“ลุกขึ้นเถอะ เรื่องในวันนี้ถือเป็นความประมาทของข้าด้วย" แพรีสเดินออกมาจากอ้อมแขนของซุนเฟย กระโปรงสีขาวเปื้อนฝุ่นเล็กน้อยใบหน้าสวยซีดเซียว นางโบกมือเบาๆ ด้วยท่าทางสง่างามไม่คิดต่อว่าต่อขานถึงระดับความปลอดภัยที่ย่ำแย่ก่อนหน้านี้
“ขอบพระคุณท่านแพรีส!”
เหล่าผู้คุ้มกันพากันลุกขึ้นยืน พลางมองไปยังซุนเฟยด้วยสายตาเคารพและซาบซึ้ง
แม้ปากของพวกเขาจะพูดว่ามาช้า แต่หลังจากที่เห็นดาบยักษ์สีเงินที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและไม้กางเขนไฟที่ลุกโชนกำลังห้ำหันกันจนร้านเหล้ากระซิบสายลมถล่ม พวกเขาทุกคนจึงรู้อย่างแน่ชัดว่าต่อให้พวกเขามาทัน พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานคลื่นดาบของนักฆ่าได้อย่างแน่นอนเพราะความแข็งแกร่งของนักฆ่าคนนี้เหนือกว่าเหล่าผู้คุ้มกันมาก โชคดีที่มียอดฝีมือหนุ่มตรงหน้าเข้ามาช่วยเหลือไม่อย่างนั้น ‘ท่านแพรส’ คงกลายเป็นศพเย็นชืดไปนานแล้ว
แต่ราชาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจกลับไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเลื่อมใสเหล่านี้
เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ เปลวไฟสีแดงสว่างวูบจากนั้น 'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' ก็ค่อยๆ เลือนหายไป จากนั้นซุนเฟยก็ปัดเศษฝุ่นบนไหล่ของเขาในขณะที่สังเกตร่างของปีศาจสาวตรงหน้าอย่างละเอียด ก่อนจะเปิดปากถามขึ้นมาว่า“เฮ้ คนสวยทำไมข้ารู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าเจ้ารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารที่ร้านเหล้า นี่เจ้าหลอกใช้ประโยชน์จากข้างั้นหรือ?”
แพรีสยกมือขาวนวลจับผมสีทองที่ปรกหน้ามาทัดข้างหูของตัวเอง มืออีกข้างก็ยกมาปิดรอยยิ้มที่หลุดออกมาท่าทางนี้ดูอ่อนหวานบริสุทธิ์มากสำหรับคำถามที่ซุนเฟยถาม นางแค่หัวเราะไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธมัน
“เขาถึงว่ากันว่าผู้หญิงยิ่งสวยยิ่งขี้โกหก” แค่เห็นท่าทางแบบนี้ของปีศาจสาว ซุนเฟยก็พอจะเข้าใจได้ในทันทีทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำเตือนของจางอู๋จี้ที่เคยบอกเขาก่อนที่มันจะฆ่าตัวตาย
“ฮิๆๆฝ่าบาททรงคิดมากไปแล้ว ความจริงแล้วข้าก็แค่อยากยืมมือฝ่าบาทช่วยสังหารพวกคนต่างถิ่นเหล่านี้ เพราะนักฆ่าพวกนี้ไม่ใช่คนของราชาอาณาจักร!”แพรีสรู้ว่าซุนเฟยกำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นนางจึงอธิบายออกมา
“ไม่ใช่นักฆ่าของราชอาณาจักรเรา?”
“ความจริงแล้วคนพวกนี้เพิ่งมาที่เมืองหลวงเมื่อสองเดือนก่อน ความเป็นมาของพวกเขาลึกลับมากไม่มีร่องรอยให้สืบได้ พวกมันลงมือสังหารเจ้าหน้าที่ของราชอาณาจักรอย่างเหี้ยมโหด ตลอดสองเดือนที่ผ่านมามีขุนนางและแต่เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของราชอาณาจักรหลายสิบคนที่ต้องตายเพราะถูกพวกมันลอบสังหารพวกเราเองก็พบกับเหตุการณ์ลอบสังหารเช่นนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้งในช่วงนี้ พวกเราทำได้เพียงป้องกันตัว ไม่อาจสังหารพวกมันได้คนพวกนี้มันเจ้าเล่ห์มากพวกมันรู้จักยอดฝีมือของราชอาณาจักรเซนิทแทบทุกคน พวกมันจะยุ่งเกี่ยวกับยอดฝีมือเหล่านั้นแม้ก่อนหน้านี้ข้าจะพยายามหลอกล่อพวกมัน แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า”
แพรีสอธิบายออกมาอย่างตั้งใจ ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศก็จางหายไปอย่างไม่มีร่องรอย ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มจริงใจและแฝงไปด้วยกลิ่นอายบริสุทธิ์ไร้ซึ่งท่าทียั่วยุ ทำให้นางดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิมแพรีสอดทนอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ซุนเฟยฟัง
“อ้อ เพราะอย่างนั้นเจ้าเลยจงใจใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ นำผู้คุ้มกันติดตามมาเพียงหยิบมือเดียวโดยที่ไม่มียอดฝีมือตามมาคุ้มครอง และที่เลือกมายังร้านเหล้ากระซิบสายลมที่มีแต่ความวุ่นวายก็เพื่อดึงดูดความสนใจจากพวกนักฆ่า ทำให้พวกเขาหลงคิดว่านี่เป็นโอกาสทองแล้วส่งนักฆ่ามาตามสั่งหารเจ้า แต่เจ้ากลับส่งคนไปเชิญข้ามาที่นี่เพื่อให้ข้าเป็นคนลงมือจัดการมัน?”
ซุนเฟยไม่ใช่คนโง่ เมื่อได้ยินที่แพรีสอธิบายให้ฟังก็สามารถจับใจความได้
“ฝ่าบาททรงปรีชายิ่ง” แพรีสยิ้มประจบซุนเฟยที่มีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาแล้วพูดต่อไปว่า“ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่คนพวกนี้ไม่ใช่คนของราชอาณาจักรเราแต่กลับเข้าใจสถานการณ์ในเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี พวกเขารู้ตำแหน่งที่อยู่ของเหล่ายอดฝีมือในเมืองหลวง ดังนั้น ถ้ารอบกายข้ายังมีแต่ยอดฝีมือคอยคุ้มกันพวกเขาจะไม่ยอมเผยตัวออกมา มีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่แข็งแกร่งมากพอจะจัดการกับพวกมันได้ ฝ่าบาทเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง ไม่มีใครรู้จักท่าน ดังนั้นพวกมันจึงไม่สะดุดตาฝ่าบาทและเริ่มลงมือโจมตี!”
ซุนเฟยนวดขมับตัวเองเบาๆ ช่างเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจนัก พูดมาขนาดนี้แล้วเขายังจะพูดอะไรได้อีกเล่า
“ฮึๆๆๆ วันนี้ราชาเมืองแซมบอร์ดได้แสดงฝีมือจัดการพวกนักฆ่าลึกลับที่เป็นปัญหารบกวนเมืองหลวงมาเป็นเวลานานได้อยู่หมัดหลังจากนี้ หากจักรพรรดิยาซินทรงทราบ ท่านจะต้องตบรางวัลสำหรับผลงานในครั้งนี้ให้อย่างงามแน่นอน เอาน่าอเล็กซานเดอร์ อย่างไรเสีย วันนี้ท่านก็ได้กำไรไม่น้อยเลยนะ ไม่เห็นต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้นเลย?”
เริ่มต้นด้วยคำว่า‘ฝ่าบาท’ ลดเหลือ ‘ราชาเมืองแซมบอร์ด’ และลดขั้นอีกครั้งเป็น ‘อเล็กซานเดอร์’ ปีศาจสาวตรงหน้าสามารถเปลี่ยนสรรพนามเรียกซุนเฟยได้เรื่อยๆจนกลายเป็นเรียกห้วนๆ อย่างคุ้นปาก ราวกับเป็นสหายเก่าแก่มานานก็ไม่ปาน
ซุนเฟยคิดๆ ดูแล้ว ที่หญิงสาวคนนี้พูดมาก็ไม่ผิดดูเหมือนว่าเขาจะมีแต่ได้ไม่มีเสีย
แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเหมือนโดนหลอกใช้ก็ไม่ได้ทำให้ซุนเฟยรู้สึกดีเท่าไร
“ข้าสงสัย หากข้าไม่มาตามที่เจ้าเชิญ แผนการที่เจ้าวางไว้ก็ไม่ใช่ว่าเป็นแผนส่งตัวเองไปตายหรือ?” ซุนเฟยนึกถึงประเด็นสำคัญขึ้นมา
“บนโลกใบนี้ไม่มีแผนการใดสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างหรอก มีทางเลือกใดบ้างที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง อเล็กซานเดอร์ ในเมื่อเจ้าทำดีกับองค์หญิงได้แล้วทำไมจะทำดีกับข้าไม่ได้บ้าง? หรือว่าข้าสวยไม่เท่าองค์หญิงเล่า? ฮึๆๆๆ อย่ามามองข้าแบบนี้สิ หากท่านไม่มาจริงๆก็ถือเสียว่าดวงข้ามันแย่เอง!” นางกลอกตาเล็กน้อยในขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
ซุนเฟยรู้ซึ้งถึงความเจ้าเล่ห์ของผู้หญิงตรงหน้าดี ไม่มีทางที่เขาจะตกหลุมพรางหรอก“เกรงว่า ถึงข้าจะไม่มา เจ้าก็คงมีวิธีจัดการกับพวกนักฆ่าเหล่านี้อยู่ดีใช่ไหม?”
“ฮ่าๆ คาดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะรู้จักข้าดีขนาดนี้ เอาตรงๆ คือ ถ้าท่านไม่มาจริงๆข้าก็จะหนีไปหลบภัยที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดแทน ฮึๆ ก็แค่เปลี่ยนสถานที่เท่านั้นเองเพราะอย่างไรเสีย สุดท้ายท่านก็ต้องลงมืออยู่ดี! เพียงแต่ว่าถ้าเป็นแบบนั้นพวกนักฆ่าก็คงจะแห่กันไปที่นั่น ถึงตอนนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านก็จะพลอยซวยไปด้วย...” แพรีสยังคงอธิบายด้วยท่าทางร่าเริง “พูดก็พูดเถอะ ข้าให้ทางเลือกท่าน แล้วท่านก็เลือกถูกทางเสียด้วย ผลสุดท้ายคือจบลงอย่างงดงาม”
นั่นไง!
เจ้ามัน...นังปีศาจร้าย!
หากซุนเฟยไม่มาที่นี่ คืนนี้ ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดคงพบกับความวิบัติ ประตูเมืองไฟไหม้ เป็นภัยลามไปถึงปลาในสระ1
ซุยเฟยมองนางตาค้างอยู่ครูหนึ่งก่อนจะนึกเรื่องบางอย่างออกเขายกมือลูบคางตัวเองพลางแสยะยิ้มออกมา “เรื่องของรางวัลจากจักรพรรดิยาซินขอพักไว้ก่อน เรามาคุยเรื่องที่ข้าเพิ่งช่วยชีวิตเจ้าดีกว่า ว่าไงคนสวย เจ้ามีของตอบแทนให้กับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเจ้าไหม?”
“ฮ่าๆๆ ต้องการให้ข้าตอบแทนด้วยร่างกายของข้าไหม?” นางพูดออกมาโต้งๆ โดยไม่สนใจว่าผู้ใต้บังคับบัญชากำลังยืนอยู่รอบๆ ตัวเอง นิสัยของแพรีสช่างเปิดเผยยิ่งดูเหมือนจะล้อเล่นกระเซ้าเย้าแหย่ แต่นั่นก็ทำให้นางดูมีเสน่ห์จนทำให้ผู้คนพากันหลงใหลบรรยากาศรอบๆ ตัวนางเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ราวกับดอกลำโพงกาสลักที่กำลังบานชูช่อ ดูมีชีวิตชีวา ต่อให้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าดอกไม้นี้มีพิษ แต่เชื่อเถอะว่าพวกเขาก็ยังยินดีที่จะเด็ดมันมาอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยได้เห็นนิสัยของผู้หญิงคนนี้มานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ตกหลุมพราง
ซุนเฟยสะบัดมือเบาๆ โล่ครึ่งวงกลมก็เข้าปกคลุมร่างของพวกเขาทั้งสองคน โล่นี้จะทำให้คนที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ยินเสียงของผู้ที่อยู่ด้านใน ซุนเฟยพูดออกมาอย่างช้าๆ ว่า“ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม ข้าอยากจะล้างบางกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตข้าหวังว่าจะสามารถนำทหารของข้าเข้าไปในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้และข้าไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคนสวย ข้าฝากเรื่องนี้ด้วยนะ!”
“ฮ่าๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว อเล็กซานเดอร์ ที่แท้ท่านก็คงเดาออกตั้งแต่แรกว่าเป็นข้าที่เชิญท่าน แต่ท่านก็ยังเลือกที่จะมาเพราะต้องการให้ข้าช่วยท่านนี่เอง”แพรีสพลันยิ้มกรุ้มกริ่มเล็กน้อย ใช้เวลาไม่นานนางก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้
ซุนเฟยยิ้มน้อยๆ “ในเมืองหลวงเรื่องนี้มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้ และเจ้าก็คือหนึ่งในนั้น ตั้งแต่ที่เจ้าเชิญข้ามาข้าก็คิดจะไหว้วานเจ้าอยู่แล้ว ระหว่างเจ้าและข้าตั้งแต่แรกก็มีความคิดที่จะยืมมือกันและกันอยู่แล้วนี่ มันจะดีกว่านี้ถ้าเราทำให้มันชัดเจนขึ้น เจ้าว่าจริงไหม?”
“แม้ว่าข้าจะรู้ว่าสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง แต่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเจ็บปวดจริงๆ น้า...ฮ่าๆๆคำขอของฝ่าบาทจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ฮึๆเอาเป็นว่าข้าสามารถจัดการให้ท่านได้ แต่ว่านะกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ท่านคิด เบื้องหลังของพวกเขามีความแข็งแกร่งบางอย่างซุกซ่อนไว้อยู่ นอกจากนี้ยังมีขุนนางชนชั้นสูงบางตระกูลก็คอยให้การสนับสนุนเขาอยู่ อเล็กซานเดอร์ ก่อนที่ท่านจะลงมือก็ลองคิดทบทวนให้ดีก็แล้วกัน!”
“กองกำลังทหารรับจ้างโลหิตจะต้องถูกลบหายไปจากโลกนี้!” ดวงตาของซุนเฟยฉายแววไม่ยอมแพ้
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน เสียงผู้คนในร้านเหล้ากระซิบสายลมก็เริ่มจอแจวุ่นวาย ฝูงชนที่มาชมเหตุการณ์ก็เริ่มล้นหลามการต่อสู้ที่สะท้านฟ้าสะเทือนแผ่นดินก่อนหน้านี้ได้ระเบิดของบรรยากาศที่รุนแรงออกมา ดาบยักษ์สีเงินและไม้กางเขนเพลิงสามารถมองเห็นจากที่ไกลๆ ทุกคนในค่ายทหารต่างสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ คลื่นดาบและเปลวไฟอันทรงพลังที่แตกกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้นักรบที่แข็งแกร่งจำนวนมากพยายามซึบซับเศษเสี้ยวกลิ่นอายที่แข็งแกร่งนี้เพื่อพัฒนาตัวเองในอนาคต
ซุนเฟยและแพรีสนั่งอยู่บนรถม้าเวทมนตร์ที่ขับด้วยผู้คุ้มกัน เนื่องจากผู้คุ้มกันคือองครักษ์ประจำกายของเชื้อพระวงศ์ ทำให้ฝูงชนรีบจรลีหลีกทางให้
หลายคนรู้ว่าผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่รถม้าเวทมนตร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ แต่เพราะสถานะองครักษ์ประจำกายของเชื้อพระวงศ์ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาถาม พวกเขามองไปยังร้านเหล้ากระซิบสายลมที่ถล่มลงมาจนกลายเป็นเศษซากปรักหักพังอย่างเงียบๆ ทุกคนรู้ดีว่าเบื้องหลังของมันมีกองทัพของราชอาณาจักรคอยสนับสนุนแม้ว่ามันจะถูกทำลาย แต่คงไม่มีใครคิดจะไล่ตามสืบคดีนี้ และคงปล่อยชายหญิงคู่นั้นไปยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนมีองครักษ์ประจำกายของเชื้อพระวงศ์คอยปกป้อง ข่าวลือนี้หากเผยแพร่ออกไปคงน่าสนใจมากขึ้น
-------------------------
1 ประตูเมืองไฟไหม้ เป็นภัยลามไปถึงปลาในสระ อุปมาว่าต้องพินาศเนื่องจากโดนลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องบางอย่าง