ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 คำเชิญเข้าทีม หุบเขาสิ้นหวัง

            “หืม? มีอะไรเหรอ?” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นท่าทีนั้น

            “นี่คุณน่ะ คงจะเพิ่งเคยมาที่เขตสงครามทรายโลหิตเป็นครั้งแรกใช่ไหม”สาวน้อยไม่ได้ตอบคำถามแต่กลับจ้องมองลู่เซิ่งแล้วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ใช่แล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้าตอบตามตรง

            “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องอธิบายให้นายเข้าใจชัดๆ ก่อน”

            เมื่อสาวน้อยได้ยินดังนั้นเธอก็แสดงสีหน้าประมาณว่า ‘คิดไว้ไม่มีผิด’ ก่อนจะอธิบายด้วยความระมัดระวังว่า “คือว่าหุบเขาสิ้นหวังแห่งนั้นน่ะไม่ใช่เขตอิทธิพลของประเทศเสินเซี่ยของเรา แต่เป็นเขตของประเทศวอหนูหากผู้ใช้อาชีพของประเทศเสินเซี่ยอย่างพวกเราบุ่มบ่ามเข้าไปแล้วถูกผู้ใช้อาชีพของประเทศวอหนูพบเข้าก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกพวกมันใช้กลยุทธ์รุมจู่โจม ดังนั้นพวกเราถึงอยากจะหาคนร่วมทีมให้ได้มากที่สุดเพราะมีคนเพิ่มขึ้นอีกคน ก็ถือว่ามีกำลังเพิ่มขึ้นอีกส่วน”

            พูดมาถึงตรงนี้เธอก็กล่าวเสริมว่า “แต่ถ้าไม่อยากไปตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนใจทันนะ”

            สิ้นคำพูดสาวน้อยไม่ได้รอให้ลู่เซิ่งเอ่ยปาก แต่กลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก

            เพราะหลายวันที่ผ่านมาเธอเฝ้าหาคนเข้าทีมบนถนนเส้นนี้มาโดยตลอด

            ทว่าทุกครั้งที่เธอบอกจุดหมายของการเดินทางไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอาชีพอะไร หรือมีพรสวรรค์แบบไหน พื้นฐานแล้วล้วนไม่มีข้อยกเว้นทุกคนต่างปฏิเสธในทันที

            แต่สาวน้อยก็ไม่ได้ตำหนิพวกเขา

            เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าผู้ใช้อาชีพของประเทศวอหนูในเขตสงครามทรายโลหิตนั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเย็นชาหากตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกมัน พวกมันจะไม่ยอมให้ตายง่ายๆ แต่จะค่อยๆทรมานจนขาดใจตายไปเอง

            ว่ากันว่าก่อนหน้านี้มีผู้ใช้อาชีพชาวเสินเซี่ยหลายคนหลงทางเข้าไปในเขตอิทธิพลของพวกมันจนสุดท้ายถูกชำแหละถลกหนัง สภาพการตายนั้นสยดสยองจนทนดูไม่ได้

            ดังนั้นในสถานการณ์ปกติจึงไม่ค่อยมีผู้ใช้อาชีพคนไหนอยากจะ ‘ข้ามเส้น’ไปต่อกรกับพวกเดรัจฉานเหล่านั้น

            ทว่าในจังหวะที่สาวน้อยถอดใจและไม่เหลือความหวังใดๆแล้วนั้นเอง

            “ไปสิ! ของดีแบบนั้นทำไมฉันจะไม่ไปล่ะ?”

            ลู่เซิ่งยิ้มบางๆเขาตอบตกลงออกมาโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ

            “อะไรนะ? นาย... นายตอบตกลงงั้นเหรอ?”

            สาวน้อยมองลู่เซิ่งด้วยความตกตะลึงผ่านไปครู่ใหญ่กว่าสติจะกลับคืนมา เธอถามด้วยความมึนงง“นาย... นายจะไม่ลองคิดดูอีกหน่อยเหรอ? ที่ที่เราจะไปน่ะคือเขตอิทธิพลของประเทศวอหนูเลยนะ...”

            “ก็แค่ประเทศวอหนูเล็กๆ ประเทศหนึ่งฉันเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าพวกเดรัจฉานนั่นจะมีน้ำยาแค่ไหน” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างทระนง

            ความจริงแล้วหากสาวน้อยไม่บอกว่าหุบเขาสิ้นหวังเป็นเขตของพวกวอหนูลู่เซิ่งอาจจะต้องพิจารณาดูอีกทีว่าจะไปดีไหม

            แต่ยิ่งเป็นเขตของประเทศวอหนูเขาก็ยิ่งอยากจะไปมากขึ้น

            เพราะในเมื่อรู้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกหน้าหมาของประเทศวอหนูคิดจะลอบกัดเพื่อนร่วมชาติของเขาแทนที่จะนั่งรอความตาย สู้เป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อนจะดีกว่า

            อย่างที่เขาว่ากันฆ่าหนึ่งเสมอตัว ฆ่าสองกำไร...

            “ยอดเยี่ยมไปเลย!!”

            ในที่สุดสาวน้อยก็กู้สติกลับมาได้เธอส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ พลางส่งคำขอเข้าทีมให้ลู่เซิ่งและถือโอกาสแนะนำตัวไปด้วย

            “ฉันชื่อสวี่ซาซา อาชีพนักบวช ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพคือสายพิทักษ์”

            เมื่อพูดจบเธอก็โบกมือเรียกไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน

            ชายอีกสองคนที่ร่วมทางมากับเธอเห็นสัญญาณก็เดินตรงเข้ามาหา

            “สองคนนี้คือรุ่นพี่ของฉันเอง”

            สวี่ซาซาบอกลู่เซิ่งคำหนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับชายทั้งสองว่า “เพื่อนคนนี้เพิ่งจะตอบตกลงรับคำขอเข้าทีมของพวกเราน่ะ”

            “โอ้? ในที่สุดก็หาเพื่อนร่วมทีมได้แล้วเหรอ?”

            สิ้นเสียงของเธอในบรรดาชายทั้งสองคนชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์และเห็นได้ชัดว่าอายุยังน้อยรีบก้าวออกมาข้างหน้าและยื่นมือให้ลู่เซิ่งพลางแนะนำตัว“สวัสดี ฉันชื่อเฉาอวี่ อาชีพนักรบความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพคือสายระบำคลั่ง”

            “สวัสดี ฉันชื่อลู่เซิ่ง อาชีพพาลาดินความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพคือสายพิพากษา”

            ลู่เซิ่งยิ้มพลางแนะนำตัวกลับไป

            แต่การที่เขาแจ้งอาชีพและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนเองออกไปนั้นสู้ไม่บอกเสียยังดีกว่า เพราะทันทีที่เขาพูดจบทั้งสามคนรวมถึงสวี่ซาซาต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง

            “อะไรนะ? พาลาดิน? แถมยังเป็นพาลาดินในสายพิพากษาอีกเหรอ?”

            ชายอีกคนที่เหลือในกลุ่มขมวดคิ้วมุ่นและใช้ทักษะตรวจสอบใส่ลู่เซิ่งโดยตรง

             [เป้าหมาย: ลู่เซิ่ง]

             [อาชีพ: พาลาดิน]

             [ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพ:??]

             [เลเวล:??]

             [พลังชีวิต:??]

             [ค่ามานา:??]

             [ระดับดาวพลังรบ:??]

            ......

            “เอ๊ะ? มองไม่เห็นค่าสถานะพื้นฐานงั้นเหรอ?”

            เมื่อเห็นแผงสถานะของลู่เซิ่งชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มมีโทสะขึ้นมา

            เพราะเขาดูออกทันทีว่าลู่เซิ่งต้องใช้อุปกรณ์ประเภทปิดบังข้อมูลแน่ๆ

            แต่อย่างไรเสียก็เป็นแค่พาลาดินสายพิพากษา ต่อให้ไม่ปิดบังสถานะก็เป็นได้แค่เศษขยะในหมู่ขยะเท่านั้นแหละ

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นกับสวี่ซาซาที่อยู่ข้างๆ ว่า “ซาซาฉันว่าเธอเสียเวลาเปล่าแล้วล่ะ หาอาชีพขยะแบบนี้ไปหุบเขาสิ้นหวังกับเรานอกจากเขาจะช่วยอะไรเราไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวแล้ว ยังจะเป็นตัวถ่วงพวกเราอีก”

            “คือ...”

            สวี่ซาซาเองก็มีสีหน้าลำบากใจเห็นได้ชัดว่าเธอเองก็คาดไม่ถึงว่าอาชีพและความเชี่ยวชาญของลู่เซิ่งจะย่ำแย่ขนาดนี้

            พาลาดินสายพิพากษาน่ะคือพาลาดินไร้ค่าบนดาวสีน้ำเงินและไม่มีอาชีพไหนเทียบตัวตนที่ไร้ค่าที่สุดเช่นนี้ได้อีกแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นเขตสงครามทรายโลหิตยังเป็นพื้นที่พิพาทที่เต็มไปด้วยอันตรายผู้ใช้อาชีพที่ไม่มีฝีมือย่อมไม่กล้ามาเก็บเลเวลในสถานที่แบบนี้แน่นอน

            ดังนั้นก่อนหน้านี้สวี่ซาซาจึงไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะได้พบกับอาชีพที่แปลกประหลาดอย่างพาลาดินสายพิพากษาในเขตสงครามทรายโลหิตแห่งนี้...

            “หึหึ ถ้าพวกเธอไม่อยากร่วมทีมด้วย ฉันก็ไม่ฝืนหรอกนะ บาย”

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคนลู่เซิ่งก็คร้านจะเสียเวลากับพวกเขา พูดจบเขาก็เตรียมจะหันหลังเดินจากไป

            “เดี๋ยวก่อน!”

            ในตอนนั้นเองสวี่ซาซาก็รีบยื่นมือมาขวางเขาไว้ และพูดเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี“นายชื่อลู่เซิ่งใช่ไหม ความจริงพวกเราไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกนายนะและถ้าหากนายไม่รังเกียจ พวกเราก็ยินดีมากที่จะให้นายมาร่วมทีมด้วย”

            “ใช่ๆ ได้ยินมาว่าถ้าพาลาดินสายพิพากษามีอุปกรณ์ดีๆ สนับสนุนก็สามารถระเบิดพลังรบที่รุนแรงออกมาได้เหมือนกันอีกอย่างพาลาดินยังมีเวทอวยพรและเวทรักษาด้วย ถ้ามองดีๆก็ถือว่ายังมีประโยชน์อยู่นะ ฮ่าๆ” เฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆก็ช่วยประสานคำพูดนั้นด้วยท่าทางร่าเริง

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน