถหนีหรือออกนอกเขตโรงเรียนไปได้ในช่วงเวลาก่อนการทดสอบจะเริ่มขึ้น จึงทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาสาขาผู้ฝึกยุทธต่างก็วุ่นวายกันไปทั่ว
แต่คู่ต่อสู้รุ่นพี่ของรอยนั้นแปลกไปสักหน่อยที่เดินเข้ามาหารอยเองถึงในสำนักอินซาและก็พูดกล่าวเตือนมาด้วยท่าทียั่วยุสารพัดเหมือนกับตัวร้ายโง่ ๆที่มั่นอกมั่นใจตัวเองซะเหลือเกินว่าจะทำให้รอยพิการได้เพียงแค่กระบวนท่าเดียว ถึงรอยจะไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นแต่กับปรมาจารย์บีโฮนั่นไม่ใช่เลยเพราะท่านอาจารย์ต้องการให้หักกระดูกและทำให้มันไม่สามารถพูดได้อีกเลยจะยิ่งดี รอยคิดในใจไปว่าอะไรมันจะโหดเหี้ยมปานนั้นนี่กะจะให้ลูกศิษย์ของตัวเองไปฆ่าคนเลยหรืออย่างไรกัน