บทที่เจ็ดสิบหก
เสียงไก่ขันก้องมาจากชายคาบ้านห่างไกลราวปลุกสติให้ฟื้นคืนร่างบางที่นอนเหยียดยาวอยู่บนฟางเริ่มขยับเล็กน้อย เปลือกตาที่เคยหลับค่อยๆเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่งามสะท้อนแสงเช้าตรู่จางๆจากช่องไม้ของเพิงหลังคาโค้งเศษแสงเรืองรองลอดผ่านซี่ไม้ไผ่กระทบใบหน้าของนางเป็นริ้วเผยให้เห็นสีเลือดจางบนเรียวปากที่ซีดเซียว
หลิวชิงเซียงยันกายขึ้นช้าๆด้วยแขนข้างหนึ่งที่ยังรู้สึกระบมจากแรงกระแทกเมื่อคืนก่อนขณะสายตากวาดมองไปรอบกายเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาทำให้นางหันไปยังมุมหนึ่งของโรงเก็บฟางนางไม่อยากเชื่อว่าเมื่อคืนตัวเองเผลอหลับไปได้อย่างไรหลังจากตื่นมาแล้วทั้งยังกล้าหลับจนเช้า
หยางฉินนั่งเงียบสงบอยู่ที่นั่นในชุดคลุมสีดำที่กรำฝุ่นมาอย่างหนัก กระบี่ยาววางข้างเข่ามือหนึ่งกำลังวางบนปลายมีดสั้นอีกเล่ม แผ่นหลังเหยียดตรงดวงตาคมปลาบราวพยัคฆ์ระวังภัยทุกฝั่งฟางแห้งที่เขานั่งพิงไว้กระจายเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหว
เมื่อสายตาพบกันความเงียบระหว่างทั้งสองก็คล้ายจะคลายลง
“เป็นอย่างไรบ้าง” หยางฉินกล่าวเบาๆ แต่แฝงความห่วงใย
“อืม..ดีขึ้นมาก” เสียงของนางแผ่วเบาแหบพร่าปลายเสียงสั่นเล็กน้อยจากการอ่อนแรง คล้ายลืมว่ามาอยู่ที่นี่ได้บางไร“ทำไมถึงมีเสียงไก่”
“หมู่บ้านตีนเขาอีกฟากหนึ่งของหุบเขา” ชายหนุ่มตอบพลางยื่นขันไม้ไผ่ที่ตักน้ำไว้มาให้นาง
หลิวชิงเซียงรับน้ำจิบเล็กน้อยพยายามไม่ให้มือสั่นดวงตาของนางยิ่งสั่นไหวเมื่อความทรงจำเมื่อคืนหวนกลับมาจากก่อนหน้าเสียงการต่อสู้ไล่ล่าแสงไฟวาบวูบ ลมหายใจเร่งร้อนจากการหลบหนี เสียงลูกธนูพุ่งหวีดผ่านศีรษะ
“ลำบากเจ้าแล้ว” นางพึมพำ ขณะหลุบตาลงหลบสายตาอีกฝ่าย
หยางฉินไม่กล่าวสิ่งใดแค่พ่นลมหายใจเบา ดวงตาที่เคยดุดันนั้นทอแววอ่อนลงชั่วครู่ “ข้าสาบานว่าจะปกป้องด้วยชีวิตไปแแล้วย่อมทำเช่นนั้น”
โรงเก็บฟางเงียบสนิทอยู่ชั่วขณะนอกจากเสียงนกกระจิบโต้ตอบกันไกลลิบ หลิวชิงเซียงเม้มปากแน่นก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นกว่าเดิม “เรากลับไปที่ภูเขาไม่ได้อีกแล้วใช่หรือไม่?”
หยางฉินผงกศีรษะช้าๆ“พวกนั้น..นักฆ่า” เขาพูดเน้นทีละคำ “เมื่อกล้าลงมือในพิธีล่าสัตว์ต่อหน้าทหารหลวงนั่นแสดงว่าผู้อยู่เบื้องหลังต้องมีอำนาจมากพอจะกลบเกลื่อน”
“และหากพวกมันยังดักรออยู่..” หลิวชิงเซียงพูดไม่จบประโยคแต่ความหมายชัดเจน ทั้งสองตกอยู่ในความคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนหลิวชิงเซียงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แล้วถ้าเราไม่กลับ?”
“หืม?” หยางฉินหันมามองนาง
“ถ้าเราลงเขา เข้าเมืองแถบนี้แล้วแจ้งทางการอาจจะได้การคุ้มครอง ก่อนเดินทางกลับเมืองหลวงก็ยังไม่สาย” น้ำเสียงของนางเริ่มมีพลังขึ้นดวงตาทอแววแน่วแน่
“หึ” ชายหนุ่มแค่นเสียงส่ายหน้าริมฝีปากหยักขึ้นเล็กน้อยราวรู้ทัน “คิดว่าเข้าเมืองปลอดภัยกว่าหรือ?”
ดวงตาของหลิวชิงเซียงหรี่ลงเล็กน้อยครุ่นคิด“ข้าเข้าใจอยู่แล้ว” นางเอ่ยเบา “เจ้าหมายถึงพวกมันที่กล้าเล่นงานข้าในเขตล่าสัตว์ก็อาจจะมีอำนาจพอให้วางคนไว้ในเมืองใหญ่เช่นกัน”
หยางฉินยังคงนิ่งสีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่ปิดบัง มือใหญ่กำหมัดแน่นอย่างกดกลั้นก่อนจะพยักหน้าให้หญิงสาว “เมื่อผู้มีอำนาจกล้าส่งนักฆ่าออกไล่ล่าแม้ในงานพิธีหลวงนั่นหมายความว่าพวกมันถือว่าเราเป็นหนามในอกที่ต้องถอนโดยด่วน” เขาเอ่ยเสียงเย็น
หลิวชิงเซียงค่อยๆขยับตัว ลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังไม่มั่นคงนักสะบัดฝุ่นฟางออกจากชายอาภรณ์ที่แม้จะซีดหม่นจากคราบฝุ่นและน้ำแต่ยังเผยรอยเย็บประณีตจากฝีมือช่างหลวง เส้นไหมทองที่ทอขลิบเล็กยังแวววาวจางๆเมื่อกระทบแสง นางรู้ตัวดีว่าชุดที่สวมอยู่เช่นนี้ หากเข้าเมืองคงสะดุดตาเกินไป
“ข้าจะเปลี่ยนชุด ปลอมตัว” นางเอ่ยเบาๆ ราวตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
หยางฉินเลิกคิ้วแต่ไม่ค้าน“เจ้าตัดสินใจแล้ว?”
นางพยักหน้า“เราไม่รู้ว่าศัตรูซุ่มรออยู่ด้านหลังหรือข้างหน้าการยืนอยู่กับที่ก็ไม่ต่างจากยื่นคอให้เชือดสู้เดินไปข้างหน้าเผื่อได้เจอทางรอดยังดีเสียกว่า”
หยางฉินคลี่ยิ้มเล็กน้อยดวงตาทอแววซาบซึ้งปนชื่นชม “สมแล้วที่ได้เป็นหลี่ผินแห่งวังหลวง”
“ฐานะของข้าคงไม่ช่วยให้ปลอดภัยในตอนนี้” หลิวชิงเซียงตอบพลางถอดปิ่นทองจากเรือนผมแล้วสางผมยาวสีดำขลับให้ปรกไหล่ “แต่ข้าจะไม่ยอมตายก่อนรู้ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
เสียงขยับเสื้อผ้าและการเตรียมการเงียบงันดำเนินอยู่พักหนึ่งหยางฉินเข้าหมู่บ้านต่อรองกับชาวบ้านได้ผ้าหนาๆ และชุดชาวบ้านที่เปื้อนฝุ่นไปหน่อยแต่ก็นับว่าพอเหมาะกับการพรางตัวได้ดี
หญิงสาวเปลี่ยนจากชุดขี่ม้าของสนมในวังอาภรณ์งามเป็นชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนคาดเอวด้วยเชือกมัดเรียบรวบผมไว้หลวมๆ แลดูไม่ต่างจากหญิงหมู่บ้านทั่วไป ก่อนออกจากโรงเก็บฟางนางหันกลับไปมองเล็กน้อย
“คอยดูเถอะถ้าข้าจะรอดกลับไปได้..จะได้เห็นดีกัน!”
หยางฉินผงกศีรษะยิ้มมุมปากบางๆแล้วเปิดบานไม้ไผ่ที่ใช้ปิดทางออกไปก่อน ระหว่างที่แสงแดดอ่อนแรกส่องลอดเข้ามาพื้นดินช่วงตีนเขาเบื้องล่างก็ปรากฏภาพเส้นทางเลียบลำธารที่ทอดยาวเข้าเมืองเบื้องหน้า
เสียงฝีเท้าสองคู่กระทบถนนดินอัดแน่นทอดยาวราวไม่สิ้นสุดรอยเท้าซ้ำซากบนผืนทางเต็มไปด้วยเศษหินกรวดหยาบสีเทาแดงจับรองเท้าทั้งคู่เป็นคราบมัวเต็มพื้นผ้า
หลิวชิงเซียงในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีหม่นมัดเอวด้วยเชือกเส้นเก่าเวลานี้ไม่แม้กระทั่งปิ่นปักกลับผ้าโพกอย่างหญิงชาวบ้านทั่วไป ริมฝีปากซีดแห้งปลายนิ้วมือมีคราบดินที่ล้างน้ำไม่หลุด นางไม่ปริปากแม้เพียงคำเดียวดวงตาสีดำขลับทอดมองเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่แม้เท้าทั้งสองจะเริ่มระบมจากการเดินหลายชั่วยามติดต่อกันก็ตาม
หยางฉินเดินอยู่ข้างๆดวงหน้าเข้มเปื้อนฝุ่น ชุดคลุมที่สวมแม้จะเป็นของผ้าทอสีดำเรียบแข็งแรงก็เริ่มขาดริมชายบ่าเสื้อด้านซ้ายถูกเย็บลวกๆ ด้วยเส้นด้ายสีขาวที่ดูขัดตาหากมองแวบแรกคงไม่มีใครคิดว่าบุรุษเช่นนี้เคยสวมชุดเครื่องราชองครักษ์ของวังหลวง
ตลอดทางที่เดินจากหมู่บ้านตีนเขาจนถึงเขตชานเมืองทั้งสองแทบไม่ได้สนทนาอย่างเปิดเผยนัก มีเพียงคำสั้นๆ อย่าง “พักก่อน” “ไปต่อ” หรือ “ตรงนั้นมีคน” ที่แลกเปลี่ยนกันเมื่อจำเป็นเพี่อประหยัดแรง
จนในที่สุดเมื่ออาทิตย์บนฟ้าเริ่มคล้อยลอยสูงเหนือยอดหลังคาเมื่อแสงแดดกระทบขอบกระเบื้องบนหลังคาร้านรวงที่เรียงรายอยู่ตามแนวถนนคดเคี้ยวกลิ่นขนมอบหอมหวานลอยมาแตะจมูก เสียงแม่ค้าตะโกนเชิญชวนผสานเสียงล้อเกวียนที่กระทบพื้นหินทำให้บริเวณนั้นคึกคักดั่งตลาดใหญ่
หลิวชิงเซียงหยุดยืนหน้าซุ้มขายซาลาเปาร้อนน้ำลายแทบกลืนไม่ลง แววตาในยามนี้สะท้อนความหิวที่กัดกลืนมาเกินกว่าอดกลั้น
“เจ้าหิวหรือไม่?” นางหันไปถามหยางฉิน
ชายหนุ่มพยักหน้าแผ่วไม่หลบเลี่ยงความจริง
“ข้าไม่เหลืออะไรเลย” นางกล่าวเสียงเรียบสายตายังคงจับจ้องซาลาเปาไส้เห็ดที่วางอยู่ในเข่งไม้ไผ่ใบหน้าของหญิงคนขายกำลังอมยิ้มให้กับเด็กน้อยที่ซื้อไปสองลูกอย่างเอ็นดูกลิ่นหอมของแป้งสุกทำให้กระเพาะพลิกตัวตลบเล่น
“ข้าเองก็เช่นกัน” หยางฉินเอ่ยน้ำเสียงแห้งคล้ายฝุ่นจับ
“แต่..ข้ามีอย่างหนึ่ง” หลิวชิงเซียงเอื้อมมือเข้าสาบเสื้อควานหาของเล็กที่นางซุกกับตะเข็บเย็บติดข้างในชุด มือเรียวค่อยๆ หยิบออกมาช้าๆราวสิ่งภายในคือชีวิต
ปิ่นทองอ่อนลายดอกหงส์ฟ้าประดับอัญมณีสีเขียวอมฟ้าเล็กๆที่ปลาย พิถีพิถันทุกการแกะสลัก งานช่างของหลวงไม่เพียงงดงามแต่ยังสะท้อนฐานะของเจ้าของชัดเจนปิ่นปักผมเดี๋ยวที่นางปักตอนออกมาล่าสัตว์
“ของสิ่งนี้ควรเพียงพอ” นางยื่นให้หยางฉินดู
ชายหนุ่มสบตานางครู่หนึ่งก่อนหลุบตาลงมองปิ่นในมือรอยพับระหว่างคิ้วเขาขมวดเล็กน้อย
“ของจากวัง..หากใช้ผิดที่ผิดทาง อาจกลายเป็นภัย” เขากล่าวช้าๆ
“หากอดตายเสียก่อนก็มิต่างจากศพบนหุบเขา” หลิวชิงเซียงกล่าวสายตานิ่งงันราวไม่ยี่หระ “อย่างไรของสิ่งนี้ก็มีเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวมาเป็นทางรอดของเราทั้งคู่”
หยางฉินเงียบไปชั่วครู่ก่อนรับสิ่งนั้นไว้แล้วพยักหน้า
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังโรงรับจำนำที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนใหญ่อาคารสองชั้นหน้ากว้างทาสีแดงเข้ม ผนังไม้ตั้งตรงเรียงแน่น แผ่นป้ายไม้ฉลุทองคำว่า“ร้านจินซิน” ห้อยอยู่ใต้ชายคาบนแผงด้านหน้ามีเหล็กแหลมเรียงรายข้างประตูมีกระดิ่งทองแดงดังกังวานเมื่อผลักบานไม้เข้าไป
“ขอจำนำของสิ่งหนึ่ง” หยางฉินวางของลงที่โต๊ะไม้ที่มีรอยสึกเป็นร่องจากกาลเวลา
หลังโต๊ะไม้คือหลงจู้ร้านวัยกลางคนอ้วนกลมในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้ม คิ้วหนาดกเหมือนพู่กันหนวดเคราหยักศกคล้ายหนวดพยัคฆ์ เขาเหลือบของที่หยางฉินวางลงแล้วจึงปรายตาขึ้นมองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าระคนสงสัยทันที
“ของเช่นนี้..มาจากพวกเจ้าหรือ?”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ปิดความไม่ไว้วางใจเลยแม้แต่น้อยดวงตาภายใต้หนังตาหย่อนคล้ายจะหรี่ลงพิจารณาทุกตารางนิ้วของร่างกายมอมแมมสองคนตรงหน้า
หยางฉินไม่กล่าวอะไรเพียงขยับมือดันของให้ แสงที่ส่องจากหน้าร้านสะท้อนปิ่นทองให้ส่องประกายละเอียดแกนทองบางเรียว ลวดลายละเอียดราวต้องเทพฝีมือทันทีที่แสงแตะถึงพลอยเขียวอมฟ้าเม็ดเล็กๆปลายปิ่นประกายเจิดจ้าจนหลงจู้ต้องหรี่ตาลง
เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนหยิบของขึ้นมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดแล้ววางลง จากนั้นหันตัวเดินหายเข้าไปหลังม่านโดยไม่พูดคำใด
หลิวชิงเซียงกะพริบตาเบาๆสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ แต่นิ้วเรียวข้างหนึ่งกลับกดแน่นกับสาบเสื้อใต้เอวอย่างระแวดระวัง
ชั่วเวลาไม่นานชายอีกผู้หนึ่งในชุดผ้าแพรสีขาวสะอาดสะอ้านเดินออกมาจากหลังร้าน ใบหน้าเรียบใสไร้หนวดเครามีรอยยิ้มติดอยู่ตลอด ดวงตาคมเรียวราวคนหัวเมืองชั้นใน
“ขออภัยที่ให้รอนานของล้ำค่าชิ้นนี้เป็นงานชั้นสูง ท่านหลงจู้จึงต้องให้ข้าดูด้วยตนเอง” เขากล่าวอย่างสุภาพ “ราคาย่อมต้องได้ความเหมาะสมข้าเสนอห้าร้อยตำลึง”ชายผู้นั้นกล่าวอย่างมั่นใจ “ท่านว่าพอใจหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงเหลือบมองหยางฉินเพียงแวบเดียวก่อนพยักหน้า
เมื่อได้รับตั๋วเงินและตำลึงเงินมาเรียบร้อยปิ่นก็ถูกนำไปใส่กล่องไม้จันทน์ก่อนจะปิดลงแล้วเก็บเข้าไปหลังม่านทั้งสองเดินออกจากร้านในความเงียบขณะถุงเงินถูกเก็บไว้แน่นในสาบเสื้อของหยางฉิน
“พวกเราจะหาโรงเตี๊ยมใกล้ๆกันก่อนเถิด”นางกล่าวเบาๆดวงตาเริ่มโรยแรงจากความหิวและอ่อนล้า “กินข้าวอาบน้ำแล้วพักสักครู่ ค่อยหาทางกลับ”
ทั้งสองเดินต่ออีกไม่ไกลก็เจอโรงเตี๊ยมหลังหนึ่งชื่อว่า“หงหลงเยว่” อาคารไม้สองชั้น หน้าต่างบานเกล็ดเปิดโล่งกลิ่นอาหารหอมโชยออกมาจากห้องครัวด้านข้างใต้ชายคาแขวนกระถางกล้วยไม้สีม่วงซีดเสริมความสดใสให้กับบรรยากาศจืดจางของถนนด้านข้าง
เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมในเสื้อผ้าทอลายดวงตาคมวาวสบสายตาหลิวชิงเซียงครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมา “อยากได้ห้องแบบใด?”
“ห้องใหญ่หนึ่งห้องขอมีห้องเล็กแยกในตัว”หยางฉินตอบแทนสีหน้าไม่เปิดเผยความเหน็ดเหนื่อยที่ฉายบนใบหน้า“แล้วเตรียมน้ำอาบให้ด้วย”
เจ้าของพยักหน้ารับแล้วเรียกบ่าวนำทางไปยังห้องชั้นบนสุดของเรือนแผ่นไม้ระเบียงยาวทอดตัวจนสุดบันได พาไปสู่ห้องกว้างที่มีประตูบานเลื่อนเปิดสู่ระเบียงข้างในมีเตียงไม้สองหลัง เครื่องนอนสะอาดหมอนสูงหนึ่งข้าง กั้นกลางด้วยผนังชนิดบาง
หลิวชิงเซียงแย่งตัวเข้าไปห้องด้านในซึ่งภายในห้องเล็กด้านในมีอ่างไม้ใหญ่ตั้งไว้บนตั่งเตี้ยนางไม่รอช้าถอดเสื้อผ้าสกปรกออกแล้วนั่งลงในอ่าง ดวงหน้าซีดเซียวเอนอิงขอบไม้แนบตัวกับไม้เนื้ออ่อน กลิ่นสมุนไพรช่วยให้ร่างที่อ่อนแรงคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออาบน้ำเสร็จก็เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่เรียบง่ายแต่สะอาดตาจากนั้นจึงลงมากินข้าวที่ส่วนร้านอาหารของโรงเตี๊ยม
มื้อนั้นไม่มีอะไรวิเศษเลิศหรู แค่ข้าวหอมหนึ่งถ้วยกับผัดผักน้ำมันงาและต้มฟักใส่หมูแต่สำหรับคนที่อดมาเกือบสองวัน มื้อนี้อิ่มเอมยิ่งกว่างานเลี้ยงในวังหลัง
หลังจบมื้อเย็นทั้งสองกลับขึ้นห้องแยกกันพัก หยางฉินเอนกายลงที่เตียงเล็กในมุมห้องหลิวชิงเซียงกลับเข้าห้องด้านในนั่งสงบอยู่ริมหน้าต่าง ผ้าเช็ดหน้าผืนบางในมือนางถูกกุมไว้แน่นใบหน้าเล็กซ่อนความสับสนอยู่เบื้องลึก
ยังไม่รุ่งสางดีท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่ที่ยังไม่มอดสนิทกลิ่นสมุนไพรจางๆ ยังค้างอยู่ในอากาศ หลิวชิงเซียงขยับตัวช้าๆลืมตาขึ้นมาในความสลัว แสงทองยังไม่ปรากฏที่ขอบฟ้า ทว่าภายในใจกลับเร่งเร้าให้ลุกขึ้นมาโดยพลัน
หญิงสาวยันกายจากฟูกนอนก่อนสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าหม่นที่จัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน มือเรียวรวบผมขึ้นเป็นมวยหลวมแล้วพันด้วยผ้าผืนเล็กสีเทาอ่อนสะโพกหมุนตัวหยิบถุงผ้าที่บรรจุของจำเป็นไม่กี่ชิ้นอาภรณ์ในเวลานี้แม้ไม่วิจิตรอย่างสนมในวังหลวง ทว่ากลับเผยเสน่ห์ของความเรียบง่าย
เมื่อเดินออกจากห้องก็มาพบหยางฉินนั่งอยู่ที่ม้านั่งไม้ริมระเบียงแล้วเช่นกันร่างสูงในชุดคลุมหนาสีดำเข้ม สะพายกระบี่ยาวไว้ด้านหลัง ใบหน้าก็ยังคมเข้มมุมปากกดแน่นสายตาที่ทอดมองผ่านซี่ไม้หน้าระเบียงกำลังจับจ้องแสงแรกของวันซึ่งค่อยๆสะท้อนแผ่วผ่านหลังคาร้านรวงไกลโพ้น
“พร้อมแล้วหรือ?” เสียงเขาเอ่ยขึ้นทันทีที่นางก้าวออกมา
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเงียบๆก่อนตอบ “ฟ้ายังไม่สว่างดีเราควรออกเดินทางเดี๋ยวนี้ หากเร่งม้า น่าจะถึงประตูเมืองหลวงทันก่อนปิด”
หยางฉินพยักหน้ารับคำเขาเอ่ยเพียงสั้นๆกับเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมที่ยืนงัวเงียอยู่หน้าห้องครัวหลังโรงอาหารก่อนอีกฝ่ายจะวิ่งหายไปที่ด้านหลัง
ไม่นานนักเด็กหนุ่มร่างผอมในชุดแขนสั้นตัวเก่ากลับมาพร้อมสายบังเหียนในมือม้าสองตัวผูกติดกัน เดินตามมาเงียบๆ หางพริ้วไหวรับจังหวะ เด็กหนุ่มยังหอบหายใจไม่ทันคลายก็ส่งม้าให้ทั้งสองคน“ขอรับ! ม้าอย่างที่บอกไว้ พอใช้งานดีวิ่งคล่องแน่นอนขอรับ!”
หลิวชิงเซียงยิ้มบางๆแล้วเอ่ยขอบใจพลางยื่นเงินรางวัลเล็กน้อยให้เสี่ยวเอ้อร์รับไว้พลางโค้งหัวขอบคุณก่อนวิ่งกลับเข้าโรงครัวไป
ม้าทั้งสองนั้นไม่ใช่พันธุ์ดีเลิศแต่ลำตัวสมส่วนแข็งแรงไม่หยอก สีเกาลัดเข้มกับสีเทาอ่อนขาว ม้าสีเทานั้นนิสัยนิ่มนวลหลิวชิงเซียงจึงเลือกขึ้นหลังตัวนั้น หยางฉินขึ้นขี่อีกตัวหนึ่งที่ใหญ่กว่าแล้วควบม้าออกจากโรงเตี๊ยมผ่านซอยแคบกลางเมือง
ถนนหินในยามรุ่งสางยังเปียกชื้นอยู่บ้างเสียงเกือกม้ากระทบหินเป็นจังหวะเส้นทางที่ทอดยาวสู่ประตูเมืองนั้นเงียบงันน่าประหลาดมีเพียงเงาของโคมที่เจ้าหน้าที่รักษาประตูยังไม่ดับเมื่อถึงประตูเมืองชายเฝ้าประตูเพิ่งเปิดปีกบานออกรอยน้ำค้างเกาะตามบานไม้สะท้อนแสงเช้าแผ่วๆขณะที่ควบม้าข้ามประตูเมืองออกไปก่อน แสงแรกของวันเริ่มแตะขอบฟ้าเบื้องหลังพวกเขาออกเดินทางก่อนแสงจะเต็มทั่วหล้า
หนทางกลับเมืองหลวงยังอีกไกลถนนเส้นหลักเบื้องหน้าแทรกผ่านเนินเขาเตี้ยๆ ป่าไม้ริมทางใบเปลี่ยนสีสันสดใสกิ่งไม้ลู่ต่ำจากฝนเมื่อคืนก่อนทำให้กลิ่นดินกลบไอกรุ่นของความชื้น
ม้าทั้งสองตัววิ่งเหยาะสลับควบเร็วตามสภาพทางที่ราบบ้างลาดเอียงบ้าง สองนักเดินทางยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักต่างคนต่างจดจ่อกับการเดินทาง และฟังเสียงรอบข้างเงียบๆ ด้วยความระมัดระวัง
จนกระทั่งถึงช่วงสายของวันตะวันลอยสูงเกินยอดไม้ ทอดเงายาวพาดผ่านคันทาง เสียงบางอย่างดังมาแต่ไกลเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเจือเสียงสตรีและเสียงฝีเท้าหลายคู่
หยางฉินยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดทันทีม้าทั้งสองชะลอฝีเท้า หูของหลิวชิงเซียงก็ตั้งขึ้นอย่างว่องไว เงี่ยหูฟังครู่หนึ่ง“เหมือนมีคนร้อง..ช่วยด้วย?” นางเอ่ยเบาๆ
“ใช่” ชายหนุ่มตอบ “อยู่ไม่ไกลหน้าเรา”
ทั้งสองควบม้าให้เคลื่อนที่ช้าลงแล้วมุ่งหน้าไปยังต้นเสียงที่ต้องเป็นทางผ่านเส้นทางที่ม้าอ้อมพุ่มไม้แน่นไปเบื้องหน้าค่อยๆเผยให้เห็นคณะเดินทางขนาดเล็กอยู่กลางถนน
คณะเดินทางนั้นประกอบด้วยรถม้าคันเดียวที่ล้อหนึ่งหักพังเอนเอียงข้างเหมือนจะคว่ำอยู่ตรงทางลาด คนดูแลม้าในชุดเก่าพยายามประคองตัวสัตว์ไว้ข้างรถม้ามีสตรีวัยกลางคนกอดเด็กเล็กคนหนึ่งไว้แน่น สวมชุดคลุมผ้าฝ้ายสีครามซีดที่ใบหน้ามีเหงื่อผุดเต็ม และดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
มีชายอีกคนยืนเฝ้าอยู่รอบรถม้าหนึ่งในนั้นโบกมือรัวๆ ส่งสัญญาณมาทางทั้งสองคนทันทีที่เห็น
“ท่านทั้งสอง! โปรดช่วยเราด้วย! รถม้าล้อหักนายหญิงเจ็บครรภ์อย่างมาก!”
หลิวชิงเซียงหันมองหยางฉินดวงตาคู่งามกะพริบเบาๆ สบกับสายตาของเขาอย่างถามความเห็น
“พวกเราเร่งทางอยู่ แต่..” หยางฉินพูดค้างไว้น้ำเสียงหนักแน่นแต่ไม่กระด้าง เพราะรู้ว่าหญิงสาวใกล้ตัวกำลังใจอ่อนแล้ว
“แต่ว่า..” หลิวชิงเซียงรับคำต่อดวงตาทอประกายแน่วแน่ “ในเมื่อผ่านมาพบแล้วจะปล่อยคนลำบากไว้กลางทางเสียเฉยๆ ได้อย่างไร?”
หยางฉินพยักหน้า“ถ้าเช่นนั้นลองไปดูกันก่อน” ม้าทั้งสองจึงชะลอเดินเข้าหาคณะเดินทางนั้นเบื้องหน้ากำลังเผยสถานการณ์ที่มากกว่าเพียงแค่ล้อหัก เพราะพวกเขามีเด็กเล็กผู้หญิงตั้งครรภ์ และม้าพ่วงอีกสองตัวที่ไม่มีใครคุมเท่าไรนักอาจจะเพราะตื่นตกใจการปล่อยไว้นานคงเกิดปัญหาได้
หลิวชิงเซียงถอนใจเบาๆก่อนเอ่ยขึ้น “เราเสียเวลาได้ไม่มากก็จริงแต่ชีวิตคนก็สำคัญ”