มู่ไห่เฉินนั่งเฝ้าจางเฉิงอี้จนเผลอหลับ พอรุ่งเช้าจึงได้รู้ว่าป่านนี้แล้วนางก็ยังไม่ตื่น
มือปราบเถี่ยเดินเข้ามา เขาจ้องมองมู่ไห่เฉินด้วยความเห็นใจ เขารู้ดีว่าจางเฉิงอี้กับมู่ไห่เฉินนั้นเป็นสหายที่ดีต่อกัน
มือปราบเถี่ยเดินเข้าไปตบไหล่เบา ๆ เขากล่าวว่าคดีนี้พอได้ความคืบหน้ามาแล้วบ้าง
มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็ตาสว่างทันที ก่อนจะซัดถามกลับไปถึงข้อมูลที่มี
จากการสอบถามพยานหลายคนพบว่ากลุ่มของคุณชายหวังได้ออกจากเมืองประตูทางตะวันออกในช่วงเช้า เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พยานเห็นรถม้าจางเฉิงอี้ออกไป
รถม้าของจางเฉิงอี้ถูกพบห่างออกไปหลายลี้ ข้างในมีสินค้าจำนวนหนึ่ง คาดว่าคงถูกลักพาตัวช่วงขากลับ สินค้าที่เจอเท่าที่สังเกตไม่มีสินค้าสูญหาย หากเทียบกับใบรายการซื้อที่พบเจอ
ดังนั้นสรุปได้ว่านี่ไม่ใช่จี้ชิงทรัพย์ แต่เป็นการลักพาตัวเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง แต่ตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่กลุ่มของคุณชายหวังน่าสงสัยเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังขาดหลักฐานการก่อเหตุ
“หนึ่งในกลุ่มคุณชายหวังวันนั้นมีคนหนึ่งพกกระบี่ใช่หรือไม่”
มู่ไห่เฉินถามคำถามออกไปเพื่อยืนยันบางสิ่ง
มือปราบเถี่ยบอกว่าใช่ ในวันนั้นมีคนของคุณชายหวังคนหนึ่งพกกระบี่จริง ๆ คนผู้นั้นเป็นคนใกล้ตัวคุณชายหวัง ปกติแล้วมักจะอยู่คอยคุ้มกันข้าง ๆ แต่วันนั้นกลับไม่มีคุณชายหวัง
หลังจากมู่ไห่เฉินได้คำตอบก็เดินจากออกไปโดยฝากฝังให้มือปราบเถี่ยเฝ้าแม่นางจางแทน
มือปราบเถี่ยแม้ตะโกนเรียกหลายครั้ง แต่มู่ไห่เฉินก็ยังเดินตรงออกไป
“ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน”
มู่ไห่เฉินทิ้งท้ายคำพูดก่อนเดินออกจากห้องไป แน่นอนว่าเขามีแผนบางอย่างที่อยากยืนยัน
มู่ไห่เฉินสวมชุดธรรมดา สวมหมวกฟางดักรอกลุ่มของคุณชายหวังหน้าจวน และทันทีที่มู่ไห่เฉินพบเจอ เขาเพ่งเล็งลูกน้องที่ถือกระบี่เป็นพิเศษ
“เริ่มการดาวน์โหลด วิชากระบี่อสรพิษ สองชั่วโมง สิบนาที”
มู่ไห่เฉินเริ่มดาวน์โหลดวิชากระบี่จากคนผู้นั้น เขาไม่จำเป็นต้องติดตามคนกลุ่มนี้แบบตัวติด เพียงแค่เดินห่างไปหลายช่วงถนน เพื่อไม่เป็นที่น่าสังเกต อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็ไม่มีทางหลุดระยะการดาวน์โหลดไปได้ และไม่ว่าจะหลบตรงในระยะการดาวน์โหลดก็ไม่มีทางซ่อนตัวได้ เพราะมู่ไห่เฉินจะรู้ตำแหน่งคนที่ดาวน์โหลดอยู่ตลอดเวลา
มู่ไห่เฉินรู้สึกว่าเป้าหมายตัวเองนั้นหยุดลงที่ระยะสองร้อยเมตร เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะพบว่าเป็นร้านอาหารแห่งหนึ่ง
มู่ไห่เฉินเดินผ่านไปก่อนจะไปหยุดที่ตรอกแห่งหนึ่ง เขาเพียงยืนนิ่งอย่างสงบ เพื่อนับดูเวลาที่ลดน้อยถอยลง
จนกระทั่งการดาวน์โหลดเสร็จสิ้น แผ่นป้ายความสำเร็จก็ปรากฏขึ้นมาให้เลือกอีกตามเช่นเคย ครั้งนี้เขาเลือกเพิ่มระยะการดาวน์โหลดเพิ่มเข้าไปอีก หากรวมกับของที่มีอยู่ตอนนี้ระยะก็ไกลกว่าสองกิโลเมตรแล้ว ในตอนนี้ นับว่าขอเพียงคนผู้นั้นอยู่ในระยะสายตามู่ไห่เฉินก็สามารถเริ่มการดาวน์โหลดได้ในทันที
มู่ไห่เฉินหลังจากดาวน์โหลดวิชาเสร็จสิ้นก็กระจ่างชัดในบางสิ่ง
เขาตรงกลับไปยังกองปราบเพื่อตามหามือปราบหลิน เขาเรียกมือปราบหลินไปลานที่มีต้นไม้ต้นหนึ่ง
มู่ไห่เฉินใช้กระบวนท่าหนึ่งในเพลงกระบี่อสรพิษ เพลงกระบี่นั้นพุ่งออกรวดเร็ว ก่อนจะดึงกลับออกมาด้วยความเร็วไม่แพ้กัน คล้ายงูอสรพิษเข้าฉกจู่โจม
มือปราบหลินที่เห็นก็ยังต้องตกใจ แต่ที่ตกใจกว่าคือรอยแทงกระบี่นั้นคล้ายกับแผลบนตัวของสาวใช้จางเฉิงอี้ไม่มีผิด
มือปราบหลินถามถึงกระบวนท่านี้ได้มาจากที่ใด มู่ไห่เฉินบอกว่าลอกเลียนจากคนคุ้มกันของคุณชายหวังมา
มือปราบหลินยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กระบวนท่าเช่นนี้แม้จะเลียนแบบ ก็ไม่ใช่จะใช้ออกได้สมบูรณ์ในวันสองวัน
มู่ไห่เฉินกล่าว หากเราพิสูจน์เพลงกระบี่นี้จากคนผู้นั้นได้ ก็เท่ากับว่าเรารู้ตัวคนร้ายในวันนั้น
มือปราบหลินบอกว่ามันก็เป็นไปได้ แต่อย่างแรกเลยคือเราจะให้คนผู้นั้นแสดงฝีมือและใช้กระบวนท่านี้ออกได้อย่างไร
มู่ไห่เฉินแน่นอนว่ามีแผนในใจอยู่แล้ว จึงได้เสนอแผนของตนเองให้มือปราบหลินฟัง
ยามตะวันใกล้ตกดิน กลุ่มของคุณชายหวังเดินทางกลับจวน ระหว่างทางนั้นก็ปรากฏชายชุดดำผู้หนึ่งพุ่งจู่โจมคุณชายหวัง
แน่นอนว่าคนคุ้มกันฝีมือดีก็เข้าปกป้องได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสองต่อสู้กันจนชาวบ้านแตกตื่นวิ่งหลบหนี
ชายชุดดำแท้จริงแล้วก็คือมู่ไห่เฉิน เขาพยายามต่อสู้กับคนคุ้มกันอย่างสุดกำลัง แต่เหมือนว่าคนผู้นั้นก็พยายามหลบเลี่ยงวิชาของตน
มู่ไห่เฉินแม้มีระดับปราณเท่ากับชายผู้นี้ แต่หากคิดจะเอาชัยก็คงไม่ยากนัก ทั้งประสบการณ์และวิชากระบี่ของคู่ต่อสู้ เขาล้วนเหนือกว่าในตอนนี้
มู่ไห่เฉินบีบบังคับจู่โจมอย่างหนักจนอีกฝั่งต้องงัดเพลงกระบี่อสรพิษออกมา เพลงกระบี่เฉียบคมรวดเร็ว แต่มู่ไห่เฉินกลับหลบหลีกได้อย่างแม่นยำจนอีกฝ่ายถึงขั้นประหลาดใจ
แต่แล้วชายชุดดำก็พุ่งตัวหนีห่างออกไปอย่างรวดเร็ว และทันใดนั้นเองก็มีเหล่ามือปราบเข้ามาล้อมเอาไว้ ก่อนจะจับควบคุม ผู้คุ้มกันคนนั้นเอาไว้
หลังการสอบสวนคนผู้นั้นในคุกอยู่นาน แม้ตอนแรกจะปฏิเสธ แต่ตอนหลังก็ยอมจำนนด้วยหลักฐานแผลบนตัวสาวใช้ เขารู้ดีขืนยื้อต่อไปก็เปล่าประโยชน์ หากแม้ไม่ยอมรับตอนนี้ สุดท้ายหากพาจอมยุทธ์มากฝีมือมาพิสูจน์ความจริงก็จะปรากฏอยู่ดี เพราะวิชากระบี่นี้มีเอกลักษณ์ น้อยคนจะใช้ออก
อย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอมบอกเหตุผลที่ได้กระทำ แต่อย่างไรก็ดี ยามนี้ความจริงบางส่วนก็ปรากฏขึ้นแล้ว เชื่อว่าไม่นานความจริงก็คงกระจ่าง
ตอนนี้มือปราบเถี่ยสั่งการให้จับตัวผู้ติดตามของคุณชายหวังทั้งหมดมาเข้าคุกก่อน เพื่อจะได้สอบสวนคดีต่อไป
ยามนี้มู่ไห่เฉินกลับไปหาจางเฉิงอี้อีกครั้ง จนบัดนี้นางก็ยังไม่ได้สติ ส่วนมู่ไห่เฉินก็ทำได้เพียงนั่งเฝ้านางอยู่ไม่ห่าง ภาวนาว่าให้นางนั้นหายดี
แต่แล้วจางเฉิงอี้ก็รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง นางหันมองไปรอบ ๆ ก็พบมู่ไห่เฉินอยู่ข้าง ๆ นางพยายามขยับแขนไปสะกิดมู่ไห่เฉิน
มู่ไห่เฉินที่รู้สึกตัวก็รีบประคองนางนั่งจนลืมไปแล้วว่านางเพิ่งฟื้นตัว
คำแรกที่นางถามก็คือสาวใช้ของนางเป็นอย่างไรบ้าง มู่ไห่เฉินยังไม่ทันได้ตอบนางก็ร้องไห้เสียใจออกมาเหมือนรู้คำตอบนั่นดีอยู่แล้ว
“นางไม่รอด ข้าเสียใจด้วย”
จางเฉิงอี้นางร้องไห้เสียใจ แต่ก็ยังตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
“ข้ารู้ ข้ารู้ดีอยู่แล้ว ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน”
มู่ไห่เฉินเข้าใจความโศกเศร้านั้นดี แต่ยามนี้ก็ต้องประคองให้นางผ่านช่วงนี้ไปให้ได้เสียก่อน
มู่ไห่เฉินเริ่มเล่าทุกอย่างจนถึงตอนนี้ให้นางฟัง แม้จะจับคนร้ายได้แล้ว แต่ก็ยังปิดคดีไม่ได้ ยังต้องสืบหาความจริงต่อ
จางเฉิงอี้นางรู้ดีว่าใครคือตัวการในวันนั้น นางกล่าวว่า คุณชายหวังยังคงโกรธแค้นเรื่องในครั้งก่อน เขาพยายามติดตามและหาเรื่องบ่อยครั้ง แต่ไม่คิดว่าวันนั้นจะลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
วันนั้นทั้งสองขากลับถูกคนของคุณชายหวังขวางไว้ พวกนั้นพยายามจะกลั่นแกล้งนาง แต่สาวใช้ของนางก็พยายามปกป้องเต็มที่ แต่แล้วนางก็ถูกแทงเลือดไหลอาบ ตอนนั้นนางตกใจมากจนเป็นลมหมดสติไป
ไม่นานนักพ่อของนางก็มาหา นางลุกขึ้นด้วยท่าทางอ่อนแรงก่อนโค้งคำนับ ถือว่าน่าแปลกใจนัก วันก่อนนางยังกลัวพ่อของตนเองอยู่ เหตุใดวันนี้ถึงได้ดูปกตินัก หรือเพราะตอนนั้นนางแค่สับสนก็เป็นได้
เมื่อนางฟื้นแล้วมือปราบก็ปล่อยให้นางกลับบ้านไปพักฟื้น อีกทั้งพร้อมนัดหมายให้มารายงานตัวในวันพรุ่งนี้เพื่อสืบสวนคดีต่อไป
วันรุ่งขึ้นจางเฉิงอี้ก็มาให้ปากคำเพิ่มเติมที่ว่าการ คนติดตามหลายคนก็ยอมเปิดปากว่ารับคำสั่งมาจากคุณชายหวังเพื่อแลกกับโทษไม่ให้ประหารชีวิต
เมื่อทุกอย่างชี้ชัดคุณชายหวังก็ถูกคุมตัวเพื่อพิจารณาคดี แต่แน่นอนว่าตระกูลหวังถือว่ามีขุนนางระดับสูงอยู่ในวังหลวง หากจะพิจารณาคดีต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ดังนั้นระหว่างนี้ให้คุมตัวคุณชายหวังเอาไว้ก่อน มิอาจตัดสินโทษได้
ไม่กี่วันถัดมาก็เป็นไปตามที่คาดคิด มีจดหมายราชการด่วนเข้ามา คำสั่งคือให้ระงับโทษคุณชายหวังไว้ก่อน ให้คุมตัวกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อพิจารณาคดีอีกครั้ง
เจ้าเมืองเรียกมือปราบเถี่ยให้รับทราบ ก่อนจะให้จัดเตรียมผู้คนคอยคุ้มกัน โดยภารกิจครั้งนี้ต้องส่งตัวคุณชายหวังไปยังเมืองโยวโจว
มือปราบหลังจากรับเรื่องก็แจ้งไปยังมือปราบหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีมู่ไห่เฉินด้วย
มือปราบหลินที่ได้ฟังก็พูดสิ่งที่คิดออกมา คดีนี้เมื่อถึงวังหลวงก็จะจบลงด้วยโทษสถานเบา ไม่นานคุณชายหวังผู้นี้ก็จะได้ใช้ชีวิตปกติสุขต่อไป กฎหมายบ้าบออะไร สุดท้ายแล้วก็แค่อยู่ที่ว่าอำนาจนั้นอยู่ในมือใคร
มือปราบเถี่ยเองแม้จะเข้มงวดในกฎหมาย แต่จุดนี้ก็เป็นความจริง ไม่อาจปฏิเสธได้
มู่ไห่เฉินเมื่อรู้ความจริงตรงนี้ก็เจ็บแค้นเต็มอก แต่ในฐานะมือปราบเขากลับทำสิ่งใดไม่ได้ กฎหมายที่มีอยู่ในมือก็ใช้การไม่ได้กับคนชั่วช้าแบบนี้ คิดแล้วก็ช่างน่าขันนัก