ตอนที่ 40 ห้าร้อย...
“หนีห่าว ผมชื่อเยว่เหลียง เป็นญาติกับเยว่เฟิง มารับพวกคุณตามที่ได้รับแจ้งแล้วครับ”ชายที่ชื่อเยว่เหลียงมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากเยว่เฟิงเป็นอย่างมาก ส่วนสูงของเขาไม่น่าจะถึง 170 เซนติเมตร แต่ร่างกายกลับกำยำล่ำสันอย่างเห็นได้ชัดแม้จะใส่แจ็คเก็ตกันหนาวอยู่เป็นญาติกับเยว่เฟิงแปลว่าก็ต้องเป็นโดมินาริด้วยซินะ?โจจิขยับแว่นแล้วเดินเข้าไปหาเยว่เหลียง ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็กอดกันแน่น“ฮ่า ๆ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เป็นยังไงบ้างเยว่เหลียง” “สบายดี ๆ ตั้งแต่เมื่อไรนะหลังสงครามจีน-ญี่ปุ่น? ไม่ซิ ไม่นานขนาดนั้น...”ทั้งคู่กอดคอคุยกันอย่างสนิทสนม จากนั้นเยว่เหลียงก็หันไปหานอร่า “นอร่า เป็นยังไงบ้าง”นอร่ากอดเยว่เหลียงครั้งหนึ่งพร้อมตอบว่า“ฉันสบายดี ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง”เยว่เหลียงกับทั้งนอร่าและโจจิทั้งสามคน แลดูจะรู้จักและมีความสนิทสนมกันมานาน เมื่อทักทายกันอยู่ครู่หนึ่งก็เหมือนกับเยว่เหลียงจะรู้ตัวว่ามีพวกผมยืนรออยู่อีกด้วย“โอ้ ต้องขออภัยด้วยท่านหญิง ข้าเสียมารยาทปล่อยให้ท่านรอเสียนาน ยินดีต้อนรับสู่ประเทศจีน”เยว่เหลียงโค้งคำนับให้กับวายา“ไม่ต้องเรียกท่านหญิงอะไรหรอก เรียกวายาก็พอ”รอยยิ้มที่สดใสของวายายังคงสร้างเสน่ห์ให้กับคนรอบข้างเสมอ และความเป็นกันเองของเธอก็ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองมากขึ้น“ตกลง... วายา และท่านนี้คือ...”“โทคูลา องค์รักษ์ของท่านหญิงวายา”โทคูลาแนะนำตัวกับเยว่เหลียง ทั้งคู่จับมือและพยักหน้าให้กันครั้งหนึ่งจากนั้นเขาก็หันมองมาทางผมด้วยรอยยิ้ม“งั้นคุณก็คือคาล คนที่วลาดบอกให้เขียนชื่อลงบนป้าย”เขายื่นมือมาจับมือผมผมได้แต่ยิ้มให้และกล่าวทักทายเล็กน้อย แต่ในใจก็อดเคืองวลาดิเมียร์ไม่ได้ที่ชอบเล่นอะไรแผลง ๆ กับผมเรื่อย แม้ว่าพอนึก ๆ อีกทีมันจะขำอยู่เหมือนกันก็ตาม“เราค่อยไปคุยกันต่อตอนเดินทางดีกว่าครับ”เยว่เหลียงบอกกับพวกเรา จากนั้นก็พาทุกคนไปขึ้นรถบัสขนาดเล็กคันหนึ่งที่ด้านนอกสนามบิน แล้วก็พาเราเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองอู่ฮั่นหลังจากขึ้นรถไปได้ไม่นาน เสียงพูดคุยที่มีอยู่ประปรายในตอนแรกก็ค่อย ๆ เงียบหายไป เหมือนกับทุกคนจะจดจ่ออยู่กับความคิดของตัวเองเยว่เหลียงนั่งอยู่ที่นั่งใกล้ ๆ กับคนขับทางด้านหน้าของรถ เขาเขยิบไปพูดคุยอะไรกับคนขับอยู่เป็นพัก ๆถัดมาคือโจจิ และนอร่า ที่นั่งอยู่แถวเดียวกันแต่อยู่คนละฝากกระจก โจจินั่งอยู่แถวที่นั่งทางด้านซ้ายด้านเดียวกับคนขับ ส่วนนอร่านั่งอยู่ที่นั่งทางด้านขวาและหันหน้ามองออกไปนอกกระจกอยู่ตลอดเวลาโทคูลาตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งที่เบาะยาวท้ายรถทันทีที่ขึ้นมา แล้วก็นั่งกอดอกหลับตาไม่พูดไม่จากับใครทั้งสิ้นผมกับวายานั่งอยู่ที่นั่งกลาง ๆ รถระหว่างแถวของโจจิกับนอร่า และ โทคูลาเธอยังคงใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลของผมอยู่ตั้งแต่วันที่ผมให้เธอไป และผมก็ค่อนข้างดีใจที่มันเป็นอย่างนั้นระหว่างที่รถบัสแล่นไปเรื่อย ๆ วายาก็หยิบของชิ้นหนึ่งยัดใส่มือผม“มูนสโตน?”“ฉันยังหาโอกาสมอบมันคืนให้นายไม่ได้เลย” วายาพูดโดยไม่หันมามองผม“แต่ตอนนี้ได้แล้ว” เธอยิ้ม“แต่สิ่งนี้พี่เธอ ...เอาคืนไปแล้ว”“แล้วก็คืนมาแล้วไง มันเป็นของของฉัน ฉันมีสิทธิจะมอบให้ใครก็ได้”“แต่...”วายาเอามือปิดปากผม“ไม่มีแต่ เก็บเอาไว้ดี ๆ”แล้วเธอก็หันไปมองตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิมผมปล่อยให้เกิดความเงียบระหว่างเราครู่หนึ่ง คิดจะหลับสักงีบ แต่ก็ดันไม่มีความง่วงเลยเลยหันไปสะกิดเธอ“วายา ฉันมีเรื่องอยากถามเธอมาพักนึงแล้ว”เธอหันมายิ้มให้กับผม“ว่า...”“เอ่อ คือเธออายุเท่าไรเหรอ?”“มีคนเขาถามเรื่องอายุกับผู้หญิงกันด้วยเหรอ?”วายาทำหน้าค้อน“คือฉันไม่ได้หมายถึงเธอโดยตรงน่ะ ฉันหมายถึงแบบรวม ๆ พวกเรา โดมินาริ ดูไม่เห็นมีคนสูงวัยเลยสักคน แต่ฟังว่าบางคนอายุร่วมพันปีแล้ว...”ผมรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน เพราะกลัวว่าวายาจะไม่พอใจ“คิก ๆๆ ดูหน้านายตอนนี้ซิ ตลกหน้าดูเลย เลิกแก้ตัวได้แล้ว ฉันล้อเล่นน่ะ”ผมถึงกับหน้าเหวอจากการหยอกเย้าของวายา“อายุเหรอ? อืม... จริง ๆ สำหรับนายที่โดนสตรัคไปคงจะงง ๆ หน่อยน่ะ ฉันเข้าใจ เพราะพอเจอพวกเราโดมินาริแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของทุกคนดูอายุไม่มากเลยเมื่อเทียบกับเซเปียนส์ที่อายุเท่า ๆ กัน ไม่ซิ ไม่มีเซเปียนส์ที่อายุเท่าพวกเราอยู่แล้ว ต้องบอกว่าดูอายุไม่แก่แม้จะอายุเป็นร้อยปี...”ผมพยักหน้ารับ “ฉันอายุห้าร้อยยี่สิบเจ็ดปี”วายายิ้มผมจ้องมองหน้าเธอ แบบไม่รู้จะแสดงความรู้สึกอะไรออกไป เธอยังดูราวยี่สิบต้น ๆ ในสายตาผม แต่ผมก็ค่อย ๆ ที่จะทำความเข้าใจเรื่องของโดมินาริให้มากขึ้น ๆ“ห้าร้อย... เออ... แปลว่าพวกเราจะไม่มีวันแก่ตัวเหมือนกับเซเปียนส์งั้นเหรอ?”ผมถามคำถามโดยพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องอายุของวายา เพราะไม่แน่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่ควรพูดถึงหรือเปล่าวายาหันมาทำหน้าค้อนเล็ก ๆ ใส่ผมอีกครั้งอย่างรู้ทัน แต่เธอก็ไม่พยายามไปต่อความยาวสาวความยืดเรื่องนั้นต่อ แล้วก็อธิบายให้ผมฟังว่า “จะว่าไปแล้วพวกเราเองก็แก่ตัวลงนะ เพียงแต่ว่าดีเซลล์ของพวกเราเสื่อมสภาพช้าลงมาก ๆ และก็คงอยู่ในสภาพช่วงสมบูรณ์ของชีวิตได้ยาวนาน จริง ๆ ช่วงตั้งแต่เกิดมาจนถึงช่วงสมบูรณ์เต็มวัย พวกเรามักจะมีการเติบโตที่แทบไม่ต่างไปจากเซเปียนส์เลย และโดยมากตอนช่วงอายุนั้นดีเซลล์ขอบเราแทบจะไม่ได้แสดงความพิเศษอะไรออกมา แต่พอถึงช่วงอายุหนึ่ง ราว ๆ ช่วงอายุสิบเก้าปี ดีเซลล์ของเราจะเริ่มดูดซึมและสะสมมานาทำให้เราแก่ตัวช้าลงเรื่อย ๆ” พอพูดถึงจุดนี้วายาก็หยุดพูด แล้วอยู่ ๆ ก็หันมาเอามือวางบนแก้มของผม“นั่นทำให้เราแทบจะไม่รู้เลยว่าใครอายุเท่าไรกันแน่ จึงทำให้โดมินาริไม่ได้ยึดติดเรื่องอาวุโส สถานะ หรือเรื่องหยุมหยิมอื่น ๆ เหมือนกับเซเปียนส์ และใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วนายอายุเท่าไรกันแน่ อาจจะมากกว่าห้าร้อยยี่สิบเจ็ดปีก็ได้...”เธอยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ทำให้โลกแทบละลาย จนทำให้ผมเขินไปด้วย“เอะ นายไม่สบายเหรอ ทำไมตัวร้อนแบบนั้น”“อ้อ เปล่า ๆ ไม่ได้เป็นอะไร ๆ”ผมพูดจบพลางรีบหันหน้าหลบวายา แล้วก็ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนวายาก็จะรับรู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ที่ทักขึ้นมาเพราะแกล้งแซวผมเล่นเท่านั้นจากนั้นเราก็คุยกันอีกสองสามคำ แล้วก็แยกย้ายจมอยู่กับโลกส่วนตัวของตัวเองผมไม่รู้ว่าวายาคิดถึงเรื่องอะไรบ้างแต่ผมเองคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเท่าที่จำได้ความทรงจำเกี่ยวกับกลุ่มตรีศูลช่วงสั้น ๆความทรงจำเกี่ยวกับภารกิจของเรย์ที่โตเกียวความทรงจำเกี่ยวกับเรมูเลียความทรงจำเกี่ยวกับการคืนความสามารถให้กับผมความทรงจำเกี่ยวกับหน่วยสิบเอ็ดและตอนนี้ภารกิจครั้งแรกของผมกับหน่วยสิบเอ็ดเริ่มขึ้นแล้ว.............................................................หลังวิ่งผ่านย่านตัวเมืองพลุกพล่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงวิ่งออกไปนอกเมือง รถบัสก็ชะลอตัวลงเมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้แนวกำแพงสีดำสูงที่ตั้งตระหง่านราวกับเป็นป้อมปราการ น่าเกรงขามราวกับกำแพงหมื่นลี้ ...ว่านหลี่ฉางเฉิง ที่คอยป้องกันการรุกรานจากพวกชนเผ่านอกด่านจากนั้นรถบัสก็เลี้ยวช้า ๆ เข้าไปสู่ช่องประตูที่เปิดออกบ้านทรงจีนโบราณหลังหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่หลังกำแพงสีดำสูงตระหง่านนั้นรถบัสเข้าจอดในบริเวณที่จอดซึ่งมีหลังคากันแดดสีดำอยู่ด้านบนเยว่เหลียงเชิญพวกเราลงจากรถและพาเดินเข้าสู่บ้านหลังนั้น บ้านหลังนั้นคือสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่าซื่อเห่อยวน (เรือนสี่ประสาน) เป็นบ้านที่ประกอบกันขึ้นจากอาคารทรงสี่เหลี่ยมหลาย ๆ หลังเข้าด้วยกันในขอบรั้วบริเวณเดียวกัน แต่ละหลังมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป อย่างเรือนรับรอง เรือนนอน เรือนคนรับใช้ ฯลฯ โดยอาคารเหล่านั้นจะล้อมรอบลานกว้างทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ตรงกลางเอาไว้ โดยการจัดวางอาคารทุกหลังในบริเวณนั้นจะถูกอ้างอิงมาจากยันต์แปดทิศพอพ้นประตูบ้านเข้าไปภายใน พวกเราก็เข้ามาหยุดยืนหน้าเป็นกระดานอยู่ที่ลานกว้างกลางบ้านขนาดใหญ่ น่าแปลกใจที่อากาศภายในลานอบอุ่นกว่าภายนอกที่หนาวเย็นค่อนข้างมากนอร่ายังมีทีท่าเย็นชาและไม่ได้พูดคุยอะไรกับโจจิ และแยกตัวออกไปยืนอยู่ปลายแถวด้านตรงข้ามกับโจจิ ผมกับวายายืนอยู่ข้างกัน โดยมีโทคูลาเว้นระยะอยู่ด้านหลังพวกเราเล็กน้อย“ขอต้อนรับสู่บ้านตระกูลเยว่”เยว่เหลียงกล่าวต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า“ผมเตรียมห้องพักเอาไว้ให้ทุกคนแล้ว แม้ว่าภายนอกบ้านของเราอาจจะดูโบร่ำโบราณไปหน่อย แต่ผมรับรองว่าภายในเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทุกคนอย่างพร้อมสรรพแน่นอน...”“เอ่อ...แล้วที่ฉันขอไว้ก่อนหน้านี้”โจจิพูดแทรกขึ้นมาระหว่างที่เยว่เหลียงยังพูดไม่ทันจบประโยค ด้วยท่าทีร้อนใจ“คอมพิวเตอร์ซินะ แน่นอนว่าฉันเตรียมไว้ให้นายแล้ว อยู่ที่เรือนด้านหลังเลย งั้นฉันขอนัดแนะเวลาเลยละกัน ตอนนี้ก็...”พอเห็นท่าทีร้อนใจและกระอักกระอ่วนของโจจิแล้ว เยว่เหลียงก็พอจะเข้าใจว่าที่โจจิเร่งรีบนั้นก็เพราะน่าจะอยากหาอะไรทำเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับนอร่า และคิดอะไรอยู่คนเดียวอย่างหมกมุ่น“ตอนนี้บ่ายสามโมงตรง ฉันคิดว่าวันนี้ทุกคนน่าจะพักผ่อนเตรียมความพร้อมเพื่อจะทำภารกิจกันในวันพรุ่งนี้ ห้องของท่านหญิง คาล และ โทคูลาอยู่ทางเรือนปีกขวา ส่วนโจจิและนอร่าอยู่ทางปีกซ้าย สัมภาระของทุกคนถูกนำไปไว้ในห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็เราจะมาเจอกันที่เรือนรับรองตอนหกโมงตรงเพื่อทานข้าวเย็นและคุยเรื่องภารกิจกัน ขอให้ทุกคนพักผ่อนตามอัธยาศัยได้เลย”เยว่เหลียงชี้นิ้วไปตามทิศทางต่าง ๆ ที่เขาแจ้งมา จากนั้นก็นัดหมายพวกเราให้มาพบกันอีกทีในตอนเย็น ผม วายา และโทคูลาที่อยู่ปีกเดียวกันจึงเดินไปด้วยกัน ส่วนนอร่าแยกไปอีกทาง และโจจิก็เดินตามเยว่เหลียงลึกเข้าไปในอาคารด้านหลังงั้นตอนนี้ก็พักเอาแรงก่อนละกันผมคิด...จบตอนที่ 40