หลังมื้ออาหารสิ้นสุดลง หลิวหยางได้นั่งจิบน้ำชาเพื่อฟังการสนทนาของจางหลิวเหว่ย และเจียลี่ นางได้ทราบว่าบิดานั้นรับราชการเป็ผู้ดูแลสำนักการศึกษาให้แก่ตระกูลชั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็พวกคนมีฐานะ และขุนนางจะส่งลูกหลานที่เป็ชายเข้าไปเรียนที่นั่น ในการเรียนนั้นจะสอนวิชาความรู้ที่จำเป็ทุกอย่าง ทั้งการต่อสู้ การเมือง รวมถึงศิลปะ ผู้ที่ศึกษาจบไปส่วนใหญ่ก็จะไปรับราชการเป็ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊ และฝ่ายบุ๋น หรือบางคนไม่อยากรับราชการก็สามารถนำความรู้ไปใช้ในด้านสาขาอาชีพอื่นๆได้ เช่นเ้าของกิจการ ตอนนี้มีกลุ่มนักศึกษาอยู่ราวๆ 20 คน ซึ่งคนที่ได้เข้าไปศึกษาต้องผ่านการทดสอบคัดเลือกตามเกณฑ์ของสำนักการศึกษาจากผู้สมัครจำนวนมากในแต่ละปี หากพลาดโอกาสการคัดเลือกก็จะต้องรอไปอีก 2 ปี จึงจะมีการประกาศรับสมัครนักศึกษากลุ่มใหม่
ในยุคที่หลิวหยางอยู่นี้เป็สมัยที่กลุ่มคนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาจะเป็พวกตระกูลชั้นสูง หรือฐานะร่ำรวยเท่านั้น ส่วนชนชั้นอื่นยังเข้าไม่ถึงการศึกษา รวมถึงผู้หญิงด้วย
“ท่านพ่อ ข้าขอตามไปดูที่ทำงานของท่านบ้างได้หรือเปล่า” หลิวหยางถามบิดาด้วยความตื่นเต้น
“น่าแปลก ั้แ่เล็กจนโตเ้าไม่เคยสนใจงานของข้า ทำไมจู่ๆก็นึกสนใจขึ้นมาหล่ะ”
“ก็ข้าเบื่อนี่นา ถ้าให้อยู่แต่บ้าน ข้าอยากช่วยท่านทำงานบ้าง”
“ไม่ได้ๆหรอกลูก ที่นั่นเป็เขตทางการ ผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าเด็ดขาด” เจียลี่ปรามบุตรสาวเบาๆ อันที่จริงหากหลิวหยางจะตามผู้เป็บิดาที่เป็ผู้ดูแลศูนย์เข้าไปก็ย่อมทำได้ แต่เนื่องจากที่นั่นมีแต่นักศึกษาชายวัยไล่เลี่ยกับหลิวหยาง และบุตรสาวของนางมีรูปร่างหน้าตาสะสวย นางจึงคำนึงถึงความไม่เหมาะสมที่จะตามมา
“หยางเอ๋อร์เ้าเพิ่งฟื้นไม่นาน ร่างกายยังไม่แข็งแรง ตอนนี้เ้ารีบไปพักผ่อนได้แล้ว ท่านพี่ก็เหมือนกัน พรุ่งนี้ท่านต้องไปทำงานแต่เช้า” เจียลี่บอกกับสามีและบุตรสาวเพื่อหยุดการสนทนาลงในคืนนี้
“เ้าค่ะ ท่านแม่” หลิวหยางฉวยโอกาสที่เจียลี่กำลังประคองสามีให้ลุกจากเก้าอี้แอบหยิบขนมเปี๊ยะก้อนเล็กๆและกำไว้ในมือ ขนมนี้นางได้ลิ้มรสเมื่อซักครู่ มันมีรสละมุนลิ้นคล้ายมันหวานผสมนมสด และมีกลิ่นหอมด้วย นางจึงตั้งใจเอาไปฝากเ้าเพื่อนตัวเล็กที่รออยู่ที่ห้อง
หลิวหยางเมื่อเข้ามาในห้องนางรีบปิดประตูและขัดด้วยไม้เพื่อเป็การล็อค เสี่ยวไป๋นอนรออยู่ในตะกร้าที่รองไว้ด้วยที่นอนนุ่มๆที่หงเป่าจัดเตรียมไว้ให้ มันเอาคางวางไว้กับขอบตะกร้าและมองที่ประตูตลอดเวลา เมื่อเห็นร่างบางเข้ามาในห้องมันจึงได้รีบะโลงจากตะกร้ามายืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับย่ำเท้าและส่ายหางที่เป็พวงไปมาเร็วๆ หลิวหยางหัวเราะเบาๆอย่างเอ็นดู
“เสี่ยวไป๋ เ้าไม่ยอมนอน เหมือนรู้เลยนะว่าข้ามีของมาฝาก” นางบอกพร้อมกับนั่งลงข้างๆมัน หมาน้อยแสนรู้ตะกายทั้งตัวขึ้นมานอนเกยอยู่บนตักบาง หลิวหยางแบมือที่มีขนมเปี๊ยะก้อนเล็กๆออก นางยื่นไปอังที่จมูกเสี่ยวไป๋ มันทำจมูกฟุดฟิดและกระดิกหางเร็วขึ้นกว่าเดิมด้วยความดีใจ
“วันนี้เรามาฉลองการเป็เพื่อนวันแรกของเรานะ แต่จะกินบ่อยๆไม่ได้นะ เพราะขนมมันหวาน ไม่ดีต่อสุขภาพรู้ไหม” หลิวหยางบอกเ้าตัวเล็กที่อยู่บนตัก พลางยกมือขึ้นให้สูงกว่าเดิมเพื่อให้พ้นปากของเสี่ยวไป๋ที่ยื่นเข้ามาใกล้ขนม นางค่อยๆบิดขนมออกเป็ชิ้นเล็กๆ ใส่ปากมัน เสี่ยวไป๋งับขนมอย่างไวและรีบเคี้ยวจนหัวมันสั่นคลอนไปหมด
เสี่ยวไป๋ทำให้นางนึกถึงน้องหมาที่เคยเลี้ยงที่โลกปัจจุบัน มันชื่อหมูหวาน หมูหวานเป็พุดเดิ้ลทอย มีขนฟูและตัวเล็ก หน้าเล็กๆเหมือนเสี่ยวไป๋ตอนนี้เลย ต่างกันตรงที่หมูหวานมีขนสีน้ำตาล ส่วนเสี่ยวไป๋มีขนสีขาว พ่อซื้อหมูหวานให้นางั้แ่ตอนขึ้นมัธยมเพื่อเป็ของขวัญวันเกิด เพราะนางอยากได้น้องหมามาเลี้ยงมาก แต่พอขึ้นมหาวิทยาลัยนางต้องไปพักอยู่หอพัก เลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับหมูหวาน จนมันค่อยๆป่วย และเสียไปก่อนที่นางจะเรียนจบและกลับมาอยู่ที่บ้านเพียงไม่กี่เดือน หลิวหยางคิดถึงมันมาก แต่เนื่องจากยุ่งกับการหางานทำจึงยังไม่ได้รับน้องหมาตัวใหม่มาเลี้ยง
“หมดแล้ว ไปนอนได้แล้วนะเสี่ยวไป๋ ขนมจะเอามาฝากบ่อยๆไม่ได้รู้ไหม เพราะเ้าต้องกินเป็เวลา ข้าไม่อยากทำให้เ้าเสียนิสัย” หลิวหยางบอกพร้อมกับกระชับกอดมันไว้แน่นๆกับอก ก่อนที่จะอุ้มมันไปวางตรงที่นอน เสี่ยวไป๋ขดตัวลงในที่นอนอย่างว่าง่าย แต่ยังเอาหัวเล็กๆพาดไว้กับขอบตะกร้าและแหงนเงยมองหลิวหยางอยู่ นางยิ้มให้มันก่อนจะไปจัดการทำความสะอาดฟันด้วยอุปกรณ์ที่น้าเจินเตรียมไว้ให้ น้าเจินสอนวิธีใช้มันกับหลิวหยางเมื่อตอนเย็นก่อนจะอาบน้ำ แปรงสีฟันมีลักษณะรูปทรงคล้ายๆกับยุคปัจจุบันแต่ด้ามจับทำมาจากไม้ไผ่เจาะรู และใช้ขนหางม้าแทนส่วนที่เป็แปรง ใช้คู่กับผงสีฟันที่ทำมาจากพืชและเกลือ
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ หลิวหยางดับตะเกียงตรงโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆกับหัวเตียง และค่อยๆนั่งลงบนที่นอนเพื่อไม่ให้เกิดเสียง เพราะเสี่ยวไป๋หลับไปแล้ว แสงจันทร์จากภายนอกยังสาดส่องเข้ามาทำให้ห้องมีแสงสลัวไม่มืดสนิทเสียทีเดียว นางลืมตาโพลงท่ามกลางแสงสลัว ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับไปสิ่งที่ประสบพบเจอมาั้แ่ฟื้นจากอุบัติเหตุ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จนเปลือกตาเริ่มหนักอึ้งและค่อยๆหลับสนิทไปในที่สุด